พัฒนาการเด็ก ได้รับผลกระทบจากการเก็บตัวช่วงโควิด-19 อย่างไรบ้าง

พัฒนาการเด็ก ได้รับผลกระทบจากการเก็บตัวช่วงโควิด-19 อย่างไรบ้าง

ผู้เชี่ยวชาญอธิบายถึงผลกระทบของ พัฒนาการเด็ก และวิธีสนับสนุนเด็กที่ต้องใช้ชีวิตแบบ “บังเกอร์ เบบี้” หรือเด็กในหลุมหลบภัยในช่วงเวลากว่าสองปีที่ผ่านมา

ความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นมากมายเมื่อสหรัฐอเมริกาเริ่มมีการใช้มาตรการล็อกดาวน์เพื่อลดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโคโรนาในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 มีการศูนย์เลี้ยงเด็กและโรงเรียนทั่วประเทศ พ่อแม่จากหลายครอบครัวต้องตกงาน อีกหลายครอบครัวต้องทำงานและเก็บตัวอยู่ที่บ้าน เด็กๆ นับล้านคนต้องกลายเป็น “บังเกอร์ เบบี้” (Bunker Babies) หรือเด็กในหลุมหลบภัย พวกเขาต้องเติบโตในยุคที่ห่างไกลจากความปกติที่เคยเป็นมา

หนึ่งในคำแรกที่ “Winnie” หนูน้อยวัย 3 ขวบพูดได้คือคำว่า “มาสก์” คุณ Nick Ruggia พ่อของเธอกังวลว่า Winnie จะมีมุมมองไม่ดีต่อโลกและชีวิต เช่นเดียวกับคุณ Mike John คุณพ่ออีกรายในวอชิงตัน ดี.ซี. ซึ่งก็เป็นห่วงพัฒนาการทางสังคมของหนู “Luna” ลูกสาววัยสี่ขวบที่ต้องใส่หน้ากาก KN-95 ไปเรียน “เธอไม่ค่อยมีโอกาสได้เล่นหรือแม้แต่คุยกับเด็กวัยเดียวกันกับเธอ” คุณ John กล่าว พ่อแม่อีกหลายคนสอนให้ลูกระมัดระวังตัวจากการติดเชื้อ ในขณะที่บางครอบครัวสร้าง “เครือข่าย” พบปะระหว่างครอบครัวที่รักษามาตรฐานความปลอดภัยระดับเดียวกัน

พัฒนาการเด็ก
Esme กำลังเล่นอยู่คนเดียวที่สนามเด็กเล่นในเมืองนิวยอร์กที่เพิ่งกลับมาเปิดตอนเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 ในตอนนั้น หนู Esme มีอายุใกล้ 2 ขวบ เธอมักโหยหาเวลาเล่นข้างนอกและการมีเพื่อน “เด็กเล็กยังไม่ค่อยอยากเล่นกับคนอื่นเท่าไหร่จนกว่าพวกเขาจะอายุราว 2 ขวบ” คุณ Seth Pollak นักจิตวิทยาและนักประสาทวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน กล่าว
เมื่อเชื้อระบาดรุนแรงอีกครั้งในเมืองนิวยอร์กเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 คุณ McClure พา Esme หลบไปพักผ่อนที่เมืองเชสเชียร์ รัฐแมสซาชูเซตส์ ในรูป คุณ McClure กำลังอาบน้ำกับ Esme ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการสร้าง “ทักษะการฝึกใจให้แข็งแกร่ง” (resilience) ในเด็กสามารถทำได้โดยการที่เด็กมีผู้ใหญ่คอยมอบความรัก ความเอาใจใส่และเป็นพื้นฐานมั่นคงสำหรับพัฒนาการทางสังคมแก่พวกเขา

ไม่ว่าแต่ละครอบครัวจะใช้วิธีหรือมาตรการใดๆ เหล่าผู้ปกครองก็ยังกังวลถึงพัฒนาการของเด็กๆ ในชีวิตท่ามกลางโรคระบาด สถานการณ์ในระยะเวลากว่าสองปีที่ผ่านมา ทำให้เด็กๆ ต้องเติบโตโดยขาดโอกาสเรียนรู้วิธีการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (Social Interaction) ซึ่งเด็กอายุต่ำกว่าห้าขวบยังเป็นกลุ่มที่ไม่สามารถรับวัคซีนได้ และการติดเชื้อมาพร้อมกับความเสี่ยงของอาการโควิดระยะยาวหรือ “‘ลองโควิด” (Long COVID) ซึ่งจะส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กได้ หลากหลายปัจจัยสร้างแรงกดดันให้ทั้งผู้ใหญ่และเด็กที่อยู่ในช่วงพัฒนาการที่สำคัญ

