จดหมายถึงคนรุ่นใหม่ ในยุคสมัยแห่ง โควิด-19

พวกเรากำลังก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ใต้เงื้อมเงาของ โควิด-19 ความระส่ำระสายทางเศรษฐกิจและสังคม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีบางคนชอบเรียกพวกเราว่า “เจเนอเรชันพัง ๆ” แต่เราขอบอกว่า อย่าได้ประเมินความสามารถในการก้าวข้ามอุปสรรคของพวกเราต่ำเกินไป

ใครจะไปรู้ล่ะว่า คำสั่งให้อยู่บ้านเนื่องจากการระบาดของ โควิด-19 จะทำให้เกิดการพลัดถิ่นขนานใหญ่ถึงเพียงนี้

นั่นเป็นสิ่งที่หลายคนในรุ่นเรารู้สึกกับช่วงต้นปี 2020 คนอย่างพวกเราที่เพิ่งจะได้เริ่มลิ้มรสอิสรภาพและวัยผู้ใหญ่ก่อนที่การระบาดใหญ่ทั่วโลกจะทำให้ทุกอย่างพังครืน

บางทีพวกเราที่ตอนนี้อายุ 18 ถึง 25 ปี อาจต้องการชื่อเรียก แทนที่จะต้องเป็นคนรุ่นครึ่ง ๆ กลาง ๆ นั่นคือรู้สึกเด็กเกินกว่าจะเป็นมิลเลนเนียล แต่แก่เกินกว่าจะเป็นเจนซี แต่ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็คือ เราอยู่ตรงจุดพลิกผันสำคัญของชีวิตส่วนตัว ณ ช่วงเวลาที่โลกดูเหมือนกำลังจะระเบิดออกในหลาย ๆ ด้าน

เมื่อมาตรการล็อกดาวน์ถูกนำมาใช้ ผมติดตามว่าเพื่อนคนไหนต้องระหกระเหิน เมื่อมหาวิทยาลัยต่างๆ ไร้ผู้คน ผมรู้ว่าใครต้องออกจากอพาร์ตเมนต์แรกของตัวเองเพื่อกลับไปยังห้องนอนวัยเด็ก ใครถูกล็อกดาวน์อยู่หลังเขาหรือชายหาด และคนไหนที่พื้นเพทางเศรษฐกิจและสังคมไม่เหลือทางเลือกให้ นอกจากจะต้องอยู่ในเมืองที่ถูกโรคระบาดเล่นงานอย่างหนัก

ในจดหมายที่เขียนถึงกันนั้น ผมกับเพื่อน ๆ แลกเปลี่ยนและแบ่งปันความรู้สึกนึกคิดทำนองนั้น ความอ่อนไหวที่ไม่ได้แสดงออกทางข้อความสั้นหรือกลุ่มซูม (ซึ่งเราก็ยังใช้อยู่แหละ) บางสิ่งที่อยู่ในการเขียนจดหมายด้วยลายมือแบบเดิมๆ เหมือนจะดึงอารมณ์ต่าง ๆ และความเปราะบางทั้งหลายออกมาในแบบที่พวกเราหลายคนไม่เคยประสบมาก่อน

โควิด-19, พยายาม
คาเซีย วาร์โก เรียนจบจากวิทยาลัยพยาบาล ในช่วงที่การระบาดของโควิด-19 รุนแรงถึงขีดสุด

นํ้าเสียงของจดหมายพวกนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของเราเอง ตั้งแต่ความวิตกกังวลไปจนถึงการพินิจใคร่ครวญ ความตื่นกลัวถึงความสงบนิ่ง หงุดหงิดถึงสะเทือนใจ เพื่อนหลายคนเล่าถึงความภาคภูมิใจที่สุดอย่างการที่น้องชายสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนแพทย์ก่อนกำหนดเพื่อเข้าร่วมกับทีมแนวหน้ารับมือการระบาด และความเบิกบานใจที่คาดไม่ถึงเช่นการค้นพบความหลงใหลในหนังสืออีกครั้ง

