จีนเปิดตัวรถไฟความเร็วสูง เตรียมส่งมอบให้อินโดนีเซีย พร้อมใช้มิถุนายน 2023

จีนเปิดตัวรถไฟความเร็วสูง เตรียมส่งมอบให้อินโดนีเซีย พร้อมใช้มิถุนายน 2023

จีนเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงเตรียมส่งมอบให้อินโดนีเซีย เร็ว 350 กม./ชั่วโมง พร้อมใช้มิถุนายน 2023

บริษัท CRRC Qingdoa Sifang Co., Ltd. ของจีนได้เปิดตัวภาพในการทดสอบระบบรถไฟหัวกระสุนความเร็วสูงเพื่อเตรียมส่งมอบให้กับอินโดนีเซียใช้ในการเดินทางจากจาการ์ตา-บันดุง ถือว่าเป็นการส่งออกโครงการรถไฟความเร็วสูงขบวนแรกที่ใช้เทคโนโลยี มาตราฐาน และอุปกรณ์ของจีนอย่างเต็มที่ให้กับต่างประเทศ

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รถไฟนี้ถูกออกแบบมาเพื่อเดินทางด้วยความเร็ว 350 กม./ชั่วโมง ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาการเดินทางระหว่างจาการ์ตาเมืองหลวงของอินโดนีเซียไปยังบันดุงเมืองในจังหวัดชวาตะวันตกของอินโดนีเซียจากมากกว่า 3 ชั่วโมงเหลือประมาณ 40 นาที

“ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อาจพัฒนารถไฟความเร็วสูงและการขนส่งทางรางระหว่างเมืองด้วยผลิตภัณฑ์จากจีนมากขึ้นหลังจากที่ได้เห็นตัวอย่างของโครงการนี้และโครงการทางรถไฟจีน-ลาว” ซุนซาง (Sun Zhang) ผู้เชี่ยวชาญด้านการรถไฟจากเซี่ยงไฮ้กล่าวกับสำนักข่าวโกลบอลไทม์ (Global Times)

โครงการนี้เป็นโครงการสำคัญที่ริเริ่มภายใต้แผน ‘หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง’ (Belt and Road Initiative (BRI) ที่จีนเสนอให้กับประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาค เพื่อนำเทคโนโลยีและประสบการณ์ใยยระบบรถไฟความเร็วสูงของจีนที่ครอบคลุมสภาพภูมิประเทศต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็น อากาศที่หนาวเย็น พื้นที่ภูเขา ทะเลทราย ชายฝั่งทะเลที่เปียกชื้น และเขตร้อน

โกลบอลไทม์ระบุว่ารถไฟความเร็วสูงที่จะส่งมอบให้กับอินโดนีเซียนี้ได้ใช้เทคโนโลยีจากจีนอย่างเต็มที่เช่นเทคโนโลยีตรวจจับอัจฉริยะที่มีมากกว่า 2,500 จุดทั่วทั้งขบวนเพื่อสามารถตรวจสอบและประเมินอุปกรณ์ต่าง ๆ ได้แบบเรียลไทม์ อีกทั้งยังทนต่อการกัดกร่อนของละอองเกลือและรังสีอัลตราไวโอเลตมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้รถไฟยังสามารถออกตัวได้อย่างปลอดภัยบนทางลาดชัน 30 องศาและสร้างพลังงานใหม่ได้จากระบบเบรก ซึ่งช่วยให้ประหยัดพลังงานและปล่อยคาร์บอนน้อยลง โดยรถไฟจะรองรับผู้โดยสารทั้งหมดได้ 601 คน ทางรัฐบาลอินโดนีเซียรายงานว่าโครงการนี้ได้ก่อสร้างแล้วเสร็จไปกว่าร้อยละ 90 และคาดว่าจะเปิดใช้งานได้ในเดือนมิถุนายน 2023 นี้