“ฉันคิดว่าไม่มีพ่อแม่ของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบคนไหนที่ไม่รู้สึกเครียดในตอนนี้” คุณ  Amy Learmonth ผู้ศึกษาพัฒนาการด้านสติปัญญา (Cognitive Development) ที่มหาวิทยาลัยวิลเลี่ยม แพ็ตเตอร์สันกล่าว

คุณ James Griffin หัวหน้าศูนย์พัฒนาการและสุขภาพเด็กยูนิซ เคนเนดี้ ไชรเวอร์ (NICHD) กล่าวว่าการใช้ชีวิตแบบเก็บตัวจะส่งผลกระทบต่อพัฒนาการระยะยาวของเด็กหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสภาพความเป็นอยู่เดิมของแต่ละครอบครัว “หากเด็กหรือครอบครัวมีปัญหาอยู่ก่อนแล้ว การใช้ชีวิตท่ามกลางโรคระบาดจะทำให้ปัญหามีผลกระทบต่อเด็กรุนแรงขึ้นอีก” เช่นหากเด็กมีความเครียดตอนอยู่บ้าน พ่อแม่ต้องทำงานและไม่ค่อยมีเวลาดูแลเอาใจใส่ลูก หรือเด็กต้องสูญเสียคนที่รักไป เรื่องเลวร้ายเหล่านี้จะมีแรงกดดันเพิ่มขึ้นในตัวเด็ก

คุณ Jennifer McClure และ Esme Smith ลูกสาววัย 19 เดือนของเธอกำลังลองใส่หน้ากากเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2563 หลังคุณ Bill de Blasio นายกเทศมนตรีเมืองนิวยอร์กสั่งปิดร้านอาหารและโรงเรียนเพื่อลดการระบาดของไวรัสโคโรนา ในช่วงเวลานั้น การติดเชื้อและผู้เสียชีวิตรายวันกำลังพุ่งสูง ศูนย์ควบคุมโรคติดต่อสหรัฐอเมริกาได้มีการจำกัดการรวมคนให้ไม่เกิน 50 คน การลองใส่หน้ากากของคุณ McClure และลูกเรียกได้ว่าเป็นการลองใส่เล่นๆ เพราะเธอและลูกไม่ได้ออกจากย่านฮาร์เลมแม้แต่ก้าวเดียวเป็นเวลากว่าหลายสัปดาห์ ตอนนี้ คุณ McClure เป็นหนึ่งในเหล่าพ่อแม่ผู้ปกครองทั่วประเทศที่กังวลถึงผลกระทบระยะยาวในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบจากการใช้ชีวิตเก็บตัวในยุคของโรคระบาด

โรคระบาดอาจมีผลกระทบต่ำต่อพัฒนาการด้านสัมคมในเด็กอายุต่ำกว่าสองขวบ

การทดลองวัคซีนโควิด-19 สามเข็มสำหรับเด็กเล็กของ Pfizer-BioNTech ถูกคาดหมายว่าจะมีผลสรุปในเดือนเมษายนนี้ เมื่อวัคซีนยังอยู่ในขั้นตอนการทดลอง ผู้ปกครองจึงกังวลว่าลูกๆ ของพวกเขาจะสามารถทำกิจกรรมอะไรที่ไม่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้บ้าง

