ทะเลเปรียบดังลมหายใจของชาวชาวฝั่งแอฟริกาตะวันตก

ทะเลเปรียบดังลมหายใจของชาวชาวฝั่งแอฟริกาตะวันตก

ในทะเลปั่นป่วนนอกชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก การออกเรือหาปลาหาใช่เพียงงานของผู้กล้า หากยังเป็นจารีตที่ก่อร่างสร้างชุมชนน้อยใหญ่ตามแนวชายฝั่งและความเคารพในธรรมชาติของพวกเขา

ตลอดแนวชายฝั่งนี้ของเราไม่มีสิ่งใดแปลกประหลาด

หากคุณตื่นเช้าพอจะเจอบรรดาเรือแคนูตอนกลับเข้าฝั่งในเมืองปอร์บูเอ  ประเทศโกตดิวัวร์  เมืองอึนเกลชี  ประเทศกานา  เมืองโอลด์เจสวาง  ประเทศแกมเบีย  เมืองกรองโปโป  ประเทศเบนิน  เมืองอาแปม  ประเทศกานา  คุณจะได้ยินเหล่าชาวประมงพูดภาษาแฟนตี  ภาษากา  ภาษาเอียเว หรือทุกภาษาที่พูดกันในกานา

ตอนที่พวกหนุ่มๆ ลงจากเรือและมองเห็นหน้าค่าตา พวกเขาได้ในแสงอาทิตย์อุทัย  ขณะลากอวนขึ้นฝั่ง  เสียงขับขานของพวกเขายิ่งดังขึ้น  “เอบัย  เอบาเกโล  มาแล้วมาได้ปลามาเพียบ”  อวนแต่ละปากที่มาถึงหนักอึ้งด้วยสินทรัพย์จากทะเลลึก

ชาวประมงเตรียมเรือในอ่าวจอดเรือขนาดย่อมแห่งหนึ่งในเจมส์ทาวน์ ซึ่งเป็นเขตหนึ่งในเมืองหลวงอักกรา ชาวประมงกลุ่มนี้อาศัยอยู่ในเมืองท่าไกลออกไปราว 100 กิโลเมตร  พวกเขามาที่เจมส์ทาวน์เพื่อขายปลาที่จับมาได้และค้างคืนที่นี่
เด็กหญิงนานะ  อะโดโมะ หยุดพักระหว่างเล่นสนุกที่ชายหาดในมัมฟอร์ด เมืองประมงพื้นบ้านบนชายฝั่งของกานาที่ทอดตัวไปตามแนวอ่าวกินี รัฐบาลกานากำลังปรับปรุงท่าเรือท้องถิ่นด้วยการเพิ่มโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคต่างๆ

ปลาที่จับมาได้ไม่เคยเหมือนเดิม  จริงอยู่ที่มีพวกปลาเศรษฐกิจซึ่งคุ้นเคยกันดี  เช่น  ปลากระพงแดง  ปลาเก๋า ปลาทูน่า  ปลาแมกเคอเรล  และปลาคปันลา  (ภาษากา ใช้เรียกวงศ์ปลาเฮก)  แต่ที่ไม่เคยขาดคือพวกที่เป็นที่หมายปองและหายากอย่างเครย์ฟิช  ปลาไหล  ปลากระเบน และชนิดพันธุ์อื่นๆ ที่มาในสารพัดรูปร่างและขนาด  ทั้งที่มีกระดูกและไม่มีกระดูก

ชนเผ่ากา ซึ่งเป็นเผ่าของผม ไม่กลัวสิ่งที่พวกเขาไม่รู้จัก คำกล่าวที่ว่า “อาเบลคูมา  อาบาคูมาวอ์– ขอคนแปลกถิ่น จงพบที่พักพิงในหมู่พวกเรา” เป็นปรัชญารากฐานประการหนึ่งในวัฒนธรรมของเรา ซึ่งช่วยอธิบายว่าเพราะเหตุใดชื่อสกุลพาร์กส์แบบยุโรปของผม ซึ่งนำเข้าโดยคุณปู่ชาวเซียร์ราลีโอนเชื้อสายจาเมกาผู้หนึ่ง จึงนับรวมเป็นชื่อสกุลของเผ่ากา

