เพื่อปกป้องแผ่นดิน ชาวโคลอมเบีย เหล่านี้ต้องจ่ายด้วยชีวิต

เพื่อปกป้องแผ่นดิน ชาวโคลอมเบีย เหล่านี้ต้องจ่ายด้วยชีวิต

นับจากปี 2016 ชาวโคลอมเบีย ที่เป็นผู้นำชุมชนถูกสังหารแล้ว 1,297 ราย หลังออกมาต่อต้านการรุกล้ำของนักพัฒนาที่ดินและแก๊งค้ายาเสพติด

หลุยส์ มานูเอล ซาลามังกา ทรงตัวอยู่บนบานประตูท้ายรถกระบะมีหลังคาที่โคลงเคลง เขาเกาะตะแกรงหลังคาไว้แน่น ขณะรถแล่นปัดไปปัดมาตามถนนชนบทลดเลี้ยวในเทือกเขาแอนดีส ตอนนั้นเป็นช่วงรุ่งสางของวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 2018 และนูโดเดอัลมากวยร์ เขตเขาสูงรูปโดมอันอุดมสมบูรณ์ทางตะวันตกเฉียงใต้ของโคลอมเบีย เพิ่งตื่นจากหลับใหล

เรากำลังมุ่งหน้าไปยังคินชานา หมู่บ้านขนาดราว 90 ครัวเรือนที่ซุกตัวอยู่ในเนินเขาเขียวชอุ่มกลาง สายหมอกของจังหวัดอุยลา ภูมิภาคที่ขึ้นชื่อเรื่องการปลูกกาแฟ การสำรวจน้ำมัน และแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำหลัก หลายสาย ทั้งยังเป็นต้นทางทอดสู่ชุมชนเล็กๆ ชื่อลาไกตานา และแหล่งโบราณคดีซึ่งมีศิลปวัตถุยุคก่อนโคลัมบัสอย่างบรรดาเทพเจ้าหินและคูหาฝังศพที่มีอายุในช่วงศตวรรษที่หนึ่งถึงแปด โบราณวัถตุเหล่านี้ถูกค้นพบอีกครั้ง ในปี 1942 และช่วยให้ภูมิภาคนี้เป็นที่รู้จักของโลกภายนอก

ชาวโคลอมเบีย, เซียร์ราเนบาดา
อาติ คีกัวประกอบพิธีคุ้มครองแม่น้ำสายหนึ่งในเทือกเขาเซียร์ราเนบาดาเดซานตามาร์ตาของจังหวัดเซซาร์ ทางตอนเหนือของโคลอมเบีย ในฐานะนักการเมืองและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชาวอาร์ดูอาโค เธอประท้วงการทำเหมืองและการพัฒนาขนาดใหญ่ที่เป็นภัยคุกคามต่อทรัพยากรธรรมชาติในเซียร์ราเนบาดา

ซาลามังกาอุทิศหน้าที่การงานของตนเพื่อศึกษาและรักษาประวัติศาสตร์ข้างต้น ชายวัย 64 ปีผู้นี้เป็น นักมานุษยวิทยาที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของโคลอมเบีย เขาพูดจานุ่มนวล เลือกเฟ้นถ้อยคำ ใบหน้าอ่อนโยน ทรงกลมรับกับจมูกกลมๆ รวมเป็นบุคลิกสุขุม อบอุ่น เหมือนความสบายของเสื้อสเวตเตอร์นุ่มฟู

ผมมาหาซาลามังกาในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านอันตึงเครียดสำหรับโคลอมเบีย ประเทศที่เผชิญกับความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธอยู่ครึ่งศตวรรษ ตอนนั้น ผมกำลังลัดเลาะไปตามแม่น้ำมักดาเลนา ลำน้ำ สายหลักในตำนานที่ทอดยาวกว่า 1,500 กิโลเมตรผ่านใจกลางประเทศในอเมริกาใต้แห่งนี้ และใช้เวลากับผู้คน ที่ทำงานส่งเสริมสันติภาพอันเปราะบางตามสองฝั่งแม่น้ำ กลางปี 2018 ถือเป็นช่วงเวลาที่ค่อนข้างสงบสุข แต่ไม่ยั่งยืน

