สถิติคลื่น ผู้อพยพ ย้ายถิ่นของชาวโลก - National Geographic Thailand

สถิติคลื่นการอพยพย้ายถิ่นของชาวโลก

คาราวาน ผู้อพยพ ชาวเอลซัลวาดอร์ข้ามแม่น้ำซูเชียเต (Suchiate River) ที่แบ่งพรหมแดนของประเทศกัวเตมาลาและเม็กซิโก เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของเม็กซิโกปฏิเสธคำขอร้องเข้าประเทศเป็นหมู่คณะ เนื่องจากพวกเขาจะมุ่งหน้าที่ชายแดนทางตอนเหนือที่ติดกับสหรัฐอเมริกา ภาพถ่ายโดย MOISES SAMAN, MAGNUM PHOTOS/NATIONAL GEOGRAPHIC

นี่คือสถิติของ ผู้อพยพ ย้ายถิ่นฐานของผู้คนบนโลกปัจจุบัน ทั้งประเทศที่มีประชากรอพยพไปนอกประเทศมากที่สุด และประเทศที่เปิดรับผู้อพยพมากที่สุด

กระแสเข้าออกของผู้คนข้ามแนวพรมแดนกำหนดประวัติศาสตร์โลกมาช้านาน ข้อมูลการอพยพย้ายถิ่นระหว่างประเทศในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา ช่วยให้เราเข้าใจว่า เพราะเหตุใดผู้คนจึงเลือกที่จะทิ้งบ้านเมืองของตน และพวกเขามุ่งหน้าไปไหน ผู้อพยพเหล่านี้ไม่ถึงร้อยละสิบถูกบีบให้ต้องหนีจากภัยร้าย ส่วนใหญ่ต้องการแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า และจะโยกย้ายถิ่นฐานเมื่อมีเงินมากพอ การอพยพย้ายถิ่นทั้งโลกมีจำนวนไม่ถึง 100 ล้านคนในทศวรรษ 1960 และแม้ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนแต่นั้นมา ผู้อพยพย้ายถิ่นยังคงมีจำนวนเพียงเสี้ยวเดียวของประชากร 7,600 ล้านคนของโลกในปัจจุบันผู้อพยพ

258 ล้านคือจำนวนผู้คนที่ใช้ชีวิตอยู่นอกประเทศบ้านเกิดของตนในปี 2017

ร้อยละ 3 ของผู้คนทั่วโลกเป็นผู้อพยพย้ายถิ่น ตัวเลขนี้คงที่อยู่เป็นเวลา 50 ปี

ความยากจนรั้งให้อยู่กับที่ เงินตราช่วยให้การโยกย้ายเกิดขึ้นได้

บังกลาเทศ ผู้คนนับล้านหนีตาย จากความขัดแย้งในทศวรรษ 1970 และในทศวรรษ 1980 อีกนับล้านเริ่มออกไปทำงานในกลุ่มประเทศอ่าวเปอร์เซีย เงินเดือนที่ส่งมาจากต่างแดนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

เม็กซิโก รายได้ที่สูงขึ้นจูงใจคนจำนวนมากให้ไปหางานทำในสหรัฐฯ ปัจจัยต่างๆ เช่น ตลาดสหรัฐฯ ที่อ่อนแอและกฎหมายควบคุมการข้ามแดนที่เข้มงวดขึ้นหลังเหตุการณ์ 9/11 ชะลอการอพยพย้ายถิ่นลง

ผู้อพยพ
แผนภูมิแสดงจำนวนสุทธิของการย้ายถิ่นออกนอกประเทศ (ดำ) หรือการย้ายถิ่นเข้าประเทศ (ขาว) ปี 1967 ถึง 2017

เวียดนาม การเติบโตทางเศรษฐกิจนับจากสงครามเวียดนามปิดฉากลงในปี 1975 กระตุ้นการอพยพย้ายถิ่นทั้งเข้าและออก เกือบครึ่งหนึ่งของ ชาวเวียดนามสี่ล้านคนที่ใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศ พำนักอยู่ในสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอดีตคู่สงคราม

