ทำไมการเยือนไต้หวันของสหรัฐฯ สร้างความโกรธแค้นให้กับจีน

ทำไมการเยือนไต้หวันของสหรัฐสร้างความโกรธแค้นให้กับจีน

ทำไมการเยือนไต้หวันของ ประธานสภาฯ สหรัฐฯ ‘แนนซี เพโลซี’ จึงสร้างความโกรธให้กับจีน

แนนซี เพโลซี (Nancy Pelosi) ประธานสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐฯ ได้เดินทางถึงไต้หวัน ถือเป็นการแสดงออกว่าจะสนับสนุน “ประชาธิปไตยที่สดใสของไต้หวัน” ตามคำกล่าวของเพโลซี อันเป็นการเยือนครั้งแรกในรอบ 25 ปีที่ผ่านมาสร้างความโกรธเกรี้ยวที่ “ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อรากฐานทางการเมืองของความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ” ในคำแถลงของกระทรวงต่างประเทศจีนหลังจาการเดินทางถึงของเพโลซี พร้อมเตือนว่า “จะใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของตนอย่างเด็ดขาดเพื่อตอบสนองต่อการเยือนของตัวแทนสหรัฐฯ หากสหรัฐยืนกรานที่จะทำตามแนวทางของตนเอง กองทัพจีนจะไม่มีวันนั่งอยู่เฉย ๆ “

เหตุที่ปักกิ่งจึงโกรธเกรี้ยวอย่างรุนแรงต่อการเยือนครั้งนี้ของสหรัฐฯ สื่อต่างประเทศได้ให้ความเห็นไปในทางเดียวกันว่า เป็นการละเมิดข้อตกลงทางประวัติศาสตร์ร่วมกันระหว่างจีน-สหรัฐฯ อย่างร้ายแรง เนื่องจากจีนมองว่าการเยือนจากประธานสภาผู้แทนราษฏรสหรัฐฯ ถือว่าเป็นตัวแทนของประเทศลำดับที่ 3 ในการสืบทอดตำแหน่งผู้นำต่อจากประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ “ฉันคิดว่าจีนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก” ซูซาน แอล. เซิร์ก (Susan L. Shirk) ประธานศูนย์จีนแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ซานดิเอโกกล่าว

หมายความว่าสหรัฐฯ สนับสนุนที่จะปกป้องเสรีภาพของไต้หวันและประชาธิปไตยทั้งหมดอย่างชัดเจน ซึ่งขัดกับนโยบาย ‘จีนเดียว’ ของทางปักกิ่งที่มองว่าไต้หวันคือส่วนหนึ่งของประเทศจีน “แม้จะไม่เคยปกครองมาก่อนและไม่ได้ใช้กำลังในการรวมตัวกับแผ่นดินใหญ่” ก็ตาม บทความของสำนักข่าว CNN ระบุ ขณะที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนได้แถลงก่อนหน้านี้ว่า “สหรัฐฯ คัดค้านอย่างยิ่งต่อความพยายามฝ่ายเดียวในการเปลี่ยนแปลงสถานะที่เป็นอยู่หรือบ่อนทำลายสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน”

รวมทั้ง ‘เพโลซี’ ได้ระบุผ่านบทความที่เขียนขึ้นในวอชิงตันโพสต์ (Washington Post) ซึ่งมีใจความกล่าวถึงความจำเป็นในการเยือนครั้งนี้ว่า จีนได้คุกคามระบอบประชาธิปไตยจากไม่ว่าจะทั้งทางการทหาร สงครามไซเบอร์ และบีบคั้นทางเศรษฐกิจ รวมทั้งข่มขู่ประเทศที่ร่วมมือกับไต้หวัน สหรัฐฯ มองว่าจีนมีแนวโน้มว่าจะเตรียมผนวกรวมไต้หวันเข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่ด้วยกำลัง การเยือนครั้งนี้จึงจำเป็นต้องเกิดขึ้นเพื่อยืนยันว่า สหรัฐฯ พร้อมจะยืนหยัดและสนับสนุนเสรีภาพของไต้หวัน