เมื่อคลื่นการระบาดสาดซัดสหรัฐอเมริกา ก็เป็นที่ชัดเจนว่า กระแสคลื่นพัดเอาคนรุ่นเราออกสู่ทะเลไปด้วย พวกเราหลายคนดิ้นรนต่อสู้อย่างหนักอยู่แล้ว เพราะโดนกระหนํ่าจากหนี้ค่าเทอมปีละ 20,000, 40,000, 60,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี แล้วไหนจะค่าเช่าที่แพงกระฉูดในเมืองใหญ่ ๆ ของสหรัฐฯ และโกรธขึ้งมาตลอดหลายปีกับการออกมาพูดต่อต้านการเหยียดผิวอย่างเป็นระบบ ความรุนแรงจากอาวุธปืน และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพียงเพื่อจะพบว่าบรรดานักการเมืองที่ฉ้อฉลและเจ้าเล่ห์เพทุบายไม่เคยมุ่งมั่นจะแก้ปัญหาใด ๆ

ถึงที่สุดแล้ว พวกเราเป็นคนรุ่นที่เติบโตขึ้นหลังความน่าสะพรึงของเหตุการณ์ 9/11 กับการซ้อมหนีเหตุกราดยิงในโรงเรียนประถมของพวกเรา หากอนาคตของโลกดูน่าหดหู่สำหรับพวกเรามาก่อนหน้านี้แล้ว ถึงตอนนี้จะเหลืออะไรให้ยึดถือได้อีกเล่า

ดังนั้น ต่อให้บางคนชอบเรียกคนรุ่นเราว่าเจเนอเรชันพังๆ และบางครั้งมันอาจให้ความรู้สึกอย่างนั้นจริง ๆ ผมก็ยังคิดว่า มันออกจะติดลบไปหน่อย เราถูกโขกสับและสั่นคลอนมาแล้ว แต่เราจะไม่ถอดใจยอมแพ้ง่าย ๆ หรอก

“มันก็แค่ไม่ใช่อย่างที่เราคิดว่าชีวิตจะเป็นแบบนี้” แอล โอไบรอัน บัณฑิตหมาด ๆ จากมหาวิทยาลัยคอลเกต กล่าว เธอใช้โซเชียลมีเดียในการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน (จำนวนมากเป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเรา) เกี่ยวกับความรู้สึกและประสบการณ์ระหว่างการระบาดใหญ่

โควิด-19
เฟดเจานี ฟีลีป ผู้อพยพจากเฮติ และบัณฑิตรุ่นปี 2020 จากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน เป็นคนแรกในครอบครัวที่ได้เรียนมหาวิทยาลัย

ตลอดหลายเดือนนับตั้งแต่เดือนเมษายน โอไบรอัน โพสต์คำถามการสำรวจบนอินสตาแกรมและสรุปผลที่ได้ในบล็อกของเธอ มีคนหลายร้อยเข้ามาตอบแบบสอบถาม โอไบรอันเขียนและเสริมว่า เธอรู้สึกประหลาดใจกับความเหมือนที่คนเหล่านี้มีร่วมกัน นั่นคือ “พวกเราสับสนปนเปกันไปหมดระหว่างความกลัวกับความหวัง พวกเราหลายคนหัวเราะวันเดียวกับที่ร้องไห้” นี่เป็นสิ่งที่โอไบรอัน
บรรยายถึงประเด็นสำคัญของคนรุ่นเราให้ผมฟัง

“เราเจอแต่เรื่องห่วยแตกที่ทำอะไรไม่ได้ แต่เราจะไม่หยุดเรียกร้อง” จากข้อสรุปเหล่านั้น ผมคิดว่าโอไบรอันพูดได้ชัดเจนว่าพวกเรารู้สึกอย่างไร ความเคลื่อนไหวอย่างหนึ่งได้เริ่มขึ้นแล้ว และอย่างน้อยในแวดวงของผม การนิ่งเงียบเป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไป

ช่างเป็นเรื่องย้อนแย้งที่ต้องใช้เวลาเป็นเดือนๆ ของการเว้นระยะห่างทางสังคมเพื่อช่วยจุดประกายสำนึกเพื่อสังคมขนานใหญ่เช่นนี้ โดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาวฝูงชนวัยผู้ใหญ่ตอนต้นขนาดใหญ่และหลากหลายเข้าร่วมการประท้วงเหตุสังหารจอร์จ ฟลอยด์

