พลังหนุ่มสาวเปลี่ยนแปลงโลก - National Geographic Thailand

พลังหนุ่มสาวเปลี่ยนแปลงโลก

พลังหนุ่มสาวเปลี่ยนแปลงโลก

จากนักเรียนพาร์กแลนด์ถึงอาหรับสปริง วัยรุ่นและหนุ่มสาวเป็นเจ้าของประวัติศาสตร์การขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า

เมื่อมองดูหนุ่มสาวจากยุคสมัยใหม่ต่างๆ คุณจะเห็นตัวเร่งการเปลี่ยนแปลงที่น่าประทับใจ  แกนนำ “March for Our Lives” ก็ไม่ต่างกันเลย  บรรดานักเรียนจากพาร์กแลนด์ ฟลอริดา ผู้เผชิญกับโศกนาฎกรรมกราดยิงที่โรงเรียนมัธยมของตนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จัดงานเรียกร้องให้มีการออกกฎหมายควบคุมอาวุธปืนและหยุดการกราดยิงในโรงเรียน

ถึงแม้หลายคนจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์เยาวชนเหล่านั้น แต่ก็มีคนอีกมากที่พูดถึงความมุ่งมั่น ชีวิตชีวา ความสนใจ และความฉลาดรอบรู้  พวกเขาเสนอสารที่ชัดเจน ขับเคลื่อนประเทศ และได้รับการสนับสนุนจากผู้มีชื่อเสียงและนักการเมือง แม้แต่อดีตประธานาธิบดีบารัก โอบามา และมิเชล โอบามา

ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ไม่ได้แปลกประหลาดอะไร  เด็กนักเรียนเหล่านี้เป็นข้อต่อใหม่ล่าสุดของสายโซ่นักกิจกรรมรุ่นเยาว์ในช่วงหลายทศวรรษที่อยู่ในแถวหน้าของการเปลี่ยนแปลงสังคมไปทั่วโลก และขบวนการเคลื่อนไหวทั้ง 5 ขบวนการต่อไปนี้ถูกขับเคลื่อนไปข้างหน้าโดยผู้ประท้วงหนุ่มสาว

 

ขบวนการเคลื่อนไหวสิทธิพลเมือง

พลังหนุ่มสาว
นักกิจกรรมสิทธิพลเมือง ผู้ประท้วงหนุ่มสาว เข้าร่วมในการเดินขบวน 1 ใน 3 หนที่แอละแบมา จากเซลมาถึงมอนต์โกเมอรีในปี 1965 การประท้วงครั้งนั้นเป็นก้าวสำคัญสู่หนทางของการออกกฎหมายสิทธิในการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างแบ่งแยกบนพื้นฐานของเชื้อชาติ ภาพถ่าย Buyenlarge, Getty Images

เยาวชนเป็นฟันเฟืองสำคัญในขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องสิทธิพลเมืองที่น่าจดจำที่สุด และเกี่ยวข้องอยู่เบื้องหลังช่วงสำคัญเหล่านั้น  เยาวชนเหล่านั้นร่วมกันเคลื่อนไหวให้ยกเลิกโรงเรียนที่แบ่งแยกสีผิวทางตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา ท้าทายการแบ่งแยกสีผิวด้วยการออกเดินทางด้วยรถบัสเพื่อหยุดการแบ่งแยกสีผิว (Freedom Rides) และผลักดันสิทธิผู้ออกเสียงและการออกกฎหมายสิทธิพลเมือง

ในหมู่แกนนำนักศึกษาที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือคณะกรรมการนักศึกษาผู้ประสานงานด้านสันติวิธี (Student Nonviolent Coordinating Committee -SNCC) อันเป็นกลุ่มที่ประท้วงด้วยสันติวิธีและช่วยฝึกผู้เดินขบวนประท้วง  กลุ่มอิสระดังกล่าวรักษาความอุตสาหะอย่างแรงกล้าในแถวหน้าของการเปลี่ยนแปลงนับครั้งไม่ถ้วน เพียรทนต่อความรุนแรง และการปราบปรามจากรัฐตลอดการเคลื่อนไหว

