เมื่อโลกภายนอกรุกคืบ ชนเผ่าผู้โดดเดี่ยว ให้จนมุม - National Geographic

เมื่อโลกภายนอกรุกคืบชนเผ่าผู้โดดเดี่ยวให้จนมุม

เมื่อโลกภายนอกรุกคืบ ชนเผ่าผู้โดดเดี่ยว ให้จนมุม

รอยเท้าในดินสีแดงฉานเป็นรอยลึกและสดใหม่ ไตนากี เตเนเตฮาร์ ก้าวลงจากจักรยานเพื่อเข้าไปดูใกล้ๆ “รอยเมื่อเช้านี้” เขาบอกด้วยความมั่นใจของนักแกะรอยมากประสบการณ์ ซึ่งคุ้นเคยกับร่องรอยความเคลื่อนไหวของมนุษย์ในเขตพรมแดนไร้ขื่อแปเหล่านี้

เขากวาดสายตาผ่านกล้องส่องทางไกลไปทั่วเนินเขาลูกระนาดของทุ่งหญ้าสะวันนาที่ถูกไฟเผาผลาญซึ่งทอดตัวไปสู่สันเขาตรงแนวสุดเขตต้นไม้ ที่นี่คือดินแดนที่มีผู้ต่อสู้แย่งชิงมากที่สุดแห่งหนึ่งของบราซิล เห็นได้จากป่าละเมาะโล่งเตียนที่ผุดขึ้นท่ามกลางผืนป่าเก่าแก่ และบ้านไร่ของเอกชนที่รุกล้ำแนวเขตของดินแดนชนพื้นเมือง รอยยางรถยนต์บ่งบอกเรื่องราวอันเป็นลางร้ายอย่างเด่นชัด

“พวกลักลอบตัดไม้” ไตนากีบอก เขาหมายถึงศัตรู

ไตนากีซึ่งใช้ชื่อภาษาโปรตุเกสว่า ลาเอร์ซิว โซซา ซิลวา กูวาจาจารา หันหน้าไปหาเพื่อนๆอีกสี่คนในเผ่ากูวาจาจารา ขณะที่พวกเขาก้าวลงจากรถมอเตอร์ไซค์บุโรทั่ง สายตรวจเหล่านี้คือกลุ่มคนที่รวมตัวเฉพาะกิจ และติดอาวุธเหมือนๆกัน ได้แก่ ปืนยาวยิงได้ทีละนัด ปืนสั้นประดิษฐ์เอง และพร้าสองสามเล่ม

“ตามพวกมันไปเลยดีไหม” ไตนากีถาม

ชนเผ่าผู้โดดเดี่ยว
อายูราวัย 39 ปีกับลิงซากิเคราดำ สัตว์เลี้ยงของเธอ ชาวอาวาซึ่งตั้งรกรากอยู่ตามสถานีที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้น ยังคงล่าสัตว์ป่าอย่างสมเสร็จและหมูป่าเป็นอาหาร รวมถึงลิงหลายชนิดด้วย

ที่ผ่านมา พวกเขาเผารถกระบะของพวกบุกรุกป่า ยึดอาวุธและเลื่อยยนต์ และกดดันให้ออกจากพื้นที่ ไตนากี วัย 33 ปี ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวหน้าหน่วยลาดตระเวน ถูกขู่เอาชีวิตมาแล้วหลายครั้ง เจ้าหน้าที่ลาดตระเวนบางคนใช้ชื่อปลอมเพื่อปกปิดตัวตน เพราะเจ้าหน้าที่สามคนถูกสังหารภายในเวลาเพียงหนึ่งเดือนเมื่อปี 2016

พวกเขาคือกองกำลังอาสาสมัครพื้นเมืองที่รวมตัวกันเอง มีสมาชิกหนึ่งร้อยคน และเรียกตัวเองว่า ผู้พิทักษ์ป่า   กลุ่มของไตนากีและกลุ่มอื่นๆจัดตั้งขึ้นเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ เพื่อตอบโต้การรุกรานจากพวกลักลอบตัดไม้ที่นับวันมีแต่จะรุนแรงขึ้น คนเหล่านั้นทำลายผืนป่าที่ได้รับการปกป้องในรัฐมารันเยาทางตะวันออกของลุ่มน้ำแอมะซอน ซึ่งรวมถึงดินแดนชนพื้นเมืองอารารีบอยาขนาด 4,150 ตารางกิโลเมตร สัตว์ป่าที่หล่อเลี้ยงวัฒนธรรมการล่าสัตว์ของชาวกูวาจาจารามาตลอดหลายชั่วอายุคนก็กำลังสูญหายไปไม่ต่างจากผืนป่า เช่นเดียวกับทะเลสาบซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของแม่น้ำลำธารกำลังเหือดแห้งเพราะการตัดไม้ทำลายป่า