คุณ Amanda Jolly และครอบครัวอาศัยอยู่ในพอลส์ วอลเล่ย์ รัฐโอคลาโฮมา เธอเลือกที่จะไม่ฉีดวัคซีนให้สมาชิกครอบครัวใกล้ชิดของเธอ  และพยายามให้ Sage ลูกชายที่กำลังเรียนชั้นอนุบาลของเธอได้ใช้ชีวิตโดยปกติที่สุด ในขณะที่ครอบครัวของเด็กชาย Brody ใช้ชีวิตแบบระมัดระวัง ซึ่งหลังจากเกิดโรคระบาด คุณ Lindsey Dobin แม่ของ Brody ต้องตกงาน ในขณะที่คุณพ่อ Brett Dobin ซึ่งเป็นครูในเมืองนิวยอร์กต้องทำงานที่บ้านเมื่อโรงเรียนปิดและพวกเขาก็ใช้ชีวิตแบบ “หลีกเลี่ยงโลกภายนอก” ตั้งแต่นั้นมา อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 ที่ผ่านมา คุณ Lindsey ต้องกลับไปทำงานและเธอจำเป็นต้องพา Brody ไปฝากไว้กับศูนย์รับเลี้ยงเด็ก แม้ว่าเธอจะดีใจที่ลูกชายอายุ 2 ขวบของเธอจะได้มีโอกาสเรียนรู้และเข้าสังคม แต่เธอก็ยังกลัวว่าสักวันหนึ่งลูกชายของเธอจะป่วย “ทุกคืนฉันต้องนอนกังวลว่าเขาจะป่วยรึเปล่า มันน่ากลัวมาก”

อย่างไรก็ดี การอยู่บ้านของเด็กวัยเยาว์อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้ายอะไร คุณ Seth Pollak นักจิตวิทยาและนักประสาทวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน แมดิสัน กล่าวว่า “ไม่มีข้อบ่งชี้ว่าพัฒนาการด้านสังคมของเด็กจะได้รับผลกระทบ” และ “เด็กเล็กยังไม่ค่อยอยากเล่นกับคนอื่นเท่าไหร่จนกว่าพวกเขาจะอายุราว 2 ขวบ” ซึ่งเด็กเล็กมักมีพฤติกรรมการเล่นแบบคู่ขนาน (parallel play) ที่มักเป็นการเล่นของเล่นคนเดียวโดยไม่ค่อยสนใจคนอื่น เมื่อเด็กอายุราว 3 ขวบ จินตนาการในการเล่นที่สูงขึ้นจะทำให้พวกเขาอยากมีเพื่อน

คุณ Amy Learmonth กล่าวว่าการที่เด็กเล่นกับเด็กคนอื่นเป็นการเล่นเชิงโต้ตอบ (interactive play) ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อพัฒนาการด้านสติปัญญาและช่วยฝึกทักษะด้านสังคม การเล่นเชิงโต้ตอบช่วยให้เด็กเรียนรู้การเจรจา การแบ่งปัน การไม่แย่งของหรือทำร้ายความรู้สึกผู้อื่น เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กเข้าใจว่าจะให้ทุกอย่างเป็นไปดั่งใจตัวเองคนเดียวไม่ได้

“การเล่นมักถูกเรียกว่าเป็นการพักผ่อนจากการเรียน แต่สำหรับเด็กๆ แล้วการเล่นนั้นคือการเรียนรู้ของพวกเขา” คุณ Fred Rogers พิธีกรรายการเด็กชาวอเมริกันผู้โด่งดังเคยกล่าว

เจ้าหนู Esme กำลังเรียนการเต้นกับศูนย์เลี้ยงเด็กที่เธอเคยไปทุกสัปดาห์ก่อนเกิดโรคระบาด ไม่กี่นาทีถัดไปเธอก็เลิกสนใจและเดินไปทำอย่างอื่น ไม่ต่างจากเด็กอีกหลายคนในวัยเดียวกัน
Esme กำลังปีนหน้าต่างในห้องนั่งเล่น ครอบครัวของเธออาศัยอยู่ในอะพาร์ตเมนต์ในย่านฮาร์เลม เมืองนิวยอร์ก Esme ชอบยืนบนขอบหลังหน้าต่างและโบกมือให้คนที่เดินทางผ่าน ไม่ก็ตะโกนไล่นก เธออยากออกไปข้างนอกแต่ครอบครัวของเธอไม่อนุญาต แม้เด็กมักมีอาการของโรคโควิด-19 ไม่รุนแรงเท่าผู้ใหญ่ แต่การติดเชื้อย่อมมาพร้อมกับความเสี่ยงของอาการโควิดระยะยาวหรือ “‘ลองโควิด” (Long COVID) อยู่เสมอ
พ่อแม่ซื้อของเล่นและอุปกรณ์ศิลปะมากมายไว้ให้ Esme เล่นระหว่างที่ครอบครัวของพวกเขาใช้ชีวิตแบบเลี่ยงการออกไปข้างนอก