SNCC นับเป็นกลุ่มสิทธิพลเมืองที่ใหญ่ที่สุดและจัดตั้งอย่างเป็นระบบที่สุดของสหรัฐอเมริกาที่ขับเคลื่อนด้วยพลังเยาวชนผู้ปฏิเสธการเชิดชูคนผิวขาว

เยาวชนผู้เข้าร่วมขบวนการเคลื่อนไหวสิทธิพลเมืองยอมอ้าแขนรับสิ่งที่จอห์น เลวิส หนึ่งในประธาน SNCC เรียกว่า “ความลำบากที่ดีงาม” หรือการเรียกร้องซึ่งจัดวางเพื่อกระตุ้นเร้า ท้าทาย และก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่กริ่งเกรง

ขบวนการประท้วงสงครามเวียดนาม

พลังหนุ่มสาว
นักศึกษาประท้วงสงครามเวียดนามหน้าสถานทูตอเมริกาในลอนดอน ภาพถ่าย Mirrorpix/Getty Images

เด็กหนุ่มกว่าสองล้านคนถูกเกณฑ์เข้ากองทัพสหรัฐฯ ระหว่างสงครามเวียดนาม ไม่น่าแปลกใจที่คนหนุ่มสาวเหล่านั้นจะเป็นกองหน้าในการประท้วงความขัดแย้งดังกล่าว  ขบวนการนักศึกษาซึ่งช่วยทำให้คนอเมริกันทั่วไปหันมาประท้วงสงครามในทศวรรษ 1960 ร่วมกับนักกิจกรรมรุ่นเยาว์นั้น ได้แรงบันดาลใจมาจากขบวนการเคลื่อนไหวสิทธิพลเมืองและการต่อต้านของฝ่ายซ้ายในยุคสงครามเย็น

เด็กนักศึกษเดินขบวน เข้าร่วมกิจกรรม และต่อต้านสงคราม  การประท้วงต่างๆ จุดประกายและแบ่งคนอเมริกัน ซึ่งโต้แย้งกันว่านักศึกษาควรได้รับอนุญาตให้ประท้วงหรือหยุดประท้วง  ในการประท้วงเช่นที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยเคนต์สเตต เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 1970 นักศึกษาที่ปราศจากอาวุธถูกตำรวจสังหาร ถูกแก๊สน้ำตา และขัดขวาง  สมาชิกกลุ่มอย่างกลุ่มนักศึกษาเพื่อสังคมประชาธิปไตย หนึ่งในผู้ขับเคลื่อนสำคัญในขบวนการต่อต้านสงครามกลายเป็นเป้าหมายของเอฟบีไอ

“เราคิดถูกเกี่ยวกับสงคราม” มิเชล เอส. แอนซารา ผู้นำกลุ่ม SDS ของมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ดกล่าว “เราเข้าใจว่าพวกเรากระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยา ซึ่งจะทำให้เรามีโอกาสในการถกเถียงกัน”  แอนซาราบอก “คุณจะไม่ได้ถกเถียงใดๆ ถ้าหากมัวแต่สุภาพ”

การประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน

พลังหนุ่มสาว
กลุ่มนักศึกษาจีนขี่จักรยานรอบกรุงปักกิ่ง โบกธงและป้ายผ้า เพื่อสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตย ภาพถ่ายโดย Peter Turnley, Getty Images

“ผมอิจฉาเสรีภาพที่นักศึกษาของผมมีตอนนี้” โรวีนา เหอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ที่วิทยาลัยไมเคิลในเวอร์มอนต์ ผู้เขียนหนังสือ  Tiananmen Exiles: Voices of the Struggle for Democracy in China  เมื่อปี 1989 เขายังเป็นวัยรุ่นอยู่ในประเทศจีน “เมื่อผมอายุเท่าพวกเขา พวกเรานับล้านๆ คนเดินไปบนถนนในเมืองใหญ่ทั่วประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของผม เรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานที่นักศึกษาอเมริกันได้รับตั้งแต่แรกเกิดและไม่เห็นว่าสำคัญ”

ขบวนการเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้คนทั่วโลกได้เห็นความรุนแรงที่เกิดขึ้น ณ จัตุรัสเทียนอันเหมิน นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงที่แห่งนั้น แต่ยังเกิดขึ้นทั่วประเทศจีนเมื่อเยาวชนลุกขึ้นมาเรียกร้องการปฏิรูปประชาธิปไตยและเปิดเสรีทางเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยและมีการเล่นพรรคเล่นพวก  นักกิจกรรมนับแสนๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัย เดินโบกธง ร้องเพลง และกล่าวปราศรัยไปตามท้องถนน

วันที่ 3 และ 4 มิถุนายน 1989 ผู้ประท้วงที่ถูกจับกุมต้องพบกับเหตุการณ์ที่พลิกผันเมื่อทหารเป็นพันๆ นายเข้าจู่โจมพื้นที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน กราดยิงไปยังนักศึกษาที่ปราศจากอาวุธ และสลายการชุมนุมด้วยรถถังและปืนไรเฟิล  จนถึงวันนี้ยังไม่มีใครรู้จำนวนผู้เสียชีวิตที่แน่นอน

จีนไม่เคยยอมรับว่ามีการสังหารหมู่ครั้งนั้นอย่างเป็นทางการเลย และยังคงเซนเซอร์ข้อมูลข่าวสาร ตลอดจนการสนทนาเกี่ยวกับขบวนการเคลื่อนไหวดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง  สามทศวรรษหลังเหตุการณ์ดังกล่าว “เราก็ยังไม่อาจนำความยุติธรรมมาให้ชีวิตคนหนุ่มสาวนับร้อยๆ ที่ถูกทำลายด้วยปืนและรถถัง”  เหอและเพื่อนนักวิจัยขบวนการเคลื่อนไหวเทียนอันเหมินยังกลัวการตอบโต้จากพรรคคอมมิวนิสต์จีนอยู่จนถึงทุกวันนี้

 

อาหรับสปริง

พลังหนุ่มสาว
เด็กสาวคนหนึ่งร่ำไห้ที่จัตุรัสทาห์ริรหลังการประกาศว่าประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก จะลงจากตำแหน่ง ซึ่งเกิดขึ้นหลังการประท้วงทั่วไปในภูมิภาค นาน 18 วัน ภาพถ่าย คริส ฮอนโดรส

สำหรับบางคน ทวิตเตอร์กับเฟซบุ๊กมีภาพเหมารวมของคนหนุ่มสาวที่ติดมือถือและไม่สนใจใคร แต่ในช่วงอาหรับสปริงปี 2010 โซเชียลมีเดียช่วยคนหนึ่มสาวจัดตั้งการปฏิวัติแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งเริ่มมาจากตูนิเซีย แล้วกระจายสู่อียิปต์ ลิเบีย เยเมน ซีเรีย บาห์เรน และประเทศในตะวันออกกลางอื่นๆ

คนหนุ่มสาวลุกขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของคลื่นการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยด้วยความโกรธแค้นการคอร์รัปชันในหมู่ตำรวจ เศรษฐกิจตกต่ำ การละเมิดสิทธิมนุษยชน และระบบที่กดขี่ ด้วยการเปลี่ยนพื้นที่สาธารณะเช่นจัตุรัสทาห์ริรในไคโรเป็นพื้นที่การต่อสู้  การประท้วงต่างๆ เหล่านี้จุดประกายมาจากพ่อค้าเร่หนุ่มชาวตูนิเซียคนหนึ่งที่เผาตัวเองเมื่อตำรวจยึดรถเข็นของเขาไป