จีนา  อะซันเต  แม่ค้าริมทาง  เทินกรงบรรจุไก่ที่จะนำไปขายในเมืองวินเนบา  ท่าเรือประมงเก่าแก่อีกแห่งทางตอนกลาง ของกานา  แรงงานภาคเกษตรอาจคิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 50 ของแรงงานในกานา
สองสหาย  คอดโจะ  เอสเซล  และโคฟิ  ไอยิกปะห์  ร่วมฉลองเทศกาลอาโบเกียร์ในเมืองวินเนบา เทศกาลซึ่งมีต้นกำเนิดจากพิธีกรรมบวงสรวงโบราณที่อุทิศแด่โอตู  เทพเจ้าประจำเผ่านี้ จัดขึ้นทุกปีในวันเสาร์แรกของเดือนพฤษภาคม  และมีกิจกรรม อาทิ  การล่ากวางแอนทิโลป และการเฉลิมฉลองต่างๆ ผงแป้งสีขาวบนใบหน้า ผู้เข้าร่วมเทศกาลเป็นการตกแต่งที่สื่อถึงชัยชนะเหนือความชั่วร้าย

แต่ในหมู่ครอบครัวชาวประมงด้วยกัน ชาวกานานั้นนับว่าแตกต่างไม่เหมือนใคร เมื่อปี 1963 นิตยสาร เวสต์ แอฟริกา  ซึ่งปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว เรียกชาวกานาว่า “ชาวประมงแห่งแอฟริกาทั้งมวล” เพราะพวกเขาท่องไปทั่วเจ็ดย่านนํ้า ตั้งแต่ไนจีเรียถึงเซเนกัล

ความที่เติบโตมากับท้องทะเลที่ขึ้นชื่อว่าปั่นป่วนที่สุดแห่งหนึ่งของแนวชายฝั่งดังกล่าว เหล่าชาวประมงที่พูดภาษา แฟนตีจากทางตะวันตกและตอนกลางของกานา ไม่เพียงเป็นนักว่ายนํ้าทะเลที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่ยังเชี่ยวชาญการพายเรือแคนูชนิดหาตัวจับยากด้วย

เด็กๆ ที่ตกแต่งเรือนร่างด้วยแป้งฝุ่น  หยุดให้ถ่ายภาพระหว่างเล่นสนุกในบ้านที่กำลังก่อสร้างอยู่ริมทะเลในอาแปม  เมืองท่าเรือประมงแห่งหนึ่ง
เนียโมะ  อะโดมาโค  ชาวประมงหนุ่มที่อาศัยอยู่ในเจมส์ทาวน์  เตะบอลกับเพื่อนๆ เมื่อไม่ได้ออกทะเล

แม้แต่ในหมู่ชาวกาด้วยกันเอง กลุ่มชาวประมงผู้เป็นที่นับหน้าถือตามากที่สุด หรือเหล่าโวลาเซ  ก็มักมาจากอากุตโซ  หรือเครือข่ายตระกูลอาบีซี-แฟนตี ซึ่งเป็นกลุ่มชนเผ่าแฟนตีที่แปลงสัญชาติเป็นชาวกา การเปลี่ยนอัตลักษณ์จากชาวแฟนตีเป็นชาวกาอย่างง่ายดายเช่นนี้มีรากฐานมาจากค่านิยมร่วมที่ผูกโยงกับความมุ่งมาดที่จะธำรงไว้ซึ่งวิถีความเป็นอยู่ของตน ชนทั้งสองเผ่าไม่ออกไปจับปลาในทะเลในวันอังคาร หรือในแหล่งนํ้าจืดในวันพฤหัสบดี นี่คือข้อห้าม การหยุดพักเป็นประจำทุกสัปดาห์นี้จึงเปิดโอกาสให้เหล่าวิญญาณแห่งท้องนํ้าได้เพิ่มพูนปลาให้สมบูรณ์อันเป็นการกระทำจากความใฝ่ใจในทางอนุรักษ์ซึ่งหยั่งรากในัฒนธรรมและประเพณี

พูดให้เป็นรูปธรรมมากขึ้นก็คือ ความคิดเชิงอนุรักษ์คือ ตัวกำหนดขอบเขตของทักษะต่างๆ ที่ชุมชนชาวประมงกานาเรียนรู้ ชาวประมงจำนวนมากเป็นเกษตรกรนอกเวลา พวกเขาจะหวนกลับมาทำงานบนบกปีละครั้งหรือสองครั้ง เมื่อเหล่าสัตว์นํ้ามีความอุดมสมบูรณ์น้อยลง

