ความตายอันร้อนระอุเมื่อเด็กถูกทิ้งไว้ในรถ - National Geographic Thailand

ความตายอันร้อนระอุเมื่อเด็กถูกทิ้งไว้ในรถ

ความชะล่าใจหรือความประมาทเลินเล่อของผู้ปกครองอาจทำให้บุตรหลานตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตได้ หาก ลืมเด็กในรถ

ในปัจจุบันนี้ ทั่วทุกแห่งในโลกต่างก็ได้รับผลกระทบจากสภาพอากาศแปรปรวนอันเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนที่รุนแรงขึ้นทุก ๆ ปี และเมื่อวันที่ 21 มิถุนายนที่ผ่านมาอุณหภูมิที่สูงขึ้นอย่างผิดปกติจากคลื่นความร้อนรุนแรงในสหรัฐอเมริกาก็ได้คร่าชีวิตเด็กชายอายุเพียง 5 ขวบในรัฐเท็กซัสขณะถูกผู้ปกครองลืมไว้ในรถ

โดยสำนักข่าว CNN ได้รายงานว่าเด็กชายถูกทิ้งไว้บนรถหลายชั่วโมงในอากาศกว่า 38 องศา ซึ่งถือว่าเป็นอุณหภูมิที่สูงเป็นประวัติการณ์ในรัฐดังกล่าว ทว่ากว่าผู้ปกครองจะนึกได้ว่าตนลืมลูกชายไว้บนรถก็สายไปเสียแล้ว แม้มารดาของเด็กยืนยันว่าลูกของเธอรู้วิธีปลดเข็มขัดคาร์ซีทและประตูของรถที่เธอเช่ามาไม่มีปุ่มล็อคป้องกันเด็ก แต่เด็กชายกลับนั่งรอผู้ปกครองจนไม่สามารถทนต่อความร้อนที่ระอุภายในรถได้และเสียชีวิตลงจากอาการฮีทสโตรก โดยทีมสอบสวนสันนิษฐานว่าที่เด็กชายไม่กล้าปลดเข็มขัดและลงจากรถนั้นอาจเกิดจากความไม่คุ้นชินเนื่องจากไม่ใช่รถที่ครอบครัวใช้เป็นปกติ

สำหรับสาเหตุของการเสียชีวิตจากการถูกลืมไว้บนรถนั้นไม่ได้เกิดจากการขาดอากาศหายใจจากประตูและหน้าต่างที่ปิดสนิท แต่เกิดจากความร้อนสะสมภายในตัวรถ ซึ่งนายแพทย์ฉัตรชัย อิ่มอารมย์ อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้อธิบายผ่านรายการคมชัดลึกในวันที่ 12 พฤษภาคม ปี 2559 ไว้ว่า “กรณีเด็กเสียชีวิตในรถที่จอดอยู่กลางแดดนั้น สาเหตุมาจากภาวะร่างกายเป็นโรคลมแดด หรือฮีทสโตรก คือร่างกายถูกเผากลางแดด เปรียบเทียบเหมือนรถยนต์ที่อยู่ในสภาวะโอเวอร์ฮีท ร่างกายมนุษย์ไม่สามารถทนกับอุณหภูมิที่สูงขนาดนั้นได้”

