จับสัญญาณความรุนแรงอย่างไร? ก่อนเกิดโศกนาฏกรรม - National Geographic Thailand

จับสัญญาณความรุนแรงอย่างไร? ก่อนเกิดโศกนาฏกรรม

จับสัญญาณความรุนแรงอย่างไร? ก่อนเกิดโศกนาฏกรรม

หลังเกิดเหตุกราดยิงขึ้นในโรงเรียนมัธยมมาจอรี สโตนแมน ดักลาส ในเมืองพาร์คแลนด์ ของรัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2018 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตรวม 17 ราย มือปืนผู้ก่อเหตุวัย 19 ปี เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โศกนาฏกรรมครั้งนี้เป็นเหตุกราดยิงรุนแรงที่สุดในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา ประเด็นการครอบครองอาวุธปืนถูกยกขึ้นมาถกเถียงกันอีกครั้ง ในขณะที่ยอดสั่งซื้อกระเป๋าเป้สำหรับนักเรียนที่สามารถกันกระสุนได้พุ่งสูงขึ้นถึง 40% จากความกังวลของบรรดาพ่อแม่

นอกเหนือจากประเด็นดังกล่าวที่ยกมาข้างต้นและการเยียวยาสภาพจิตใจของนักเรียนที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์แล้ว อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามก็คือ เราจะมีส่วนช่วยเตรียมความพร้อมให้เด็กๆ จับสัญญาณความรุนแรงได้อย่างไร? ก่อนที่จะเกิดความรุนแรงขึ้น เพื่อที่โศกนาฏกรรมทำนองนี้จะได้ไม่เกิดขึ้นอีก

เว็บไซต์ TIME พูดคุยกับ Peter Langman นักจิตวิทยาเจ้าของคลีนิคในเพนซิลเวเนีย เจ้าของหนังสือ Why Kids Kill: Inside the Minds of School Shooters, School Shooters และ Jeff Temple ได้ให้ข้อแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ที่คนเป็นพ่อเป็นแม่สามารถนำไปปรับใช้ได้ และป้องกันความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับลูกของคุณได้

ทำความเข้าใจสัญญาณความรุนแรง

สัญญาณเตือนพื้นฐานของความรุนแรงสามารถจับได้จาก “เค้าลาง” Langman กล่าว “ผู้คนจะแสดงความสนใจของตนออกมา” เขาอธิบาย “บางครั้งพวกเขาคุยโวว่ามีแผนจะทำอะไร เขาอาจพูดติดตลกว่า ฉันจะเอาปืนมาที่โรงเรียนและไล่ฆ่าคน หรือบางครั้งอาจลึกซึ้งกว่านั้นเช่นการเตือนเพื่อนว่า อย่าไปที่โรงอาหารในวันนั้นๆ นะ”

มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่เค้าลางเหล่านี้บ่งบอกพฤติกรรมของตัวเด็กๆ เอง ซึ่งเด็กควรรายงานเรื่องนี้ให้ผู้ใหญ่ทราบ แม้ว่ามันจะเป็นการพูดเล่นในกลุ่มก็ตาม และปล่อยให้ผู้ใหญ่ตัดสินใจเองว่าพฤติกรรมนั้นๆ ควรเป็นกังวลหรือไม่ ด้านโรงเรียนเองสามารถมีส่วนช่วยในเรื่องนี้ด้วยการเปิดช่องทางไม่ว่าจะเป็นฮอทไลน์, เว็บไซต์ หรือกล่องสำหรับรับแจ้งสัญญาณเหล่านี้

สิ่งสำคัญเลยก็คือทั้งโรงเรียนและผู้ปกครองต้องอธิบายให้เด็กเข้าใจว่าการรายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมที่น่าเป็นกังวล เป็นคนละเรื่องกับนิสัยขี้ฟ้อง Langman กล่าวเสริม

“คุณอาจจงใจฟ้องพ่อแม่เรื่องที่พี่สาวน้องชายคุณทำ แต่เหตุผลสำหรับการรายงานเรื่องพฤติกรรมที่น่าเป็นกังวลนี้มันเกี่ยวข้องกับชีวิตและความปลอดภัยของทุกคน” Langman กล่าว “หากคุณช่วยให้เด็กๆ เข้าใจถึงประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น พวกเขาจะตัดสินใจได้เอง”

เด็กนักเรียนเดินเรียงแถวออกมาจากสถานที่เกิดเหตุกราดยิงเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2018  
ภาพถ่ายโดย Joe Raedle, Getty Images

