ผู้หญิงกับความรุนแรงในคัมภีร์ไบเบิล - National Geographic Thailand

ผู้หญิงกับความรุนแรงในคัมภีร์ไบเบิล

 ส่วนหนึ่งของภาพเขียน “Joan of Arc’s Death at the Stake”แสดงเหตุการณ์ที่ โจนออฟอาร์ก ถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานนอกรีตและต้องโทษประหารชีวิตด้วยการเผาทั้งเป็น โดย Hermann Stilke

ขอบคุณภาพจาก วิกิพีเดีย

เรามาร่วมค้นหาต้นตอ ความรุนแรงต่อผู้หญิง ใน ศาสนาคริสต์ อันเป็นรากฐานให้กับอารยธรรมตะวันตกที่นับได้ว่าเจริญที่สุดในขณะนี้

แรกเริ่มเดิมที สังคมก่อร่างสร้างตนจากการรวมตัวกันของมนุษย์ โดยมีสถาบันทางสังคมต่างๆ เป็นกรอบข้อจำกัดทางความคิดและการกระทำเพื่อลดความแตกต่างอันอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง ทว่า หลังจากหลายร้อยหลายพันปีผ่านมา ตามหน้าประวัติศาสตร์ ความขัดแย้งและความรุนแรงไม่เคยลดน้อยลงเลย ด้วยความโลภมากอันเป็นบาปใหญ่หลวงของมนุษยชาติ  สถาบันทางสังคมหลายๆ สถาบัน เช่น สถาบันครอบครัว และสถาบันการศึกษา ต่างถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจเหนือผู้อื่น แต่คงไม่มีเครื่องมือใดที่ทรงพลังเทียบเท่า สถาบันที่เรียกว่า “ศาสนา” อีกแล้ว ดังคำกล่าวของ คาร์ล มาร์กซ์ ที่ว่า “ศาสนาคือฝิ่นของประชาชน”  เพราะศาสนาเปรียบเหมือนยากล่อมประสาทให้ผู้คนไม่รู้สึกรู้สาต่อการกดขี่ที่เกิดขึ้น เมื่อมันมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตในทุกย่างก้าว เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจ รากฐานของบรรทัดฐานและวัฒนธรรม

แต่กระนั้นก็ไม่คิดเลยว่าเพศสภาพแต่กำเนิดจะสามารถเป็นจุดกำเนิดความขัดแย้งจนทำให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดในประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ เช่น เหตุการณ์การล่าแม่มด (Witch Hunt: 1450 – 1750) ในช่วงยุคกลางของยุโรปที่มีผู้หญิงเป็นเหยื่อหลักของโศกนาฏกรรมนี้ได้เลยแล้วยิ่งน่าประหลาดเข้าไปอีกเมื่อรู้ว่า ศาสนาคริสต์ ศาสนาที่มีผู้หญิงนับถือมากที่สุดในโลกจากผลการสำรวจโดย the Pew Research Center ระหว่างปี 2007 – 2014 ด้วยผู้ศรัทธาถึง 55% ทั่วโลก จะคือหนึ่งศาสนาหลักที่เป็นเครื่องมือสร้างความรุนแรงต่อผู้หญิงได้ ทำให้เกิดคำถามว่าอะไรกันคือสิ่งที่ดึงดูดพวกเธอ แนวคิดใดกันคือต้นตอของ ความรุนแรงต่อผู้หญิง คำตอบที่เราสามารถหาได้อาจจะซ่อนอยู่ในตัวคัมภีร์ไบเบิล ศูนย์รวมความรู้และแนวความคิดดั้งเดิมของศาสนา

 