เด็กๆ วิ่งไล่กันบนหาดในอาแปม  ชุมชนต่างๆ ในกานาจะพักการจับปลาในทะเลและแหล่งนํ้าจืดสัปดาห์ละหนึ่งวัน  ซึ่งมี ส่วนช่วยให้การอนุรักษ์ได้ผลมากขึ้น
พรินซ์  คาฟูทะ โพสท่าถ่ายภาพที่ชายหาดในมัมฟอร์ด  พร้อมเรือของเล่นที่ต่อขึ้นตามแบบเรือประมงของเมืองนี้ ท้องทะเลเป็นส่วนสำคัญยิ่งของอัตลักษณ์ชาวกานา ตลอดแนวชายฝั่งแอฟริกาตะวันตก  ชาวประมงส่วนใหญ่เป็นคนเชื้อสายกานา

ชาวประมงที่เหลือจะลอกเลียนรูปแบบการอพยพของสัตว์นํ้าชนิดพันธุ์หลักที่บริโภคกันในย่านที่พวกเขาอาศัยอยู่หรือย้ายไปบริเวณที่จะพบปลาชนิดอื่นแทน

ปลาที่มีให้จับไม่ขาดมือนี้ยังหล่อหลอมให้เกิดความเชี่ยวชาญด้านการถนอมอาหารและรมควัน ตลอดแนวชายฝั่ง ปลารมควันที่สำรองไว้มากพอช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะมีโปรตีนหลักจากอาหารเพียงพอเสมอไม่ว่าจะเป็นฤดูกาลใด

ความจริงที่ว่า นานๆ ครั้งจะมีผู้สูญหายไปในทะเลบ้าง และการไม่อาจคาดเดาได้ของปริมาณปลาที่จับได้ หมายความว่า ครอบครัวชาวประมงผูกความฝันของตนไว้กับความผกผันของโชคชะตา

เด็กสองคนที่ออกมาวิ่งเล่นจ้องมองขึ้นไปที่รูปปั้นปลาตรงหน้าหาดของเมืองเซกอนดี-ตะโก ราดี  อนุสาวรีย์เชิดชูการประมงแห่งนี้ตกแต่งด้วยสีแดง  เหลือง  เขียว  และดาวสีดำตามลายธงชาติกานา

ชาวประมงจะนำนํ้าพักนํ้าแรงสีเงินยวงของตนมาให้พวกผู้หญิงในหมู่บ้าน พวกผู้หญิงจะขายพวกมัน และเอากำไรมาเล่นแร่แปรธาตุด้วยการแลกเปลี่ยนค้าขาย การทำไร่ และให้การศึกษากับเด็กๆ ที่วิ่งเล่นตามชายหาด

แม้เมื่อพวกผู้ชายไม่หวนกลับมา พวกเขายังทิ้งบางสิ่งไว้เบื้องหลัง

ลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งของผมที่ใช้ชื่อ ไอย์เคว เหมือนผม เป็นคนหนึ่งที่ไม่หวนกลับมา เมื่อปี 1992 ตอนที่ผมออกเดินทางไปอาศัยอยู่นอกเมืองหลวงอักกรา ที่เขตตูลอนซึ่งอยู่ไกลออกไปเกือบ 650 กิโลเมตรทางตอนเหนือของกานา เขาบอกสิ่งหนึ่งกับผมซึ่งผมจดจำไว้เสมอ นายไม่มีอะไรต้องกังวล พวกเราเป็นชาวเผ่ากา เมื่อมีท้องทะเลเกื้อหนุนเราอยู่ไม่มีอะไรที่เราต้องกลัว

ไม่ว่าผมจะเดินทางอยู่หนใด ในท่ามกลางความแปลกแยก ผมจะหลับตาลง และเงี่ยหูสดับฟังเสียงนํ้า

ความเรียง นีไอย์ เควพาร์กส์
ภาพถ่าย  เดอนี ไดเยอ

ติดตามสารคดี ทะเลเปรียบดังลมหายใจเรา ฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนกรกฎาคม 2565