ชาวกูวาจาจาราใช้กลยุทธ์เพื่อความอยู่รอดอันชาญฉลาด นับตั้งแต่การเผชิญหน้าอันนองเลือดครั้งแรกกับคนนอกเมื่อหลายร้อยปีก่อน ชนพื้นเมืองเหล่านี้ส่วนใหญ่รู้จักวิถีของโลกภายนอกเป็นอย่างดี หลายคนเคยอาศัยอยู่ในโลกที่ว่านั้นมาแล้ว ทว่าสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าคือชะตากรรมของอีกชนเผ่าหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ร่วมกันในเขตสงวนอารารีบอยา นั่นคือเผ่าอาวา

ชนเผ่าผู้โดดเดี่ยว
สมาชิกของเผ่ากวาจาจารารับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า กองกำลังท้องถิ่นนี้อุทิศตนในการปกป้องดินแดนชนพื้นเมืองอารารีบอยอาให้พ้นจากการรุกรานของพวกลักลอบตัดไม้

ชนเผ่าอาวาซึ่งถูกล้อมกรอบให้อยู่ในผืนป่าที่หดเล็กลงเรื่อยๆ เป็นเผ่าที่มีความเปราะบางเป็นพิเศษ ตลอดทั่วทั้ง  ลุ่มน้ำแอมะซอน ภัยคุกคามต่อสวัสดิภาพของชนเผ่าที่แยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวและไม่เคยติดต่อข้องแวะกับโลกภายนอก  ซึ่งมีอยู่ประมาณ 50 ถึง 100 กลุ่มในโลก รวมประชากรทั้งหมดแล้วอาจมีอยู่ราว 5,000 คน กำลังเพิ่มขึ้นทุกขณะ กลุ่มคนเหล่านี้เป็นตัวแทนของชนเผ่าที่ตัดขาดจากโลกภายนอกส่วนใหญ่ที่เหลืออยู่ในโลก ชนเผ่าตัดขาดจากโลกภายนอกที่เหลือนอกเขตแอมะซอน อาศัยอยู่ในป่าแคระชาโกในปารากวัย บนหมู่เกาะอันดามันในมหาสมุทรอินเดีย และทางตะวันตกของนิวกินี จำนวนของพวกเขาอาจดูเล็กน้อยก็จริง แต่องค์กรรณรงค์เพื่อสิทธิชนพื้นเมืองบอกว่า เดิมพันที่มีค่ามากกว่านั้นคือการอนุรักษ์วิถีชีวิตดั้งเดิมซึ่งสาบสูญไปจากพื้นที่ส่วนอื่นๆของโลกแล้ว

ชนเผ่าผู้โดดเดี่ยว
ขบวนรถไฟยาวสามกิโลเมตรที่อัดแน่นไปด้วยสินแร่เหล็ก แล่นผ่านชุมชนชาวพื้นเมืองที่ปอสโตอาวาและตีรากัมบู โดยมุ่งหน้าจากเหมืองเหล็กเปิดขนาดใหญ่ที่สุดของโลกไปยังท่าเรือริมมหาสมุทรแอตแลนติกที่เมืองเซาลูอีส ที่นั่นสินแร่เหล็กจะได้รับการขนถ่ายลงเรือ โดยส่วนใหญ่มุ่งหน้าไปยังประเทศจีน

ย้อนกลับไปในผืนป่า ขณะที่ผู้พิทักษ์ป่าในกลุ่มของไตนากีจับกลุ่มหารือกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป ร่างสวมหมวกกันน็อกร่างหนึ่งก็โผล่ออกจากกระท่อมที่อยู่ใกล้กัน ติดเครื่องรถมอเตอร์ไซค์วิบาก แล้วบิดคันเร่งผ่านไป

“ออลเฮย์โร!” พวกผู้ชายตะโกน สายสืบ!