คัมภีร์ไบเบิล

ความรุนแรงต่อผู้หญิง
พระคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ฉบับไวคลิฟฟ์ ซึ่งคัดลอกสำเนาด้วยมือเมื่อราวปี 1400 จัดแสดงอยู่ที่สวนสนุก ชาวคริสต์ในฟลอริดา ได้รับการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีพิเศษ จอห์น ไวคลิฟฟ์ นักเทววิทยาชาวอังกฤษ เป็นนักแปลมือหนึ่งซึ่งแปลพระคริสตธรรมคัมภีร์จากภาษาละตินเป็นภาษาอังกฤษธรรมดาที่เข้าใจง่าย อันเป็นการกระทำแปลกใหม่ที่เหล่าสงฆ์ในศาสนจักรพากันประณาม
ภาพถ่ายจากชุดภาพ Van Campen จัดแสดงที่ธีมพาร์ค The Holy Land Experience เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริดา

ก่อนจะกล่าวถึงเรื่องราวในไบเบิล ต้องขออธิบายก่อนว่าคัมภีร์ไบเบิลนั้นไม่ได้เป็นเพียงหนังสือเล่มเดียว แต่เป็นชุดหนังสือซึ่งจะมีจำนวนแตกต่างกันไปตามนิกาย โดยแบ่งออกเป็นสองหมวดใหญ่ๆ ได้แก่ ภาคพันธสัญญาเดิม และ ภาคพันธสัญญาใหม่

ภาคพันธสัญญาเดิม เป็นภาษาฮิบบรู  ถูกเขียนขึ้นก่อนพระเยซูประสูติ ประกอบด้วยเรื่องราวการกำเนิดของสรรพสิ่ง ประวัติศาสตร์ชาติอิสราเอล งานเขียนสรรเสริญพระเจ้า คำสอน และส่วนผู้เผยพระวจนะของพระเจ้า

สำหรับภาคพันธสัญญาใหม่จะแบ่งออกเป็นสองหมวดหมู่ใหญ่ๆ เขียนขึ้นหลังการสวรรนคตของพระเยซู คือ หมวดพระวรสาร บอกเล่าเรื่องราวของพระเยซู และ หมวดจดหมาย เขียนขึ้นโดยอัคราสาวกเพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้นำและสมาชิกศาสนจักรและวิสุทธิชนในสมัยแรก

ภาคพันธสัญญาใหม่ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของศาสนาคริสต์อย่างแท้จริง แต่ตัวไบเบิลกลับรวมเอาภาคพันธสัญญาเดิมจากศาสนาแม่อย่างศาสนายูดาห์เข้าเอาไว้ด้วย จึงทำให้เกิดความขัดแย้งของสองแนวความคิดที่มีต่อผู้หญิงว่าด้วยเรื่อง ความเท่าเทียมกันในฐานะมนุษย์ และ การอยู่ใต้การควบคุมของผู้ชาย

 

ผู้หญิงในภาคพันธสัญญาเดิม

ความรุนแรงต่อผู้หญิง
“The Fall of Adam and Eve as depicted in the Sistine Chapel” ภาพเขียนบรรยายเหตุการณ์ในสวนเอเดน โดย Michelangelo
ขอบคุณภาพจาก วิกิพีเดีย

ภาคพันธสัญญาเดิมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและสงครามเพื่ออิสรภาพของชาวยิว ชนชาติผู้ถูกเลือกจากพระเจ้า ได้กำหนดบทบาทหน้าที่ให้ผู้หญิงอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ชายโดยใช้เรื่องลำดับการสร้างที่พระเจ้าสร้างผู้ชายขึ้นมาก่อน และสร้างผู้หญิงขึ้นมาจากกระดูกของผู้ชายอีกทีจากหนังสือปฐมกาล บทที่ 2 พวกเธอกลายเป็นสมบัติของผู้ชาย ไม่สามารถทำอะไรด้วยตนเอง นอกจากเป็นผู้ตามที่ดีให้กับสามีและพ่อ การหยิบยื่นสิทธิให้กับผู้หญิงก็เหมือนกับการทรยศพระเจ้าซึ่งอาจก่อให้เกิดความโกลาหลในสังคม เพราะการกระทำใดๆ ด้วยความต้องการของพวกเธอเองอาจนำไปสู่บาปอันใหญ่หลวง ตามเรื่องเล่าในหนังสือปฐมกาล บทที่ 3 ว่าด้วยเรื่องที่อีฟ (Eve) ชักชวนให้อดัม (Adam) เด็ดแอปเปิลจากต้นไม้ต้องห้ามมากินทำให้มนุษย์ต้องถูกไล่ออกจากสวนอีเดนและพบเจอกับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส และหลังจากลดฐานะของผู้หญิงให้ต่ำต้อยกว่าผู้ชาย ผู้หญิงยังถูกสร้างให้มีภาพลักษณ์อันชั่วร้าย เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมไว้หลอกลวงผู้ชายให้หลงผิด เชื่อถือไม่ได้ และควรได้รับการลงโทษอย่างสาสม ผ่านเรื่องราวข้างล่างนี้