สัญญาณที่ดี

งานวิจัยของทีมพยาบาลกุมารเวชศาสตร์  “AANP” ซึ่งเป็นการศึกษาพฤติกรรมพัฒนาการตามวัย (developmental milestones) เช่นทักษะการใช้กล้ามเนื้อ (motor skills) การปฏิบัติตัวต่อคนแปลกหน้า การยิ้มตอบ การพูด การใช้คำศัพท์ ทักษะการแก้ปัญหาและพฤติกรรมอื่นๆ ในเด็กอายุ 6 ถึง 36 เดือน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมพัฒนาการตามวัยของเด็กที่เติบโตในช่วงโรคระบาดนั้นแทบไม่แตกต่างจากเด็กที่เติบโตก่อนช่วงโรคระบาดเลย ซึ่งผลการศึกษาไม่พบความแตกต่างพัฒนาการด้านสัมคมระหว่างเด็กทั้งสองกลุ่ม แต่พบความแตกต่างเล็กน้อยในทักษะการสื่อสารของเด็กอายุ 6-12 เดือนระหว่างเด็กทั้งสองกลุ่ม

“การศึกษาของเรามีผลลัพธ์เป็นสัญญาณที่ดี” คุณ Bernadette Sobczak หนึ่งในผู้ร่วมวิจัยกล่าว

อย่างไรก็ดี การใช้ชีวิตช่วงโรคระบาดอาจเริ่มมีผลกระทบต่อเด็กที่ในปัจจุบันอายุ 3-6 ปี  คุณ Anna Johnson สังเกตว่าเธอเห็นเริ่มเห็นความล่าช้าของพัฒนาการทางสังคมในเด็กบางคน และเธออธิบายว่าในช่วงก่อนโรคระบาด เด็กๆ มักได้รับการวินิจฉัยเรื่องพัฒนาการที่ล่าช้าอยู่เสมอ แต่ความกังวลของผู้ปกครองหลังเกิดโรคระบาดทำให้เด็กหลายคนไม่ได้มาหาหมอและรับการวินิจฉัย ซึ่งคุณ Johnson เป็นห่วงว่าเด็กบางคนอาจไม่ได้รับการวินิจฉัยอย่างทันท่วงที “เด็กส่วนใหญ่จะได้รับการตรวจสอบพัฒนาการตอนช่วงอายุ 18 เดือนถึง 4 ขวบ เด็กอาจมีความล่าช้าด้านภาษาซึ่งแก้ได้โดยการช่วยเหลือตั้งแต่ระยะแรก แต่ถ้าเด็กพวกนั้นไม่ได้รับการวินิจฉัยล่ะ อะไรจะเกิดขึ้นกับพวกเขา?” คุณ Johnson กล่าว

นอกจากนี้ คุณ Seth Pollak กล่าวว่าภาวะโรคระบาดกำลังสร้างแรงกดดันให้หลายครอบครัว เด็กๆ ที่กำลังเข้าเรียนชั้นอนุบาลหลายคนมาจากครอบครัวที่มีปัญหาและขาดความอบอุ่น ซึ่งเด็กมักใช้เวลาที่บ้านอยู่กับหน้าจอดิจิทัลมากกว่าการพูดคุยกับคนอื่นหรือการทำกิจกรรมที่ส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย ส่วนคุณ Cathi Propper นักวิจัยผู้ศึกษาพัฒนาการเด็กแห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนากล่าวว่าผู้ปกครองที่มีความเครียดและสภาพจิตใจย่ำแย่อาจมีปัญหาในการดูแลลูก ครอบครัวที่มีปัญหามักเป็นปัจจัยทำให้เด็กมีประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก (adverse childhood experiences) ซึ่งส่งผลกระทบต่อพัฒนาการทั้งด้านปัญญาและด้านสังคมในระยะยาวได้