นักกิจกรรมหนุ่มสาวไม่ใช่เป็นเพียงคนที่เข้าร่วมการประท้วงต่างๆ เท่านั้น แต่ยังขยายสู่สงครามกลางเมืองซีเรีย และส่งผลให้ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก ต้องลาออก

นักวิเคราะห์อย่าง เอ็ม โคลอ์ มัลเดริก จากมหาวิทยาลัยบอสตันเชื่อว่าอาหรับสปริง “จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีแรงผลักดันทางอุดมคติและจำนวนมหาชนของคนหนุ่มสาวที่โกรธเคือง”

 

สิทธิเรื่องน้ำของคนพื้นเมือง

พลังหนุ่มสาว
สองนักกิจกรรมเพื่อสิทธิการใช้น้ำสองคนยืนอยู่หน้ากองเพลิงที่แผดเผาที่พักดั้งเดิมของชาวนาวาโฮ ที่แคนนอนบอล นอร์ทดาโกตา ผู้ประท้วงยึดเขตสงวนสแตนดิงร็อกนานนับเดือนเพื่อประท้วงการวางท่อน้ำมันดาโกตาแอคเซสไปป์ไลน์ และถูกบังคับให้สลายตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2017 บางกลุ่มจึงจุดไฟเผาบางส่วนของที่พัก ภาพถ่ายโดย สตีเฟน หยาง, Getty Images

“คนหนุ่มสาวอ่อนล้ากับการคิดว่าพวกเขาไม่มีอนาคต” มิเคลลา ไอออน เชลล์ โดมิงเกซ กล่าว “คุณเอาดินแดนของเราไป แล้วตอนนี้คุณยังมาเอาที่ดินเรา สร้างท่อส่งน้ำมัน และทำลายน้ำของเราอีก”  เธอพูดถึงท่อส่งน้ำมันที่ทำให้เกิดความขัดแย้ง  ท่อดังกล่าวถูกออกแบบให้ส่งน้ำมันทั่วสหรัฐอเมริการ ซึ่งมันวางผ่านในที่ดินของชาวอเมริกันพื้นเมืองและใกล้แหล่งน้ำ  นักกิจกรรมอย่างเชลล์ โดมิงเกซ ต่อต้านท่อส่งน้ำมันดังกล่าวอย่างแข็งขัน

ดาโกตาแอคเซสไปป์ไลน์ (DAPL) เป็นหนึ่งในท่อส่งน้ำมันที่ถูกวางผ่านเขตสงวนอินเดียนสแตนดิงร็อก และการรับรองให้ก่อสร้างในปี 2016 ยิ่งกระตุ้นให้เกิดความขุ่นเคืองลำพาให้ผู้ประท้วงนับพันคนมาตั้งแคมป์ จนกลายเป็นพื้นที่ประท้วงและการจับกุม   สภาเยาวชนชนเผ่านานาชาติ ซึ่งทำงานเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ จัดตั้ง และสร้างความเข้มแข็งให้ผู้นำหนุ่มสาว ที่ต่อสู้ในนามของสิ่งแวดล้อม เติบโตขึ้นมาจากการประท้วงที่สแตนดิงร็อค  ปัจจุบันนี้ ไอออน เชลล์ โดมิงเกซ ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและผู้ประสานงานให้กลุ่มดังกล่าว

“แต่ละคนในชุมชนของเราควรได้เข้าถึงน้ำและอากาศที่สะอาด” เธอกล่าว  การก่อสร้าง DAPL เดินหน้าไปทั้งที่มีการประท้วง แต่ IIYC และกลุ่มหนุ่มสาวอื่นๆ ยังเดินหน้าต่อสู้โครงการอื่นๆ เช่น คีย์สโตนไปป์ไลน์ ซึ่งคุกคามสิทธิการใช้น้ำของชนเผ่า  “เราเชื่อว่าเราไม่ได้เป็นเจ้าของโลก เราต่างหากที่เป็นของโลก” เธอกล่าว

