รีวิว The Rescue กู้ภัยถ้ำหลวง: ปาฏิหาริย์แห่งชีวิตจากความไม่ยอมแพ้ของมนุษย์

รีวิว The Rescue กู้ภัยถ้ำหลวง: ปาฏิหาริย์แห่งชีวิตจากความไม่ยอมแพ้ของมนุษย์

รีวิว The Rescue สารคดีภารกิจกู้ภัยถ้ำหลวงครั้งประวัติศาสตร์ ที่ทำให้มนุษย์เชื่อว่า หากมีความเชื่อมั่น ทุกสิ่งย่อมเป็นไปได้ จาก National Geographic

วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2561 นับเป็นจุดเริ่มต้นของปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อทีมนักฟุตบอลเยาวชนและผู้ช่วยผู้ฝึกสอนรวม 13 ชีวิตหายตัวไปในถ้ำหลวง ขุนน้ำนางนอน ตำบลโป่งผา อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ภารกิจในครั้งนี้โด่งดังและได้รับการจับตามองจากคนทั่วโลก รวมไปถึงผู้คนจากหลากหลายสัญชาติที่เข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนิ้

หลังจากใช้เวลาเกือบ 3 สัปดาห์ในการกู้ภัย ทีมกู้ภัยได้ช่วยชีวิตทั้ง 13 คนได้ออกมาเป็นผลสำเร็จ ท่ามกลางความยินดีจากผู้คนทั่วโลก ภารกิจในครั้งนี้ได้เป็นเหตุการณ์ในหน้าประวัติศาสตร์ กลายเป็นกรณีศึกษาด้านการกู้ภัย และได้รับการถ่ายทอดลงในสื่อภาพยนตร์, สารคดีต่างๆ มากมาย

เวลาผ่านไปเกือบ 4 ปี ผู้ชมชาวไทยเพิ่งได้มีโอกาสรับชมสารคดีเรื่อง The Rescue ภารกิจกู้ภัย ซึ่งเป็นสารคดีที่บอกเล่าเบื้องลึกเบื้องหลังของปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในครั้งนี้โดยทีมงานจาก National Geographic ผู้ผลิตสารคดีระดับโลก โดยใช้ทีมงานผู้สร้างจากภาพยนตร์สารคดี Free Solo สารคดีดีกรีรางวัลออสการ์เกี่ยวกับนักปีนเขาสูงท้าความตายด้วยมือเปล่าที่ได้เข้าฉายในโรงภาพยนตร์ของไทยมาแล้ว โดยเริ่มมีการเปิดตัวสารคดีนี้ครั้งแรกในปี 2021 ที่ผ่านมา

รีวิว The Rescue ภารกิจกู้ภัย

เราต้องไม่ลืมว่าในช่วงเวลาเกือบ 3 สัปดาห์ที่เหตุการณ์จริงเกิดขึ้น คนทั่วไปจะได้รับรู้รายละเอียดที่เกิดขึ้นผ่านทางหน้าสื่อ และได้รับข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการกู้ภัยที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่ต้นจนจบมาก่อน และต่างรู้กันว่าเด็กๆ กับโค้ชที่ทุกคนต่างมีชีวิตรอดในตอนท้าย ซึ่งทั้งหมดดูเหมือนจะเป็นข้อมูลที่คนทั่วไป (จากมุมมองภายนอก) ต่างรู้อยู่แล้ว

และเพื่อแก้เกมจากเส้นเรื่องที่ทุกคนคาดเดาได้อยู่แล้ว สารคดีนี้จึงเลือกเล่า ‘รายละเอียด’ (ที่อาจจะหาฟังหรือรับชมได้ยากยิ่ง) ผ่านการสัมภาษณ์จากบรรดานักดำน้ำในถ้ำที่ได้ใช้ทักษะเฉพาะทางอันเก่งกาจที่ไม่มีใครเหมือน ฝ่าฝันอุปสรรคที่เหมือนจะไม่มีความหวังจนพบตัวเด็กๆ ในถ้ำได้สำเร็จ ร่วมกับคำสัมภาษณ์จากทีมงานที่มีส่วนช่วยเหลือสนับสนุนทางด้านต่างๆ และภาพฟุตเทจจากเหตุการณ์จริง ซึ่งภาพตามหน้าสื่อที่เราเห็นทั่วๆ ไปมักจะตัดทอนการนำเสนอมาไม่กี่ช่วง แต่ในสารคดีครั้งนี้คือการนำภาพฟุตเทจจากเหตุการณ์จริงในแทบจะทุกขั้นตอนการช่วยเหลือตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งผู้ชมหลายคนอาจจะเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ออกมาร้อยเรียงเป็นสารคดีความยาวเกือบ 2 ชั่วโมง ได้อย่างน่าติดตาม