ความไร้เสถียรภาพขับผู้คนออกจากประเทศ

อัฟกานิสถาน การรุกรานของสหภาพโซเวียตเมื่อปี 1979 ขับผู้คนนับล้านเข้าสู่ปากีสถานและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค จำนวนไม่น้อยหวนคืนสู่บ้านเกิดในเวลาต่อมา แต่ก็ต้องเผชิญกับความรุนแรงระลอกใหม่

ซีเรีย ความไม่สงบและสงครามกลางเมืองผลักดันผู้คนนับล้านให้หนีตายไปยังประเทศต่างๆ เช่น ตุรกี จอร์แดน และเลบานอน จำนวนผู้อพยพออกนอกประเทศในปี 2002 สะท้อนให้เห็นในตัวเลขการอพยพเข้าประเทศของตุรกี

ซูดาน ผู้ลี้ภัยจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มจำนวนผู้ย้ายถิ่นเข้าประเทศของซูดาน แต่สงครามกลางเมืองในทศวรรษ 1990 ทำให้จำนวนผู้ย้ายถิ่นออกนอกประเทศสุทธิมีสูงกว่า

อิรัก ความไร้เสถียรภาพสืบเนื่องจากการรุกรานที่นำโดยสหรัฐฯ ส่งผลให้ชาวอิรักนับล้าน กลายเป็นผู้พลัดถิ่น แต่เมื่อไม่นานมานี้ อิรักให้ที่พำนักแก่ผู้ ลี้ภัยราว 250,000 คนจากซีเรีย

ไนจีเรีย ความรุนแรงในทศวรรษ 1980 ยับยั้งการไหลเข้าของผู้อพยพย้ายถิ่น และกระตุ้นให้คนอพยพออกนอกประเทศ ปัจจุบัน กลุ่มก่อการร้ายต่างๆ กำลังผลักไสผู้คนให้ออกไปมากขึ้น

รวันดา ชาวรวันดาเกือบสองล้านคนหนีออกนอกประเทศระหว่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ความขัดแย้งครั้งนั้นจุดชนวนให้เกิดสงครามในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก

ผู้อพยพ
กราฟแสดงการย้ายถิ่นเข้าประเทศมีจํานวนสูงกว่ามีประชากรที่เกิดในต่างประเทศตั้งถิ่นฐานอยู่มากกว่าคนย้ายออกนอกประเทศ (คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพใหญ่)

ตลาดแรงงานที่แข็งแรงดึงดูดผู้อพยพย้ายถิ่น

ไทย แรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัยถูกดึงดูดโดยค่าจ้างและการขาดแคลนแรงงาน ในประเทศไทยเกิดการไหลออกช่วงสั้นๆ ในปี 1992 เมื่อผู้ลี้ภัยหวนคืนสู่บ้านเกิดในกัมพูชา

สเปน การเติบโตทางเศรษฐกิจ ความต้องการแรงงานที่สูงขึ้น และการเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพยุโรป นำไปสู่การไหลบ่าของผู้อพยพย้ายถิ่นจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ในทศวรรษ 1990

ซาอุดีอาระเบีย ความเฟื่องฟู จากนํ้ามันในทศวรรษ 1970 นำพาแรงงานต่างชาติเข้าสู่ราชอาณาจักร ในทศวรรษ 1990 รายได้จากนํ้ามันลดลง และมี การปราบปรามผู้อพยพย้ายถิ่นที่ไม่มีเอกสารรับรอง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ความมั่งคั่งจากนํ้ามัน เสถียรภาพทางการเมือง และโครงการก่อสร้างที่เฟื่องฟูในทศวรรษ 2000 ดึงดูดแรงงานต่างชาติเข้าประเทศ เมื่อราคานํ้ามันดิ่งลง ผู้อพยพย้ายถิ่นจำนวนมากก็ย้ายออกไป

เยอรมนี ชาวยุโรปตะวันออกนับล้านเดินทางเข้าประเทศ เมื่อม่านเหล็กพังทลายลง การไหลบ่าระลอกถัดมาเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ยี่สิบ เมื่อเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งดึงดูดทั้งผู้อพยพย้ายถิ่นและผู้ลี้ภัย