สนับสนุนให้ช่วยเหลือเพื่อนร่วมชั้นเรียน

พฤติกรรมที่น่าเป็นห่วงก็เช่น การปลีกตัวออกจากสังคมหรือท่าทางที่ซึมเศร้าหดหู่ ซึ่งจะดีกว่าหากเพื่อนร่วมชั้นเรียนช่วยกันหาทางแก้ปัญหาหรือรับฟัง แทนที่จะผลักเขาออกจากสังคม เพราะความหวาดกลัวว่าบุคคลนั้นอาจเป็นอันตราย

“การสนทนาคือวิธีที่ดีที่สุดในการรับรู้ได้ว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียนคนใดของคุณกำลังต้องการความช่วยหลือ” Temple กล่าว “ผมว่ามันไม่เป็นไรนะ ในกรณีที่คุณยังเป็นเด็ก ตรงเข้าไปหาครูได้เลยและบอกเขาไปว่า ผม/หนูกังวลเกี่ยวกับจอห์น”

อย่าตีตราอาการเจ็บป่วยทางจิต

ทั้งคู่เห็นตรงกันว่า “เห็นสัญญาณต้องเข้าไปพูดคุย” อาการป่วยทางจิตเป็นอะไรที่เข้าใจได้ยาก ในสังคมแล้วผู้ป่วยทางจิตมักกลายเป็นแพะรับบาปในหลายปัญหา ส่วนในสังคมที่เล็กลงมาอย่างโรงเรียน ภาวะเหล่านี้จะส่งผลให้เด็กผู้นั้นไม่เข้าใจว่าทำไมเพื่อนร่วมชั้นถึงปฏิบัติกับเขาอย่างไม่เท่าเทียม เพียงเพราะเขาแตกต่างจากคนอื่น ทางที่ดีคือทั้งผู้ปกครองและโรงเรียนควรสอนให้เด็กๆ เข้าใจถึงความต่างนี้

“ใครบางคนที่มีพฤติกรรมแปลกๆ ไม่ได้แปลว่าเขาอันตราย แต่ใครบางคนที่มีพฤติกรรมแปลกๆ และพูดถึงเรื่องปืนด้วย นั่นคือสัญญาณอันตราย” Langman กล่าว “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคนที่เข้าสังคมไม่เก่งหรือคนที่ใส่แต่สีดำ แต่มันคือเค้าลางบางอย่างที่บ่งชี้ถึงพฤติกรรมน่าเป็นห่วงต่างหาก”

อย่าอายเมื่อต้องพูดเรื่องยากๆ

แน่นอนว่าการพูดคุยเรื่องความรุนแรงกับลูกไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การสนทนาให้พวกเขาเข้าใจจะช่วยพวกเขาได้ในระยะยาว “มันดูยากที่จะพูดคุย แต่อย่างน้อยมันช่วยให้เด็กๆ รู้ว่าควรทำอะไร และเรียนรู้ว่าผู้ใหญ่จะรับมือกับเรื่องนี้ยังไง” Langman กล่าว

Temple กล่าวเสริมว่าการสนทนาอย่างเปิดใจและซื่อสัตย์เป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก “ซื่อสัตย์กับพวกเขา” เขากล่าว “บอกพวกเขาว่าเรื่องร้ายๆ อาจเกิดขึ้นได้เสมอ แต่ไม่ใช่บ่อยครั้ง และจะมีคนคอยช่วยให้พวกเขาปลอดภัย”

เรื่อง Jamie Ducharme

ที่มา : How to Help Your Kids Spot and Report Signs of Mass Violence Before Tragedy Strikes

อ่านเพิ่มเติม

วิทยาศาสตร์ว่าด้วยความดีกับความชั่ว

เรื่องแนะนำ

อยู่กับคนตายเป็นปี ไม่ใช่เรื่องแปลกที่อินโดนีเซีย

บนเกาะสุลาเวสี ของอินโดนีเซีย ชาวโทราจาเหล่านี้มีความเชื่อว่า บรรพบรุษของพวกเขายังไม่เสียชีวิตจนกว่าจะมีการบูชายัญควาย ในพิธีศพของหมู่บ้าน เพื่อส่งดวงวิญญาณของพวกเขาไปสู่ภพภูมิหลังความตาย ระหว่างรอให้ถึงช่วงเวลานั้น แต่ละบ้านจะเก็บร่างของผู้เสียชีวิตเอาไว้อาจนานเป็นสัปดาห์, เดือน หรือเป็นปี และปฏิบัติต่อพวกเขาให้เสมือนกับว่าพวกเขายังคงมีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ตามการบูชายัญนั้นมีค่าใช้จ่ายที่มหาศาล ดังนั้นชาวบ้านบางคนที่ไม่ได้มีฐานะดีมากจึงเลือกที่จะเก็บร่างของสมาชิกครอบครัวเอาไว้ที่สุาน ซึ่งเรียกกันว่า ma’nene’ และนำร่างของผู้เสียชีวิตขึ้นมาทำความสะอาดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใหม่ทุกๆ 2-3 ปี ซึ่งประเพณีของพวกเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกและมีนักท่องเที่ยวรวมถึงสื่อมวลชนให้ความสนใจเดินทางมาชมและเก็บภาพในทุกๆ ปี   อ่านเพิ่มเติม : ทำไมตัวตลกจึงพบได้ทุกที่ในเม็กซิโก?, ชีวิตภายในห้องพักขนาดเท่าโลง ที่ชาวฮ่องกงเรียกว่า “บ้าน”

