เพราะโรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้ป่วยโควิด-19 เธอจึงตัดสินใจ คลอดลูกที่บ้าน

ภาพอันใกล้ชิดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงคุณแม่ชาวนิวยอร์กคนหนึ่งที่ให้ คลอดลูกที่บ้าน ท่ามกลางภาวะโรคระบาด

เมื่อคิมเบอร์ลี บอนสิยอร์ คุณแม่วัย 33 ปีทราบเมื่อตอนปลายเดือนมีนาคมว่าสมาชิกครอบครัวของเธอไม่สามารถเข้าร่วมให้กำลังใจในตอนที่เธอคลอดลูกที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU Hospital) ได้ เธอจึงเริ่มวางแผนการ คลอดลูกที่บ้าน การให้กำเนิดลูกคนที่สอง เธอไม่อยากอยู่ห่างจากอัล ผู้เป็นสามี, และซาติวา ลูกสาววัยสองขวบ

หลังจากเครือข่ายของโรงพยาบาลนิวยอร์ก – เพรสไบทีเรียนและโรงพยาบาลเมาต์ซีนาย ห้ามไม่ให้มีผู้เข้าเยี่ยมเพราะต้องการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 พยาบาลผดุงครรภ์ทั่วเมืองต่างได้รับโทรศัพท์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากเหล่าคุณแม่ไม่ต้องการคลอดลูกเพียงลำพัง ผู้หญิงหลายคนจึงต้องหาทางเลือก

แม้ผู้ว่าการนครนิวยอร์ก แอนดรูว์ คัวโม จะออกคำสั่งอนุญาตให้มีผู้ติดตามหนึ่งคนในห้องคลอดอยู่ในห้องได้หากคนผู้นั้นได้ผ่านตรวจหาไวรัสโควิด-19 แล้ว อย่างไรก็ตาม การทำคลอดในโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ก็ทำให้มีความต้องการคลอดลูกที่บ้านเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างพิเศษในสหรัฐอเมริกา แต่ก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา

ในสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ คิมเบอร์ลีเริ่มติดต่อแอนเจลิก คลาร์ก ผู้ช่วยทำคลอดลูกคนแรกของเธอ และคารา มูห์ลาห์น พยาบาลผดุงครรภ์ที่ได้รับใบอนุญาต (Certified Nurse Midwife -CNM) โดยทั้งมูห์ลาห์นและคิมเบอร์ลีต้องพบกันอย่างน้อยนับสิบครั้งเพื่อปรึกษากันถึงเรื่องนี้

หลังจากมีการปรึกษากันทางออนไลน์และการไปเยี่ยมบ้าน พวกเขาเริ่มเตรียมการในสิ่งที่จำเป็นสำหรับการคลอดลูกที่บ้าน กรอกแบบฟอร์มทางการแพทย์และจัดหาอุปกรณ์ทำคลอด และในที่สุด ก็ได้มีการติดตั้งสระน้ำสำหรับทำคลอดที่ห้องนั่งเล่นของครอบครัวบอนสิยอร์