สั่งซื้อนิตยสารได้ที่ https://www.naiin.com/product/detail/549797


อ่านเพิ่มเติม ทะเล อันดามัน ของไทยกำลังป่วย

เรื่องแนะนำ

ในเนเธอร์แลนด์ คุกที่ว่างเปล่า กลายเป็นบ้านสำหรับผู้ลี้ภัย

เรื่อง เมโลดี โรเวล ภาพถ่าย มุฮัมหมัด มูเฮเซน Associated Press ขณะที่อัตราอาชญากรรมในประเทศและประชากรในเรือนจำลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปีที่ผ่านมา จนเรือนจำนับสิบแห่งต้องปิดตัวลงพร้อมกัน  ดังนั้น  เมื่อจำนวนผู้อพยพเริ่มสูงขึ้น  โดยปีที่แล้วเพียงปีเดียวมีผู้อพยพมากกว่า 50,000 รายเดินทางเข้าสู่เนเธอร์แลนด์ และหน่วยงานรับผู้ลี้ภัยกลางหรือซีโอเอ (Central Agency for the Reception of Asylum Seekers; COA)  ก็มองเห็นทางออก ช่างภาพ มุฮัมมัด มูเฮเซน เจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์สองสมัย  และหัวหน้าช่างภาพของ AP ประจำภูมิภาคตะวันออกกลางได้อุทิศเวลาในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาถ่ายภาพวิกฤติผู้อพยพ  “คำถามที่มักผุดขึ้นในหัวของผมคือ จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้” เขากล่าว “การเดินทางไม่ได้หยุดลง เมื่อพวกเขาเดินทางเข้าประเทศ” ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว มูเฮเซนเริ่มได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับการนำเรือนจำมาเป็นที่พักของผู้อพยพ “ผมยังไม่เข้าใจดีนัก” เขาบอก “ผมคิดว่าพวกเขาน่าจะ รู้สึก เหมือนอยู่ในที่คุมขัง” เขาใช้เวลาหกเดือนในการขออนุญาตเข้าไปถ่ายรูปในเรือนจำแห่งหนึ่ง  สุดท้ายแล้ว มูเฮเซนใช้เวลา 40 วันในการเยี่ยมเยือน คุกเนเธอแลนด์ สามแห่ง เพื่อทำความรู้จักผู้อยู่อาศัยในนั้นและถ่ายภาพชีวิตของพวกเขา “เรากำลังพูดถึงคนหลายสิบเชื้อชาติ” เขากล่าว […]

วิถีหลอมรวมเชื้อชาติ ศาสนา และพหุวัฒนธรรมอันน่าอัศจรรย์ในสิงคโปร์

จากความหลากหลายของชุมชนและการหลอมหลวม พหุวัฒนธรรม เราจะสามารถอธิบายมรดกทางวัฒนธรรมอันโดดเด่นของชนชาติสิงคโปร์ได้อย่างไร หากเดินเตร็ดแตร่ไปยังถนน Telok Ayer ผ่านย่านร้านกาแฟอันคึกคัก แผงขายอาหาร และภัตตาคาร ก็จะพบกับอากาศที่เต็มไปด้วยกลิ่นกรุ่นของกาแฟและเครื่องเทศ ทันใดนั้น ก็จะได้พบกับกลุ่มควันธูปที่ฟุ้งออกมาจากวัดที่แทรกตัวอยู่ในสัญลักษณ์ความเป็นเมืองใหญ่และความเป็น พหุวัฒนธรรม แบบร่วมสมัย วัด Thian Hock Keng และวัด Yueh Hai Ching ซึ่งตั้งอยู่ริมทะเล สร้างขึ้นเพื่อเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของชุมชนชาวจีนฮกเกี้ยนและแต้จิ๋วตามลำดับ และใกล้ๆ กัน มีมัสยิด Al-Abrar และโบสถ์เมโธดิสท์จีน เป็นประจักษ์พยานของการเติบโตทั้งทางกายภาพ จิตวิญญาณ และวัฒนธรรมของสิงคโปร์ นับตั้งแต่การก่อตั้งในฐานะท่าเรือเพื่อการค้าขายในปี 1819 บรรดาผู้อพยพต่างหลั่งไหลเข้ามายังเกาะแห่งนี้พร้อมความหวังว่าจะมีชีวิตที่ดีกว่า พวกเขาเริ่มก่อตั้งธุรกิจเพื่อการค้าขาย สร้างรากฐาน วางกรอบสำหรับชุมชนใหม่ เพื่อปักหลักและเริ่มการก่อกำเนิดสังคมพหุวัฒนธรรมของสิงคโปร์ เนื่องจากความหลากหลายทางศาสนาที่เกิดขึ้นในสิงคโปร์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายเทศกาลเฉลิมฉลองกลายมาเป็นการเฉลิมฉลองร่วมกันในชุมชม สักสินาห์ ครูสอนฟิตเนสชาวมุสลิมเชื้อสายอินเดียและมาเลย์ได้เข้าร่วมการถือศีลอดในช่วงเดือนรอมฎอน และเฉลิมฉลองวันฮารีรายอ อีดิลฟิตรี อันเป็นวันที่สิ้นสุดช่วงเวลาการถือศีลอดของชาวมุสลิมในสิงคโปร์ “ในช่วงวันฮารีรายอ ทั้งครอบครัวและญาติๆ ของฉันไปรวมตัวกันที่บ้านของญาติ ซึ่งเหมือนเป็นจุดศูนย์กลาง เราไม่ต้องไปที่อื่นเลยค่ะ” เธอกล่าว สักสินาห์ยังคงเฉลิมฉลองวันตรุษจีนกับเพื่อนๆ ชาวจีนที่เติบโตมาด้วยกัน และเคยเล่นไพ่นกกระจอกด้วยกัน […]

พระร้องไห้ได้ไหม แล้วทำไมเราจึงไม่อยากเห็น?