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการระบาดใหญ่เผยให้เห็นถึงความเหลื่อมลํ้าเชิงโครงสร้างในประเทศของเรา เราเห็นเพื่อนและเพื่อนร่วมชั้นผิวดำที่สมาชิกในครอบครัวล้มป่วยจากไวรัสในสัดส่วนที่สูงผิดปกติ เราเห็นบัณฑิตผิวสีจบใหม่ขาดแคลนทรัพยากร และสายสัมพันธ์ที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในตลาดแรงงานที่ไม่ค่อยเป็นมิตร เราจะไม่แสวงหาความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไรเล่า

โควิด-19, กระดูกวาฬ
ผมเก็บชิ้นส่วนกระดูกสันหลังของวาฬชิ้นนี้ได้ระหว่างเดินเล่นบนหาดใกล้บ้าน

ภาวะฉุกเฉินด้านสภาพภูมิอากาศในระดับโลกเตือนคนรุ่นเรามานานแล้ว บางทีชื่อ “รุ่นสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง” (Generation Climate Change) น่าจะเหมาะกับเรา ความที่มันเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่ของเราทุกคน เทียบกันแล้วการที่คนรุ่นก่อน ๆ ล้มเหลวในการลงมือทำอย่างเร่งด่วนในเรื่องธารนํ้าแข็งที่กำลังละลาย อากาศเป็นพิษ ป่าฝนที่ถูกแผ้วถางทำลายและระดับทะเลสูงขึ้น บางทีอาจเป็นเพราะพวกเขาไม่ใช่คนที่จะใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่มีสภาพเช่นนั้น เราเคยคิดกันว่า การทำลายล้างอย่างรุนแรงจากการระบาดใหญ่ทั่วโลกครั้งนี้ยากจะหยั่งถึง แต่อาจดูเล็กจ้อยไปเลยเมื่อเทียบกับหายนะทางสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะตามมา

นํ้าหนักของเรื่องสำคัญเหล่านี้เห็นได้แจ่มชัดในจดหมายฉบับหนึ่งที่เพื่อนรูมเมตในมหาวิทยาลัยของผมส่งมาเมื่อเดือนมิถุนายน “ผมเศร้ามาก รู้สึกสับสนคับข้องและหงุดหงิดกับตัวเองมากพอๆ กับการสมรู้ร่วมคิด/ไม่ลงมือทำของตัวเองในเรื่องอื่น ๆ” ชาร์ลี โคเบิร์น เขียน หลังจากใช้เวลาหลายเดือนเก็บตัวอยู่ในความเงียบ บางอย่างในตัวเขาก็เดือดดาลขึ้นมา

“ผมโกรธเกรี้ยวกับการตอบสนองของรัฐบาลกลาง” เขาเขียนและเสริมว่า “ผมรู้สึกถึงเสียงเพรียกให้ลงมือทำมากกว่าที่เคยเป็นบางทีอาจจะมากกว่าช่วงไหนๆ ของชีวิตที่ผ่านมา”

สำหรับพวกเราที่กำลังเริ่มต้นชีวิตผู้ใหญ่ การเริ่มต้นอันกระท่อนกระแท่นเพราะการระบาดใหญ่ หมายความว่า ทางเลือกของพวกเรายิ่งมีคุณค่า เราจำเป็นต้องมีเครื่องเตือนความจำเพื่อจะได้ไม่ลืมว่าเราเคยรู้สึกเช่นไร บางคนต้องทนทุกข์สาหัสกว่าคนอื่น ๆ แต่เราทุกคนถูกผลักเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งการตั้งคำถาม ของการประเมินใหม่ ของการลองผิดลองถูก

ไม่แปลกที่บางครั้งพวกเราอดคิดไม่ได้ว่า เราคงเป็นเจเนอเรชันพังๆ อย่างที่เขาว่า แต่ผมอยากจะคิดว่าเรากำลังก่อร่างสร้างตัวเป็นคน “รุ่นพลังใหม่” เราจะไม่ล้มลงโดยไม่ต่อสู้ และสิ่งที่จะนิยามเราได้ดีกว่าการดิ้นรนอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ก็คือสิ่งที่เราจะทำเมื่อเดินออกจากปากทางอีกด้านหนึ่ง