ผู้วินิจฉัย บทที่ 16 : เดลิอาห์ยั่วยวนแซมสันให้เผยความลับความแข็งแกร่งของเขาซึ่งนำเขาสู่ความตายในที่สุด

1 พงศ์กษัตริย์ บทที่ 11 : ราชาโซโลมอนถูกเหล่าภรรยาและสนมต่างเชื้อชาติเกลี่ยกล่อมให้เปลี่ยนไปบูชาเทพเจ้าองค์อื่น จนเกิดการสร้างวัดนอกรีตขึ้น ทำให้สุดท้ายเขาก็ต้องตายเพราะทำให้พระเจ้ากริ้ว

เฉลยธรรมบัญญัติ บทที่ 22 : ถ้าหากเจ้าสาวไม่สามารถพิสูจน์ตนได้ว่าตัวเองยังบริสุทธ์ จะต้องถูกขว้างก้อนหินจากชายในหมู่บ้านจนกว่าจะตาย

กันดารวิถี บทที่ 5 : หากสามีสงสัยว่าภรรยามีชู้ เขาสามารถลงโทษเธอด้วยการให้เธอดื่มน้ำผสมฝุ่นจากสถานที่ศักดิ์สิทธ์ ซึ่งอาจเป็นพิษจนทำให้พวกเธอเสียชีวิต

ความรุนแรงต่อผู้หญิง
“The Creation of Eve” ภาพเขียนบรรยายการกำเนิดของอีฟจากหนังสือปฐมกาล บทที่ 2 โดย Michelangelo
ขอบคุณภาพจาก http://www.italy-travels.it/en/the-sistine-chapel-the-creation-of-eve/

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ได้กล่าวไปข้างต้นเป็นเพียงแค่แง่มุมหนึ่งต่อผู้หญิงในไบเบิล ยังมีบางเรื่องบางตอนที่แสดงภาพให้เห็นถึงความเท่าเทียมระหว่างชายหญิงในหนังสืออพยพ บทที่  21 และความเฉลียวฉลาดของผู้หญิงในการเอาตัวรอดจากภัยอันตรายซึ่งนำมาสู่ชัยชนะของอิสราเอลในประวัติศาสตร์ชาติจากหนังสืออพยพ หนังสือโยชูวาห์ หนังสือซามูเอล และหนังสือพงศาวดารกษัตริย์เล่ม 2 โดยจะยกตัวอย่างมาดังนี้

อพยพ บทที่ 21 วรรค 15 – 17 : ใครก็ตามที่กระทำความชั่วเช่นการฆาตกรรมหรือสาปแช่งบิดามารดาของตนเองจะต้องถูกประหารชีวิต

อพยพ บทที่ 2: มารดาผู้ให้กำเนิดโมเสสสามารถปกป้องลูกชายของเธอจากการสั่งฆ่าล้างบางเด็กชายชาวยิวทุกคนโดยฟาโรห์

 

ผู้หญิงในภาคพันธสัญญาใหม่

ความรุนแรงต่อผู้หญิง
“Christ at Simon the Pharisee” ภาพเขียนบรรยายเหตุการณ์ที่พระเยซูไถ่บาปให้กับหญิงสาวนางหนึ่ง จากพระวรสารลูกา บทที่ โดย Peter Paul Rubens และ Anthony van Dyck
ขอบคุณภาพจาก http://citychurchyork.com

