เมื่อโลกภายนอกรุกคืบ ชนเผ่าผู้โดดเดี่ยว ให้จนมุม - National Geographic

เมื่อโลกภายนอกรุกคืบชนเผ่าผู้โดดเดี่ยวให้จนมุม

เมื่อโลกภายนอกรุกคืบ ชนเผ่าผู้โดดเดี่ยว ให้จนมุม

รอยเท้าในดินสีแดงฉานเป็นรอยลึกและสดใหม่ ไตนากี เตเนเตฮาร์ ก้าวลงจากจักรยานเพื่อเข้าไปดูใกล้ๆ “รอยเมื่อเช้านี้” เขาบอกด้วยความมั่นใจของนักแกะรอยมากประสบการณ์ ซึ่งคุ้นเคยกับร่องรอยความเคลื่อนไหวของมนุษย์ในเขตพรมแดนไร้ขื่อแปเหล่านี้

เขากวาดสายตาผ่านกล้องส่องทางไกลไปทั่วเนินเขาลูกระนาดของทุ่งหญ้าสะวันนาที่ถูกไฟเผาผลาญซึ่งทอดตัวไปสู่สันเขาตรงแนวสุดเขตต้นไม้ ที่นี่คือดินแดนที่มีผู้ต่อสู้แย่งชิงมากที่สุดแห่งหนึ่งของบราซิล เห็นได้จากป่าละเมาะโล่งเตียนที่ผุดขึ้นท่ามกลางผืนป่าเก่าแก่ และบ้านไร่ของเอกชนที่รุกล้ำแนวเขตของดินแดนชนพื้นเมือง รอยยางรถยนต์บ่งบอกเรื่องราวอันเป็นลางร้ายอย่างเด่นชัด

“พวกลักลอบตัดไม้” ไตนากีบอก เขาหมายถึงศัตรู

ไตนากีซึ่งใช้ชื่อภาษาโปรตุเกสว่า ลาเอร์ซิว โซซา ซิลวา กูวาจาจารา หันหน้าไปหาเพื่อนๆอีกสี่คนในเผ่ากูวาจาจารา ขณะที่พวกเขาก้าวลงจากรถมอเตอร์ไซค์บุโรทั่ง สายตรวจเหล่านี้คือกลุ่มคนที่รวมตัวเฉพาะกิจ และติดอาวุธเหมือนๆกัน ได้แก่ ปืนยาวยิงได้ทีละนัด ปืนสั้นประดิษฐ์เอง และพร้าสองสามเล่ม

“ตามพวกมันไปเลยดีไหม” ไตนากีถาม

ชนเผ่าผู้โดดเดี่ยว
อายูราวัย 39 ปีกับลิงซากิเคราดำ สัตว์เลี้ยงของเธอ ชาวอาวาซึ่งตั้งรกรากอยู่ตามสถานีที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น ยังคงล่าสัตว์ป่าอย่างสมเสร็จและหมูป่าเป็นอาหาร รวมถึงลิงหลายชนิดด้วย

ที่ผ่านมา พวกเขาเผารถกระบะของพวกบุกรุกป่า ยึดอาวุธและเลื่อยยนต์ และกดดันให้ออกจากพื้นที่ ไตนากี วัย 33 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน ถูกขู่เอาชีวิตมาแล้วหลายครั้ง เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนบางคนใช้ชื่อปลอมเพื่อปกปิดตัวตน เพราะเจ้าหน้าที่สามคนถูกสังหารภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือนเมื่อปี 2016

พวกเขาคือกองกำลังอาสาสมัครพื้นเมืองที่รวมตัวกันเอง มีสมาชิกหนึ่งร้อยคน และเรียกตัวเองว่า ผู้พิทักษ์ป่า   กลุ่มของไตนากีและกลุ่มอื่นๆจัดตั้งขึ้นเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ เพื่อตอบโต้การรุกรานจากพวกลักลอบตัดไม้ที่นับวันมีแต่จะรุนแรงขึ้น คนเหล่านั้นทำลายผืนป่าที่ได้รับการปกป้องในรัฐมารันเยาทางตะวันออกของลุ่มน้ำแอมะซอน ซึ่งรวมถึงดินแดนชนพื้นเมืองอารารีบอยาขนาด 4,150 ตารางกิโลเมตร สัตว์ป่าที่หล่อเลี้ยงวัฒนธรรมการล่าสัตว์ของชาวกูวาจาจารามาตลอดหลายชั่วอายุคนก็กำลังสูญหายไปไม่ต่างจากผืนป่า เช่นเดียวกับทะเลสาบซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำลำธารกำลังเหือดแห้งเพราะการตัดไม้ทำลายป่า