เรื่อง เอริน เบลกมอร์

 

อ่านเพิ่มเติม

ใครคือผู้หญิงที่มีอำนาจมากที่สุดในประวัติศาสตร์

เรื่องแนะนำ

โยคะ : ค้นพบความสงบในโลกอันวุ่นวาย

ในอินเดียอันเป็นต้นธาร โยคะเป็นทั้งการฝึกเพื่อเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย และการเดินทางสู่ภายในเพื่อรู้จักตนเองและเจริญงอกงามทางจิตวิญญาณ แต่เมื่อศาสตร์ของโยคะเผยแพร่สู่โลกตะวันตก ความหมายทางจิตวิญญาณของโยคะกลับจางหาย บ่อยครั้งที่โยคะถูกมองว่าเป็นเพียงเรื่องของการออกกำลังกาย และการฝึกท่วงท่าต่างๆ ที่เรียกว่า อาสนะ ทั้งที่จริงแล้ว โยคะมีความหมายลึกซึ้งและครอบคลุมกว่านั้นมาก

โรงเรียนฝึกนางงาม เส้นทางสู่ความฝันของสาวฟิลิปปินส์

ที่ฟิลิปปินส์ การได้เป็นนางงามคือตั๋วใบพิเศษที่จะช่วยให้ชีวิตดีขึ้น ตลอดจนเข้าถึงโอกาสต่างๆ แต่เมื่อผู้ที่จะได้ครองมงกุฎมีแค่คนเดียว พวกเธอจึงต้องพึ่งโรงเรียนฝึกนางงามเหล่านี้ เพื่อทำความฝันให้เป็นจริง

บรรยากาศวันเด็ก ก่อนอำลาเขาดิน

บรรยากาศวันเด็ก ก่อนอำลา”เขาดิน” เมื่อ 63 ปีที่แล้ว นายวี.เอ็ม. กุลกานี ผู้แทนองค์การสหพันธ์เพื่อสวัสดิภาพเด็กระหว่างประเทศแห่งสหประชาชาติ เชิญชวนให้ประเทศต่างๆ เห็นความสำคัญและความต้องการของเด็กและกระตุ้นให้เด็กตระหนักถึงบทบาทของตนด้วย  รัฐบาลในยุคนั้นจึงจัดให้มีคณะกรรมการจัดงานวันเด็กแห่งชาติ ทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐบาล รัฐวิสาหกิจ และเอกชน กำหนดให้มีการเฉลิมฉลองวันเด็กแห่งชาติทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค  ในยุคนั้นงานวันเด็กแห่งชาติจัดในวันจันทร์แรกของเดือนตุลาคม  แต่พอถึง พ.ศ. 2508 ก็เปลี่ยนมาเป็นวันเสาร์ที่สองของเดือนมกราคม เพื่อความสะดวกของผู้ปกครองและเป็นช่วงที่อากาศดีกว่าช่วงฤดูฝนอย่างเดือนตุลาคม เขาดินหรือสวนสัตว์ดุสิตเป็นหน่วยงานราชการที่จัดงาน วันเด็ก ซึ่งได้รับความนิยมจากเด็กและพ่อแม่ผู้ปกครองตลอดมา  แต่รู้กันหรือไม่ว่า เขาดินที่เปิดทุกวันและเนืองแน่นโดยเฉพาะวันเด็กนี้ มีความเป็นมาอย่างไรประวัติคร่าวๆ ของ เขาดินหรือสวนสัตว์ดุสิตแห่งนี้ย้อนไปถึงสมัยรัชกาลที่ 5 โดยมีจุดเริ่มต้นจากความต้องการสร้างสวนพฤกษชาติในเขตพระราชวังสวนดุสิต ต่อมาในรัชสมัยของรัชกาลที่ 7 มีพระราชดำริที่จะทำนุบำรุงสวนพฤกษชาติแห่งนี้ให้กว้างขวาง และดีกว่าที่เป็นอยู่รวมถึงเปิดให้ประชาชนมาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจด้วย เขาดินในตอนแรกจึงมีสถานะเป็นสวนสาธารณะไม่ใช่สวนสัตว์ดังปัจจุบัน จนกระทั่งต่อมาทางเทศบาลกรุงเทพฯ ริเริ่มย้ายเอาสัตว์บางชนิดจากสวนอื่นๆ มาอาศัยที่นี่ รวมถึงขอให้ทางสำนักพระราชวังส่งช้างหลวงเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มีโอกาสชม สวนสัตว์ดุสิตจึงได้ฤกษ์เปิดตัวในฐานะสวนสัตว์แรกของไทยเมื่อวันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2481 (ชมภาพเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของเขาดินได้ ที่นี่ ) เอ่ยถึง เขาดินแล้ว ต้องเอ่ยถึงตำนานคู่เขาดินอย่าง ฮิปโปโปเตมัสที่ชื่อ แม่มะลิขวัญใจที่ใครๆ มาเขาดินก็ต้องมาชม […]

