กรุงพนมเปญ เมืองหลวงของประเทศกัมพูชา ครั้งหนึ่งเคยได้รับการขนานนามว่า ไข่มุกแห่งเอเชีย
ปัจจุบัน กรุงพนมเปญ เป็นที่หมายตาของบรรดานักลงทุนชาวต่างชาติ ภาคอุตสาหกรรมกำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ตึกสูงใหญ่ผุดขึ้นใหม่ทั่วเมือง ในช่วง 5-10 ปีก่อน พนมเปญมีจำนวนอะพาร์ตเมนต์หรู ราวๆ 2,000-5,000 ยูนิต แต่ในปัจจุบันคาดการณ์กันว่ามีคอนโดและอะพาร์ตเมนต์หรูถึง 30,000 ยูนิต ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติและชาวกัมพูชาที่มีฐานะร่ำรวย
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทุนต่างชาติที่เข้าในกรุงพนมเปญมากที่สุดคือชาวจีนที่มาลงทุนในด้านธุรกิจ อุตสาหกรรมประเภทต่างๆ และอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนมากมายเหล่านี้ส่งผลให้เศรษฐกิจกัมพูชาเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วทางด้านเศรษฐกิจของกัมพูชา รวมไปถึงอาคาร สิ่งปลูกสร้างต่างๆ และอะพาร์ตเมนต์หรูที่ผุดขึ้นจำนวนมากในกรุงพนมเปญกลับสวนทางกับประชากรกัมพูชาส่วนใหญ่ที่มีฐานะยากจน มีรายได้ค่อนข้างต่ำ ทำให้พวกเขาพบเจอกับปัญหาการเข้าไม่ถึงที่อยู่อาศัย
รัฐบาลกัมพูชามีนโยบายสนับสนุนการจัดหาที่ดินเพื่อให้สัมปทานแก่นักลงทุนต่างชาติอย่างเต็มที่ เช่นที่ บึงก๊อก
บึงก๊อกเคยเป็นบึงน้ำขนาดใหญ่ใจกลางกรุงพนมเปญ รอบๆ บึงเคยเป็นชุมชนและที่อยู่อาศัยของชาวบ้านในละแวกนั้น แต่ปัจจุบันพื้นที่บริเวณนี้กลับไม่เหลือเค้าโครงและภาพของบึงขนาดใหญ่เหมือนในอดีต เนื่องจากบึงน้ำขนาดใหญ่ถูกทำให้กลายเป็นบึงคอนกรีต
ปัจจุบัน พื้นที่ที่เคยเป็นบึงได้ถูกถมและเต็มไปด้วยอาคาร อะพาร์ตเมนต์หรู และสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ไปจนเกือบหมด ส่วนใหญ่เป็นฝีมือจากทุนจีน สังเกตได้จาก ร้านอาหาร อาคาร ห้างหรู ที่ผุดขึ้นมาใหม่ส่วนใหญ่เต็มไปด้วยอักษรภาษาจีน รวมไปถึงสิ่งปลูกสร้างที่กำลังก่อสร้าง
ในช่วงปี ค.ศ. 1975-1979 หรือในยุคเขมรแดงที่กินเวลานาน 4 ปี อันเป็นช่วงเวลาที่ชาวกัมพูชาต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของเขมรแดง เอกสารสิทธิ์ต่างๆ ได้ถูกทำลายจนหมด เพื่อสร้างสังคมยุคใหม่ในตอนนั้น
หลังจากเขมรแดงล่าถอยและหมดยุคไป รัฐบาลใหม่ในยุคนั้นมีนโยบายหาทางกระตุ้นให้คนชนบทเข้ามาจับจองพื้นที่ว่างในกรุงพนมเปญ เพื่อร่วมกันทำตามนโยบายฟื้นฟูประเทศ จึงเกิดเป็นชุมชนน้อยใหญ่กว่า 4,000 ครัวเรือน ตามกฎหมาย ถ้าชาวบ้านคนใดอยู่เกิน 5 ปี ก็จะมีกรรมสิทธิ์เหนือที่ดินที่ตัวเองอยู่ แต่กลับมีชาวบ้าน “ร้อยละยี่สิบ”เท่านั้นที่ได้กรรมสิทธิ์ดังกล่าว
หลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลกัมพูชามีนโยบายสนับสนุนการจัดหาที่ดินเพื่อมอบสัมปทานอย่างเต็มที่ มีการโยกย้ายชาวบ้านออกจากพื้นที่ในเมืองต่างๆ ซึ่งไม่ค่อยมีใครอยากย้ายเพราะจะได้รับค่าชดเชยที่น้อยมาก และที่อยู่อาศัยที่จะต้องย้ายไปใหม่นั้นอยู่ไกลและยากลำบากเกินกว่าจะทำมาหากินและใช้ชีวิต
ท่ามกลางอาคารหรูทันสมัยและสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่เกิดขึ้นมากมายในกรุงพนมเปญ กลับมีชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่จำนวนไม่น้อยที่ต้องพบเจอกับปัญหา “การเข้าไม่ถึงที่อยู่อาศัย”
คนกัมพูชาในกรุงพนมเปญที่มีฐานะปานกลางค่อนข้างไปทางต่ำ รวมไปถึงคนยากจนส่วนใหญ่ต้องอาศัยอยู่ตามแฟลตเก่าๆ บ้านเช่าโทรมๆ และเพิงในสลัมกว่า 500 แห่งทั่วเมือง
“รวมไปถึงอาศัยในพื้นที่ที่เป็นสุสาน!”