แม้สถานการณ์อาจดูย่ำแย่ แต่ความรักและความอบอุ่นยังเป็นที่พึ่งให้เด็กๆ ได้เสมอ ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่าการมีพ่อ แม่ หรือผู้ใหญ่คนใดคนหนึ่งคอยมอบความเอาใจใส่และเป็นพื้นฐานมั่นคงสำหรับพัฒนาการทางสังคมแก่เด็ก จะช่วยเสริมสร้าง “ทักษะการฝึกใจให้แข็งแกร่ง” (resilience) ในตัวเด็กซึ่งช่วยให้พวกเขาฝ่าฝันเหตุการณ์ความยากลำบากในชีวิตได้ นอกจากนี้ การเอาใจใส่ให้เด็กได้ดูสื่อดิจิทัลที่มีคุณภาพมีส่วนช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาและเตรียมความพร้อมก่อนเข้าโรงเรียนให้กับเด็กได้

อย่างไรก็ดี การเข้าใจภาพรวมของเด็กรุ่นที่ต้องเติบโตในช่วงโรคระบาดยังคงต้องใช้เวลาอีกมากเนื่องจากการเก็บข้อมูลในช่วงโรคระบาดเป็นไปอย่างยากลำบาก โดยการวิจัยในเด็กเล็กแบบต่อหน้า อาจทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนจากการใส่หน้ากากบดบังสีหน้าและใบหน้า ส่วนการวิจัยโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์มักเป็นการเก็บข้อมูลจากผู้ปกครองซึ่งไม่ได้มาจากการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ซึ่งคุณ Griffin หัวหน้าศูนย์ NICHD กล่าวสรุปง่ายๆ ว่า “เรายังไม่มีข้อมูลวิจัยที่ดีพอในตอนนี้”

ปัญหาในเด็กวัย 3-5 ขวบ

ในตอนนี้ คุณครูและโรงเรียนยังคงเป็นที่พึ่งสำคัญสำหรับหลายครอบครัว คุณ Amanda Jolly ซึ่งเป็นครูในย่านชนบทพอลส์ วอลเล่ย์ รัฐโอคลาโฮมาเล่าว่ามาตรการล็อกดาวน์ลดการแพร่เชื้อในปี พ.ศ. 2563 ถึง 2564 ทำให้เด็กๆ ต้องหยุดเรียนไปถึงหนึ่งปี คุณ Jolly แจกแจงและเล่าสิ่งที่เธอกำลังพบในตัวลูกชายและเด็กในชั้นอนุบาลคนอื่นๆ ของเธอ ซึ่งเด็กเหล่านั้นมีอายุราว 3-5 ปีในระยะแรกของโรคระบาด

“เด็กๆ คุ้นชินกับโรงเรียนยากขึ้น พวกเขาทำตัวไม่ถูกเมื่อมีเด็กๆ คนอื่นอยู่ด้วย การจะให้เด็กตั้งใจฟังหรือเรียนก็ยากขึ้น เด็กหลายคนแก้ปัญหาหรือทำอะไรด้วยตัวเองไม่ค่อยเป็น” ซึ่งคุณ Jolly กล่าวว่า แม้พฤติกรรมเหล่านี้จะพบได้ทั่วไปในเด็กอนุบาล แต่มันดูเหมือนว่าตอนนี้จะพบได้มากกว่าปกติ

เด็กๆ “ชอบกอด” มากขึ้น “พวกเขาต้องการความเอาใจใส่และกลัวการทำผิดพลาด” คุณ Jolly กล่าว และเธออธิบายว่าสถานการณ์กว่าสองปีที่ผ่านมาส่งผลกระทบทางใจต่อเด็กๆ อย่างเห็นได้ชัด “เด็กบางคนต้องเสียคนที่รักไป พวกเขาจึงดูเศร้าและหม่นหมองอยู่เสมอ “ฉันรู้สึกว่ามีเด็กอารมณ์ร้อนมากขึ้นกว่าเดิมด้วยค่ะ”

ความเหลื่อมล้ำก็กำลังขยายวงกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน “เด็กๆ หลายคนบอกว่าเขาหิว และเด็กหลายคนเนื้อตัวไม่ค่อยสะอาดเหมือนก่อนด้วย” คุณ Jolly กล่าว