นอกจากนี้นายแพทย์ฉัตรชัยยังได้ให้คำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้โดยสามารถสรุปได้ว่า การจอดรถไว้กลางแดดส่งผลให้อุณหภูมิภายในรถเพิ่มขึ้นจนสูงกว่าอุณหภูมิภายนอก และยิ่งเวลาผ่านไปภายในตัวรถจะยิ่งมีคุณสมบัติคล้ายกับเตาอบเนื่องจากไม่มีช่องทางใดที่จะสามารถระบายความร้อนออกได้ หากมีเด็กถูกลืมอยู่ในรถ อุณหภูมิของร่างกายเด็กจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามอุณหภูมิภายในรถ ซึ่งในสถานการณ์เช่นนี้กลไกของร่างกายมนุษย์จะพยายามลดอุณหภูมิลงให้ได้มากที่สุดผ่านการขับเหงื่อออกทางรูขุมขน แต่ในขณะเดียวกันอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็จะทำให้เส้นเลือดขยายตัวขึ้นเรื่อย ๆ และแตกในที่สุด เมื่อถึงขีดจำกัดของร่างกายแล้ว เด็กจะมีอยู่ในภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรงเนื่องจากเสียเหงื่อเป็นจำนวนมาก สิ่งต่อมาที่จะเกิดคืออวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกายจะเริ่มทำงานผิดปกติจนถูกทำลายลง และท้ายที่สุดเด็กก็จะค่อย ๆ หมดสติหรือชักจนหมดสติเนื่องจากสมองได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุให้เด็กที่ถูกลืมไว้ในรถเสียชีวิตอย่างเร็วที่สุดภายใน 1 ชั่วโมง

เหตุการณ์อันน่าสลดใจนี้นับเป็นอุทาหรณ์สำหรับพ่อแม่หรือผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอายุน้อย โดยจะเห็นได้ว่าความชะล่าใจหรือความประมาทเลินเล่อของผู้ปกครองอาจทำให้บุตรหลานตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตได้ ถึงอย่างนั้นการลืมเด็กไว้บนรถก็ยังเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งทั้งในประเทศอเมริกาและในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลก โดยสถิติจาก Kids and Car Safety องค์กรด้านความปลอดภัยสำหรับเด็กเพื่อป้องกันการบาดเจ็บและการเสียชีวิตจากเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับยานพาหนะได้ระบุไว้ว่าโดยเฉลี่ยแล้วทุก ๆ ปีในอเมริกามีเด็ก 38 คนเป็นอย่างต่ำเสียชีวิตจากการถูกทิ้งไว้บนรถขณะที่อากาศร้อน

 

ภาพโดย Lama Roscu จาก unsplash

สำหรับประเทศไทย พบว่าเหตุการณ์ลืมเด็กไว้ในรถนั้นเกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งและโดยส่วนมากเหตุการณ์เหล่านี้มักจะเกิดขึ้นกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ขวบ โดยครั้งล่าสุดที่มีเหตุการณ์สุดสะเทือนใจนี้เกิดขึ้นคือเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2563 เกิดเหตุเด็กนักเรียนชายอายุเพียง 2 ขวบถูกลืมไว้ในรถตู้ซึ่งจอดกลางแดดถึง 6 ชั่วโมงด้วยความสะเพร่าของพนักงานและครูที่ดูแลรถรับ-ส่งนักเรียน แม้จะมีคนพบและรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีแต่เด็กชายเคราะห์ร้ายก็ตกอยู่ในภาวะโคม่าไม่สามารถตอบสนองอะไรได้และเสียชีวิตลงในที่สุด เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นว่านอกจากการลืมเด็กไว้ในรถจะเกิดจากความประมาทของตัวผู้ปกครองเองแล้วก็ยังสามารถเกิดขึ้นจากความประมาทของบุคคลอื่น ๆ เช่น บุคลากรในโรงเรียน ได้เช่นกัน

ข้อมูลจากสำนักโรคไม่ติดต่อ กรมควบคุมโรคได้ระบุว่าในช่วงปี 2557-2563 ประเทศไทยมีเหตุเด็กถูกลืมหรือถูกทิ้งไว้ในรถถึง 129 เหตุการณ์ และช่วงอายุของเด็กที่พบว่าตกเป็นเหยื่อในเหตุการณ์นี้มากที่สุดคือช่วง 1-3 ขวบ โดยเกิดขึ้นกับเด็กอายุ 2 ขวบมากที่สุด รองลงมาเป็นเด็กอายุ 1 ขวบ และ 3 ขวบตามลำดับ นอกจากนี้ยังพบว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในรถยนต์ส่วนบุคคลมากถึง 96 เปอร์เซ็นต์ โดยมีเด็กเสียชีวิตรวม 6 ราย ซึ่งเสียชีวิตจากการถูกลืมในรถรับ-ส่งนักเรียน 5 รายและเสียชีวิตจากการถูกลืมในรถยนต์ส่วนบุคคลของครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 1 ราย โดยพบว่าเด็กทุกรายหลับขณะนั่งรถโดยสารดังกล่าวจึงถูกลืมไว้บนรถหลังจากรับส่งนักเรียนเสร็จเป็นเวลามากกว่า 6 ชั่วโมง

เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก รองศาสตราจารย์ นายแพทย์ อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้าศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีจึงได้ให้คำแนะนำเพื่อลดความเสี่ยงที่จะลืมเด็กไว้บนรถ 4 ข้อดังนี้

  1. ไม่ควรทิ้งเด็กไว้ในรถตามลำพังโดยเด็ดขาด ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม
  2. หากต้องให้ลูกติดรถไปกับผู้อื่นควรสอบถามเป็นระยะว่าขณะนั้นลูกของตนอยู่ที่ไหนหรืออยู่ตำแหน่งใด
  3. หากมีความจำเป็นต้องใช้บริการรถรับ-ส่งหรือรถโรงเรียน ผู้ปกครองควรตรวจสอบสภาพรถ การดูแลของพนักงาน และมาตรการความปลอดภัยสำหรับเด็กให้ถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจใช้บริการ
  4. หากเป็นไปได้ควรสอนให้เด็กรู้จักวิธีช่วยเหลือตนเองหากติดอยู่ในรถ เช่น การบีบแตรรถ หรือการปลดล็อครถ เนื่องจากอาจจะสามารถลดความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อเด็กลงได้

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่พาบุตรหลานออกไปข้างนอก ผู้ปกครองทุกท่านควรคำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กเป็นหลัก โดยเฉพาะเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถสื่อสารหรือช่วยเหลือตัวเองได้ ควรตระหนักว่าความประมาทหรือความสะเพร่าอาจนำอันตรายมาสู่บุตรหลานของตนได้ และควรเรียนรู้จากเหตุการณ์อันตรายต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นเพื่อหาแนวทางแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นกับตนเอง

 

สืบค้นและเรียบเรียง พรรณทิพา พรหมเกตุ

โครงการสหกิจศึกษากองบรรณาธิการเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย

 

ที่มา

https://edition.cnn.com/2022/06/21/us/5-year-old-hot-car-death-houston/index.html

https://nypost.com/2022/06/17/devastating-statistics-reveal-the-high-rate-of-infant-deaths-in-hot-cars/ 

https://www.thairath.co.th/news/local/south/1911124

https://siamrath.co.th/n/175394#:~:text=%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%96!-,7%20%E0%B8%9B%E0%B8%B5%20129%20%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%20%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81%2D%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96,20%3A16%20%E0%B8%99.%20%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95 

http://csip.org/ebook/no18/page6.html 

https://www.thaihealth.or.th/Content/48825-%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%96%20%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%AA%E0%B9%88%E0%B9%83%E0%B8%88.html 

 


