เหตุใดคนรุ่นใหม่ในยุโรปจึงเข้าร่วมกับ กลุ่มไอซิส

เหตุใดคนรุ่นใหม่ในยุโรปจึงเข้าร่วมกับกลุ่มไอซิส

เหตุใดคนรุ่นใหม่ในยุโรปจึงเข้าร่วมกับกลุ่มไอซิส

ปีเตอร์ โคสมินสกี ผู้กำกับชาวอังกฤษเรียก กลุ่มไอซิส ว่าเป็น “ลัทธินองเลือด”

แต่การพรรณาภาพของผู้คนเหล่านี้ในซีรี่ส์ The State ซีรี่ส์ที่เล่าเรื่องราวของคนรุ่นใหม่ชาวอังกฤษสี่คนที่เดินทางไปเข้าร่วมกับกลุ่มไอซิสในซีเรีย กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์จากโลกออนไลน์ ในฐานะที่ผลงานชิ้นนี้กำลังมอบความเป็นมนุษย์ให้กับกลุ่มก่อการร้ายมากเกินไป

โคสมินสกีเจ้าของผลงาน ซีรี่ส์โทรทัศน์เรื่อง Wolf Hall และภาพยนตร์  White Oleander กล่าวว่าขณะนี้ผู้คนในโลกออนไลน์กำลังวิตกกังวลเกินเหตุ “กลับมาพูดคุยกับผมในประเด็นนี้ใหม่ดีกว่า หลังจากที่คุณได้ชมซีรี่ส์ครบทั้ง 4 ตอนแล้ว”

ตัวเขารู้ดีว่าซีรี่ส์เรื่องนี้จะก่อให้เกิดข้อพิพาทขึ้น นับตั้งแต่เริ่มทำการศึกษาหาข้อมูลเมื่อ 3 ปีก่อน ซึ่งในขั้นตอนการศึกษาของเขายังรวมถึงการอ่านเอกสารจากศาลที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มไอซิส ตอดจนเข้าถึงสื่อโซเชียลมิเดียที่ไอซิสใช้ในการเปิดรับผู้เข้าร่วมกลุ่มใหม่ๆ

โคสมินสกีให้สัมภาษณ์กับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ถึงความท้าทายและบทเรียนที่เขาได้รับจากการถ่ายทำ The State ซึ่งมีกำหนดออกอากาศบนช่องของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ในวันที่ 18 และ 19 กันยายนนี้

 

มีความเป็นไปได้หรือไม่ ที่การสร้างให้ไอซิสมีความเป็นมนุษย์จะส่งผลต่อความกังวลของคุณตลอดการถ่ายทำ The State?

มันเป็นเหมือนการไต่เชือกที่คุณต้องเดินอย่างระมัดระวัง ตั้งแต่แรกเริ่มเราพยายามสร้างให้ The State เป็นเหมือนยาแก้พิษสำหรับแนวความคิดดังกล่าว เมื่อคุณถามถึงความเป็นมนุษย์ของผู้คนที่เข้าร่วมกับไอซิส พวกเขาทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ใช่ไอซิสคือลัทธิที่โหดร้ายนองเลือด แต่ความยากก็คือจะถ่ายทอดสิ่งที่พวกเขาทำออกมายังไง เมื่อสิ่งที่พวกเขาทำนั้นน่ากลัว แต่ใช่ว่าทุกคนในนั้นจะต้องเป็นปีศาจ

เมื่อคุณเห็นความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยไอซิส แน่นอนคนทั่วไปต้องคิดว่าคนกลุ่มนี้คือพวกวิปริต พวกเขาไม่เหมือนพวกเรา พวกนั้นคืออาชญากรโรคจิต โชคร้ายที่ความท้าทายก็คือพวกเขาไม่ใช่แบบที่เราคิดไปเสียหมด

เราพยายามทำความเข้าใจว่าเราไม่สามารถนำเสนอไอซิสให้ออกมาในรูปแบบของกลุ่มอาชญากรโรคจิตในแบบเดียวได้ เราต้องนำเสนอข้อเท็จจริงที่น่าอึดอัดเมื่อได้ทราบความจริงที่ว่า กลุ่มก่อการร้ายไม่ใช่กลุ่มคนที่วิกลจริตเสมอไป

Sam Otto นักแสดงผู้รับบทเป็น Jalal Hossenin สมาชิกใหม่ของกลุ่มไอซิส ใน The State

 

คุณคิดว่าคาแรคเตอร์หลักของคุณที่นำเสนอพวกเขาสูญเสียสภาพจิตใจหลังการเข้าร่วมกับกลุ่มก่อการร้ายหรือไม่?