บอนสิยอร์ต้องอดทนไปกับภาวะตึงเครียดไปพร้อมกับกำลังใจจากแองเจลลิก คลาร์ก ผู้ช่วยทำคลอด, ซาติวา ลูกสาววัยสองขวบที่วิ่งไปหาอัล พ่อของเธอ และคุณย่า ลูอิส ในตอนที่แม่ของเธอร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
แองเจลลิก ผู้ช่วยทำคลอด เทน้ำร้อนลงไปในสระน้ำคลอดลูก ในตอนแรกเธอใช้ท่อที่ต่อไปกับอ่างน้ำ แต่น้ำร้อนในบ้านหมด จึงต้องต้มน้ำในหม้อแทน
บอนสิยอร์เข้าไปในสระน้ำคลอดลูกด้วยความช่วยเหลือของคลาร์ก ผู้ช่วยทำคลอดของเธอ และ คารา มูห์ลาห์น พยาบาลผดุงครรภ์ (ขวา)
อัล บอนสิยอร์ บันทึกวิดีโอภรรยา ขณะทำคลอด ในขณะที่ซาติวา ลูกสาว เล่นของเล่นบนน้ำ
บอนสิยอร์ต้องพบเจอกับการบีบตัวของมดลูกอันน่าเจ็บปวด
ซาติวา บอนสิยอร์ ปิดหูของเธอในขณะที่แม่กำลังคลอดลูก เสียงกรีดร้องของคิมเบอร์ลีทำให้ลูกสาววัยสองขวบของเธอขุ่นเคือง แต่มูห์ลาห์นบอกกกับเธอว่า “คุณแม่กรีดร้องเพราะเธอเจ็บมาก แต่ไม่มีอะไรผิดปกติ นี่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อตอนที่เธอมีลูก”
คลาร์กและมูห์ลาห์นดูความคืบหน้าระหว่างทำคลอด ในขณะที่ซาติวา ลูกสาว ยังคงเพลิดเพลินกับการมีสระน้ำในห้องนั่งเล่น
พยาบาลผดุงครรภ์ คารา มูห์ลาห์น ควานหากระบอกฉีดยาเพื่อช่วยในการหายในของทารกเกิดใหม่ ทารกตัวอ่อนปวกเปียกและร่างนิ่งไม่ไหวติง “เมื่อฉันเห็นสายสะดือและสีของเด็ก ฉันรู้เลยว่ากำลังจะมีปัญหาแน่ๆ” เธอกล่าว มูห์ลาห์น ทำหน้าที่เป็นพยาบาลผดุงครรภ์ตั้งแต่ปี 1991 และในตลอดประสบการณ์ 23 ปีของเธอมีเหตุการณ์ที่ต้องกู้ชีพเด็กทารกเพิ่งคลอดไม่บ่อยนัก แต่เธอก็พร้อมเมื่อถึงคราวที่ต้องทำ
มูห์ลาห์นผายปอดซูเซตต์ ทารกที่ผู้เกิดใหม่เพื่อขยายปอด เมื่อเธอเห็นว่าทารกพ่นน้ำมูกและเสมหะออกมา มูห์ลาห์นก็รู้ว่าเธอปลอดภัยแล้ว “ฉันจำไว้เสมอว่าอย่าให้ความหวังจนกว่าจะรู้ว่ามันมีความหวังจริงๆ” เธอกล่าว
มูห์ลาห์นทำการกดหน้าอกซูเซตต์และจากทำการผายปลอด ด้านพ่อแม่ก็กระตุ้นให้กำลังใจเธอ “มาเลย มาเลยซูเซตต์” อัล บอนสิบอร์ ผู้เป็นพ่อ พูด “มาเถอะ เธออยู่ตรงนี้แล้วนี่ไง”
ทารกซูเซตต์ร้องไห้ออกมาหลังจากได้รับการกู้ชีพ คิมเบอร์ลีกล่าวว่าเธอไม่รู้เลยว่าตอนนั้นสถานการณ์ตึงเครียดแค่ไหน “เราพูดถึงเรื่องนี้ทุกวัน เรามองไปที่เธอ และรับรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยและแข็งแรง” เธอกล่าวและเสริมว่า “คงจะแย่มากหากเรื่องนี้ต้องจบลงในทิศทางอื่น”
มูห์ลาห์นส่งซูเซตต์ สมาชิกคนใหม่ของครอบครัวไปให้พ่อแม่หลังจากที่กู้ชีพเธอสำเร็จ “เสียงร้องนั้น กลายเป็นเสียงที่สวยงามที่สุดหลังจากนั้น” มูห์ลาห์น กล่าว
ซูเซตต์มองไปที่พ่อของเธอ “นี่พ่อเองนะ” เขาพูดกับซูเซตต์ “ลูกเก่งมากเลยนะ”
มูห์ลาห์นชั่งน้ำหนักซูเซตต์ที่เกิดใหม่ เธอมีน้ำหนักราว 3.5 กิโลกรัม ส่วนสูง 50 เซนติเมตร

หลังจากเด็กทารกคลอดออกมา มูห์ลาห์นฟังเสียงหัวใจและปอด ฉีดวิตามินเค และชั่งน้ำหนัก เมื่องานอันเหนื่อยยากเสร็จสิ้น มูห์ลาห์นก็จัดตารางการนัดตรวจกับแม่ลูกบอนสิยอร์