กองกำลังติดอาวุธเพื่อการปฏิวัติแห่งโคลอมเบียหรือฟาร์ก (Revolutionary Armed Forces of Colombia: FARC) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากลัทธิมาร์กซ์ ทำสงครามกับรัฐบาลโคลอมเบียอยู่นานกว่าครึ่งศตวรรษ ความขัดแย้งนั้นดึงดูดกองกำลังติดอาวุธฝ่ายซ้ายอื่นๆ รวมทั้งกองกำลังกึ่งทหารฝ่ายขวา กลุ่มค้ายาเสพติด และทหารสหรัฐฯ ให้เข้ามาในพื้นที่ ส่งผลให้พื้นที่กว้างใหญ่กลางป่าดงและเขตห่างไกลอื่นๆ ไม่ปลอดภัยสำหรับ ทั้งนักท่องเที่ยวและคนท้องถิ่นเอง ผู้คนเกือบ 270,000 คนเสียชีวิตในความขัดแย้งดังกล่าว สูญหายไปอีก 81,000 คน และพลัดถิ่นฐานบ้านเกิดรวมแล้ว 7.4 ล้านคน

รูปสลัก, โคลอมเบีย
ผลงานจำลองรูปสลักยุคก่อนโคลัมบัสเฝ้าอารักขาน้ำตกแห่งหนึ่งในจังหวัดเกากาทางตะวันตกเฉียงใต้ของโคลอมเบีย วัฒนธรรมยุคโบราณเชื่อว่า รูปสลักหินตั้งขนาดใหญ่ยุคศตวรรษที่หนึ่งถึงแปดที่ปรากฏทั่วภูมิประเทศนี้ คอยพิทักษ์แม่น้ำและทุกสรรพชีวิต

ข้อตกลงสันติภาพที่ลงนามเมื่อปี 2016 ควรจะทำให้ทุกสิ่งเปลี่ยนไป ทหารกลุ่มฟาร์กตกลงวางอาวุธ ฝ่ายรัฐบาลให้คำมั่นว่ายินดีต้อนรับพวกเขากลับสู่สังคม ข้อสำคัญที่สุดคือรัฐบาลสัญญาว่าจะจัดหาและปรับปรุงบริการสาธารณะในเขตชนบทที่เคยอยู่ในการควบคุมของกลุ่มกองโจร จุดประกายให้เกิดความหวังว่า พื้นที่ ความขัดแย้งในอดีตจะกลับมาเปิดรับนักท่องเที่ยว และสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ชาวบ้านในพื้นที่

แต่ความเย้ายวนของผลประโยชน์ทางธุรกิจจากทรัพยากรที่ยังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์มาพร้อมกับราคา สูงลิบ นักธุรกิจเหมืองทองคำ เจ้าของฟาร์มปศุสัตว์ พ่อค้ายาเสพติดพากันย้ายเข้ามา ชาวบ้านที่กล้าลุกขึ้นปกป้องผืนดินและวัฒนธรรมของตนจากการพัฒนาต้องตกเป็นเป้า สถาบันเพื่อการพัฒนาและสันติศึกษา องค์กรไม่แสวงกำไรในกรุงโบโกตาที่รู้จักกันในชื่อ อินเดปาซ (Institute for Development and Peace Studies: INDEPAZ) รายงานว่า มี “ผู้นำสังคม” ชาวโคลอมเบีย 1,297 คนถูกฆาตกรรมหลังข้อตกลงสันติภาพปี 2016 เป็นต้นมา ในจำนวนนี้ หลายคนเป็นนักต่อสู้เพื่อปกป้องถิ่นเกิดและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชาวโคลอมเบียเชื้อสายแอฟริกันและชน