รัสเซีย การอพยพย้ายถิ่นขนานใหญ่ย้อนศรกลับในทศวรรษ 1970 เมื่อมีการค้นพบทรัพยากร เช่น นํ้ามันและก๊าซธรรมชาติ การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 ดึงดูดผู้อพยพระลอกใหม่จากบรรดาอดีตสาธารณรัฐ

สหรัฐอเมริกา ตำแหน่งงานใหม่ ราว 1.6 ล้านตำแหน่งเกิดขึ้นพร้อมกับเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งหลังภาวะ ถดถอยในทศวรรษ 1990 ต่อมาในปี 2002  เศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง ทำให้ทั้งตำแหน่งงานและการย้ายถิ่นเข้าประเทศลดลง

นโยบายรัฐทำให้กระแสการอพยพย้ายถิ่นเปลี่ยนทิศ

จีน การสิ้นสุดลงของนโยบาย  “เฉพาะคนขาวเท่านั้น” ในต่างประเทศ รวมทั้งการปฏิรูปด้านการอพยพย้ายถิ่นเข้าประเทศจีนในช่วงทศวรรษ 1980 เปิดโลกทั้งใบให้กับแรงงานชาวจีน

เอธิโอเปีย รัฐบาลออกกฎหมายห้ามการอพยพออกนอกประเทศในปี 1981 หลังเกิดทุพภิกขภัย และการปฏิวัติ หลายคนหวนคืนสู่บ้านเกิดเมื่อระบอบการปกครองดังกล่าวล่มสลายในปี 1991

สหราชอาณาจักร การเปลี่ยนแปลงนโยบายในทศวรรษ 1990 ผ่อนปรนข้อจำกัดด้านการเข้าเมืองและการลี้ภัยกระทั่งถึงปี 2002 แรงงานอพยพที่มีทักษะสามารถขอวีซ่าได้แม้ยังไม่มีผู้ว่าจ้าง

เรื่อง อัลแบร์โต ลูกัส โลเปซ, ไรอัน วิลเลียม, และคายา เบิร์น

เนื้อหาจาก นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนสิงหาคม 2562

อ่านเพิ่มเติม ผู้อพยพ: มหากาพย์เดินเท้าย้อนรอยบรรพชนผู้อพยพ

เรื่องแนะนำ

วัฒนธรรมเบื้องหลังถุงขอบคุณที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปในไชน่าทาวน์

"ถุงขอบคุณ" คือสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมแห่งไชน่าทาวน์ของอเมริกา ทว่าท่ามกลางปัญหาสิ่งแวดล้อม บรรดานักออกแบบรุ่นใหม่พยายามเปลี่ยนถุงเหล่านี้ให้สามารถใช้งานซ้ำได้ แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าทางจิตใจไม่เปลี่ยนแปลง