ชาวกูวาจาจาราใช้กลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดอันชาญฉลาด นับตั้งแต่การเผชิญหน้าอันนองเลือดครั้งแรกกับคนนอกเมื่อหลายร้อยปีก่อน ชนพื้นเมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่รู้จักวิถีของโลกภายนอกเป็นอย่างดี หลายคนเคยอาศัยอยู่ในโลกที่ว่านั้นมาแล้ว ทว่าสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือชะตากรรมของอีกชนเผ่าหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันในเขตสงวนอารารีบอยา นั่นคือเผ่าอาวา

ชนเผ่าผู้โดดเดี่ยว
สมาชิกของเผ่ากวาจาจารารับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า กองกำลังท้องถิ่นนี้อุทิศตนในการปกป้องดินแดนชนพื้นเมืองอารารีบอยอาให้พ้นจากการรุกรานของพวกลักลอบตัดไม้

ชนเผ่าอาวาซึ่งถูกล้อมกรอบให้อยู่ในผืนป่าที่หดเล็กลงเรื่อยๆ เป็นเผ่าที่มีความเปราะบางเป็นพิเศษ ตลอดทั่วทั้ง  ลุ่มน้ำแอมะซอน ภัยคุกคามต่อสวัสดิภาพของชนเผ่าที่แยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวและไม่เคยติดต่อข้องแวะกับโลกภายนอก  ซึ่งมีอยู่ประมาณ 50 ถึง 100 กลุ่มในโลก รวมประชากรทั้งหมดแล้วอาจมีอยู่ราว 5,000 คน กำลังเพิ่มขึ้นทุกขณะ กลุ่มคนเหล่านี้เป็นตัวแทนของชนเผ่าที่ตัดขาดจากโลกภายนอกส่วนใหญ่ที่เหลืออยู่ในโลก ชนเผ่าตัดขาดจากโลกภายนอกที่เหลือนอกเขตแอมะซอน อาศัยอยู่ในป่าแคระชาโกในปารากวัย บนหมู่เกาะอันดามันในมหาสมุทรอินเดีย และทางตะวันตกของนิวกินี จำนวนของพวกเขาอาจดูเล็กน้อยก็จริง แต่องค์กรรณรงค์เพื่อสิทธิชนพื้นเมืองบอกว่า เดิมพันที่มีค่ามากกว่านั้นคือการอนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมซึ่งสาบสูญไปจากพื้นที่ส่วนอื่นๆของโลกแล้ว

ชนเผ่าผู้โดดเดี่ยว
ขบวนรถไฟยาวสามกิโลเมตรที่อัดแน่นไปด้วยสินแร่เหล็ก แล่นผ่านชุมชนชาวพื้นเมืองที่ปอสโตอาวาและตีรากัมบู โดยมุ่งหน้าจากเหมืองเหล็กเปิดขนาดใหญ่ที่สุดของโลกไปยังท่าเรือริมมหาสมุทรแอตแลนติกที่เมืองเซาลูอีส ที่นั่นสินแร่เหล็กจะได้รับการขนถ่ายลงเรือ โดยส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปยังประเทศจีน

ย้อนกลับไปในผืนป่า ขณะที่ผู้พิทักษ์ป่าในกลุ่มของไตนากีจับกลุ่มหารือกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป ร่างสวมหมวกกันน็อกร่างหนึ่งก็โผล่ออกจากกระท่อมที่อยู่ใกล้กัน ติดเครื่องรถมอเตอร์ไซค์วิบาก แล้วบิดคันเร่งผ่านไป

“ออลเฮย์โร!” พวกผู้ชายตะโกน สายสืบ!

ผู้พิทักษ์ป่ายังต้องต่อสู้กับเครือข่ายคนที่แฝงตัวเข้ามาปะปนในหมู่พวกเขาอีกด้วย สายสืบเหล่านี้จะคอยสอดส่องกลุ่มลาดตระเวนและรีบส่งข่าวให้คนที่จ่ายค่าจ้าง ซึ่งจะเตือนทีมตัดไม้ในพื้นที่ให้รู้ผ่านวิทยุสื่อสาร

“เราต้องรีบไปจากที่นี่แล้ว!” ไตนากีสั่ง “หมอนั่นต้องคาบข่าวเรื่องพวกเราไปบอกแน่ๆ!”