คนหนุ่มสาวเหล่านี้ตื่นเต้นอย่างมากเมื่อเข้าร่วมกับกลุ่มไอซิสในช่วงแรก พวกเขาพูดกันว่าในที่สุดก็ได้พบสถานที่ที่ซึ่งเป็นตัวเอง โดยไม่ต้องเผชิญกับการเหยียดใดๆ แต่จากการศึกษาสะท้อนให้เห็นว่าการใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น ความโหดร้ายความรุนแรง และข้อจำกัดหลายอย่างกำลังส่งผลกระทบระยะยาวต่อจิตใจ

 

คุณมีความตั้งใจที่จะสร้างซีรี่ส์เรื่องนี้เพื่อต่อสู้กับแนวคิดก่อการร้ายตั้งแต่แรกหรือเป็นเพียงไอเดียที่ผุดขึ้นมา?

มันเป็นอย่างหลังครับ จุดแรกเริ่มของผมคือการทำงานในแบบข่าวอย่างแท้จริง ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีก่อน ในตอนที่ผมเริ่มต้นโปรเจค ผมยังไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้มากเสียด้วยซ้ำ

แต่เมื่อทำงานมากขึ้น เรามีข้อมูลของคนหนุ่มสาวที่นิยมความรุนแรงทั้งในสหราชอาณาจักรและประเทศอื่นในยุโรป พวกเขาถูกชักนำไปสู่ลัทธิก่อการร้ายผ่านเพื่อน แต่ในที่สุดแล้วไม่มีข้อมูลว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อพวกเขาไปถึงซีเรียแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ผมต้องการจะรู้ก็คือ เกิดอะไรขึ้นบ้างที่นั่น?

 

คุณคิดว่าอะไรคือแรงจูงใจให้คนรุ่นใหม่เข้าร่วมกับกลุ่มไอซิส?

มันเป็นคำถามที่สำคัญมาก จากการศึกษาของผม คนหนุ่มคนหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อวานผมยังเป็นพนักงานก่อสร้างอยู่เลย แต่วันนี้ผมกำลังทำสิ่งที่ทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯให้ความสนใจได้” สำหรับผมมันไม่น่าเชื่อที่คนหนุ่มคนหนึ่งผู้มองว่าตนเองเป็นบุคคลชายขอบ ผู้ไม่มีผลอะไรต่อสังคม หรือไม่สามารถเข้าร่วมกลุ่มองค์กรใดได้ แต่ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าเขากลายเป็นศูนย์กลางของทุกอย่าง และการกระทำของเขาทำให้ทั่วโลกให้ความสนใจ

มันเป็นการยากที่จะหาปัจจัยที่แน่ชัดที่กระตุ้นให้ผู้คนเลือกเดินทางไปยังซีเรีย เพื่อเข้าร่วมกับกลุ่มไอซิส พวกเขามาจากสังคมและภูมิหลังที่แตกต่างกัน บางคนมีประวัติอาชญากรรม แต่บางคนไม่มี บางคนมีการศึกษาที่ดีด้วยซ้ำ ในขณะที่บางคนก็ไม่ได้รับการศึกษา สิ่งเดียวที่ดูเหมือนจะเชื่อมโยงคนเหล่านี้ได้ทั้งหมด คือความเชื่อของพวกเขา