ศิลปวัตถุของอาสนวิหารนอเทรอดามที่ยังคงอยู่และมอดไหม้ไปแล้ว

อัคคีภัยแห่งอาสนวิหารนอเทรอดามนำพาความโศกเศร้ามายังมนุษยชาติ เนื่องจากศิลปวัตถุซึ่งแสดงถึงภูมิปัญญาของคนยุคก่อนและวัตถุศักดิ์สิทธิ์อันประเมินค่ามิได้ต้องสูญสลายไป แต่ยังมี สมบัติแห่งนอเทรอดาม หลายชิ้นที่รอดมาได้โดยผู้คนที่ยินดีฝ่ากองเพลิงเพื่อรักษาเอาไว้ การสูญเสียสิ่งก่อสร้างที่เป็นมรดกโลกซึ่งมีอายุมานานกว่า 850 ปีอย่างอาสนวิหารนอเทรอดาม นำพาความโศกเศร้ามาสู่คนทั่วไป เพราะอาสนวิหารแห่งนี้มิใช่แหล่งท่องเที่ยวอันสวยงามที่เป็นสัญลักษณ์ของกรุงปารีสและฝรั่งเศสเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสถานที่ซึ่งแสดงถึงความสามารถทางสถาปัตยกรรมที่ต้องอาศัยความเพียรพยายามในการสร้างสรรค์ รวมไปถึงการเป็นที่เก็บรักษางานศิลปะและสมบัติหลายชิ้นที่ไม่อาจประเมินค่าได้ ทั้งงานศิลปวัตถุโบราณ เครื่องดนตรี รูปปั้น งานไม้ และวัตถุศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาที่เก็บรักษาไว้มาจนถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ได้มีประชาชนที่เห็นความสำคัญของวัตถุและ สมบัติแห่งนอเทรอดาม ที่อยู่ภายในอาสนวิหารได้ทั้งพนักงานดับเพลิง บาทหลวง ตำรวจ และคนทั่วไปรวมตัวกันสร้างโซ่มนุษย์ และบางคนก็ยืนกรานเข้าไปในพื้นที่อันตรายเพื่อจะนำสมบัติและศิลปวัตถุเหล่านี้ออกมาให้จงได้ จนให้มีสมบัติล้ำค่าจำนวนมากรอดจากอัคคีภัยครั้งนี้ แต่ก็มีวัตถุบางส่วนที่ไม่สามารถระบุชะตากรรมได้ว่าเป็นอย่างไร หรือบางชิ้นก็ได้รับการระบุว่าสูญสลายไปในกองเพลิงไปโดยสิ้นเชิงแล้ว นี่คือข้อมูลของ สมบัติแห่งนอเทรอดาม ที่ยังเหลือรอด ไม่ทราบสถานะ และถูกทำลายไปแล้ว สมบัติที่เก็บรักษาไว้ได้ มงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์ (The Holy Crown of Thorns) เป็นหนึ่งในสมบัติทางศาสนาที่ตกทอดมาอย่างยาวนานซึ่งถูกเก็บรักษาไว้ในอาสนวิหารนอเทรอดาม โดยมงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์นี้เชื่อกันว่าถูกวางไว้บนศีรษะของพระเยซูในขณะที่พระองค์ถูกตรึงกางเขน แต่เดิมนั้นอยู่ที่กรุงเยรูซาเลม และได้ถูกมอบให้พระเจ้าหลุยส์ที่ 9 แห่งฝรั่งเศส ผู้สร้าง Sainte-Chappelle ในกรุงปารีส และต่อมาได้กลายเป็นนักบุญ Louis เป็นผู้เก็บรักษาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13 โดยมงกุฎหนามศักดิ์สิทธิ์นี้ถูกส่งต่อมาที่นอเทรอดามในภายหลัง […]