อ่านเพิ่มเติม พัฒนาการเด็ก ได้รับผลกระทบจากการเก็บตัวช่วงโควิด-19 อย่างไรบ้าง

เรื่องแนะนำ

ทำความสะอาดโลกไร้สุขาภิบาล

การขับถ่ายกลางแจ้งเป็นพฤติกรรมเก่าแก่ของมนุษย์ ซึ่งไม่ค่อยมีปัญหาตราบเท่าที่คนไม่แออัดและผืนดินรองรับสิ่งที่มนุษย์ขับถ่ายได้อย่างปลอดภัย แต่เมื่อผู้คนอยู่รวมกันเป็นชุมชนใหญ่น้อยมากขึ้น เราก็ค่อยๆเรียนรู้ว่า สุขอนามัยเชื่อมโยงกับสุขภาพ โดยเฉพาะความสำคัญของการไม่สัมผัสจับต้องอุจจาระ ทุกวันนี้ การขับถ่ายกลางแจ้งทั่วโลกลดลงเรื่อยๆ แต่ประชากรเกือบ 950 ล้านคนยังคงทำกิจวัตรเช่นนั้น โดยราว 569 ล้านคนอยู่ในอินเดีย เมื่อปี 2015 องค์การสหประชาชาติรณรงค์ให้ยุติการขับถ่ายกลางแจ้งภายในปี 2030 การเปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่นั้นไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้ ดังเช่นเวียดนามที่ทำสำเร็จภายในไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา การพิชิตหลักชัยของโลกซึ่งอยู่ในอันดับหกของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาตินี้ จะยกระดับการสาธารณสุขไปอย่างพลิกฝ่ามือ ทั้งยังจะช่วยบรรเทาความยากจนและความหิวโหย ตลอดจนพัฒนาการศึกษาด้วย เด็กป่วยต้องขาดเรียน เช่นเดียวกับเด็กหญิงที่มีประจำเดือนเพราะโรงเรียนไม่มีห้องน้ำที่สะอาดและปลอดภัย สัดส่วนของประชากรคนอินเดียที่ขับถ่ายกลางแจ้งลดลงอย่างมากในช่วงหลายสิบปีมานี้ แต่ด้วยจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การทำสำมะโนประชากรชี้ว่า คนอินเดียส่วนใหญ่ในปัจจุบันอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการสัมผัสสิ่งปฏิกูลของผู้อื่นมากขึ้น ไม่ใช่น้อยลง สุขอนามัยที่ดี เป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นกัน สุขาภิบาลสมัยใหม่ช่วยให้มนุษย์กำจัดของเสียที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่างปลอดภัย แต่ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งค่าใช้จ่ายในการจัดการอันมหาศาล ส่งผลให้ประชากรจำนวนมากในหลายประเทศ ยังคงไม่สามารถเข้าถึงสุขาภิบาลที่สะอาดและปลอดภัยได้   อ่านเพิ่มเติม : สุขาอยู่หนใด, ชีวิตภายในห้องพักขนาดเท่าโลง ที่ชาวฮ่องกงเรียกว่า “บ้าน”

บามียัน พระพุทธรูปโบราณองค์ใหญ่ในอัฟกานิสถาน-ที่ถูกทำลายไปจนสิ้น

20 ปีหลังจากการทำลาย บามียัน พระพุทธรูปโบราณ สิ่งที่ยังเหลืออยู่คือโพรงบนผนังอันว่างเปล่าและความทรงจำ ความพยายามในครั้งที่หนึ่ง สอง และสาม ของ Pascal Maitre ในการไปเยือนพระพุทธรูปขนาดยักษ์ที่แกะสลักบนไหล่เขาของหุบเขาบามียันในอัฟกานิสถานนั้นกลายเป็นเรื่องไร้ประโยชน์ ในปี 1996 ช่างภาพชาวฝรั่งเศสคนนี้อยู่กรุงคาบูลเพื่อมาทำงานที่ได้รับมอบหมายกับนิตยสาร L’express แม้การเดินทางจากกรุงคาบูลไปเมือง บามียัน มีระยะทางเพียง 200 กิโลเมตร แต่ในทุกเช้า เขาได้รับการปฏิเสธจากคนขับรถทุกครั้ง แม้เขาจะเพิ่มค่าจ้างให้ก็ตาม ในตลอดเส้นทาง จะมีกองกำลังติดอาวุธประจำจุดตรวจระหว่างทาง และรถขับเคลื่อนสี่ล้อนั้นเป็นที่หมายตามากเป็นพิเศษ และรถที่พยายามผ่านทางไปมักถูกยึด Pascal ต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อน จนในที่สุด เขาสามารถเดินทางผ่านจุดตรวจโดยรถประจำทางของเมืองที่เขาเช่ามาซึ่งเต็มไปด้วยผู้โดยสาร และนั่งท่ามกลางพวกเขาในชุดเสื้อคลุมและกางเกงในแบบอัฟกานิสถาน ที่ชื่อว่า Perahan Tunban แต่บามียันนั้นเป็นการเดินทางที่คุ้มค่าความเสี่ยง พระพุทธหินคู่นี้เริ่มสร้างขึ้นในศตววรษที่ 6 องค์หนึ่งมีความสูง 38 เมตร ส่วนอีกองค์หนึ่งมีความสูง 55 เมตร ตั้งตระหง่านท่ามกลางทิวทัศน์หุบเขา แม้จะผ่านทั้งยุคสมัย การถูกละเลย และช่วงสงคราม บามียันก็ยังคงดำรงอยู่อย่างโดดเด่นในพื้นที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดพักอันคึกคักในเส้นทางสายไหมและศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา พื้นที่มรดกโลกของยูเนสโกแห่งนี้ได้ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวและนักโบราณคดีจนกระทั่งถึงช่วงเวลาที่ประเทศนี้อยู่ภาวะที่สั่นคลอนเกินกว่าจะรักษาพระพุทธรูปเหล่านี้ไว้ แม้ก่อนหน้า Maitre ได้เดินทางไปอัฟกานิสถานอยู่หลายครั้ง แต่เขาไม่เคยไปยังบามียัน […]