ผู้หญิงในภาคพันธสัญญาใหม่นั้นแม้สถานะหรือภาพที่ตัวหนังสือรังสรรค์ให้เห็นจะยังคงเดิม แต่เจตนาเบื้องหลังกลับแตกต่างออกไป พวกเธอถูกบรรยายหรือพูดถึงในลักษณะนี้เพื่อเป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่สังคมไม่ยอมรับ กลุ่มคนที่อยู่ล่างสุดของลำดับชั้นความสำคัญทางศาสนา ที่ในสักวันหนึ่งจะได้รับการปลดปล่อยจากบาปทั้งปวงโดยพระเยซูคริสต์ ผู้ที่แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าเพศใด จะชายหรือหญิง ไม่ว่าจะชาติใด ยิวหรือโรมัน ต่างก็เป็นมนุษย์ ลูกๆ ของพระเจ้า เฉกเช่นเดียวกัน โดยแสดงผ่านพฤติกรรมที่พระองค์ปฏิบัติต่อผู้หญิงทั้งทางการกระทำและคำพูด ซึ่งสามารถสังเกตเห็นได้จากเรื่องเล่าในพระวรสารเกี่ยวกับการเดินทางเผยแพร่ศาสนาของพระเยซูผ่านมุมมองของพระอัครสาวกทั้งสี่ มัธธิว มะระโก ลูกา และยอห์น

พระวรสารมัธธิว บทที่ 19: ในระหว่างสอนเรื่องการหย่าร้าง พระเยซูได้ตรัสว่าแต่เดิม พระผู้เป็นเจ้าสร้างมนุษย์เพศชายและเพศหญิงออกมาพร้อมกัน

พระวรสารยอนห์น บทที่ 4: พระเยซูสนทนากับหญิงสาวสะมาเรียทั้งๆ ที่เป็นสิ่งต้องห้ามในสมัยนั้น

พระวรสารยอห์น บทที่ 8: พระเยซูช่วยหญิงสาวจากการโดยรุมประชาทันฑ์ด้วยการขว้างหินใส่

พระวรสารลูกา บทที่ 7: พระเยซูปลดปล่อยหญิงสาวจากบาปทั้งปวงเนื่องจากรักที่นางแสดงออกผ่านกระทำทั้งจูบเท้าและล้างเท้าให้กับพระเยซู

จากบทที่ยกมาข้างต้นนี้ยังแสดงให้เห็นอีกว่า พระเยซูนั้นไม่ได้เห็นผู้หญิงเป็นเพศใด เพศหนึ่ง แต่มองไปที่จิตวิญญาณของตัวบุคคลมากกว่า และจิตใจที่ดีคือจิตที่พร้อมจะรักและให้อภัยเสมอ

นอกเหนือไปจากนี้พระเยซูคริสต์ยังยกระดับความสำคัญของผู้หญิงในศาสนาให้มากขึ้นโดยมอบการศึกษาและที่ทางในโบสถ์ให้กับพวกเธอ อนุญาตให้พวกเธอแสดงธรรมสอนผู้อื่น ปกป้องพวกเธอโดยการเลือกอัครสาวกทั้งหมดเป็นผู้ชายเพื่อพวกเธอจะได้ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยและเสี่ยงอันตรายในต่างแดนเพื่อเผยแพร่ศาสนา

ความรุนแรงต่อผู้หญิง
“Christ and the Samaritan Woman” ภาพเขียนบรรยายเหตุการณ์ที่พระเยซูสนทนากับหญิงสาวสะมาเรีย จากพระวรสารยอห์น บทที่ 4 โดย Paolo Veronese
ขอบคุณภาพจาก วิกิมีเดีย