“สมอร์ แซน”หรือที่เรียกกันว่าสุสานคนเป็น คือชุมชนในสุสานที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของการเข้าไม่ถึงที่อยู่อาศัยของคนกัมพูชาในกรุงพนมเปญ หากจะนึกภาพความเหลื่อมล้ำของกัมพูชาว่าเป็นอย่างไร ภาพของคนที่อาศัยอยู่ สมอร์ แซน ที่รายล้อมไปด้วยคอนโดหรู และอาคารสิ่งปลูกสร้างสูงใหญ่รายรอบนั้น คือคำตอบ
สภาพในสลัมนั้นส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นสังกะสี ภายในบ้านหรือบริเวณบ้านเกือบทุกๆ หลังจะมีหลุมศพตั้งอยู่ ชาวบ้านยากจนที่มาอาศัยอยู่ในสุสานนี้ใช้ชีวิตกินอยู่หลับนอนใกล้ๆ กับสุสานกันบ้านเกือบทุกหลัง โดยรอบๆ ชุมชนแห่งนี้ส่วนใหญ่เป็นคนเวียดนาม ซึ่งก่อนที่สุสานแห่งนี้จะมาเป็นชุมชนนั้น พื้นที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่มีชาวเวียดนามเข้ามาอาศัยอยู่กันมานาน
คนกัมพูชาส่วนใหญ่นั้นนับถือศาสนาพุทธ แต่การฝังศพนั้นเป็นประเพณีของชาวเวียดนาม เมื่อผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่ในสุสานมากขึ้น ทำให้ญาติพี่น้องของเจ้าของหลุมศพเริ่มขุดย้ายหลุมฝังศพของคนที่เขารักและบรรพบุรุษไปฝังอยู่ที่อื่นเป็นจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ต่อมา เมื่อผู้คนที่ไม่สามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้พื้นที่ที่เรียกว่าสุสานกลับมีคนเป็นเยอะกว่าคนตาย ผู้คนที่มาอาศัยในสุสานแห่งนี้ชาชินกับหลุมศพจนเป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน บ้างวางของต่างๆ ไว้บนหลุมศพ จอดรถหรือตากผ้าไว้ข้างๆ หลุมศพ บางหลุมถูกเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในสุสานยึดเป็นสนามเด็กเล่นเสมือนเป็นเรื่องปกติ
แต่บ้านหลายๆ หลังในชุมชนสุสานแห่งนี้ จะทำการจุดธูปเทียน และไหว้หลุมศพที่อยู่ในบ้านตัวเองหรือหลุมศพบริเวณบ้านในทุกๆ วันพระ เพื่อเป็นการเคารพ ขอขมา ขอพร ขอโชคลาภต่างๆ และเพื่อความสบายใจกับทั้งคนเป็นและคนตายตามความเชื่อของคนกัมพูชา ณ ชุมชนที่จำเป็นต้องอาศัยอยู่ร่วมกับหลุมศพภายในบ้านของตัวเอง
“เปียน ไหม”หญิงชราวัยร่วม 70 ปีที่เข้ามาอาศัยอยู่ในชุมชนนี้มานานเนื่องจากไม่มีเงินมากพอที่จะพอเช่าหรืออาศัยในที่อยู่ที่ดีๆ ต้องตัดสินใจขอซื้อพื้นที่เล็กๆ ในสุสานแห่งนี้ ในช่วงปี ค.ศ. 2000 ด้วยราคา 400 ดอลลาร์สหรัฐ
เธอเล่าว่า สมัยก่อนตรงนี้เป็นป่าทึบ และรอบๆ บ้านของเธอในสมัยนั้นรายล้อมไปด้วยสุสานจนแทบจะไม่มีที่เดิน แต่บ้านของเธอนั้นอยู่บนเนินดินโล่งๆ พอดี บ้านของเธอจึงไม่ได้สร้างทับหลุมศพ ทำให้ไม่มีหลุมศพอยู่ในบ้านเหมือนกับบ้านหลายๆ หลัง และบ้านของเธอเป็นบ้านหลังแรกๆ เพียงไม่กี่หลังที่จำเป็นต้องย้ายมาอาศัยในชุมชนตอนนั้น
แต่พอเวลาผ่านไป ผู้คนก็เริ่มย้ายเข้ามาในสุสานมากขึ้น จนในช่วงหลังๆ หลุมฝังศพถูกขุดย้ายออกไปฝังที่อื่นมากขึ้น ปัจจุบันนจึงเหลือหลุมศพที่ยังอยู่ในสุสานแห่งนี้น้อยลงไปมากแล้ว เพราะปัจจุบันมีคนเป็นมาอาศัยอยู่เยอะขึ้น ทำให้ญาติของเจ้าของหลุมศพต้องขุดย้ายร่างคนตายที่ฝังอยู่ในหลุมไปฝังไว้ที่อื่นเป็นจำนวนมาก
แม้ว่า กรุงพนมเปญ ในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปมาก ดังจะเห็นได้จากการที่ในเมืองมีตึกสูง อาคารหรู และเมืองที่พัฒนาเจริญก้าวหน้ามากขึ้น แต่ชีวิตของผู้คนที่อยู่ข้างล่างกลับสวนทางกับความเจริญ ยากที่จะเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตามไปด้วย