คิมบอร์ลี บอนสิยอร์กล่าวว่า เธอไม่รู้เลยว่าช่วงเวลานั้นตึงเครียดและมีความไม่แน่นอนมากมายแค่ไหน หรือแม้กระทั่งสถานการณ์ฉุกเฉินในตอนนั้นเป็นอย่างไร “เมื่อเรามาพูดคุยเรื่องนี้กันในตอนหลัง ฉันร้องไห้และสะเทือนใจมาก” เธอยังคงจำช่วงเลานั้นตอนนั้นได้ “ทุกวันนี้เราพูดถึงเรื่องนั้น แล้วก็มองไปที่ซูเซตต์ และรับรู้ว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยและแข็งแรง คงจะแย่มากหากเรื่องนี้ต้องจบลงในทิศทางอื่น” เธอกล่าว

เรื่อง JAENIQUE HURLOCK

ภาพ JACKIE MOLLOY


อ่านเพิ่มเติม แค่ตรวจเลือดก็รู้ได้ว่าจะคลอดก่อนกำหนดหรือไม่

เรื่องแนะนำ

Libra (ลิบรา) เงินดิจิตอลแห่งอนาคตเพื่อคนทั้งโลก

ลิบรา (Libra) สกุลเงินใหม่ระดับโลกจาก Facebook ที่พร้อมเป็นสกุลเงินเพื่อการใช้จ่ายของคนทั่วโลก แต่ทุกสิ่งย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เมื่อคนทั้งโลกเชื่อมต่อกัน การใช้จ่ายของคนทั้งโลกก็เชื่อมต่อตาม จากในอดีต พฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้คนที่นิยมเดินทางไปที่ห้างสรรพสินค้า หรือตลาดเพื่อเลือกซื้อและจับจ่ายสินค้า แต่ในทุกวันนี้ เราไม่จำเป็นต้องก้าวผ่านประตูบ้านเพื่อให้ได้สินค้าสักชิ้น แค่เพียงเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกับคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ พิมพ์ประเภทสินค้าที่ต้องการ รวมไปถึง การสั่งสินค้าจากต่างประเทศ ที่ผู้ซื้อสามารถเจรจาซื้อขายสินค้าทุกประเภทกับผู้ขายจากทั่วโลกได้ โดยมีขั้นตอนสำคัญคือการจ่ายเงินผ่านบริการธุรกรรมทางการเงินในระบบดิจิทัล จากนั้นคือการรอรับสินค้าที่บ้าน พฤติกรรมการซื้อสินค้าแบบไร้พรมแดนนับวันยิ่งเติบโตมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ขั้นตอนสำคัญอย่างธุรกรรมทางการเงินในระบบดิจิทัลยิ่งต้องเติบโตมากขึ้นเพื่อรองรับการเติบโตนี้ อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมทางการเงินนี้ยังมีข้อจำกัด โดยเฉพาะความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนในแต่ละสกุลเงิน รวมไปถึงรูปแบบธุรกรรมทางการเงินที่ยังเข้าไม่ถึงคนทั่วโลก และต้องพึ่งพาการใช้เงินสดหรือ ต้องพึ่งพาสถาบันการเงินอย่างธนาคาร รวมไปถึงผู้ที่ไม่มีบัตรเครดิต ทำให้เกิดความต้องการวิธีการใช้จ่ายที่เชื่อมต่อกันอย่างไร้ขีดจำกัด และง่ายที่สุด และนั่นคือแรงบันดาลใจสำคัญที่องค์กรสื่อสังคมออนไลน์อย่าง Facebook ซึ่งมีผู้ใช้งานนับพันล้านคนตัดสินใจคิดค้นสกุลเงินและวิธีการใช้งานเพื่อทุกคนบนโลกที่เรียกว่า Libra (ลิบรา) ประวัติศาสตร์แห่งความพยายามในการใช้จ่ายเงินบนโลกดิจิทัล หลังจากการใช้จ่ายเงินของมนุษย์ล้วนเป็นในรูปแบบเงินสด เช็ค หรือทองคำมาเนิ่นนาน ก็เริ่มมีความพยายามในการเอาเงินสดเข้าไปอยู่ในโลกของดิจิทัล หลังจากการกำเนิดของอินเตอร์เน็ตไม่นาน โดยในปี 1994 สหภาพเครดิตที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลกลางแห่งสแตนฟอร์ด (The Standford Federal Credit Union) ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เสนอบริการธนาคารบนอินเตอร์เน็ต (Online Banking) ให้กับลูกค้าเป็นครั้งแรก […]

เหตุใดคนรุ่นใหม่ในยุโรปจึงเข้าร่วมกับกลุ่มไอซิส

ผู้คนที่เข้าร่วมกับไอซิสมีทั้งคนขาดการศึกษาและมีการศึกษา อะไรคือสิ่งที่ชักจูงคนหนุ่มสาวเหล่านี้ให้เข้าร่วมกับกลุ่มก่อการร้าย?