แต่กระนั้นคุณค่าของผู้หญิงที่พระเยซูให้ความสำคัญกลับดูเบาบางไร้พลัง เพราะอิทธิพลจากจดหมายของอัครสาวกเปาโลที่ถูกส่งไปตามประชาคมคริสต์ต่างๆ เพื่อเป็นคำแนะนำต่อผู้เริ่มศรัทธาทั้งหลายในระหว่างเดินทางออกเผยแพร่ศาสนาตั้งแต่ช่วงปี 47 – 57 หลังคริสตกาล ซึ่งบางวรรคบางตอนของจดหมายแสดงให้เห็นว่าเปาโลยังคงเชื่อในคำสอนจากศาสนายิวเกี่ยวกับบาปกำเนิดของผู้หญิง ทำให้ความเชื่อในหมู่ประชาคมชาวคริสต์แตกแขนงออกไปเป็นสองขั้วหลักในช่วงต้นของคริสต์ศาสนา

หนึ่งเชื่อในความเท่าเทียมของมนุษย์ตามพระเยซู และอีกหนึ่งความเชื่อพัฒนาจากเนื้อความในจดหมายของเปาโลที่เขียนส่งให้บาทหลวงผู้นำ ทิโมธิและทีตัส ด้วยเรื่องตำแหน่งหน้าที่และลำดับขั้นของคนในศาสนาเช่นมีบิชอปเป็นผู้นำหลัก รองลงมาเป็นบาทหลวงและผู้ช่วยบาทหลวง ส่งผลให้ผู้ชายมีกรรมสิทธิ์ทางตำแหน่งเหนือผู้หญิง

ความรุนแรงต่อผู้หญิง
“The Apostle Paul” ภาพเขียนแสดงหน้าของอัครสาวกเปาโล โดย Rembrandt
ขอบคุณภาพจาก วิกิพีเดีย

1 โครินธ์ บท 11 วรรค 3: แต่ข้าพเจ้าใคร่ให้ท่านทั้งหลายเข้าใจว่า พระคริสต์ทรงเป็นศีรษะของชายทุกคน และชายเป็นศีรษะของหญิง และพระเจ้าทรงเป็นพระเศียรของพระคริสต์

1 โครินธ์ บท 11 วรรค 8 – 10:

เพราะว่าไม่ได้ทรงสร้างผู้ชายจากผู้หญิง แต่ได้ทรงสร้างผู้หญิงจากผู้ชาย

และไม่ได้ทรงสร้างผู้ชายไว้สำหรับผู้หญิง แต่ทรงสร้างผู้หญิงไว้สำหรับผู้ชาย

ด้วยเหตุนี้เอง ผู้หญิงจึงควรจะเอาสัญลักษณ์แห่งอำนาจนี้คลุมศีรษะ เพราะเห็นแก่พวกทูตสวรรค์

1 โครินธ์ บท 14 วรรค 34 – 35:

จงให้พวกผู้หญิงนิ่งเสียในที่ประชุมคริสตจักร เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้พูด แต่ให้เขาอยู่ใต้บังคับบัญชา เหมือนที่พระราชบัญญัติสั่งไว้นั้น

ถ้าเขาอยากรู้สิ่งใด ก็ให้เขาถามสามีที่บ้าน เพราะว่าการที่ผู้หญิงจะพูดในที่ประชุมคริสตจักรนั้นก็เป็นสิ่งที่น่าอาย

โคโลสี บท 3 วรรค 18: ฝ่ายภรรยาจงยอมฟังสามีของตน ซึ่งเป็นการสมควรในองค์พระผู้เป็นเจ้า

แม้ในความเป็นจริงเปาโลไม่ได้ยกเอาแนวความคิดไหนมาเหนือความคิดใดเลย เพราะในจดหมายของเปาโลเองได้มีการกล่าวถึงผู้หญิงในแง่ของการเป็นผู้นำใน โรม บทที่ 16 และผู้เดินทางเผยแพร่ศาสนา ฟีลิบปี บทที่ 4 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งกันในจิตใจของเปาโลระหว่างสองแนวความคิดของศาสนาที่เขาหันหลังให้และศาสนาใหม่ที่เขาศรัทธา

 

วีรบุรุษในใจหญิงสาว

ความรุนแรงต่อผู้หญิง
“Appearance of Christ to Maria Magdalena” ภาพเขียนบรรยายเหตุการณ์ที่พระเยซูปรากฎตัวให้แมรี แม็กดาเลนเห็นหลังจากสิ้นพระชนม์ ภาพโดย Alexander Andreyevich Ivanov
ขอบคุณภาพจาก วิกิมีเดีย