แม้คำสัมภาษณ์กับภาพฟุตเทจดูเหมือนเป็นองค์ประกอบที่หาได้ตามหนังสารคดีทั่วๆ ไป แต่ความพิเศษจากในสารคดีเรื่องนี้คือเหตุการณ์การกู้ภัยครั้งประวัติศาสตร์ที่กล่าวว่าไม่มีเหตุการณ์ช่วยชีวิตครั้งใดที่เสมอเหมือน แทบทุกนาทีที่เกิดขึ้นในสารคดีเรื่องนี้คือการปะทะกับระหว่างมนุษย์และอุปสรรคที่ยากและท้าทายจากธรรมชาติ การมุ่งค้นหาวิธีที่ต้องการเอาชนะทุกความเป็นไปไม่ได้ ความท้อแท้ระหว่างทางที่เกิดขึ้น อุปสรรคที่เพิ่มขึ้นจากความเห็นที่ไม่ตรงกัน ความไม่มั่นใจ ความหวาดกลัวอันตราย ฉากทัศน์แห่งความล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้น รวมไปถึงความเศร้าโศกเสียใจต่อชะตาชีวิตของบรรดาญาติของเด็กๆ ที่ต้องติดอยู่ถ้ำหลวง

อย่างไรก็ตาม ความดีงามของมนุษย์ที่ต้องการฝ่าฝันอุปสรรค เพื่อให้กลุ่มคนเล็กๆ มีชีวิตรอดต่อไป กลายเป็นแนวคิดที่ผลักดันให้ทุกความ “เป็นไปไม่ได้” กลายเป็น “เป็นไปได้” ขึ้นมา จนทำให้ภารกิจครั้งนี้ประสบความสำเร็จ ชุดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในครั้งนี้จึงมีความสนุกและเร้าอารมณ์ผู้ชมได้ดี หรืออาจจะเหนือกว่าภาพยนตร์ที่เป็นเรื่องแต่งเสียอีก

สารคดีเรื่องนี้ได้ชูโรงนักดำน้ำในถ้ำชาวอังกฤษที่ถือเป็นหัวหอกสำคัญในภารกิจครั้งนี้อย่าง ริก สแตนตัน (Rick Stanton) และ จอห์น โวลันเดน (John Volanthen) ที่เข้ามาบอกเล่าถึงภารกิจการค้นหาเด็กๆ  ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในครึ่งแรกของภาพยนตร์ โดยกว่าจะค้นพบเด็กๆ นักดำน้ำในถ้ำทั้งสองคนได้ถ่ายทอดความลึกลับ ความตื่นเต้น รวมไปถึงความน่ากลัวของการดำน้ำในถ้ำหลวง (และหมดหวังในบางช่วง) ของพวกเขา ไปได้อย่างมากแล้ว

ก่อนที่ครึ่งหลังของภาพยนตร์ จะเป็นช่วงการดำเนินภารกิจของทีม “นักดำน้ำในถ้ำที่เก่งที่สุดในโลก” ที่จะต้องท้าทายทุกขีดจำกัดของตัวเอง โดยเฉพาะ Richard Harris ซึ่งชีวิตจริงเป็นวิสัญญีแพทย์ชาวออสเตรเลียที่ต้องมาดูแลเรื่องการวางยาสลบให้กับเด็กๆ ทีมหมูป่า โดยการวางยาสลบ รวมไปถึงการดำน้ำในถ้ำที่ก่อนหน้านี้ดูเป็นเรื่องง่ายๆ สำหรับเขา แต่การวางยาสลบบรรดาเด็กๆ ให้หลับตลอดเกือบ 2 ชั่วโมง พร้อมกับการพาเด็กที่หมดสติอยู่ดำน้ำไปในถ้ำพร้อมกับตัวเองซึ่งอาจจะทำให้เด็กๆ ทั้งหมดเสียชีวิตระหว่างนำตัวออกมา ถือเป็นเรื่องที่เสี่ยงอันตรายอย่างยิ่ง (ถึงขั้นวางแผนหลบหนีการจับกุมจากทางการไทยหากภารกิจนี้ไม่สำเร็จ) รวมถึงสมาชิกนักดำน้ำที่ถ้ำที่เก่งที่สุดในโลกคนอื่นๆ ที่ต้องช่วยกันดำน้ำในถ้ำพาเด็กๆ ออกมาโดยวิธีเดียวกันต่างก็เผชิญกับความกลัวเช่นเดียวกันนี้ สิ่งเหล่านี้ถูกถ่ายทอดออกมาให้ภาพจริง เสียงจริง คำบอกเล่าจากบุคคลจริง (รวมกับการแสดงจำลองเหตุการณ์บางส่วน) และได้กลายเป็นเอกลักษณ์ที่น่าติดตามของสารคดีเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง

นอกเหนือจากบรรดานักดำน้ำ ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ลืมที่จะกล่าวถึงบรรดาผู้ที่มีส่วนช่วยเหลือในเหตุการณ์ครั้งนี้ในทุกส่วน ซึ่งทำให้เราได้รู้ว่าภารกิจครั้งนี้ประสบความสำเร็จจากทักษะความร่วมมือของผู้ที่มีใจพร้อมจะช่วยเหลือ เปรียบเสมือนจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ต่อรวมออกมาเป็นภาพแห่งความสำเร็จ และสารคดีมีการเล่ารายละเอียดเหตุการณ์ที่เสริมให้สารคดีเรื่องนี้มีมิติมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องของครูบาบุญชุ่มของคนไทย การทำงานในแบบราชการไทยระหว่างดำเนินภารกิจช่วยเหลือ (ซึ่งสารคดีเรื่องนี้เลือกที่จะพูดถึง แต่ไม่ได้ไปในเชิงลบเสียทีเดียว) ความรักของนักดำน้ำ ริก สแตนสัน ซึ่งเกิดขึ้นไม่นานก่อนภารกิจจะเริ่มขึ้น ก็มีส่วนเซอร์ไพร์สผู้ชม (ชาวไทย) ได้นิดๆ  และเรื่องราวของ “จ่าแซม” นาวาตรีสมาน กุนัน ที่ได้สละชีพในภารกิจในครั้งนี้ สารคดีเรื่องนี้ก็ได้ให้พื้นที่ในการพูดถึงมากพอสมควร และนั่นทำให้เรื่องราวของจ่าแซมผู้เสียสละในครั้งแรกเป็นที่รับรู้ของผู้ชมทั่วโลก

รีวิว The Rescue

หากจะสกัดถึงแนวคิดที่ได้จากภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ ผู้เขียนมองว่าเป็นเรื่องของพยายามที่จะทำลายทุกขีดจำกัด และการที่เหตุการณ์ช่วยชีวิตนี้ “ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน” ไม่ได้หมายความว่ามัน “เป็นไปไม่ได้” และหากเรามีแผนรับมือที่ชัดเจนร่วมกับแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เป็นรูปธรรม พร้อมไปกับการปฏิบัติการอย่างรัดกุม เมื่อรวมกับทักษะเฉพาะทางของคนที่มีใจช่วยเหลือ และจิตใจที่มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ ปาฏิหาริย์แห่งชีวิตย่อมเกิดขึ้นได้เสมอ

ดังเนื้อเพลงท่อนหนึ่งของเพลงประกอบภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้ที่ชื่อว่า Believe ของ Aloe Blacc ที่ดังออกมาหลังจากที่เราได้อิ่มเอมความดีงามที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ตลอดทั้งเรื่องแล้วว่า

You’ve gotta believe, believe, believe
That anything is possible

คุณต้องมีความเชื่อ ว่าทุกสิ่งนั้นเป็นไปได้

ติดตามชมภาพยนตร์สารคดี The Rescue ภารกิจกู้ภัย ได้แลัววันนี้ที่  Disney+ Hotstar

เรื่อง เกียรติศักดิ์ หมื่นเอ


อ่านเพิ่มเติม เผยเบื้องหลังภารกิจช่วยชีวิต 13 หมูป่าในถ้ำหลวง กับนักดำน้ำในถ้ำ ริค สแตนตัน

 