ยกตัวอย่างกลุ่มคนหนุ่มกลุ่มหนึ่งที่เดินทางจากอังกฤษไปยังซีเรีย เมื่อพกวกเขาถูกค้นตัวที่จุดตรวจ เจ้าหน้าที่พบหนังสือ “Islam for Dummies” ในกระเป๋าของพวกเขา ซึ่งจากการศึกษาพบว่านี่คือตัวอย่างที่ชัดเจน หากคุณมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเชื่อที่ถูกต้องมากกว่านี้ แน่นอนว่าคุณจะไม่ตัดสินใจแบบพวกเขา พวกเขากำลังหลงผิด และเป็นความหลงผิดแบบซื่อๆ

เรื่อง อัสตา สมวิเชียร เคลาเซน

 

อ่านเพิ่มเติม

ชีวิตหลังไอซิส

เรื่องแนะนำ

ทานาคา: สิ่งสุดท้ายที่บ่งบอกอัตลักษณ์ของชาวโรฮิงญา

ในค่ายผู้อพยพของบังกลาเทศ หญิงสาวชาวโรฮิงญายังคงใช้ผงทานาคาทาใบหน้าจนเหลืองอร่าม เพราะนี่คือสิ่งสุดท้ายที่บ่งบอกว่าพวกเธอมาจากที่ใด

รวมเรื่องราวเทศกาลกลับบ้านของชาวเอเชีย

ในพื้นที่ต้อนรับผู้โดยสารขาเข้าของท่าอากาศยานนานาชาติ Manila’s Ninoy Aquino เต็มไปผู้คนที่มารอรับญาติหรือคนที่รักเพื่อกลับบ้านในช่วงเทศกาลคริสต์มาส การขาดแคลนโอกาสในการทำงานและค่าจ้างแรงงานในประเทศที่ต่ำทำให้ชาวฟิลิปปินส์นับล้านคนเดินทางไปทำงานยังต่างประเทศ โดยหลายคนตั้งเป้าหมายว่าอยากมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมเมื่อกลับมาบ้าน ภาพถ่ายโดย HANNAH REYES MORALES, NATIONAL GEOGRAPHIC เพราะการ กลับบ้าน คือเวลาแห่งความสุข อันเป็นวัฒนธรรมร่วมของชาวเอเชีย แม้จะมีช่วงเวลาที่ต่างกัน แต่มีจุดประสงค์เดียวกันคือได้การพบกับคนที่ผูกพันซึ่งห่างเหินกันไปนาน อาจไม่ได้มีแค่เราต้องเดินทาง กลับบ้าน ในช่วงเทศกาลหยุดยาว สำหรับประเทศไทย เมื่อถึงเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันยาวนาน เช่น เทศกาลสงกรานต์ หรือเทศกาลปีใหม่ ผู้ที่จากถิ่นฐานมาทำงานหรือเข้ามาศึกษาตามต่างจังหวัดจำนวนมากได้ใช้โอกาสนี้กลับไปยังบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมเยือนครอบครัว คนรัก หรือมิตรสหายที่ผูกพัน ก่อให้เกิดเป็นปรากฏการณ์ของการแห่กัน “ กลับบ้าน ” ที่ตามมาด้วยภาพการจราจรแน่นขนัดตามเส้นทางถนนหลวงสายหลัก ความหนาแน่นผู้โดยสารจำนวนมากที่ต้องการกลับภูมิลำเนาในสถานีขนส่งมวลชนประเภทต่างๆ รวมไปถึงภาวะที่ต้องเบียดเสียดกันในยานพาหนะหนึ่งคันเพื่อให้ถึงจุดหมาย แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรคเพียงใด เมื่อได้ไปยังจุดหมายซึ่งเป็นสถานที่ที่ผูกพัน ได้พบเจอคนที่อยากพบและได้มีโอกาสทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันจนความคิดถึงที่สะสมมาตลอดทั้งปีได้บรรเทาลงไป ก็ทำให้ปรากฏการณ์การกลับบ้านในช่วงหยุดยาวนั้นกลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขซึ่งคนชาติต่างๆ ในเอเชียนั้นมีร่วมกัน นี่คือเรื่องราวบางส่วนของ เทศกาลกลับบ้าน ของบรรดาประเทศในเอเชีย ประเทศฟิลิปปินส์ – เทศกาลคริสต์มาส ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศฟิลิปปินส์เป็นชาวคริสต์ ดังนั้นช่วงเทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นเวลาที่พวกเขาได้กลับบ้านเกิด พร้อมกับฉลองปีใหม่ในคราวเดียวกัน ในโอกาสนี้ ชาวฟิลิปปินส์ที่ออกไปเป็นแรงงานอพยพในต่างประเทศซึ่งมีอยู่จำนวนมากก็ถือโอกาสนี้กลับบ้านมารวมตัวกันกับครอบครัวและมิตรสหาย กิจกรรมรวมญาติที่ชาวฟิลิปปินส์นิยมทำกันคือการทานมื้อเย็น Noche Buena […]