ผู้พิทักษ์ป่ายังต้องต่อสู้กับเครือข่ายคนที่แฝงตัวเข้ามาปะปนในหมู่พวกเขาอีกด้วย สายสืบเหล่านี้จะคอยสอดส่องกลุ่มลาดตระเวนและรีบส่งข่าวให้คนที่จ่ายค่าจ้าง ซึ่งจะเตือนทีมตัดไม้ในพื้นที่ให้รู้ผ่านวิทยุสื่อสาร

“เราต้องรีบไปจากที่นี่แล้ว!” ไตนากีสั่ง “หมอนั่นต้องคาบข่าวเรื่องพวกเราไปบอกแน่ๆ!”

ชนเผ่าผู้โดดเดี่ยว
ลิงคาปูชินคาอาปอร์เกาะอยู่บนศีรษะของซีมีราปี วัย 47 ปี ซึ่งออกจากชุมชนที่ปอสโตอาวาในช่วงทศวรรษ 1990 เพื่อไปอยู่ในชุมชนอีกแห่งที่ตีรากัมบู พร้อมกับความหวังถึงการล่าที่ดีกว่าและสภาพชีวิตที่แออัดน้อยกว่า

ผู้พิทักษ์ป่าจะต้องจู่โจมพวกลักลอบตัดไม้แบบไม่ทันให้รู้ตัว ไม่เช่นนั้นพวกเขาอาจลงเอยด้วยการถูกซุ่มโจมตีเสียเอง แม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางเองยังเคยถูกลอบโจมตีจากกลุ่มตัดไม้ติดอาวุธมาแล้ว

ที่ผ่านมา หน่วยงานรัฐบาลที่ดูแลชนพื้นเมืองคือมูลนิธิชนพื้นเมืองแห่งชาติ หรือฟูไน (Fundação Nacional do Índio: FUNAI) ถูกตัดงบประมาณก้อนใหญ่ที่เคยได้รับ ทำให้การปกป้องชนเผ่าที่อยู่โดดเดี่ยวฃเผชิญกับความท้าทายมากขึ้น นักการเมืองในรัฐสภาที่หนุนการทำธุรกิจผลักดันให้ยกเลิกดินแดนชนพื้นเมืองที่ได้รับการคุ้มครองทั่วแถบแอมะซอน ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่มากประสบการณ์หลายคนของฟูไนก็ถูกเลิกจ้าง และสถานีภาคสนามหลายแห่งปิดตัวลง

เสียงเรียกร้องขอความช่วยเหลือของชาวกูวาจาจารา นำไปสู่ปฏิบัติการจู่โจมโรงเลื่อยลับๆในเมืองที่อยู่รายรอบเป็นครั้งคราวโดยหน่วยงานภาครัฐ เช่นเดียวกับกำลังตำรวจที่บุกเข้าป่าเพื่อขับไล่พวกลักลอบตัดไม้ แต่โดยมากแล้วเหล่าผู้พิทักษ์ป่ามักต้องต่อสู้โดยลำพัง ถ้าไม่ถูกทิ้งให้เฝ้าจับตาดูรถขนไม้ขนสมบัติของชาติออกไป ก็ต้องเข้าไปขัดขวางพวกตัดไม้แบบตามมีตามเกิด

เรื่อง สกอตต์ วอลเลซ

ภาพถ่าย ชาร์ลี แฮมิลตัน เจมส์

 

 