ชนเผ่าผู้โดดเดี่ยว
ลิงคาปูชินคาอาปอร์เกาะอยู่บนศีรษะของซีมีราปี วัย 47 ปี ซึ่งออกจากชุมชนที่ปอสโตอาวาในช่วงทศวรรษ 1990 เพื่อไปอยู่ในชุมชนอีกแห่งที่ตีรากัมบู พร้อมกับความหวังถึงการล่าที่ดีกว่าและสภาพชีวิตที่แออัดน้อยกว่า

ผู้พิทักษ์ป่าจะต้องจู่โจมพวกลักลอบตัดไม้แบบไม่ทันให้รู้ตัว ไม่เช่นนั้นพวกเขาอาจลงเอยด้วยการถูกซุ่มโจมตีเสียเอง แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเองยังเคยถูกลอบโจมตีจากกลุ่มตัดไม้ติดอาวุธมาแล้ว

ที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐบาลที่ดูแลชนพื้นเมืองคือมูลนิธิชนพื้นเมืองแห่งชาติ หรือฟูไน (Fundação Nacional do Índio: FUNAI) ถูกตัดงบประมาณก้อนใหญ่ที่เคยได้รับ ทำให้การปกป้องชนเผ่าที่อยู่โดดเดี่ยวฃเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น นักการเมืองในรัฐสภาที่หนุนการทำธุรกิจผลักดันให้ยกเลิกดินแดนชนพื้นเมืองที่ได้รับการคุ้มครองทั่วแถบแอมะซอน ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่มากประสบการณ์หลายคนของฟูไนก็ถูกเลิกจ้าง และสถานีภาคสนามหลายแห่งปิดตัวลง

เสียงเรียกร้องขอความช่วยเหลือของชาวกูวาจาจารา นำไปสู่ปฏิบัติการจู่โจมโรงเลื่อยลับๆในเมืองที่อยู่รายรอบเป็นครั้งคราวโดยหน่วยงานภาครัฐ เช่นเดียวกับกำลังตำรวจที่บุกเข้าป่าเพื่อขับไล่พวกลักลอบตัดไม้ แต่โดยมากแล้วเหล่าผู้พิทักษ์ป่ามักต้องต่อสู้โดยลำพัง ถ้าไม่ถูกทิ้งให้เฝ้าจับตาดูรถขนไม้ขนสมบัติของชาติออกไป ก็ต้องเข้าไปขัดขวางพวกตัดไม้แบบตามมีตามเกิด

เรื่อง สกอตต์ วอลเลซ

ภาพถ่าย ชาร์ลี แฮมิลตัน เจมส์

 

 