ชนพื้นเมือง, โคลอมเบีย, ชาวโคลอมเบีย
ในเขตแดนของชนพื้นเมืองชาวนาซาในจังหวัดเกากา สมาชิกกลุ่มกัวร์เดียอินดิเคนา (ผู้พิทักษ์พื้นเมือง) ประกอบพิธีขอความคุ้มครองจากเทพเจ้า เครือข่ายป้องกันภัยปราศจากอาวุธกลุ่มนี้ก่อตั้งขึ้นเพื่อพิทักษ์ผืนดินบรรพบุรุษจากกองกำลังติดอาวุธ นักค้ายาเสพติด และนักพัฒนาที่ดิน

“รูปแบบวิธีการสังหารผู้นำเหล่านี้ ประเภทของผู้นำที่ตกเป็นเป้า ไปจนถึงสถานที่เกิดเหตุ ล้วนบ่งชี้ว่า ทำกันอย่างเป็นระบบครับ” เลโอนาร์โด กอนซาเลซ จากอินเดปาซบอกผม ทั้งเป็นระบบและเกิดขึ้นถี่ถึงขนาดที่ว่า ปี 2020 โคลอมเบียขึ้นแท่นประเทศที่จัดว่าอันตรายที่สุดในโลกสำหรับนักสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปีที่สองติดต่อกัน ตามรายงานของโกลบอลวิตเนสส์ (Global Witness) องค์กรสืบสวนด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนซึ่งตั้งอยู่ในกรุงลอนดอน เกือบหนึ่งปีหลังวันที่ผมพบกับซาลามังกา นักมานุษยวิทยาผู้นี้กลายเป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตอย่าง น่าสลดใจไปด้วย คืนวันที่ 11 พฤษภาคม ปี 2019 เขาถูกยิงและทิ้งให้ขาดใจตายหน้าประตูบ้าน

เพิ่งไม่นานก่อนหน้านี้เองที่เมืองต่างๆ ซึ่งอยู่ในการควบคุมของกลุ่มฟาร์กเป็นเขตหวงห้ามสำหรับผู้ไม่ได้ รับเชิญ ทั้งชาวต่างชาติและชาวโคลอมเบียโดยเฉพาะพวกที่มีฐานะ ถูกลักพาตัวไปเรียกค่าไถ่ คนทำไม้และนักพัฒนาที่ดินต่างหลีกเลี่ยงพื้นที่ป่าเขาที่กลุ่มกบฏควบคุม สถานที่อย่างหมู่บ้านคินชานาซึ่งมีที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ใกล้กับช่องเขาที่เหล่าพ่อค้าเกลือ หนังสัตว์ และน้ำตาล นิยมใช้สัญจรก่อนยุคอุตสาหกรรม กลายเป็นระเบียงเชื่อมต่อของขบวนการลักลอบขนส่งอาวุธและยาเสพติด ซึ่งสนับสนุนเงินทุนให้กลุ่มกองโจร

ชาวโคลอมเบีย, ชนเผ่าพื้นเมือง
ฟาโนร์ มุลกูเอ ผู้นำชนเผ่าพื้นเมืองนาซาในโคลอมเบียตอนใต้ พินิจพืชในกลุ่มเอสเปเลเตียซึ่งเป็นพืชพื้นถิ่น ที่ช่วยกักน้ำในเขตที่ราบสูงแอนดีส แต่หลายชนิดมีสถานะใกล้สูญพันธุ์เพราะการรุกล้ำจากการทำเหมืองและการเกษตร

การปลดแอกพื้นที่ขนาดใหญ่ของดินแดนโคลัมเบียจากกลุ่มฟาร์กนับว่าเป็นประโยชน์ต่อวิทยาศาสตร์และการท่องเที่ยว โคลอมเบียเป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก เป็นแหล่งรวมของความหลากหลายทั้งทางระบบนิเวศ ภูมิทัศน์ และชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิต

ขณะเดียวกัน การอนุญาตให้คนทำไม้ เจ้าของไร่ปศุสัตว์ และคนทำเหมืองทองคำ เข้ามาได้อย่างเสรี กลับกระตุ้นให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าและการเพาะปลูกต้นโคคา ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของโคเคน พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2018 ตามรายงานของสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนโลสเบโซเตสในเทือกเขาเซียร์ราเนบาดาเดซานตามาร์ตา และการสำรวจโดยการขุดเจาะตามแนวแม่น้ำมักดาเลนา ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงของน้ำท่วมผืนดิน สารพิษปนเปื้อนแหล่งน้ำ การพลัดถิ่นของชุมชนและชนิดพันธุ์ต่างๆที่พึ่งพาระบบนิเวศทั้งสองแหล่งที่กล่าวมา

ชาวโคลอมเบีย
อะเล็กซานดรา อิซาเบล ซาลามังกา ถือภาพถ่ายของพ่อ หลุยส์ มานูเอล ซาลามังกา ตอนยังหนุ่ม นักมานุษยวิทยาและนักอนุรักษ์ที่โด่งดังของจังหวัดอุยลาผู้นี้ถูกฆาตกรรมเมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม ปี 2019 กระทั่งปัจจุบัน ยังไม่มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยรายใด

เจ้าหน้าที่รัฐไม่อาจควบคุมคนที่เห็นผลกำไรสำคัญกว่าการคุ้มครองทรัพยากรได้ มีหลักฐานของ การทุจริตอย่างกว้างขวางในหมู่เจ้าหน้าที่ส่วนภูมิภาค ซึ่งเพิกเฉยต่อการตัดไม้ทำลายป่า การทำเหมือง และการลักลอบค้าสัตว์ป่าที่ยังประโยชน์แก่กลุ่มชนชั้นนำ
ความล้มเหลวของรัฐที่ไม่อาจสร้างความยำเกรงในพื้นที่ที่เคยมีความขัดแย้งมาก่อน เอื้อให้กลุ่มอาชญากรต่างๆเติบโตเฟื่องฟู ต่อสู้แย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ลักลอบค้าตามระเบียงเชื่อมต่อและท่าเรือต่างๆที่ ใช้ ขนย้ายของเถื่อนได้

ทว่าเหล่านักกิจกรรมกำลังโต้กลับ และต้องแลกด้วยชีวิตตัวเอง ผู้ตกเป็นเป้ามีทั้งผู้นำชนพื้นเมือง ครูอาจารย์ นักวิทยาศาสตร์ นักอนุรักษ์ เกษตรกรที่พยายามปลูกพืชไร่ถูกกฎหมายแทนต้นโคคา นักการเมือง ฝ่ายอนุรักษนิยมจำนวนหนึ่งพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของเหล่านักรณรงค์เคลื่อนไหวว่าเป็นพวกนิยม ลัทธิมาร์กซ์ และกล่าวอ้างว่าอันตรายที่คนเหล่านั้นเผชิญอยู่เป็นเรื่องเล็กน้อย ซึ่งอาจเท่ากับให้ท้ายผู้ลงมือก่อการ

เรื่อง จอร์แดน ซาลามา
ภาพถ่าย ฟลอรองซ์ กูปิล

ติดตามสารคดี เพื่อปกป้องผืนแผ่นดิน พวกเขาต้องแลกด้วยชีวิต ฉบับสมบูรณ์ ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนมีนาคม 2565