เรื่อง จอร์แดน ซาลามา

สามารถติดตามเรื่องราวฉบับสมบูรณ์ได้ที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย เดือนพฤศจิกายน 2563

สามารถสั่งซื้อได้ที่ https://www.naiin.com/category?magazineHeadCode=NG&product_type_id=2


อ่านเพิ่มเติม เมื่อโลกติดไวรัสโควิด-19: รายงานจากประเทศไทย

เรื่องแนะนำ

ทำโมจิแบบคนญี่ปุ่น

ทำโมจิแบบคนญี่ปุ่น เป็นเวลากว่า 20 ปีแล้วที่ Shoichi Sugiyama ได้แบ่งปันสูตรและวิธีการทำขนมโมจิแบบชาวญี่ปุ่นแท้ๆ ให้แก่ผู้คนที่สนใจในเมืองซีแอตเทิล ขั้นตอนของเขาเริ่มต้นด้วยการหุงข้าวญี่ปุ่นนาน 30 – 40 นาทีจนข้าวสุก จากนั้นนำข้าวร้อนๆ มาตำในครกซึ่งต้องใช้ความร่วมแรงร่วมใจอย่างมากในขั้นตอนนี้ เมื่อตำไปเรื่อยๆ ก็จะได้ก้อนแป้งเหนียวๆ จากนั้นนำก้อนแป้งที่ได้มาตัดแบ่งพอดีคำก็จะได้โมจิแบบดั้งเดิม “การตำโมจิในตอนที่มันกำลังร้อนๆ เป็นช่วงเวลาที่พิเศษครับ เพราะจะได้พูดคุยกับญาติหรือเพื่อนบ้านที่มาช่วยทำโมจิ” Sugiyama กล่าว ทั้งนี้เชื่อกันว่าโมจิมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีน ก่อนที่จะแพร่หลายไปยังญี่ปุ่นและเกาหลีในช่วงศตวรรษที่ 10 ซึ่งในเกาหลีจะเรียกว่า “ต็อก”   อ่านเพิ่มเติม บริการร้องไห้กับหนุ่มหล่อในญี่ปุ่น

คุณหายได้ : เพื่อนช่วยเยียวยา

“เครือวัลย์ เที่ยงธรรม” นำประสบการณ์ที่เธออยู่กับโรคจิตเภทนาน 21 ปี มาช่วยเหลือเพื่อนร่วมทาง ด้วยการเปิด “ศูนย์ผู้พิการทางจิตสายใยครอบครัว” เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนไม่รู้สึกว่าตนกำลังต่อสู้กับโรคอย่างโดดเดี่ยว ความเป็นชุมชนและกลุ่มเพื่อนคือพลังสำคัญที่ช่วยเยียวยาให้ผู้ป่วยหายดีขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยให้พวกเขาเห็นคุณค่าของการมีชีวิตมากขึ้นอีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม : คุณหายได้ : ลุกขึ้นมาเปลี่ยน, คุณหายได้ : ดนตรีคือพลัง

เมื่อความมืดมาถึง รถเมล์คันนี้จะกลายเป็นที่พักของคนไร้บ้าน

รถเมล์สาย 22 คันนี้วิ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ในบริเวณซิลิคอนแวลลีย์ มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อกลางคืนมาถึง รถเมล์จะกลายเป็นโรงแรมของบรรดาคนไร้บ้านแทน ที่พากันขึ้นมาหลับนอนบนรถ แทนที่จะต้องเสี่ยงอันตรายจากการงีบหลับตามริมท้องถนน ภาพที่แตกต่างของผู้ใช้บริการรถเมล์สาย 22 ในช่วงกลางวันและกลางคืนจุดประกายให้ อลิซาเบธ โล นักสร้างภาพยนตร์ต้องการถ่ายทอดอีกมุมหนึ่งของชีวิตคนไร้บ้านที่ไม่ถูกเปิดเผย หลังคลุกตัวอยู่กับรถเมล์สาย 22 เกือบสัปดาห์ ภาพยนตร์สั้นเรื่อง “Hotel 22” นี้ ก็ปรากฏขึ้นและบันทึกปัญหาที่ไม่อาจเพิกเฉยได้ของคนไร้บ้านเอาไว้   อ่านเพิ่มเติม : ชมกรรมวิธีการผลิตซีอิ๋วแบบญี่ปุ่น ที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์ไว้กว่า 750 ปี, อยู่กับคนตายเป็นปี ไม่ใช่เรื่องแปลกที่อินโดนีเซีย