แพทย์แผนไทย

แพทย์แผนไทย ย้อนหลังไป 50 ปีที่แล้ว  การแพทย์แผนไทยที่หายไปจากท้องถิ่น  การใช้ ตำราแพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ ซึ่งเป็นตำราแพทย์ของไทยภาคกลางในการสอบประกอบโรคศิลปะตั้งแต่ พ.ศ. 2479 ทำให้หมอพื้นบ้านจากภาคอื่นๆ ที่มีความรู้เกี่ยวกับการรักษาและสมุนไพรเฉพาะถิ่นสอบตก หยุดรักษา และบางคนอาจถึงกับต้องเผาตำราทิ้ง เพราะกลัวทางการจับกุม จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการล่มสลายของการ แพทย์แผนไทย หากถอยหลังกลับไปไกลกว่านั้น  หลังก่อตั้ง “โรงศิริราชพยาบาล” เมื่อ พ.ศ. 2431 โรงเรียนราชแพทยาลัยเพื่อผลิตแพทย์ก็เกิดขึ้นในอีกสองปีต่อมา ในช่วง 25 ปีแรก มีการเรียนการสอนแพทย์แผนไทยควบคู่ไปกับแพทย์แผนตะวันตก แล้วยุติการสอนแพทย์แผนไทยใน พ.ศ. 2458  การแพทย์แผนไทยจึงจำกัดวงอยู่เฉพาะกลุ่มคนที่เข้าถึงองค์ความรู้และคนที่เข้าไม่ถึงการแพทย์แผนปัจจุบัน แต่พอมีความรู้การแพทย์พื้นบ้านเท่านั้น แต่ทุกวันนี้  เมื่อหันมาสังเกตรอบตัวจึงพบว่า  สมุนไพรเริ่มกลับมาเป็นของประจำบ้านในรูปบรรจุภัณฑ์ทันสมัย  เมื่อผสมรวมเข้ากับข่าวคราวเกี่ยวกับแพทย์แผนไทยที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ เช่น โครงการเมืองสมุนไพร  การตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนไทย การให้การบริการแพทย์แผนไทยในระดับตำบล  ก็ชวนให้คิดว่า ยุคนี้เป็นยุคที่การแพทย์แผนไทยกำลังหวนกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง จนฉันอยากเรียกเล่นๆ ว่า เป็นยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาของแพทย์แผนไทยเลยทีเดียว พทป. ทวิช ปรีดี  แพทย์แผนไทยประยุกต์ประจำร้านขายยาโพธิเงิน-อภัยภูเบศร โอสถ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าถึงวิธีการรักษาแบบแพทย์แผนไทยของที่นี่ว่า “ตามกระบวนการเริ่มจากซักประวัติ ตรวจร่างกายและวินิจฉัยโรค […]