สั่งซื้อนิตยสารได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/541514


อ่านเพิ่มเติม มัมมี่พันปี ความลี้ลับแห่ง หมู่เกาะคะแนรี

เรื่องแนะนำ

ตำนาน แมวกวัก และความเชื่อเรื่องอำนาจศักดิ์สิทธิ์ของแมวในญี่ปุ่น

ด้วยลักษณะท่าทางที่เชิญชวนจากการยกอุ้งเท้าและหูสีแดงที่ตั้งแหลม แมวกวัก เครื่องลางที่เป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีนี้ได้นำมาซึ่งโชคลาภมาแล้วหลายศตวรรษ สำหรับคนอเมริกันอาจรู้จักกันในนาม แมวกวักจีน ซึ่งนำมาประดับตกแต่งอย่างแพร่หลายตามชุมชนคนจีนหรือคนเอเชียรอบโลก แต่ตุ๊กตาปั้นแสนน่ารักนี้ไม่ได้มาจีนแต่อย่างไร เพราะ แมวกวัก มาจากญี่ปุ่น ชื่อมาเนคิเนโกะในภาษาญี่ปุ่น (แปลตรงตัวว่า ‘แมวกวัก’) ด้วยลักษณะที่ชูมือ (อุ้งเท้า) ขึ้น หูสีแดงตั้งแหลม เหรียญและเครื่องประดับอื่นๆ มาเนคิเนโกะได้นำมาซึ่งโชคลาภและความร่ำรวยมาแล้วหลายทศวรรษ ซึ่งตำนวนความเชื่อนี้เริ่มต้นจากญี่ปุ่น แมวตัวโปรด มีตำนานหนึ่งเริ่มต้นมาจากแมวตัวหนึ่งที่เกิดในวัดโกโทคุจิ ในช่วงยุคเอโดะ (1603–1868) ตามประวัติของวัดกล่าวไว้ว่า ในขณะที่ไดเมียว (ตำแหน่งเจ้าเมืองของญี่ปุ่น) อี นาโอทากะ กำลังเดินทางเพื่อล่าเหยี่ยว เขารอดจากการถูกฟ้าผ่าเมื่อแมวของเจ้าอาวาสของวัดอย่างเจ้าทามะกวักมือเรียกเขาให้เข้าไปในวัดโกโทคุจิ ด้วยความซาบซึ้งที่แมวได้ช่วยชีวิตเขาไว้ เขาจึงสร้างให้แมวเป็นนักบุญของวัดและให้มีการสร้างศาลเจ้าของแมวนับตั้งแต่นั้น ทุกวันนี้ พื้นที่อันเงียบสงบของวัดโกโทคุจิเต็มไปด้วยรูปปั้นแมวกวักนับพันตัวในขนาดที่ต่างกัน ผู้มาเยือนต่างเข้ามาเพื่อชมแมวกวักสีขาวที่เรียงรายอยู่ มักปั้นเป็นรูปแมวญี่ปุ่นหางสั้นอันเป็นสายพันธุ์ที่มักปรากฏในตำนานท้องถิ่น และต่างมาขอพรเพื่อความโชคดี ใกล้กับย่านอาซากุสะในโตเกียว มีตำนานหนึ่งของศาลเจ้าอิมาโดะ ซึ่งถือเป็นที่มาของศาลเจ้าแมวกวักอีกแห่งหนึ่ง ในปี 1852 หญิงชราผู้หนึ่งที่อาศัยในย่านอิมาโดะนั้นมีฐานะยากจน และไม่สามารถเลี้ยงดูแมวที่เธอเลี้ยงไว้ได้จนจำต้องปล่อยแมวตัวนั้นทิ้ง และในคืนนั้น แมวตัวนั้นได้เข้ามาในฝันของหญิงชราและพูดว่า “หากเธอทำตุ๊กตารูปของฉัน ฉันจะนำโชคลาภมาให้เธอ” หญิงชราทำตามคำแนะนำของแมวตัวนั้นด้วยการปั้นเซรามิกรูปแมวและนำไปขายที่ประตูหน้าศาลเจ้า แมวตัวนั้นรักษาคำสัญญา ตุ๊กตาแมวเซรามิกเริ่มได้รับความนิยมจนช่วยหญิงชราผู้นั้นให้หลุดพ้นจากความยากจนในที่สุด แต่ไม่ว่าตำนานใดจะเป็นจุดเริ่มต้นที่แท้จริง แต่มีสิ่งหนึ่งที่แน่ใจได้เลยว่า: แมวคือสิ่งนำโชคลาภ […]