คุณ Anna Johnson กล่าวว่าคุณครูอนุบาลต้องพร้อมรับมือกับเด็กที่มีความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น “เด็กบางคนยังไม่เคยนั่งเก้าอี้ข้างเด็กคนอื่นและไม่เคยมีใครสั่งให้เขาเขียนอะไรมาก่อน เด็กบางคนอาจไม่ชอบเสียงดัง ไม่เคยมีตารางเวลาหรือต้องแบ่งของกับเด็กคนอื่น” ส่วนคุณ Griffin เปรียบชั้นอนุบาลว่าเป็นค่ายฝึกเข้าโรงเรียนสำหรับเด็กที่จะเลื่อนชั้นขึ้น ป. 1 ในเดือนมิถุนายนนี้ ซึ่งถ้า “เด็กคนไหนที่ยังไม่พัฒนาทักษะการนั่งอยู่กับที่ การรอคิวตัวเองพูด การเข้าแถว การทำตามคำสั่งหรือทักษะอื่นๆ เมื่อขึ้น ป. 1 พวกเขาเสี่ยงต่อความล้มเหลวในระบบของโรงเรียน”

คุณ Johnson กล่าวว่าสำหรับเด็กที่ครอบครัวมีปัญหา โรงเรียนมักเป็นตัว “ปรับสมดุล” โดยมีทั้งการให้อาหารและการดูแลเอาใจใส่ที่เพียงพอแก่เด็ก การปิดโรงเรียนช่วงที่ผ่านมาอาจทำให้เด็กบางคนขาดสิ่งเหล่านี้ไป ในตอนนี้โรงเรียนควรให้ความสำคัญกับสภาพจิตใจเด็กเพื่อช่วยให้พวกเขามีชีวิตที่ปกติได้ อย่างไรก็ตาม คุณ Learmonth ไม่มั่นใจว่าเด็กๆ ทุกคน โดยเฉพาะเด็กที่มาจากครอบครัวที่ลำบาก และเด็กมีความต้องการพิเศษจะได้รับการช่วยเหลือที่เพียงพอ

หนู Esme ไม่ยอมใส่ถุงมือที่แม่ซื้อมาให้หลังการล็อกดาวน์ผ่านไปสองสัปดาห์ ผู้เชี่ยวชาญและผู้ปกครองหลายคนมีความหวังว่าการเติบโตในช่วงเวลาห่างไกลจากความปกติเหล่านี้จะทำให้เด็กมีความยืดหยุ่นและปรับตัวเก่ง คุณ Mike John คุณพ่อในวอชิงตัน ดี.ซี. เป็นห่วงลูกสาววัยสี่ขวบของเขา แต่เขายังหวังว่าเธอจะได้เรียนรู้ความรักและความสำคัญของการอยู่กับคนที่รักผ่านช่วงเวลานี้

ภาพรวมยังคงอยู่ในแง่บวก

หากมองโดยภาพรวมแล้วทุกอย่างยังคงอยู่ในเกณฑ์ดี เด็กๆ หลายคนจะยังสามารถเติบโตได้เป็นปกติเนื่องจากมนุษย์วัยเยาว์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความยืดหยุ่นสูงและปรับตัวเก่ง ผู้เชี่ยวชาญยังคงมองสถานการณ์ในแง่บวก “โรคระบาดนี้คงไม่ได้ทำให้เด็กเกลียดการเข้าสังคมมากกว่าปกตินะ” คุณ Johnson กล่าว ซึ่งคุณ Pollak เห็นด้วยและสนับสนุนว่า “ผมคิดว่าเด็กๆ ส่วนใหญ่จะยังเติบโตได้ปกติดีนะ ถ้าเราให้การสนับสนุนอย่างเหมาะสม”

สถานการณ์ของโรคระบาดกำลังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ และโรคระบาดอาจกลายเป็นโรคท้องถิ่นในไม่ช้า แต่ถึงแม้สถานการณ์จะดีขึ้น เด็กๆ ก็มักไม่ชอบความเปลี่ยนแปลง คุณ Pollak กล่าวว่า “เด็กๆ ชอบความมั่นคง” แค่การปรับเปลี่ยนกิจวัตรอาจทำให้เด็กมีปัญหาในการนอนหลับหรือมีอารมณ์หงุดหงิดได้เป็นสัปดาห์จนกว่าจะชิน

คุณ Lindsey Dobin เล่าถึงตอนต้นปีที่เธอพาลูกชาย Brody ไปฝากศูนย์เลี้ยงเด็กว่า “เขาร้องไห้จะเป็นจะตายอยู่เป็นสามอาทิตย์ ฉันปวดใจมากที่เห็นเขาคร่ำครวญแบบนั้น” แต่ผ่านไปหกสัปดาห์ Brody ก็ไม่ร้องไห้อีก