อ่านเพิ่มเติม

จะช่วยชนเผ่าในบราซิล ต้องเปิดเผยตัวตนพวกเขา

เรื่องแนะนำ

ความรู้ว่าด้วยพระเมรุมาศ

เรียบเรียงโดย  ปณธาดา  ราชกิจ ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “ส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย” พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลป์ยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ อภินันทนาการพร้อมนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย พฤศจิกายน 2551   แนวคิดและความเชื่อ ตามคติความเชื่อแต่โบราณของไทยนั้น พระมหากษัตริย์รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์ล้วนแล้วแต่สืบเชื้อสายมาจากสมมติเทพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งพระชนมชีพ ทุกพระองค์จะเสด็จสู่ทิพยสถาน ณ พระสุเมรุบรรพต (เขาพระสุเมรุ) การถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจึงเปรียบเสมือนการส่งเสด็จสู่สวรรคาลัยและการสร้างพระเมรุมาศก็เปรียบได้กับการจำลองเขาพระสุเมรุมาประดิษฐาน ณ โลกมนุษย์ ในทางพระพุทธศาสนา การสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ สามารถอธิบายโดยใช้แนวคิดเรื่องไตรภูมิ กล่าวคือ พระเมรุมาศนั้นเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุซึ่งเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือภพภูมิทั้งสาม ส่วนอาคารที่รายรอบเปรียบได้กับเขาสัตตบริภัณฑ์ วิมานท้าวจตุโลกบาล และยังมีเหล่าทวยเทพ ณ สวรรค์ชั้นฟ้า พร้อมทั้งสัตว์ต่างๆในป่าหิมพานต์อีกด้วย   พระเมรุมาศในอดีต ในอดีตการจัดงานถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพมีความยิ่งใหญ่สมพระเกียรติในสมัยอยุธยามีธรรมเนียมว่า หลังเสร็จการพระบรมศพหรือพระศพ สถานที่ที่ใช้ในการถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระราชทานเพลิงพระศพจะอุทิศเพื่อสร้างวัดหรือเจดีย์ เช่น สถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสุริโยทัย ได้สถาปนาเป็นพระเจดีย์วิหารและได้ชื่อว่า ”วัดสบสวรรค์” เป็นต้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีการพูนดินหน้าพระวิหารแกลบเพื่อใช้เป็นสถานที่สำหรับถวายพระเพลิง จึงอาจถือเป็นสถานที่ถาวรแห่งแรกสำหรับงานพระบรมศพตามราชประเพณี โดยไม่ต้องสร้างวัดหรือวิหารหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเหมือนแต่ก่อน การปลูกสร้างพระเมรุมาศในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้นมีความยิ่งใหญ่อลังการ ตามหลักฐานจดหมายเหตุเกี่ยวกับพระเมรุมาศสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ระบุว่า ”พระเมรุมาศ…โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยลง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ มียอด ๕ ภายในพระเมรุทองนั้น ประกอบด้วยเครื่องสรรพโสภณวิจิตรต่างๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศพระเมรุราย แลสามสร้าง”   พระเมรุมาศสมัยต้นรัตนโกสินทร์ งานออกพระเมรุสมัยต้นรัตนโกสินทร์ถือเป็นงานยิ่งใหญ่สมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี กอปรกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชมีพระราชดำริให้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนขนบธรรมเนียมและประเพณีดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีให้กลับคืนมา เพื่อเป็นแบบแผนของแผ่นดินสืบไปในภายภาคหน้า การพระเมรุในยุคนั้นจึงได้จัดตามราชประเพณีโบราณอย่างยิ่งใหญ่ รวมไปถึงการสร้างพระเมรุมาศและเครื่องประกอบต่างๆด้วย การสร้างพระเมรุมาศตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ จนถึงปลายรัชกาลที่ ๕ ยึดหลักการสร้างตามโบราณราชประเพณี กล่าวคือพระเมรุมาศมีขนาดใหญ่ ตัวพระเมรุมี ๒ ชั้น โดยมีพระเมรุทองอยู่ภายในพระเมรุชั้นนอกที่ทำเป็นยอดปรางค์ สำหรับพระเมรุมาศพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นพระเมรุมาศสุดท้ายที่สร้างตามคตินิยมเช่นนี้   พระเมรุมาศสมัยรัชกาลที่ ๖ เป็นต้นมา เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังทรงพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์มีพระราชกระแสรับสั่งให้ทำงานพระเมรุมาศของพระองค์แต่พอเผา