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

Photograph by CRRC

ที่มา

https://www.railjournal.com/passenger/high-speed/crrc-rolls-out-first-high-speed-train-for-indonesia/

https://english.news.cn/20220806/ea4de4e86cf04abf83fd45fee6d2c0ff/c.html

https://www.globaltimes.cn/page/202208/1272289.shtml

เรื่องแนะนำ

เรื่องไม่ลับในวงหวย

เผยอีกด้านหนึ่งของวงการหวย ทางลัดสู่รายได้ที่มากขึ้นของผู้ขายที่มาจากชนบท สะพานสู่ความร่ำรวยสำหรับบรรดาผู้ซื้อ แต่พึงระวังหากหลงระเริงเสี่ยงโชคมากเกินไป รู้ตัวอีกทีหนี้สินอาจกองอยู่ตรงหน้าแทน

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน ชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องง่าย และผลจากการใช้แรงงานหนักในสังคมเกษตรกรรมส่งผลให้บรรดาผู้หญิงในยุคนั้นมีร่างกายที่แข็งแรง หลักฐานยืนยันทฤษฎีนี้ปรากฏอยู่ในโครงกระดูก ทีมนักวิจัยที่นำโดย Alison Macintosh จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ได้ศึกษาเปรียบเทียบโครงกระดูกของผู้หญิงในยุคโบราณกับโครงกระดูกของผู้หญิงสมัยใหม่  ซึ่งรวมไปถึงนักกีฬาพายเรือ ผลการศึกษาพวกเขาพบว่าผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสตกาลมีช่วงแขนที่แข็งแรงกว่านักกีฬาหญิงในปัจจุบันเสียอีก นั่นเป็นเพราะว่าในยุคเกษตรกรรมผู้หญิงเหล่านี้ต้องทำงานที่ต้องใช้แรงตลอดเวลา จึงทำให้พวกเธอมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรง ผลการศึกษานี้ช่วยฉายภาพให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้หญิงในช่วงเวลานั้น ว่าพวกเธอมีความเป็นอยู่กันอย่างไร (เชิญรับชมวิดีโอ เหตุใดผู้หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์จึงมีกระดูกที่แข็งแรงอย่างยิ่ง ได้ที่นี่) อ่านเพิ่มเติม เมื่อสงครามกลางเมืองจบ หมู่บ้านแห่งนี้เหลือเพียงผู้หญิงและเด็ก

ทำไมชอบดูนก

ทำไมชอบดูนก “ดูนก ไปทำไม” โดยทั่วไปเมื่อถามคำถามนี้กับบรรดานักดูนก  เรามักได้เหตุผลเบื้องต้นประมาณว่า  เพราะนกน่ารัก… เพราะอยากเป็นนก…  เพราะได้ไปอยู่ในป่า…  ดูนกแล้วมีสมาธิ… ชอบอิริยาบถของนก… เพราะได้ตื่นเช้า… ได้หัดสังเกต… รู้จักเฝ้ารอ… ไม่เอาแต่ใจ… ไม่เร่งรีบ… ดูแล้วมีความสุข… รู้สึกสบายใจ เรื่อยไปจนถึงคำตอบห้วนๆว่า ไม่มีเหตุผลอะไร แค่ชอบ แต่ทำไมคนเหล่านั้นถึงยอมตื่นแต่เช้ามืดไปเดินท่อมๆ เงียบๆ ทนทาก/ยุง/เห็บกัด หรือไม่ก็นั่งรอในบังไพรนานเป็นชั่วโมงๆ เพื่อให้ได้เห็นนกสักตัว  คนดูนกมักตอบคนไม่ดูอย่างกำปั้นทุบดินว่า  ต้องลองไปดูนกเอง นกเป็นสิ่งมีชีวิตล้ำเลิศที่มนุษย์เฝ้ามองมาทุกสมัย  วิวัฒนาการสองขาหน้าของนกได้ชื่อว่าเป็นวิวัฒนาการที่สร้างสรรค์ที่สุด  คนทุกยุคฝันอยากมีปีกบินได้เหมือนนก แต่บรรพบุรุษของนกกลับเป็นสัตว์เลื้อยคลานอย่างไดโนเสาร์  มีทั้งขนาดใหญ่ยักษ์วิ่งได้แต่บินไม่ได้ และขนาดเล็กจิ๋วเท่าแมลงภู่  มีทั้งสีสันฉูดฉาด  แพรวพราว ขาวปลอดและดำปลอด อายุวัต เจียรวัฒนกนก นักวาดภาพธรรมชาติอายุ 27 ปี บอกว่า  ที่ยังชอบดูนกมาถึงทุกวันนี้  เพราะยังมีสิ่งให้ค้นหาอยู่ไม่รู้จบ  “ยิ่งดู ยิ่งรู้สึกอยากเจอตัวนั้น อยากเจอตัวนี้  นกทั่วโลกมีหมื่นกว่าชนิด ในเมืองไทยพันกว่า  พอเราไปดูนก เราก็ไปอยู่ในธรรมชาติ  ช่วงที่ไม่มีนก เราก็ได้ดูอย่างอื่นด้วย ทำให้เราสังเกตต้นไม้ใบหญ้า สัตว์ประเภทอื่นๆ […]