คุณพ่อของหนู Winnie กำลังรอให้เธอได้ฉีดวัคซีนก่อนจะส่งเธอไปโรงเรียน ในระหว่างนั้น พวกเขาจะเล่นเกม อ่านหนังสือ วาดภาพและอาจใส่หน้ากากออกไปข้างนอกหากมีที่ที่พวกเขารู้สึกปลอดภัย เช่นสวนสัตว์หรือพิพิธภัณฑ์

คุณ Mike John หวังว่า Luna ลูกสาววัยสี่ขวบของเขาจะได้เรียนรู้ความรักและความสำคัญของการอยู่กับคนที่รักผ่านช่วงเวลาห่างไกลจากความปกตินี้ แต่เขาก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าลูกสาวจะเติบโตขึ้นด้วยความคิดที่ว่า “โลกมีอันตรายอยู่ทุกที่ ขาดความมั่นคงและอาจถูกล็อกดาวน์อีกเมื่อไหร่ก็ได้”

แม้ผู้เชี่ยวชาญจะเห็นตรงกันว่า “บังเกอร์ เบบี้” หรือเด็กในหลุมอาจขาดทักษะด้านสังคมไปบ้างแต่เด็กๆ คงไม่เป็นแบบนั้นไปตลอด แม้กระนั้น หากโรคระบาดกำลังชะลอการเติบโตของเด็กทุกคน ก็อาจกล่าวได้ว่าเด็กทุกคนก็กำลังเติบโตไปพร้อมกัน

เรื่อง SHARON GUYNUP
ภาพ JENNIFER MCCLURE

แปล นิธิพงศ์ คงปล้อง


อ่านเพิ่มเติม เพราะโรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้ป่วยโควิด-19 เธอจึงตัดสินใจ คลอดลูกที่บ้าน

 

เรื่องแนะนำ

World Update: ปิดตำนาน 26 ปี Internet Explorer หลังไมโครซอฟท์ยุติการสนับสนุน

ปิดตำนาน 26 ปี Internet Explorer หลังไมโครซอฟท์ประกาศยุติการสนับสนุน หลังจากเปิดตัวพร้อมกับ Windows 95 ในเดือนสิงหาคม ปี 1995 เป็นเวลากว่า 26 ปี 10 เดือน ไมโครซอฟท์ (Microsoft) ได้ประกาศยุติการสนับสนุน IE หรือ Internet Explorer เบราว์เซอร์ตัวแรกที่ให้ผู้ใช้ติดต่อกับอินเทอร์เน็ต และจะค่อยๆ เปลี่ยนให้ผู้ใช้ไปใช้งาน Edge เว็บเบราว์เซอร์ตัวใหม่ของทางไมโครซอฟท์ Internet Explorer เคยเป็นโปรแกรมตั้งต้นที่ติดตั้งมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการของไมโครซอฟท์เลยทันที ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ประกาศบังคับให้ไมโครซอฟท์อนุญาตให้ผู้ใช้งานติดตั้งเว็บเบราว์เซอร์อื่น ๆ ที่ต้องการได้เพื่อเป็นการต่อต้านการผูกขาด  นับแต่นั้นมา IE จึงเริ่มสูญเสียผู้ใช้งาน อีกทั้งไมโครซอฟท์ไม่ได้มีการอัปเดตอะไรสำคัญกับเบราว์เซอร์ตัวนี้ ทำให้มันมีปัญหาต่างๆ มากมาย รวมทั้งการเปลี่ยนไปใช้งาน ActiveX Controls ที่กลายเป็นปัญหาด้านความปลอดภัยที่ร้ายแรง  แม้จะมีการเปิดตัว Internet Explorer รุ่นใหม่ๆ ออกมา แต่ด้วยการเพิ่มขึ้นของเว็บเบราว์เซอร์ใหม่เช่น Firefox ที่พัฒนาโดย Mozilla […]