เพื่อจะไปโรงเรียน เด็กๆ ชาวอินเดียเหล่านี้ต้องข้ามแม่น้ำที่ไหลเชี่ยว

โดย ซาร่าห์ กิบเบ็นส์ การเดินทางไปโรงเรียนของเด็กๆ ในรัฐหิมาจัลประเทศ ของอินเดีย ต้องเผชิญกับอุปสรรคอันยากลำบากนั่นคือกระแสน้ำอันไหลเชี่ยวที่ลงมาจากหุบเขา ผลกระทบจากมรสุม วิดีโอฟุตเทจนี้ถูกบันทึกไว้ใกล้กับหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า ชัมบา ได้แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากพายุมรสมที่เกิดขึ้นกับคนในหมู่บ้าน โดยเฉพาะกับเด็กๆ พวกเขาพร้อมใจกันพับขากางเกงขึ้น ค่อยๆ ก้าวเดินอย่างช้าๆ ลงไปในสายน้ำที่ไหลเชี่ยวกรากท่ามกลางโขดหินที่ลื่น ซึ่งบางช่วงของแม่น้ำสายนี้ทีความกว้างถึง 14 เมตรเลยทีเดียว การเดินข้ามแม่น้ำเป็นไปอย่างเชื่องช้า รายงานข่าวระบุว่าเด็กๆ เหล่านี้ใช้เวลาในการข้ามถึง 40 นาทีด้วยกัน ในบางครั้งพวกเขาต้องหยุดพัก หรือทรงตัว เด็กบางคนจีบมือกันเป็นโซ่มนุษย์เพื่อไม่ให้ถูกพัดไป ส่วนเด็กที่โตกว่าแบกเด็กเล็กไว้บนหลัง รายงานจากสำนักข่าว Times of India หมู่บ้านแห่งนี้มีประชากรราว 400 คน และเด็กๆ ต้องเดินทางเป็นระยะทางมากกว่า 1.6 กิโลเมตรเพื่อที่จะไปเรียนหนังสือ ในการให้สัมภาษณ์กับ India TV News เด็กหญิงคนหนึ่งอธิบายว่า เธอพยายามขอร้องให้ผู้ใหญ่ช่วย แต่ในเวลานั้นไม่มีใครอยู่ “เสื้อผ้าของหนูเปียกไปหมด รองเท้าและหนังสือก็ด้วย” เธอกล่าวเป็นภาษาฮินดู ทุกๆ ปี ภูมิภาคนี้ในอินเดียจำต้องเผชิญกับฤดูมรสุม ที่ช่วยให้ชาวบ้านมีน้ำกินมีน้ำใช้ แต่ก็ต้องแลกมากับการใช้ชีวิตที่ยากลำบากขึ้นผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature […]