หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน - National Geographic Thailand

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน

หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์กระดูกแข็งกว่าหญิงปัจจุบัน

ชีวิตในยุคก่อนประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องง่าย และผลจากการใช้แรงงานหนักในสังคมเกษตรกรรมส่งผลให้บรรดาผู้หญิงในยุคนั้นมีร่างกายที่แข็งแรง หลักฐานยืนยันทฤษฎีนี้ปรากฏอยู่ในโครงกระดูก

ทีมนักวิจัยที่นำโดย Alison Macintosh จากมหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ได้ศึกษาเปรียบเทียบโครงกระดูกของผู้หญิงในยุคโบราณกับโครงกระดูกของผู้หญิงสมัยใหม่  ซึ่งรวมไปถึงนักกีฬาพายเรือ

ผลการศึกษาพวกเขาพบว่าผู้หญิงที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสตกาลมีช่วงแขนที่แข็งแรงกว่านักกีฬาหญิงในปัจจุบันเสียอีก นั่นเป็นเพราะว่าในยุคเกษตรกรรมผู้หญิงเหล่านี้ต้องทำงานที่ต้องใช้แรงตลอดเวลา จึงทำให้พวกเธอมีร่างกายช่วงบนที่แข็งแรง ผลการศึกษานี้ช่วยฉายภาพให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้หญิงในช่วงเวลานั้น ว่าพวกเธอมีความเป็นอยู่กันอย่างไร

(เชิญรับชมวิดีโอ เหตุใดผู้หญิงยุคก่อนประวัติศาสตร์จึงมีกระดูกที่แข็งแรงอย่างยิ่ง ได้ที่นี่)

อ่านเพิ่มเติม

เมื่อสงครามกลางเมืองจบ หมู่บ้านแห่งนี้เหลือเพียงผู้หญิงและเด็ก

เรื่องแนะนำ

สำรวจโลก : การถือกำเนิดของประชากรโลก

เมื่อปี 2014 สตรีมีครรภ์เกือบหนึ่งในห้าของโลกให้กำเนิดทารกด้วยการผ่าท้องทำคลอด เดิมทีวิธีการผ่าตัดดังกล่าว ซึ่งเป็นการนำทารกออกจากมดลูกผ่านทางท้อง มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงความซับซ้อนที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิตระหว่างการทำคลอดทางช่องคลอด ทว่าอัตราการผ่าท้องทำคลอดในบางประเทศกลับสูงกว่าอัตราการประเมินขององค์การอนามัยโลกที่ว่า การผ่าท้องทำคลอดช่วยป้องกันการเสียชีวิตของมารดาและทารกได้ร้อยละ 10 หลายเท่าตัว ทำไมบางประเทศจึงมีการผ่าท้องทำคลอดมากนัก แอนา พีลาร์ เบทรัน เจ้าหน้าที่การแพทย์ขององค์การอนามัยโลก บอกว่า ปัจจัยที่เอื้อต่อการผ่าท้องทำคลอดคือความคาดหวังของครอบครัวและแพทย์ที่ว่าการคลอดจะปลอดภัยกว่า อีกทั้งวิธีนี้ยังช่วยลดระยะเวลาในการคลอดที่ยาวนานหรือเจ็บปวดลงได้ อัตราการผ่าท้องทำคลอดที่สูงอย่างเช่น ในบราซิลอาจสะท้อนถึงความต้องการกำหนดเวลาเกิดของเด็ก ขณะที่อัตราที่ต่ำอาจบ่งชี้ว่า การเข้าถึงการรักษาพยาบาลยังไม่เพียงพอ บราซิล – ประเทศที่มีอัตราการผ่าท้อง ทำคลอดมากที่สุด (ร้อยละ 55.6) นี้เริ่มรณรงค์ด้านสาธารณสุขเมื่อปี 2015 เพื่อสนับสนุนการคลอดด้วยวิธีธรรมชาติ ฟินแลนด์ – มีอัตราการผ่าท้องทำคลอดต่ำที่สุดในหมู่ประเทศพัฒนาแล้ว (ร้อยละ 14.7) ซึ่งอาจเป็นผลจากการทำคลอดโดยหมอตำแย และเกณฑ์วิธีการรักษาที่เข้มงวด อียิปต์ – อัตราการผ่าท้องทำคลอดของประเทศนี้ (ร้อยละ 51. กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะผู้หญิงขอผ่าท้องทำคลอดกันมากขึ้น และแพทย์พยายามเลี่ยงความยุ่งยากทางการแพทย์และทางกฎหมาย ชาติแอฟริกา – ทารกน้อยกว่าร้อยละ 1.6 ในไนเจอร์ ชาด และเอธิโอเปีย กำเนิดด้วยวิธีการผ่าท้องทำคลอด สาเหตุหลักเป็นเพราะการขาดแคลนสถานพยาบาล   อ่านเพิ่มเติม : สำรวจโลก […]