กล่าวคือให้ตัดทอนการพระบรมศพและพระเมรุมาศให้เล็กลงพอแค่ถวายพระเพลิงได้ ไม่ต้องใหญ่โตเกินความจำเป็นเพราะเห็นว่าเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินและทรัพยากรชาติอย่างสูง อีกทั้งพระเมรุมาศนั้นสร้างครั้งเดียวแล้วก็รื้อ ไม่ใช่ถาวรวัตถุแต่อย่างใด ครั้นพอถึงงานพระเมรุมาศของพระองค์ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ จึงทรงสนองพระราชประสงค์ในพระบรมชนกนาถ และได้ยึดถือเป็นประเพณีสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันด้วย   พระเมรุมาศสมัยปัจจุบัน ในรัชกาลปัจจุบัน การก่อสร้างพระเมรุมาศยังคงยึดหลักการตามแนวพระราชปณิธานของล้นเกล้าฯรัชกาลที่ ๕ ไม่เพียงเท่านั้น ยังได้มีการเพิ่มแนวคิดในการใช้ประโยชน์จากโบราณราชประเพณีให้คุ้มค่าสูงสุดอีกด้วย การก่อสร้างจึงคำนึงถึงการใช้วัสดุอย่างประหยัด และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อื่นต่อได้อีกด้วย อย่างพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานหลักการสำคัญแก่กรมศิลปากรว่า หลังถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว วัสดุต่างๆต้องสามารถนำไปประยุกต์ใช้สอยให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก ซึ่งแนวพระราชดำรินี้กรมศิลปากรได้ยึดถือเป็นแนวทางปฏิบัติต่อมา สำหรับพระเมรุมาศสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (เรียกว่า “พระเมรุ” มีลักษณะเช่นเดียวกับพระเมรุมาศ แต่มีขนาดเล็กลง และไม่มีพระเมรุทองภายใน ใช้สำหรับพระพิธีพระศพ พระราชวงศ์ที่ทรงฐานานุศักดิ์ใช้ราชาศัพท์ว่า “ทิวงคต” หรือ “สิ้นพระชนม์”) ก็ได้มีการเลือกใช้วัสดุที่ก่อสร้างได้ง่าย ไม่เปลืองทรัพยากร และก่อประโยชน์สูงสุด จึงได้มีการปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ เพื่อสนองแนวพระราชดำริ อาทิ โครงสร้างของเรือนต่างๆ โดยรอบมณฑลพิธีนั้น จากเดิมที่ใช้ไม้ในการสร้างก็ปรับเปลี่ยนเป็นเหล็ก ซึ่งเป็นการลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้หลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีแล้ว   พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ พระเมรุสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นั้น เป็นกุฎาคารลักษณะเป็น ”เรือนยอด” หรือเรือนที่มีหลังคาต่อเป็นยอดแหลม เป็นพระเมรุทรงยอดปราสาทจตุรมุขย่อมุมไม้สิบสอง ยอดปักด้วยพระสัปตปฎลเศวตฉัตร (ฉัตรขาวเจ็ดชั้น) อันเป็นเครื่องแสดงพระอิสริยยศ รูปแบบโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมนั้นคล้ายพระเมรุของสมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวี ฐานพระเมรุจัดทำเป็นสองระดับ ระดับแรกเรียกว่า ฐานชาลา ประดับด้วยรูปเทวดานั่งคุกเข่าถือบังแทรกตรงกลางเป็นโคมประทีปแก้ว ด้านในมีรูปเทวดาประทับยืนถือฉัตรเครื่องสูงรายรอบ ระดับที่สองหรือฐานบนเรียกว่า ฐานพระเมรุ เป็นฐานสิงห์ มีบันไดทางขึ้นจากฐานชาลาทั้งสี่ทิศ ที่เชิงบันไดมีรูปสัตว์หิมพานต์ตั้งประกอบอยู่ด้านละหนึ่งคู่ แสดงความเป็นป่าหิมพานต์ตามคติไตรภูมิ พระเมรุทั้งด้านในและด้านนอกประดับตกแต่งด้วยลวดลายใกล้เคียงกับพระเมรุมาศสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่วิจิตรสวยงามเรียบง่าย ทำด้วยผ้าทองย่นฉลุลายซ้อนทับกระดาษสี ซึ่งใช้สีทองและสีแดงเป็นหลัก ตัวพระเมรุนั้นจะตั้งอยู่ศูนย์กลาง รายล้อมด้วยอาคารต่างๆภายในขอบรั้วราชวัติ สร้างหันหน้าไปทางทิศตะวันตก โดยมีพระที่นั่งทรงธรรมอยู่ด้านหน้า ส่วนสถาปัตยกรรมอันเป็นอาคารประกอบต่างๆมีดังนี้   […]

ทานาคา: สิ่งสุดท้ายที่บ่งบอกอัตลักษณ์ของชาวโรฮิงญา

ในค่ายผู้อพยพของบังกลาเทศ หญิงสาวชาวโรฮิงญายังคงใช้ผงทานาคาทาใบหน้าจนเหลืองอร่าม เพราะนี่คือสิ่งสุดท้ายที่บ่งบอกว่าพวกเธอมาจากที่ใด

ผู้ลี้ภัยเด็กนับพันตกค้างอยู่ที่ชายแดนยุโรป

เด็กๆ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากต้องฝันสลายเมื่อชายแดนเข้าสู่หลายประเทศในยูโรปถูกปิด ชีวิตที่ไม่มีเป้าหมายของพวกเขาสร้างความกังวลว่าเด็กๆ เหล่านี้อาจตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2018 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.