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าเหตุผลที่แท้จริงในความโกรธเกี้ยวนั้นอาจเป็นเพราะว่า ‘การเยือนของเพโลซี’ ประจวบเหมาะอย่างยิ่งกับช่วงเวลาที่อ่อนไหวของจีน นั่นคือการประชุมใหญ่ครั้งที่ 20 ของผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ “มันเป็นช่วงเวลาที่ตึงเครียดมากในการเมืองภายในของจีน” เชิร์กกล่าว “สี (จิ้นผิง) และสมาชิกชั้นสูงคนอื่น ๆ มองว่าการเยือนครั้งนี้สร้างความอัปยศให้กับความเป็นผู้นำของเขา ซึ่งหมายความว่าเขารู้สึกว่าถูกกดดันให้ตอบโต้เพื่อแสดงความแข็งแกร่ง” ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่าพรรคคอมมิวนิสต์ต้องการการรับประกันเสถียรภาพเพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งต่าง ๆ หลุดจากการควบคุม

“พูดตามตรง นี่ไม่ใช่เวลาที่ดีสำหรับสีจิ้นผิงที่จะยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งทางทหารก่อนการประชุมใหญ่พรรคครั้งที่ 20 เขาจะจัดการเรื่องนี้อย่างมีเหตุมีผลและจะไม่ก่อให้เกิดวิกฤตเหนือวิกฤตอื่น ๆ ทั้งหมดที่เขาต้องรับมือ กับ” ดรูว์ ธอมป์สัน (Drew Thompson) นักวิจัยอาวุโสกล่าว โดยอ้างถึงเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของจีน วิกฤตด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ทวีความรุนแรงขึ้น การว่างงานที่เพิ่มขึ้น และการต่อสู้อย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดเป็นระยะๆ ภายใต้นโยบายโควิดเป็นศูนย์

ความตึงเครียดยังคงเพิ่มขึ้นสูงหลังการประกาศซ้อมรบด้วยกระสุนจริงของจีน สื่อต่างประเทศยังคงจับตาดูอย่างใกล้ชิดทั้งท่าทีก้าวต่อไปของจีนและสหรัฐฯ

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

Photograph by Facebook: House Speaker Nancy Pelosi 

ที่มา

https://edition.cnn.com/2022/07/29/asia/pelosi-taiwan-visit-explainer-intl-hnk/index.html

https://theconversation.com/why-nancy-pelosis-visit-to-taiwan-puts-the-white-house-in-delicate-straits-of-diplomacy-with-china-188116

https://www.washingtonpost.com/opinions/2022/08/02/nancy-pelosi-taiwan-visit-op-ed/

เรื่องแนะนำ

คุณปู่นักสโนว์บอร์ดวัย 62 ปี ผู้ใช้ชีวิตอย่างเต็มที่

เป็นคุณผู้อ่านจะทำอะไรอยู่เมื่ออายุได้ 62 ปี คุณอาจพักผ่อนอยู่บ้าน ทำสวน หรืออ่านหนังสือเช่นเดียวกับวัยเกษียณทั่วไป แต่ไม่ใช่สำหรับ Milos Kmetlko คุณปู่ชาวสโลวาเกีย อายุเป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น ในวัย 62 ปี เขาพร้อมเต็มที่สำหรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเล่นสโนว์บอร์ด “ผมไม่สามารถจินตนาการเห็นตัวเองนั่งอยู่บ้านหรือทำสวนเหมือนคนอื่นๆ ได้” เขากล่าว “ผมบอกกับตัวเองก่อนหน้านี้ เมื่ออายุได้ 60 ชีวิตของคุณไม่ได้กำลังจะสิ้นสุด แต่มันเพิ่งเริ่มขึ้นต่างหาก”   อ่านเพิ่มเติม : กล้าเดินไหม? สะพานแขวนยาวที่สุดในโลก, ไปเที่ยวเกาหลีเหนือกัน! พักในโรงแรมสุดหรูพร้อมเล่นสกีหิมะ