ภาพถ่ายที่เผยให้เห็นชีวิตภายในห้องพักทรงลูกบาศก์ขนาดจิ๋วแห่งอนาคต

ภาพถ่ายที่เผยให้เห็นชีวิตภายในห้องพักทรงลูกบาศก์ขนาดจิ๋วแห่งอนาคต [ ตึกแคปซูลนะกะงิน ] นอกเขตย่านกินซาอันหรูหราของกรุงโตเกียวเป็นที่ตั้งของ ตึกแคปซูลนะกะงิน (Nakagin Capsule Tower) สิ่งก่อสร้างแปลกตาซึ่งเคยเป็นวิสัยทัศน์แห่งอนาคตของญี่ปุ่น ตึกนี้ออกแบบโดยคิโช คุโระกะวะ ผู้บุกเบิกสถาปัตยกรรมแนว “metabolist” ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวในช่วงทศวรรษ 1960 ที่เน้นแนวคิดเรื่องอาคารแบบพลวัตและสามารถปรับให้เหมาะกับอนาคตที่ก้าวย่างอย่างรวดเร็วและค่อยๆพัฒนากลายเป็นเมืองอย่างต่อเนื่อง เมื่อมองจากด้านนอก ตึกนี้ดูเหมือนเครื่องซักผ้าที่กองซ้อนกัน โดยประกอบด้วยแกนคอนกรีตสองแกน สูง 11 และ 13 ชั้น ยึดติดกับลูกบาศก์ที่ “สามารถเคลื่อนย้ายได้” ห้องทรงลูกบาศก์แต่ละห้องมีพื้นที่ราว 10 ตารางเมตร ซึ่งสร้างสำเร็จรูปมาจากโรงงาน จากนั้นนำมาติดกับแกนโดยใช้สลักเกลียวแรงดันสูง 4 ตัว ห้องที่เรียกว่าห้องแคปซูลเหล่านี้ตกแต่งด้วยข้าวของเครื่องใช้พื้นฐานที่จำเป็นและห้องน้ำขนาดเท่ากับห้องน้ำบนเครื่องบิน ตึกแคปซูลนะกะงินก่อสร้างขึ้นเมื่อปี 1972 และวางแผนว่าจะมีอายุการใช้งาน 25 ปี เมื่อคุโระกะวะเสียชีวิตในปี 2007 ผู้อยู่อาศัยในตึกนี้ที่รู้สึกเหนื่อยหน่ายกับการที่คอนกรีตกะเทาะและท่อน้ำรั่ว จึงลงคะแนนให้รื้อตึกทิ้ง แล้วสร้างอพาร์ตเมนต์แบบดั้งเดิมขึ้นแทน แต่พอถึงปี 2008 แผนการต้องหยุดชะงักเพราะตลาดหลักทรัพย์ล่ม ช่างภาพ โนะริตะกะ มินะมิ เริ่มบันทึกเรื่องราวชีวิตและชะตากรรมของตึกนะกะงินในปี 2010 ในช่วงเจ็ดปีต่อมา เขากลับไปที่ตึกนี้เกือบ […]