หมู่บ้านชนบทในจีนแห่งนี้ต้องใช้ สายเคเบิล สู่โลกภายนอก

ช่างภาพบันทึกเรื่องราววิถีชีวิตดั้งเดิมที่ผูกพันกับแม่นํ้าอันทรงพลัง โดยการใช้ สายเคเบิล และถูกคุกคามจากการเปลี่ยนแปลง แม่นํ้าสาละวิน หรือที่รู้จักในจีนว่า แม่นํ้านู่ เป็นหนึ่งในมหานทีที่ไหลอย่างอิสระสายสุดท้ายในเอเชีย จีนประกาศว่าจะสร้างเขื่อนกั้นแม่นํ้านู่เมื่อเกือบสองทศวรรษที่ผ่านมา มีกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มอาศัยอยู่ในพื้นที่ส่วนนี้ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนซึ่งเรียกว่า ดินแดนแห่งแม่นํ้าขนานสามสายได้แก่ แม่นํ้านู่ แม่นํ้าจินชา (แยงซีเกียง) และแม่นํ้าหลานชาง (โขง) และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลกขององค์การยูเนสโก เมื่อปี 2008 ผมเดินทางไปที่นั่นเพื่อบอกเล่าเรื่องราวของภูมิภาคห่างไกลแห่งนี้ ผมพบว่ามีที่ราบลุ่มน้อยมากตามริมแม่นํ้านู่ หลายหมู่บ้านซ่อนอยู่สูงขึ้นไปบนผนังผาสูงชันของโกรกธารแม่นํ้า มีสะพานไม่กี่แห่งพาดข้ามแม่นํ้า ผมเห็นคนท้องถิ่นข้ามแม่นํ้าด้วยเชือกโดยใช้สายเคเบิลเส้นโตขึงไว้กับผนังหุบเหวด้านละหนึ่งจุด ชาวบ้านจะนำเชือกมาด้วยและผูกรอกไว้กับเข็มขัดหรือคล้องไว้ที่ไหล่ เตรียมพร้อมจะเกี่ยวกับสายเคเบิลและสาวข้ามไป ระหว่างถ่ายภาพในพื้นที่ ผมทำแผนที่ตำแหน่งจุดข้ามด้วยสายเคเบิลทั้งหมดและสังเกตภูมิทัศน์กับแสง โกรกธารซึ่งแคบและลึกมักจะอยู่ในเงามืด ผมพินิจพิเคราะห์ผู้คนที่ไต่เชือกข้ามกระแสนํ้าเชี่ยวกรากของแม่นํ้านู่ (คำนี้แปลว่า “เกรี้ยวกราด” ในภาษาจีน) พวกเขามีทั้งข้ามคนเดียว ข้ามเป็นคู่ และข้ามกับสัตว์ต่างๆ ผมเห็นไก่ หมู และแพะหนึ่งตัว ผมหาตำแหน่งจุดโหนเชือกที่ใกล้เมืองที่สุดและมุ่งหน้าไปที่นั่นในวันที่มีตลาด พร้อมกับผู้ช่วย ฉวานเจี้ยนหวา และคนขับรถชาวทิเบต จู้หลินเหวิน (ทั้งคู่เป็นสมาชิกของชนกลุ่มน้อยเผ่าลี่ซู่หรือลีซอ) ผมเช่าสายรัดนิรภัยและรอกจากชาวบ้านคนหนึ่ง คล้องกล้องไว้ที่คอและใส่ฟิล์มไว้ในกระเป๋าจัดแจงเกี่ยวรอกกับสายเคเบิล แล้วดึงตัวเองไปข้างหน้าจนถึงครึ่งทางเหนือแม่นํ้า สายนํ้าดูเกรี้ยวกราด ขณะห้อยอยู่เหนือแม่นํ้านู่ ผมถ่ายภาพผู้คนที่ข้ามแม่นํ้า หลังห้อยโหนจากสายเคเบิลและถ่ายภาพจากริมฝั่งแม่นํ้าในตอนเช้า ผมก็ตัดสินใจเก็บของ ตอนขนของขึ้นรถ เรากวาดตามองสันเขาสูงที่อยู่ตรงข้ามเราคนกลุ่มหนึ่งกำลังมุ่งหน้าลงมาตามเส้นทางเดินสูงชัน […]

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน ชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องง่าย และผลจากการใช้แรงงานหนักในสังคมเกษตรกรรมส่งผลให้บรรดาผู้หญิงในยุคนั้นมีร่างกายที่แข็งแรง หลักฐานยืนยันทฤษฎีนี้ปรากฏอยู่ในโครงกระดูก ทีมนักวิจัยที่นำโดย Alison Macintosh จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ได้ศึกษาเปรียบเทียบโครงกระดูกของผู้หญิงในยุคโบราณกับโครงกระดูกของผู้หญิงสมัยใหม่  ซึ่งรวมไปถึงนักกีฬาพายเรือ ผลการศึกษาพวกเขาพบว่าผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสตกาลมีช่วงแขนที่แข็งแรงกว่านักกีฬาหญิงในปัจจุบันเสียอีก นั่นเป็นเพราะว่าในยุคเกษตรกรรมผู้หญิงเหล่านี้ต้องทำงานที่ต้องใช้แรงตลอดเวลา จึงทำให้พวกเธอมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรง ผลการศึกษานี้ช่วยฉายภาพให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้หญิงในช่วงเวลานั้น ว่าพวกเธอมีความเป็นอยู่กันอย่างไร (เชิญรับชมวิดีโอ เหตุใดผู้หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์จึงมีกระดูกที่แข็งแรงอย่างยิ่ง ได้ที่นี่) อ่านเพิ่มเติม เมื่อสงครามกลางเมืองจบ หมู่บ้านแห่งนี้เหลือเพียงผู้หญิงและเด็ก