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก เมืองไทยในอดีต ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ วิถีสัญจรของบางกอกส่วนใหญ่ฝากไว้กับสายน้ำ ภูมิประเทศแบบที่ลุ่มอุดมไปด้วยลำคลองหนองบึงของกรุงเทพฯ หล่อหลอมให้ชีวิตชาวเมืองผูกผสานกลมกลืนไปกับสายน้ำ เรือสารพัดประเภทสะท้อนภาพความหลากหลายและรสนิยมละเมียดละไมแห่งวิถีชโลธร เช่นเดียวกับพัฒนาการของ “เมืองน้ำ” ซึ่งชาวเมืองส่วนใหญ่ลงหลักปักฐานบนเรือแพสองฝากฝั่ง ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองสาขา เนื่องจากใช้เป็นเส้นทางสัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวก ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นยังมีการขุดคูคลองขึ้นมากมาย อาทิ คลองคูเมือง (คลองบางลำพูหรือ คลองโอ่งอ่าง ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และคลองผดุงกรุงเกษม (ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) อันเป็นผลจากพระบรมราโชบายในการสร้างแนวป้อมปราการป้องกันเมืองและธรรมเนียมการสร้างเมือง คลองหลอดเปรียบเสมือนทางด่วนลัดคลองมหานาคขุดเพื่อเป็นแหล่งบันเทิงยามหน้าน้ำและเชื่อมไปยังปริมณฑล คลองแสนแสบขุดเพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงยุทโธปกรณ์ในการศึก คลองภาษีเจริญขุดเพื่อลำเลียงน้ำตาลจากสมุทรสาครเข้ามา นอกจากนี้ยังมีคลองซอยมากมายที่ใช้สัญจรเสมือนถนนในปัจจุบัน แม้ก่อนหน้านั้นจะมีถนนที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง (ถนนอมรวิถี ถนนจักรีจรัล และถนนเขื่อนขัณฑ์นิเวศน์) แต่ยังไม่มีผลต่อการพัฒนาการของเมืองเนื่องจากใช้สัญจรในพระราชวังเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถนนซึ่งสร้างล้อมรอบพระราชวังเพื่อเป็นแนวป้องกันพระราชวังกับบ้านเรือนราษฎรจากเพลิงไหม้และเป็นเครื่องประดับพระราชวังตามคติเดิม (ถนนหน้าพระลาน ถนนท้ายวัง ถนนมหาราช และถนนสนามไชยในปัจจุบัน) ก็เป็นปฐมบทแห่งวิถีบก และมีราษฎรนิยมมาเดินเล่นจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องสั่งห้าม แล้วใครต้องการถนนกันเล่า ผลของสนธิสัญญาเบาว์ริงระหว่างสยามกับอังกฤษเมื่อปี พ.ศ.2398 เปรียบได้กับการเปิดประเทศครั้งใหญ่ สถานกงสุลผุดขึ้นทางใต้พระนครมากขึ้นเช่นเดียวกับจำนวนชาวตะวันตกในกรุงเทพฯ พวกเขานำวิทยาการและวัฒนธรรมใหม่เข้ามาด้วย หนึ่งในนั้นคือรสนิยมชอบขี่ม้าเพื่อหย่อนใจเช่นเดียวกับวิทยาการใหม่อย่าง “รถม้า” ทว่าในสมัยนั้นถนนยังขรุขระและเหมาะสำหรับย่ำด้วยเท้าเปล่า พวกเขาจึงไม่มีถนนสำหรับห้อม้าหรือแล่นรถ บ่อยครั้งที่พวกเขารุกล้ำลานกว้างหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์หรือที่เรียกว่าท้องสนามไชยซึ่งเป็นที่โล่งกว้างสำหรับพระเจ้าลูกยาเธอหัดทรงม้าทรงช้าง สร้างความขุ่นเคืองพระราชหฤทัย จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องตรัสปลอบประโลมว่า “เขาเป็นชาวต่างชาติไม่รู้ขนบธรรมเนียมกฏหมายไทย” ด้วยเหตุนี้ […]