เรื่องแนะนำ

รีวิว ภาพยนตร์ เอหิปัสสิโก – ความ(ไม่)จริงแท้ในศรัทธาและความเชื่อของมนุษย์

4 ปีหลังจากการเหตุการณ์จับกุมพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายซึ่งสร้างทั้งความขัดแย้งและคลางแคลงใจในสังคม ภาพยนตร์สารคดี เอหิปัสสิโก ได้นำเสนอเหตุการณ์นี้จากหลายแง่มุมเพื่อพาผู้ชมออกไปหาออกไปหาความจริงที่ยังไม่มีคำตอบในเรื่องนี้ (บทความนี้มีการเปิดเผยเรื่องราวบางส่วนในภาพยนตร์) ความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ ถือเป็นสิ่งที่มีคุณสมบัติทั้ง ‘ความแข็งแกร่ง’ และ ‘ความอ่อนไหว’ ในสังคมไทย เราอาจมองศาสนาพุทธในด้านของความแข็งแกร่ง เนื่องจากการมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตของคนไทยซึ่งมีผู้นับถือกว่าร้อยละ 93-94 ความเป็นศาสนาพุทธได้กระจายไปทุกพื้นที่ในสังคม มีบทบาทในการศึกษาของเยาวชน รวมไปถึงการให้ความสำคัญโดยรัฐไทย ถึงขั้นมีการเขียนสนับสนุนการศึกษาศาสนาพุทธไว้อย่างชัดแจ้งในกฎหมายสูงสุดของประเทศอย่างรัฐธรรมนูญ (ในประเทศที่ไม่ได้ประกาศตัวเองเป็นรัฐศาสนา) ในอีกด้านหนึ่ง ความอ่อนไหว ของศาสนาพุทธคือเราไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์วิถีทางและครรลองของศาสนาพุทธในแง่ของ ‘ความเชื่อ’ แบบที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างง่ายดายนัก การวิพากษ์วิจารณ์ถึงศาสนามักถูกผลักให้ตกขอบในแง่ของความเชื่อส่วนบุคคล รวมถึงการที่รัฐไทยได้สร้างภาพให้สถาบันศาสนา (พุทธ) เป็นหนึ่งในสามสถาบันหลักของประเทศ การวิพากษ์ให้เกิดความสั่นไหวจึงกลายเป็นภัยคุกคาม จึงไม่ใช่เรื่องที่เกินความคาดหมาย เมื่อภาพยนตร์สารคดีที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับพุทธศาสนาที่หลายคนคาดว่าเป็นการวิจารณ์ศาสนาพุทธอย่าง Come and See – เอหิปัสสิโก โดยผู้กำกับ ณฐพล บุญประกอบ เตรียมเข้าฉายในโรงภาพยนตร์ ได้เกิดกระแสข่าวในเรื่องแนวโน้มการถูกห้ามฉายในขั้นตอนการตรวจพิจารณาจากสำนักพิจารณาภาพยนตร์และวิดิทัศน์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เนื่องจากคณะกรรมการบางส่วนไม่ต้องการให้ฉายภาพยนตร์ อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ผู้สร้างได้ออกมาชี้แจงต่อคณะกรรมการจนสามารถเข้าฉายตามโรงภาพยนตร์ทั่วไปได้โดยไม่มีการตัดทอนเนื้อหาในวันที่ 6 เมษายน เป็นวันแรก โดยภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้นำเสนอเหตุการณ์ในช่วงปี 2560 ที่พระธัมมชโย […]

สำรวจโลก : ดอกไม้สวยไม่ต้องนำเข้า

เรื่อง ลินด์ซีย์ เอ็ม. โรเบิร์ตส์ เมื่อปี 1991 สหรัฐฯ พยายามหยุดยั้งการผลิต ยาเสพติดในประเทศแถบเทือกเขาแอนดีส ด้วยการสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ถูกฎหมาย เช่น การปลูกดอกไม้ โดยให้สิทธิพิเศษในการยกเว้นภาษีนำเข้า จากนั้นดอกกุหลาบ ดอกคาร์เนชั่น ดอกเบญจมาศ และดอกกล้วยไม้ ก็หลั่งไหลเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่ออุตสาหกรรมไม้ตัดดอกในประเทศ ข้อตกลงทางการค้านี้หมดอายุลงนับแต่นั้นมาและอุตสาหกรรมไม้ตัดดอกของสหรัฐฯ ก็ฟื้นตัวขึ้น มีการส่งเสริมให้ผู้บริโภคเลือกซื้อดอกไม้ ที่ปลูกในท้องถิ่นมากขึ้น “ยิ่งผู้บริโภคชาวอเมริกันตระหนักว่าดอกไม้มาจากแหล่งไหน ผลดีก็จะตกอยู่กับพวกเรามากขึ้นเท่านั้น” แอนเดรีย แกกนอน เกษตรกรผู้ ปลูกดอกไม้ในเมืองเกนส์วิลล์ รัฐเวอร์จิเนีย บอก “ก็เหมือนกับการถามว่า มะเขือเทศนี่ปลูกในท้องถิ่นใช่ไหม และตอนนี้คนจะถามได้ว่า ดอกรักเร่นั่นปลูกในแถบนี้ใช่ไหม”   อ่านเพิ่มเติม : สำรวจโลก : ปลูกเพื่อสันติ, สำรวจโลก : สาหร่ายทะเลกำลังมาแรง