วัฒนธรรมเบื้องหลังถุงขอบคุณที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในไชน่าทาวน์

"ถุงขอบคุณ" คือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมแห่งไชน่าทาวน์ของอเมริกา ทว่าท่ามกลางปัญหาสิ่งแวดล้อม บรรดานักออกแบบรุ่นใหม่พยายามเปลี่ยนถุงเหล่านี้ให้สามารถใช้งานซ้ำได้ แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าทางจิตใจไม่เปลี่ยนแปลง

เมื่อขนบธรรมเนียมปล่อยสัตว์กลายเป็นเรื่องไม่ชวนพิสมัย

ชาวพุทธเชื่อว่าการปล่อยสัตว์ที่ถูกกักขัง เพื่อแสดงความเมตตาจะนำมาซึ่งกรรมดี ทว่าในจีนกิจกรรมเชิงพานิชย์เหล่านี้กำลังทำร้ายสัตว์ เพราะส่วนมากพวกมันถูกจับมาจากแหล่งธรรมชาติแบบผิดกฎหมาย และต้องทนอาศัยในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม ก่อนที่จะถูกนำไปปล่อย และถูกจับซ้ำอีกครั้ง

อาณาจักรที่หดหาย ของเสือจากัวร์

อาณาจักรที่หดหายของ เสือจากัวร์ ศิษย์ของอาจารย์ฮวน ฟลอเรส  ถือถ้วยพลาสติกใบเล็กที่มีใบผ่านเข้าสู่โลกแห่งจิตวิญญาณของ เสือจากัวร์ มาให้ผม ในนั้นมี “ลา เมดีซีนา” สมุนไพรสีน้ำตาลข้นที่เคี่ยวจากใบชากรูนาและเถาอะยาวัสกานานสองวันและกรอกใส่ขวดน้ำเก่าๆไว้  ตอนเริ่มพิธี อาจารย์ฮวนปลุกเสกยาหม้อนี้ด้วยการพ่นควัน มาปาโช หรือใบยาสูบป่าของแอมะซอน จากนั้นก็เริ่มรินยาปริมาณเล็กน้อยใส่จอกเพื่อแจกจ่ายแก่ผู้เข้าร่วมพิธีแต่ละคน พวกเรา 28 คน ซึ่งมาจากสหรัฐอเมริกา แคนาดา สเปน ฝรั่งเศส อาร์เจนตินา และเปรู  ล้วนมุ่งหน้ามาเพื่อค้นหาบางสิ่ง ณ ค่ายพักห่างไกลแห่งนี้ซึ่งตั้งอยู่กลางผืนป่าแอมะซอนในเปรู บางคนหวังจะพบหนทางรักษาโรคร้าย บางคนแสวงหาเส้นทางชีวิต บางคนแค่อยากแย้มมองอีกโลกหนึ่งอันเป็นซอกมุมสุดลี้ลับของบริเวณที่อลัน ราบิโนวิตช์ เรียกรวมๆว่า “ฉนวนวัฒนธรรมจากัวร์” พื้นที่นี้ครอบคลุมถิ่นอาศัยและเส้นทางอพยพซึ่งแพนเทอรา (Panthera) องค์กรอนุรักษ์ของเขา  กำลังพยายามปกป้องเพื่ออนุรักษ์เสือจากัวร์ที่คาดว่ามีอยู่ราว 100,000 ตัว และความหลากหลายทางพันธุกรรมของพวกมันเอาไว้ สมุนไพรถูกส่งไปเงียบๆท่ามกลางเสียงรินไหลของสายน้ำที่มีไอจางๆ ลอยอ้อยอิ่งในอากาศเย็นยามค่ำคืน เมื่อศิษย์ของอาจารย์ฮวนเดินมาหยุดข้างหน้า ผมก็คุกเข่าลง ศิษย์คนหนึ่งส่งจอกให้ อีกคนยืนถือแก้วน้ำเปล่ารออยู่ ผมลังเล นึกถึงคำพูดที่ กูรันเดโร หรือหมอผีชื่อดังนามดอน โฮเซ กัมโปส บอกผมในปูกัลล์ปา เมืองท่าอันวุ่นวายของเปรู ไม่กี่วันก่อนหน้านั้น […]