ข่าวดีคือ “ไทบ้านเดอะซีรีส์ 2.2” ได้ฉายแล้ว โดยมีเงื่อนไขว่าให้ผู้สร้างปรับฉากเจ้าปัญหาให้สั้นลง ทว่าทางกองเซ็นเซอร์ยังไม่ได้ออกมาอธิบายอย่างละเอียดว่าการนำเสนอภาพพระสงฆ์ร้องไห้คร่ำครวญนั้น มันบ่อนทำลายศาสนาอย่างไร?

ตัวตนชีวิตของ เบียร์ สิงห์น้อย ช่างภาพผู้สร้างปรากฏการณ์ให้อาคารยุคโมเดิร์นของไทย

ชายผู้บันทึกประวัติศาสตร์และเรื่องราวของสังคมในแต่ละยุคสมัย ผ่านการถ่ายภาพสถาปัตยกรรม วันนี้เรานัด เบียร์-วีระพล สิงห์น้อย หรือ Beersingnoi ช่างภาพสถาปัตย์ คุยเรื่องการทำงานถ่ายภาพและชีวิตของเขา เบียร์คือเจ้าของไอจีและเฟซบุ๊คเพจ Foto_momo รวมภาพถ่ายตึกและอาคารเก่ายุคโมเดิร์นที่เขาตั้งใจตระเวนถ่ายทั่วไทย นอกจากความหลงใหลในการถ่ายภาพอาคารยุคโมเดิร์น เราค้นพบว่าเบียร์ก็ชอบเรื่องประวัติศาสตร์ไม่แพ้กัน เขาอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เยอะมาก และรักในประวัติศาสตร์ไทยมาตั้งแต่สมัยเรียนด้วย ทุกภาพถ่ายของเขาจึงมีเรื่องราวและเรื่องเล่าเบื้องหลัง เขาเคยบอกว่าตึกและอาคารคือหลักฐานของการเปลี่ยนผ่านยุคสมัย แสดงถึงค่านิยมทางสถาปัตยกรรมและเทคโนโลยีการก่อสร้างในยุคนั้น ๆ ด้วย และนี่คือบทสนทนากับ เบียร์ สิงห์น้อย ถึงตัวตนชีวิต ในฐานะช่างภาพสถาปัตยกรรมผู้สร้างปรากฏการณ์ให้อาคารยุคโมเดิร์นของเมืองไทย คุณชอบถ่ายตึกยุคโมเดิร์นหรอ ปัจจุบันก็เรียกว่าหลงใหลดีกว่า เมื่อก่อนก็ไม่ได้ชอบ ก็มองผ่านตลอด ไม่ได้มองตึกยุคนี้มาก แต่ว่าพอยิ่งหลงกับมันยิ่งมองไปทางไหนมันก็ยิ่งเจอ ตึกที่ชอบที่สุดที่เคยไปเจอมาคือตึกไหน ตึกฟักทอง เพราะว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นจริง ๆ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราสนใจงานประเภทนี้ ตอนนั้นมันรู้สึกว่า เฮ้ย ทำไมตึกมันเท่ขนาดนี้ ตึกมันเท่แต่ทำไมไม่มีใครพูดถึง ซึ่งพบคำตอบว่า เพราะคนส่วนมากยังไม่ได้สนใจ จริง ๆ วันนั้นที่เราไปถ่ายตึกฟักทอง ก็คือการไปทำงานนั่นแหละ ไปถ่ายรูปให้สมาคมสถาปนิกสยามซึ่งเค้าจะมอบรางวัลอาคารอนุรักษ์ ให้ทุกปี เราเองก็มีโอกาสได้ไปถ่ายตึกนี้ ตอนถ่ายตึกฟักทองก็รู้สึกว่าเราเรียนสถาปัตย์มาตั้งสี่ห้าปีทำไมไม่รู้จักตึกนี้เลย (หัวเราะ) เราประทับใจตึกนี้มากก็เลยไปหาว่าคนออกแบบตึกนี้คือใคร แล้วเค้าทำงานที่ไหนสร้างตึกที่ไหนอีกบ้าง ก็เริ่มตะเวนถ่ายผลงานของคุณอมร […]