ชมนวัตกรรมอุโมงค์ส่งน้ำโบราณในอิหร่าน ที่ยังคงถูกใช้งานในปัจจุบัน

เรื่อง เรเชล บราวน์ มองจากด้านบนพื้นผิวทะเลทรายอันแห้งแล้งล้วนไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่หารู้ไม่ว่าลึกลงไปใต้ผืนดินอีก 100 ฟุต มี อุโมงค์ส่งน้ำโบราณ ที่นำพาความชุ่มชื้น และหล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในอิหร่านไว้ ระบบชลประทานใต้ดินนี้มีชื่อเรียกว่า “คานัต” (Qanats) นับเป็นความสำเร็จทางวิศวกรรมที่น่าอัศจรรย์ในยุคโบราณ ซึ่งถึงจะมีอายุเก่าแก่กว่า 3,000 ปี แต่คานัตยังคงถูกใช้งานมาจนถึงปัจจุบัน อุโมงค์น้ำเหล่านี้จะทอดยาวจากแหล่งต้นน้ำในหุบเขา หรือแม้แต่ทะเลสาบในถ้ำลึก ด้วยพื้นผิวที่ลาดเอียงในองศาที่พอเหมาะ เพื่อให้น้ำสามารถไหลลงไปยังสถานที่ที่ต้องการในปลายอุโมงค์ได้ ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ให้องศาของความลาดเอียงนั้นมากเกินไป มิฉะนั้นสายน้ำที่หล่อเลี้ยงอาจไหลบ่าแรงเกินไปจนทำลายอุโมงค์ได้ ตลอดเส้นทางของอุโมงค์ บนพื้นดินจะมีหลุมตั้งอยู่เป็นระยะๆ หลุมเหล่านี้ช่วยให้อากาศภายในถ่ายเทแก่บรรดาคนงานที่ทำหน้าที่ขุดอุโมงค์ด้วยมือในอดีต นอกจากนั้นในตอนที่อุโมงค์ถูกขุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลุมเหล่านี้ยังทำหน้าที่เป็นบ่อน้ำให้แก่ชาวบ้านอีกด้วย กระบวนการสร้างอุโมงค์คานัตนี้เป็นงานที่หนักหนาเอาการ อย่างไรก็ตามผลตอบแทนที่ได้รับนั้นคุ้มค่า เทคโนโลยีโบราณนี้ช่วยหล่อเลี้ยงต้นไม้ในทะเลทรายที่แห้งผากให้เบ่งบานมาแล้ว รวมทั้งยังเป็นที่นิยมอย่างมากในภูมิภาคตั้งแต่เส้นทางสายไหม ยาวไปจนถึงหลายประเทศในตะวันออกกลาง หรือแม้กระทั่งในสเปน และโมร็อกโกก็มีการค้นพบคานัตเช่นเดียวกัน Gholamreza Nabipour ชายชาวอิหร่านวัย 102 ปี เป็นหนึ่งในคนขุดอุโมงค์ไม่กี่คนที่ยังคงมีชีวิตอยู่ หรือที่เรียกกันว่า “มิรับ” (Mirab) ตัวเขาพยายามถ่ายทอดภูมิปัญญานี้ไปยังชาวอิหร่านรุ่นใหม่ ซึ่งในจำนวนนั้นก็รวมถึงลูกชายของเขาเองด้วย ผู้ใช้คานัตในการลำเลียงน้ำมายังฟาร์มถั่วพิสตาชิโอของเขา ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลกสมัยใหม่ ในช่วงค.ศ. 1960 – 1970 การจัดสรรปันส่วนที่ดินส่งผลให้คานัตหลายแห่งถูกทิ้งร้าง […]