ประวัติศาสตร์กล้วยกล้วย

ประวัติศาสตร์กล้วย กล้วยผลไม้บ้านๆ ที่พบเห็นได้ในหลายประเทศทั่วโลก กล้วยผลไม้ราคาแพงที่ต้องนำเข้าสำหรับหลายประเทศอีกเช่นกันที่ไม่สามารถปลูกได้ ไม่ว่าสถานะของกล้วยจะเป็นอย่างไรปฏิเสธไม่ได้ว่ากล้วยคือผลไม้อันดับต้นๆ ที่ผู้คนนิยมทาน แต่กว่าจะมาถึงสถานะผลไม้ยอดนิยมเช่นทุกวันนี้ กล้วยผ่านอะไรมาบ้างเราไปย้อนชมกัน ย้อนกลับไปเมื่อ 5,000 ปีก่อนคริสต์กาล มนุษย์เราเริ่มรู้จักการเพาะปลูกกล้วยบนเกาะปาปัวนิวกินี กล้วยเป็นผลไม้เมืองร้อนที่เพาะปลูกได้ในหลายพื้นที่ ต่อมาชาวยุโรปมีโอกาสได้ลิ้มลองกล้วยเป็นครั้งแรกเมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราชนำกล้วยจากอินเดียเข้ามายังอาณาจักรกรีก ในช่วง 327 ปีก่อนคริสต์กาล คริสต์ศักราชที่ 650 ชาวตะวันออกกลางตั้งชื่อให้ผลไม้สีเหลืองเมื่อสุกแล้วนี้ว่า “Banan” ซึ่งแปลว่านิ้วในภาษาอารบิก จากรูปร่างเพรียวยาวอันเป็นเอกลักษณ์ของมัน จนกระทั่งในปีคริสต์ศักราชที่ 1516 มิชชันนารีชาวสเปนนำกล้วยเดินทางไปเพาะพันธุ์ยังหมู่เกาะในแคริบเบียน ก่อนที่จะพยายามปลูกพวกมันในฟลอริดา ในปี 1600 แต่น่าเสียดายที่ไม่ประสบผลสำเร็จเนื่องจากฟลอริดามีสภาพอากาศที่หนาวเย็นเกินไปในหน้าหนาว ชาวอเมริกันมีโอกาสได้พบกับกล้วยเป็นครั้งแรก ในงานเวิล์ดแฟร์ที่จัดขึ้นเมื่อปี 1876 ในฟิลาเดเฟีย อีก 9 ปีต่อมาบริษัท Boston Fruit ก็ผงาดขึ้นด้วยการนำเข้ากล้วยเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวอเมริกัน จนเกิดมาเป็นเครือข่ายผลไม้ที่บริษัทอเมริกันเข้าครอบครองพื้นที่ทำสวนกล้วยในหลายประเทศของอเมริกากลาง ปี 1951 Jacobo Arbenz ประธานาธิบดีคนใหม่ของกัวเตมาลาชูนโยบายต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยในประเทศ นโยบายของเขาเกิดขึ้นจริงและชนะในเวลาต่อมา ก่อนที่เขาจะถูกขับไล่ออกจากตำแหน่งในอีก 3 ปีต่อมา จากการปฏิวัติโดยมีซีไอเออยู่เบื้องหลัง และในปี 1985 โรคปานามาที่เคยทำลายผลผลิตกล้วยไปมากในอเมริกากลางเมื่อครั้งอดีต ก็เกิดขึ้นกับผลผลิตกล้วยในเอเชีย […]