ชมนวัตกรรมอุโมงค์ส่งน้ำโบราณในอิหร่าน ที่ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน

เรื่อง เรเชล บราวน์ มองจากด้านบนพื้นผิวทะเลทรายอันแห้งแล้งล้วนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่หารู้ไม่ว่าลึกลงไปใต้ผืนดินอีก 100 ฟุต มี อุโมงค์ส่งน้ำโบราณ ที่นำพาความชุ่มชื้น และหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในอิหร่านไว้ ระบบชลประทานใต้ดินนี้มีชื่อเรียกว่า “คานัต” (Qanats) นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าอัศจรรย์ในยุคโบราณ ซึ่งถึงจะมีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี แต่คานัตยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน อุโมงค์น้ำเหล่านี้จะทอดยาวจากแหล่งต้นน้ำในหุบเขา หรือแม้แต่ทะเลสาบในถ้ำลึก ด้วยพื้นผิวที่ลาดเอียงในองศาที่พอเหมาะ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงไปยังสถานที่ที่ต้องการในปลายอุโมงค์ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้องศาของความลาดเอียงนั้นมากเกินไป มิฉะนั้นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงอาจไหลบ่าแรงเกินไปจนทำลายอุโมงค์ได้ ตลอดเส้นทางของอุโมงค์ บนพื้นดินจะมีหลุมตั้งอยู่เป็นระยะๆ หลุมเหล่านี้ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทแก่บรรดาคนงานที่ทำหน้าที่ขุดอุโมงค์ด้วยมือในอดีต นอกจากนั้นในตอนที่อุโมงค์ถูกขุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลุมเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย กระบวนการสร้างอุโมงค์คานัตนี้เป็นงานที่หนักหนาเอาการ อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่า เทคโนโลยีโบราณนี้ช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ในทะเลทรายที่แห้งผากให้เบ่งบานมาแล้ว รวมทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคตั้งแต่เส้นทางสายไหม ยาวไปจนถึงหลายประเทศในตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งในสเปน และโมร็อกโกก็มีการค้นพบคานัตเช่นเดียวกัน Gholamreza Nabipour ชายชาวอิหร่านวัย 102 ปี เป็นหนึ่งในคนขุดอุโมงค์ไม่กี่คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกกันว่า “มิรับ” (Mirab) ตัวเขาพยายามถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ไปยังชาวอิหร่านรุ่นใหม่ ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงลูกชายของเขาเองด้วย ผู้ใช้คานัตในการลำเลียงน้ำมายังฟาร์มถั่วพิสตาชิโอของเขา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกสมัยใหม่ ในช่วงค.ศ. 1960 – 1970 การจัดสรรปันส่วนที่ดินส่งผลให้คานัตหลายแห่งถูกทิ้งร้าง […]