โลกกำลังแก่ลง: คนอายุ 65 กำลังจะมีมากกว่าเด็ก 5 ขวบ

(ภาพปก) เนื่องจากลักษณะประชากรทั่วโลกเปลี่ยนไป ส่งผลให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจและสังคม ภาพถ่ายโดย JOEL SARTORE, NAT GEO IMAGE COLLECTION ประชากรโลกมีแนวโน้มที่จะมีชีวิตนานขึ้น ในขณะเดียวกันมีเด็กเกิดใหม่น้อยลง ซึ่งถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายใน สังคมผู้สูงอายุ ตามประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ ประชากรโลกมักมีอายุเฉลี่ยน้อยลงอยู่เสมอ ทว่า นับตั้งแต่วันประชากรโลก เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กลับเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นั่นคือ ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปกำลังมีจำนวนมากว่าเด็กอายุ 5 ขวบ วันประชากรโลกก่อตั้งโดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ในปี 1989 เพื่อส่งเสริมให้ประเด็นเรื่องประชากรโลกเป็นที่สนใจ โดยการประเด็นเรื่องประชากรโลกเพิ่มสูงขึ้นไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากังวลเพียงเรื่องเดียว เนื่องจาก เรื่องโครงสร้างทางอายุของประชากรก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นเดียวกัน การมีอายุยืนยาวขึ้นของประชากรโลก เป็นความสำเร็จที่โดดเด่นของมนุษย์ แต่การที่มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นได้สร้างความกดดันในเรื่องที่เกี่ยวข้องทางเศรษฐกิจและสังคมเช่นเดียวกัน โดยจำนวนประชากรโลกกำลังดำเนินไปในลักษณะที่กลุ่มคนสองช่วงอายุมีจำนวนเพิ่มขึ้นในแบบที่สวนทางกัน โดยในปี 2050 อัตราส่วนของประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 16 มากกว่าเด็กอายุ 5 ขวบถึงสองเท่า “ปีรามิดประชากรรูปทรงสามเหลี่ยม (คนอายุน้อยเป็นฐาน และคนอายุมากเป็นฐานยอดที่มีจำนวนน้อย) คือสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศเมื่อครั้งอดีต แต่ตอนนี้มันกลับมีรูปร่างเป็นทรงถังน้ำ (ปากถังด้านบนกว้าง-ปลายถังด้านล่างแคบ)” โทชิโกะ […]