อ่านเพิ่มเติม

จะช่วยชนเผ่าในบราซิล ต้องเปิดเผยตัวตนพวกเขา

เรื่องแนะนำ

พบภาพเขียนสีโบราณรูปล่าวาฬบนผนังถ้ำในชิลี

พบ”ภาพเขียนสีโบราณ”รูปล่าวาฬบนผนังถ้ำในชิลี เมื่อรวม”ภาพเขียนสีโบราณ”กับเครื่องใช้ไม้สอยเก่าแก่อย่างฉมวกที่ทำขึ้นหยาบๆ กับแพเรื่องราวยุคโบราณก็ปรากฏ พรานโบราณแทงวาฬด้วยฉมวกที่ทำหยาบๆ จากแพไม้ อาจเป็นการฆ่าที่น่ายินดีสำหรับนักล่า-เก็บของป่าซึ่งอาศัยอยู่ในเขตแห้งแล้งที่สุดอย่างทะเลทรายอะตาคามาของชิลี เมื่อ 1,500 ปีก่อน ชั่วขณะเช่นนั้นถูกหยุดไว้กับกาลเวลาโดยฝีมือศิลปินโบราณตั้งแต่ 1,500 ปีที่ผ่านมา  ภาพวาดสีแดงสดใสบนผนังหิน วาดด้วยสีไอเอิร์นออกไซด์ ทำให้เราได้เห็นภาพการล่าดั้งเดิมอยู่  นักโบราณคดีกล่าวว่ามีทั้งภาพวาฬ ปลากระโทงดาบ สิงโตทะเล และฉลาม จากการศึกษาชิ้นใหม่ที่ตีพิมพ์ใน Antiquity พูดถึงความสำคัญของการล่าทางทะเลสำหรับนักล่า-เก็บของป่าในยุคนี้ และเรื่องน่าตื่นเต้นที่ภาพเหล่านี้เล่าเอาไว้ นักโบราณคดีต้นศตวรรษที่ 20 พบภาพเขียนผนังถ้ำชุดนี้พบครั้งแรกในเขตดังกล่าวของชิลี ที่หุบเขาเอลเมดาโน ซึ่งกั้นอยู่ระหว่างมหาสมุทรกับทะเลทราย จะมีก็แต่ชาวปาโปโซซึ่งเป็นคนท้องถิ่นเท่านั้นที่รู้ว่ามีภาพพวกนี้บนผนังถ้ำมานานนับพันปี งานวิจัยชิ้นใหม่มุ่งศึกษาศิลปะผนังถ้ำที่พบห่างออกไปทางตอนเหนือหลายกิโลเมตรที่พื้นที่ชื่อ Izcuna แต่เมื่อหากเอ่ยถึงช่วงเวลาของภาพวาด ก็มักจะเรียกกันว่า “ศิลปะเอลเมดาโน” ในหุบเขา Izcuna ภาพวาดจำนวน 328 ภาพถูกพบบนก้อนหินที่แตกต่างกัน 24 แท่ง  หลายชิ้นถูกไอน้ำที่เมฆแคมาคาคาส ซึ่งก่อตัวเหนือชายฝั่งชิลีและเคลื่อนเข้าสู่แผ่นดิน แต่ก็ไม่หนักหนาเกินกว่าจะระบุยุคสมัยของภาพได้ ศิลปะที่พบได้ทั่วไปคือภาพซิลลูเอตของปลาขนาดใหญ่ นอกนั้นเป็นภาพการล่าด้วยแพและฉมวก  มีภาพสัตว์บกอยู่บ้าง แต่การค้นพบภาพชีวิตในมหาสมุทรบนผนังถ้ำถือว่าเป็นของหายาก นักวิจัยชื่อเบนฆามิน บาลเยสเตอร์ สังเกตว่าปลาหรือวาฬมักถูกวาดเป็นภาพขนาดใหญ่เมื่อเทียบกับนักล่าและแพของพวกเขา ทำให้เหยื่อดูเป็นศัตรูที่น่ากลัว  “โดยรวมแล้ว การล่าเป็นตัวแทนของปฏิบ้ติการระดับบุคคลที่ชำนาญและต้องฉายเดี่ยวได้แค่สองสามคนที่ถูกคัดมาแล้ว” มากกว่าความเป็นศิลปะ […]

ชีวิตตกค้างระหว่างอดีตกับปัจจุบันบนเกาะในสก็อตแลนด์

เรื่อง : เย หมิง ภาพถ่าย : เลติเชีย วองกง ถ้าลองเสิร์ชชื่อ “Western Isles” หรือที่รู้จักกันว่า “Outer Hebrides” จะพบภาพชวนฝันเต็มไปหมด เขตดังกล่าวถูกเอเจนซีท่องเที่ยวแปะยี่ห้อให้เป็นสวรรค์ด้วยชายฝั่งทะเลห่างไกลใต้ฟ้ากว้าง ที่นี่ยังเป็นเพียงสถานที่ไม่กี่แห่งที่คนยังพูดภาษาเกลิกเป็นหลัก  เมื่อได้ยินกิตติศัพท์ดังกล่าว เลติเชีย วองกง ช่างภาพฝรั่งเศสต้องแปลกใจเมื่อเธออ่านหนังสืออัตชีวประวัติของนักเขียนชาวสก็อต เควิน แมคนีล เรื่อง The Stornoway Way ที่ผู้เขียนวาดภาพ “เกาะตะวันตก” ว่าเป็นสถานที่โดดเดี่ยวที่ผู้คนต้องดิ้นรนกับโรคพิษสุราเรื้อรังและความอลหม่าน  ความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงที่บรรยายไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าวกับในแผ่นพับท่องเที่ยวที่พาให้วองกงเดินทางไปยังเกาะเหล่านั้นหลายครั้งหลายครา วองกงพยายามทิ้งภาพในใจเกี่ยวกับเกาะเหล่านี้และพยายามเข้าใจความเป็นไปของชุมชนให้ได้มากที่สุด  การเดินทางด้วยการพักฟรีตามบ้านแบบ couch-surfing ทำให้เธอได้พบกับหนุ่มสาวชาวสก็อตรุ่นใหม่อายุ 18-35 และชวนพวกเขามาถ่ายภาพ  สำหรับวองกงการฟังเสียงสะท้อนจากบุคคลที่เธอถ่ายภาพเป็นเรื่องสำคัญ  “สิ่งสำคัญคือพวกเขารู้สึกภาพพอร์เทรตเหล่านี้สื่อความหมายแทนชีวิตของชีวิตบนเกาะได้” วองกงกล่าว เจ้าบ้านที่เธอไปพำนักคนหนึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เธอทำโปรเจ็กต์ “At the End of the Day” ซึ่งมาจากวลีภาษาเกลิก “Aig deireadh an latha”  ซึ่งคนท้องถิ่นใช้เพื่อสะท้อนถึงวันที่ผ่านมาและมองไปข้างหน้าในขณะเดียวกัน  วองกงพบว่าหลังจากใช้เวลา 2 […]