นักวิทยาศาสตร์หญิง : เวลานี้คือยุคทอง

อนาคตของแวดวงงานวิจัยกำลังมีผู้หญิงเพิ่มมากขึ้น  โครงการต่างๆ ซึ่งบ่มเพาะเยาวชนหญิงที่สนใจอาชีพทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์  ไม่เพียงท้าทายอุปสรรคที่เคยบั่นทอนกำลังใจผู้หญิงรุ่นก่อน แต่ยังผลักดันให้เกิดนักวิทยาศาสตร์หญิงรุ่นใหม่เพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 

การเดินทางแสนทรมานของคุณแม่ผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี ราวเวลล์ ภาพถ่าย เมอร์โต ปาปาโดปูลอส เมื่อคุณได้ยินเรื่อง “วิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัย” คุณอาจนึกถึงภาพถ่ายเรือลำน้อยล่องลอยอยู่บนน่านน้ำมืดมิดและแออัดไปด้วยผู้คนที่สวมเสื้อชูชีพสีส้มสะท้อนแสง คุณอาจคิดถึงภาพมือที่ยื่นออกมาหาบุคคลอันเป็นที่รัก ภาพชายแดนที่มีผู้ชายถือปืนกลเฝ้ารักษาการณ์ หรือภาพเต็นท์ชั่วคราวในค่ายผู้ลี้ภัยที่ครอบครัวคนไร้บ้านอยู่กันอย่างเบียดเสียดยัดเยียด ภาพที่เรานึกถึงเหล่านี้มีพลัง วุ่นวายสับสน และเปี่ยมชีวิตชีวา ภาพถ่ายของช่างภาพข่าวชาวกรีก เมอร์โต ปาปาโดปูลอส กลับต่างออกไป ภาพถ่ายเหล่านี้ดูเงียบงัน นิ่งสงบ และลึกซึ้ง ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนเป็นแม่ บางคนกำลังตั้งครรภ์ บางคนกำลังอุ้มลูก ปาปาโดปูลอสบันทึกภาพวิกฤติการณ์ผู้ลี้ภัยมาตั้งแต่ปี 2010 ตอนที่ใช้เวลาอยู่ที่ค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศกรีซ เธอสังเกตเห็นว่า พวกผู้หญิงมักจะถูกทิ้งไว้ข้างหลังพร้อมกับลูกๆ ขณะที่สามีของพวกเธอออกไปค้นหาชีวิตใหม่ในยุโรป “ฉันรู้สึกว่าพวกผู้หญิงถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และเป็นคนที่ทนทุกข์ทรมานอย่างแท้จริงค่ะ” ปาปาโดปูลอสบอก “และในทางกลับกัน ฉันรู้สึกว่าพวกเธอทำให้ผู้คนเหล่านี้ยังคงมุ่งหน้าต่อไป พวกเธอและลูกๆคือเหตุผลที่ทำให้การเดินทางยังดำเนินต่อไปค่ะ” และสำหรับผู้หญิงเหล่านี้ การเดินทางเป็นเรื่องยากลำบากอย่างเหลือเชื่อ บางคนคลอดบุตรระหว่างการเดินทาง ปาปาโดปูลอสเล่าว่า เธอเห็นพวกผู้หญิงกำลังเดินเท้าขณะอุ้มลูกที่เพิ่งเกิดได้แค่สิบวัน แม่บางคนแท้งลูกเองเนื่องจากสภาพธรรมชาติที่ทารุณ บางคนต้องทำแท้ง และอีกหลายคนต้องทนทุกข์จากความตายของลูกน้อย มีองค์กรพัฒนาเอกชนในค่ายผู้ลี้ภัยบางแห่งที่ช่วยพยาบาลทั้งก่อนและหลังคลอด และจัดการคุมกำเนิดแบบต่างๆเมื่อทำได้ แต่โดยรวมแล้ว การตั้งครรภ์หรือการเป็นแม่ที่มีลูกเยาว์วัยทำให้ความยากลำบากที่ผู้ลี้ภัยทุกคนต้องเผชิญเพิ่มมากขึ้น เธอขอให้ผู้หญิงเหล่านี้แต่ละคนแบ่งปันประสบการณ์ของตนเอง เรื่องราวของพวกเธอ  มาพร้อมกับภาพถ่ายบุคคลด้านล่าง ปาปาโดปูลอสบอกว่า ยิ่งสถานการณ์ยากลำบากเท่าไร แม่หลายคนก็มองลูกๆของตนเป็นดังแรงจูงใจสำคัญมากเท่านั้น […]