ความหวาดกลัวของ ฮ่องกง ในกรงเล็บการปกครองแห่งพญามังกร

สิบห้าปีหลังการส่งมอบคืนให้จีนแผ่นดินใหญ่ ชาวฮ่องกงต่างวิตกว่าอัตลักษณ์และเสรีภาพของพวกเขากำลังหลุดลอยไป ริมฝั่งทะเลจีนใต้  มหานคร ฮ่องกง ทอประกายสว่างไสวระยิบระยับ  หมู่ตึกระฟ้าสัญลักษณ์ของฮ่องกงวูบไหวราวกับแท่งเหล็กหลอมละลายในภาพสะท้อนบนผิวน้ำของอ่าว ด้วยพื้นที่ราบเพียงน้อยนิดและมีตึกระฟ้ามากที่สุดในโลก ฮ่องกง จึงคลาคล่ำไปด้วยตึกน้อยใหญ่  บ้างสูงถึงร้อยชั้นจนดูเหมือนพุ่งทะยานขึ้นมาจากเชิงเขา  ประหนึ่งล่องลอยอยู่บนฟ้าก็ไม่ปาน  ฮ่องกงคือนครกลางฟ้าที่เปรียบได้กับสะพานเชื่อมภูมิภาคต่างๆ ของโลก  ล่องละลิ่วอยู่บนอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราที่ขึ้นลงไม่หยุดหย่อน  ธุรกรรมซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์  การเก็งกำไรอสังหาริมทรัพย์  และเงินหยวนจากชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่ไหลบ่าเข้ามาบนคลื่นแห่งความมั่งคั่งที่เพิ่งได้ลิ้มรส  ฮ่องกงยังลอยล่องอยู่เหนือชั้นตะกอนแห่งอดีต  ตั้งแต่ครั้งเป็นหมู่บ้านประมงเก่าแก่  รัง โจรสลัด  ไปจนถึงอาณานิคมของอังกฤษ  และในฐานะเขตบริหารพิเศษ (Special Administrative Region) ของจีนในปัจจุบัน  ทำให้ฮ่องกงต้องเปลี่ยนโฉมหน้าอีกครั้งด้วยแรงกดดันมหาศาลจากพญามังกร  ยิ่งไปกว่านั้น  มหานครแห่งนี้ยังลอยล่องอยู่บนความวิตกกังวลที่นับวันมีแต่จะทบทวี  เป็นความรู้สึกที่สวนทางอย่างสิ้นเชิงกับเมื่อครั้งวันชื่นคืนสุขที่ฮ่องกงเคยรุ่งเรืองในฐานะเสือเศรษฐกิจตัวหนึ่งของเอเชีย ผู้ที่ทำให้ฮ่องกงซึ่งครั้งหนึ่งตั้งหน้าตั้งตาสร้างแต่ความร่ำรวยให้จมปลักอยู่กับวิตกจริตได้ถึงเพียงนี้คงเป็นใครไปไม่ได้นอกจากจีนยุคใหม่  จีนที่ว่านี้เป็นทั้งเงา  บทสรุปความฝันลมๆ แล้งๆ และเจ้านายผู้มีอำนาจบาตรใหญ่ที่ปรากฏกายอยู่ในทุกบทสนทนาของผู้คนที่นี่  ชาวฮ่องกงมองจีนใหม่ด้วยสายตาดูหมิ่น  แต่ก็ยกย่องชื่นชมอย่างแหยงๆ อยู่ในที  คุณจะสัมผัสได้ถึงอวลไอแห่งความกระอักกระอ่วนใจนี้ในทุกซอกมุมเมืองดุจเดียวกับละอองหมอกที่พัดเข้ามา จากอ่าว หรือไอน้ำที่ลอยขึ้นจากถนนยามเช้าตรู่  เป็นส่วนผสมระหว่างความสับสน  ความกลัว  และความปริวิตกที่นับวันมีแต่จะเพิ่มพูนว่า  ตัวตนและเอกลักษณ์ของฮ่องกงจะถูกกลืนจนหมดสิ้น “ถ้าคุณอยากเห็นลัทธิทุนนิยมขนานแท้แล้วละก็ต้องไปฮ่องกง”  กล่าวกันว่าเจ้าของคำพูดนี้คือนักเศรษฐศาสตร์ ชื่อ มิลตัน  ฟรีดแมน  กระนั้น  การมองมหานครแห่งนี้ในปัจจุบันว่าเป็นสวรรค์ของตลาดเสรีที่ยังคงรุ่งเรือง  แม้เวลาจะล่วงเข้าสู่ปีที่ […]

ความลับเบื้องหลังความงาม ทำไมใครๆ ก็ชอบคนสวย?

การมองคนสวยคนหล่อสร้างความพึงพอใจ สิ่งนี้เกี่ยวพันกับระบบการให้รางวัลแก่สมองไม่ต่างไปจากการกินขนมหวาน ด้านผู้เชี่ยวชาญวิวัฒนาการมองว่า ความหน้าตาดีถูกเชื่อมโยงเข้ากับการมีพันธุกรรมที่ดีด้วย ใครๆ จึงพากันชมชอบ