เล่าเรื่องเหล้า กับวัฒนธรรมเมรัย

“หวาก” หรือนํ้าตาลเมาเป็นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์พื้นบ้านของภาคใต้ ใช้เปลือกไม้ต้นเคี่ยมแต่งรส ดื่มกันทั่วไปแถบคาบสมุทรสทิงพระ ซึ่งเป็นแหล่งต้นตาลโตนดมากที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือกำเนิดพร้อมอารยธรรมมนุษย์ เป็นทั้งวิทยาศาสตร์ ของมึนเมา และของขวัญจากพระเจ้า เรื่อง ราชศักดิ์ นิลศิริ ภาพถ่าย บัณฑิต โชติสุวรรณ “ความยิ่งใหญ่จากสิ่งเล็กๆ” ผมรำพึงขณะจรดปลายลวดโลหะบนผิวจานเพาะเชื้ออย่างแผ่วเบา ก่อนใช้ “ลูป” หรือปลายลวดกลม เขี่ยจุดขาวครีมคล้ายขี้ฟันเล็กๆขึ้นมาจุดหนึ่ง จากนั้นบรรจงปาดปลายลวดลงบนจานเพาะเชื้ออีกใบที่รองพื้นด้วยวุ้นเรียบใส ซึ่งประกอบขึ้นจากเจลาติน นํ้าจากมันฝรั่งต้ม สารอาหารและวิตามินอีกหลายชนิด ถ้าไม่ผิดพลาดอะไร อีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า กลุ่มจุดสีขาวขุ่นนี้จะขยายเผ่าพันธุ์บนดินแดนใหม่ ดำรงชีวิตอย่างเรียบง่ายและสมถะ ผมกำลังเรียนและฝึกเพาะขยายพันธุ์ยีสต์ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า และไม่มีทางใดที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์จะรับรู้ถึงการมีอยู่ของมัน ยีสต์ที่ผมกำลังขยายพันธุ์คือ Saccharomyces cerevisiae หรือยีสต์ที่ใช้ในการหมักซึ่งดำรงชีวิตด้วยการกินนํ้าตาลเป็นแหล่งพลังงาน ทว่าพวกมันคงไม่รู้ตัวว่า การดำรงชีวิตของมันได้สร้างผลิตผลอันยิ่งใหญ่ อันเป็นส่วนประกอบของเครื่องดื่มที่แพร่หลายไปทั่วทุกมุมโลก นั่นคือแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอารยธรรมเก่าแก่พอๆ กับกสิกรรมและการเพาะปลูก สุราเป็นผลผลิตจากกระบวนการหมัก (fermentation) นํ้าตาลหรือแป้งซึ่งพบในธัญพืชหรือผลไม้ โดยใช้ยีสต์หรือราแปรสภาพนํ้าตาลหรือแป้งเป็นเอทานอลรวมทั้งสารเคมีอื่นๆ ด้วยเหตุนี้ ความแตกต่างทางภูมิศาสตร์ วัตถุดิบ รวมทั้งเชื้อยีสต์หรือราในท้องถิ่น จึงส่งผลให้สุราในแต่ละภูมิภาคแตกต่างกัน “อาจเป็นเพราะสภาพภูมิอากาศเหมาะสมกับยีสต์ชนิดนี้ครับ ถ้าภูมิภาคเหนือขึ้นไปกลับไม่ค่อยเปรี้ยว สาเกของญี่ปุ่นจึงนุ่ม และรสชาติเปรี้ยวน้อยกว่า” ผศ.ดร. เจริญ เจริญชัย […]