ความงามที่เปลี่ยนแปลงไปของชนเผ่าอะปาตานี

หากคุณผู้อ่านเกิดเป็นผู้หญิงใน ชนเผ่าอะปาตานี ที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านในรัฐอรุณาจัลประเทศ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียถ้าคุณอยากเป็นคนสวย คุณต้องเจาะจมูก เจาะหู สวมใส่ดุมขนาดใหญ่ ตลอดจนสักที่ใบหน้า เพราะวัฒนธรรมเหล่านี้คือความงามในสายตาของชาวอะปาตานี แต่หลายสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตลอดระยะเวลาช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันผู้คนในหมู่บ้านปฏิเสธการเจาะ บ้างก็ไปศัลยกรรมลบรอยสักที่ใบหน้าออก พวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าสมัยใหม่แทนที่จะสวมเสื้อผ้าที่ทอมือขึ้นเองตามวัฒนธรรมของหมู่บ้าน เสียงจาก  Bullo Dith หญิงชราประจำหมู่บ้าน Ziro จะบอกเล่าให้คุณผู้อ่านฟังว่าตัวเธอรู้สึกอย่างไรบ้างกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป   อ่านเพิ่มเติม : ภาพถ่ายโบราณเผยความสวยงามของเจ้าสาวจากทั่วโลก, เบื้องหลังการตามหาหญิงสาวชาวอัฟกานิสถาน เจ้าของดวงตาอันเปี่ยมมนตร์สะกด

My Octopus Teacher : บทเรียนจากหมึกยักษ์

My Octopus Teacher: บทเรียนจากหมึกยักษ์ สารคดีที่จะทำให้คุณอบอุ่นหัวใจ และหลงรักในธรรมชาติอีกครั้ง ที่งานประกาศรางวัลออสการ์ครั้งที่ 93 ปี 2021 ภาพยนตร์สารคดีที่คว้ารางวัลในสาขานี้ไป ได้แก่ My octopus teacher : บทเรียนจากหมึกยักษ์ ในกลุ่มนักวิจารณ์ภาพยนตร์ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นหนึ่งในสารคดีธรรมชาติที่ควรรับชม สารคดีเรื่องนี้ได้นำเสนอเรื่องราวของ เครก ฟอสเตอร์ ผู้ที่ใช้เวลาร่วมปีกับการดำน้ำในบริเวณเดิมเพื่อตามหา ‘เธอ’ หมึกยักษ์ตัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในดงสาหร่ายเคลป์ ซึ่งเป็นเขตน้ำเย็นของแนวชายฝั่งประเทศแอฟริกาใต้ นอกจากความตระการตาของโลกใต้น้ำ สารคดีเรื่องนี้ยังถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก และแง่มุมต่างๆ ของการศึกษาธรรมชาติออกมาได้อย่างดีเยี่ยม อบอุ่นหัวใจไปกับความผูกพันระหว่างคนและหมึกยักษ์ เครก ฟอสเตอร์ ผู้กำลังดิ้นรนเพื่อหาจุดมุ่งหมายในชีวิต ตัดสินใจเดินตามแรงบันดาลใจในวัยเด็ก ด้วยการดำน้ำโดยปราศจากถังออกซิเจน หรือ free diving ลงไปในน้ำทะเลเย็นเฉียบ ใกล้เมืองเคปทาวน์ในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นแหล่งอาศัยของเขา ในช่วงแรก มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่มนุษย์คนหนึ่งจะดำดิ่งลงไปสำรวจโลกใต้ทะเลโดยปราศจากถังออกซิเจน เขาต้องเผชิญกับคลื่นลมที่รุนแรง และอุณหภูมิของน้ำที่เย็นจัด แต่โลกใต้น้ำที่เขาได้พบเจอช่างเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์และน่าหลงใหล ราวกับเข้าไปอยู่อีกโลกหนึ่ง เครกกล่าวว่า “การมีถังออกซิเจน ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด เพราะ เขาต้องการเป็นเหมือนสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และต้องการใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” […]

ภาพความสนิทสนมของคนรักงูกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก

โดย อเล็กซานดรา เกโนวา ภาพถ่าย จาน่า โรมาโนว่า งูเป็นที่น่าหลงใหลและน่ารังเกียจผ่านสายตามนุษย์มานานนับสหัสวรรษ ในอารยธรรมกรีกโบราณ งูคือสัญญาณแห่งความอุดมสมบูรณ์และการเกิดใหม่ ในขณะที่บรรดาชาวคริสต์มองว่างูคือสัญลักษณ์ของการหลุดพ้น ทุกวันนี้งูไม่ใช่แค่อยู่ในวัฒนธรรมป๊อป แต่พวกมันคือสัตว์เลี้ยงประจำบ้าน จาน่า โรมาโนว่า ช่างสาวภาพชาวรัสเซียผู้เป็นโรคกลัวงู เริ่มต้นโปรเจคเก็บภาพระยะยาวของงูและเจ้าของตามบ้าน ซึ่งการเลี้ยงงูกลายมาเป็นเรื่องปกติธรรมดา เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลง “ฉันต้องการสำรวจความหวาดกลัวของตนเองและหาคำตอบว่าทำไมผู้คนถึงเก็บสิ่งมีชีวิตนี้ไว้เป็นสัตว์เลี้ยง” เธอกล่าว แต่ภาพถ่ายของโรมาโนว่าไม่ใช่ภาพถ่ายของงูแบบทั่วๆ ไป “ภาพถ่ายของงูในสิ่งแวดล้อมต่างๆ” ผลักการมีส่วนร่วมของผู้ชมออกไป เธอกล่าว ในบรรดารูปที่น่าสนใจของเธอ งูโบอาตัวอ้วนเลื้อยไปมารอบๆ ตู้ไม้, งูเหลือมเลื้อยพันเตารีดที่ตั้งเอาไว้ และงูข้าวโพดเลื้อยไปมาระหว่างแม่เหล็กที่ติดบนตู้เย็นลายเสือดาว   แก้ปัญหาความกลัวงู การถ่ายภาพให้งูกลมกลืนไปกับลวดลายและพื้นหลังไม่ได้แค่เป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ยังเป็นการท้าทายตัวเธอเองอีกด้วย “ในตอนแรกเริ่ม ฉันไม่แม้แต่จะมองภาพของพวกมันด้วยซ้ำ” เธอกล่าว “ทุกวันนี้ถ้าให้เลี้ยงสักตัวเป็นสัตว์เลี้ยง ก็โอเคนะ” จากการสำรวจผ่านโปรเจคดังกล่าว เธอสามารถวิเคราะห์จุดเริ่มต้นของความกลัวงูออกมาได้ “ความกลัวงูส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ผ่านวัฒนธรรม” เธอกล่าว “เช่นในหนังสยองขวัญ, พ่อแม่ที่เตือนลูกๆ ว่างูเป็นสัตว์อันตรายหรือแม้กระทั่งข่าวปลอมๆ ที่ว่างูกลืนเจ้าของลงท้องไป” โรมาโนว่ายังประหลาดใจมากที่พบว่าผู้ชายจำนวนมากเลี้ยงงูเป็นสัตว์เลี้ยง “ฉันคิดมาตลอดว่าผู้หญิงน่าจะเลี้ยงงูเยอะกว่า เพราะภาพถ่ายจำนวนมากของงูที่กำลังพันรอบตัวพวกเธอ”   สเตอริโอไทป์แบบโซเวียต อีกหนึ่งความท้าทายของเธอในการทำโปรเจคนี้คือ “การแสวงหาความงดงามของยุคหลังโซเวียต” “มันมีความเชื่อหรือภาพลักษณ์ที่มองว่าชาวรัสเซียและบรรดาอดีตประเทศโซเวียตเป็นคนยังไง” […]