จากการสำรวจประวัติศาสตร์ทางความเชื่อของศาสนาคริสต์ผ่านคัมภีร์ไบเบิลเพื่อหาคำตอบให้กับคำถามที่ว่า ทำไมศาสนาคริสต์จึงมีผู้ศรัทธาเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย นอกจากเรื่องสัดส่วนประชากรตามเพศสภาพ  พระเยซูอาจเป็นเหตุผลหลักเพราะพระองค์แสดงให้เห็นว่ารักและการให้อภัยคือหัวใจหลักของการอยู่ร่วมกัน  จิตใจหรือจิตวิญญาณต่างหากที่มีความสำคัญมากกว่าลักษณะทางกายภาพโดยกำเนิดที่ตัวเรากำหนดไม่ได้ อย่างที่ว่าไว้หนังสือ Recovering Biblical Manhood and Womanhood โดย จอห์น ไพเพอร์ ซึ่งแท้จริงควรเป็นความเชื่อกระแสหลักมากกว่าความเชื่อเรื่องบาปกำเนิดที่มีอิทธิพลมาจากภาคพันธสัญญาเดิมหรือโลกก่อนการมาของพระเยซู ในเมื่อคริสต์คือศาสนาของพระผู้ไถ่บาปที่จะมาสยบหายนะในชนชาติยิว

ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น ทุกอย่างมีสองด้านเสมอแล้วแต่การพิจารณาและทำความเข้าใจของผู้คน แท้จริงแล้วพระเยซูคริสต์อาจเป็นเพียงภาพของผู้ชายใจดี เข้าอกเข้าใจผู้อื่น รู้จักรักและให้อภัย ที่เหล่าหญิงสาวภายใต้การกดขี่อย่างยาวนานถวิลหา หลอกให้พวกเธออยู่ภายใต้การควบคุมของชายเช่นเดิม ทำให้พวกเธอยึดติดอยู่กับภาพฝันว่าถ้าหากตัดทางโลก บวชเป็นแม่ชี ใช้ชีวิตอยู่ในโบสถ์ ประพฤติตามหลักธรรมคำสอน ในสักวันเมื่อถึงเวลา เธอจะได้พบบุตรแห่งพระผู้เป็นเจ้า ชายที่ “เข้าใจ รักและรู้จักให้อภัยเธอ” ตามที่ ลินดา วู้ดเฮด ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Christianity: A Very Short Introduction  

 

อ่านเพิ่มเติม:

เปิดโลกนักล่าคัมภีร์ ไบเบิล


แหล่งข้อมูล:

Christianity: A Very Short Introduction โดย Linda Woodhead

Women in World Religions โดย Sharma, Arvind

Recovering Biblical Manhood and Womanhood โดย John Piper, Wayne Grudem

The Devil You Know: The Surprising Link between Conservative Christianity and Crime โดย Elicka Peterson Sparks

 Biblical Womanhood and the Problem of the Old Testament โดย Trillia Newbell

The Bible โดย John Drane

The Status of Women in the Old Testament โดย B.A. Robinson

พระคัมภีร์ไบเบิลฉบับภาษาไทย

 

 

เรื่องแนะนำ

อยู่กับคนตายเป็นปี ไม่ใช่เรื่องแปลกที่อินโดนีเซีย

บนเกาะสุลาเวสี ของอินโดนีเซีย ชาวโทราจาเหล่านี้มีความเชื่อว่า บรรพบรุษของพวกเขายังไม่เสียชีวิตจนกว่าจะมีการบูชายัญควาย ในพิธีศพของหมู่บ้าน เพื่อส่งดวงวิญญาณของพวกเขาไปสู่ภพภูมิหลังความตาย ระหว่างรอให้ถึงช่วงเวลานั้น แต่ละบ้านจะเก็บร่างของผู้เสียชีวิตเอาไว้อาจนานเป็นสัปดาห์, เดือน หรือเป็นปี และปฏิบัติต่อพวกเขาให้เสมือนกับว่าพวกเขายังคงมีชีวิตอยู่ อย่างไรก็ตามการบูชายัญนั้นมีค่าใช้จ่ายที่มหาศาล ดังนั้นชาวบ้านบางคนที่ไม่ได้มีฐานะดีมากจึงเลือกที่จะเก็บร่างของสมาชิกครอบครัวเอาไว้ที่สุาน ซึ่งเรียกกันว่า ma’nene’ และนำร่างของผู้เสียชีวิตขึ้นมาทำความสะอาดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ใหม่ทุกๆ 2-3 ปี ซึ่งประเพณีของพวกเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกและมีนักท่องเที่ยวรวมถึงสื่อมวลชนให้ความสนใจเดินทางมาชมและเก็บภาพในทุกๆ ปี   อ่านเพิ่มเติม : ทำไมตัวตลกจึงพบได้ทุกที่ในเม็กซิโก?, ชีวิตภายในห้องพักขนาดเท่าโลง ที่ชาวฮ่องกงเรียกว่า “บ้าน”

เมืองในอนาคต : คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อเมือง

“เมืองในอนาคตจะมีลักษณะเป็นหย่อมเล็กๆ หนาแน่น แยกเป็นบล็อกหรือช่วงตึกที่เดินถึงกันได้และตั้งอยู่รอบโครงข่ายขนส่งมวลชนความเร็วสูง เมืองในอนาคตเหล่านี้จะนำสิ่งต่างๆ มาอยู่รวมกันอีกครั้ง" วิสัยทัศน์นี้จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อเราลดการพึ่งพาการใช้รถยนต์อย่างจริงจังเท่านั้น

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก

เมืองไทยในอดีต : บอกลาเวนิสตะวันออก เมืองไทยในอดีต ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ วิถีสัญจรของบางกอกส่วนใหญ่ฝากไว้กับสายน้ำ ภูมิประเทศแบบที่ลุ่มอุดมไปด้วยลำคลองหนองบึงของกรุงเทพฯ หล่อหลอมให้ชีวิตชาวเมืองผูกผสานกลมกลืนไปกับสายน้ำ เรือสารพัดประเภทสะท้อนภาพความหลากหลายและรสนิยมละเมียดละไมแห่งวิถีชโลธร เช่นเดียวกับพัฒนาการของ “เมืองน้ำ” ซึ่งชาวเมืองส่วนใหญ่ลงหลักปักฐานบนเรือแพสองฝากฝั่ง ทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองสาขา เนื่องจากใช้เป็นเส้นทางสัญจรและขนส่งสินค้าเกษตรได้สะดวก ในช่วงเวลาเดียวกันนั้นยังมีการขุดคูคลองขึ้นมากมาย อาทิ คลองคูเมือง (คลองบางลำพูหรือ คลองโอ่งอ่าง ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช) และคลองผดุงกรุงเกษม (ขุดในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) อันเป็นผลจากพระบรมราโชบายในการสร้างแนวป้อมปราการป้องกันเมืองและธรรมเนียมการสร้างเมือง คลองหลอดเปรียบเสมือนทางด่วนลัดคลองมหานาคขุดเพื่อเป็นแหล่งบันเทิงยามหน้าน้ำและเชื่อมไปยังปริมณฑล คลองแสนแสบขุดเพื่อเป็นเส้นทางลำเลียงยุทโธปกรณ์ในการศึก คลองภาษีเจริญขุดเพื่อลำเลียงน้ำตาลจากสมุทรสาครเข้ามา นอกจากนี้ยังมีคลองซอยมากมายที่ใช้สัญจรเสมือนถนนในปัจจุบัน แม้ก่อนหน้านั้นจะมีถนนที่สร้างขึ้นในเขตพระบรมมหาราชวัง (ถนนอมรวิถี ถนนจักรีจรัล และถนนเขื่อนขัณฑ์นิเวศน์) แต่ยังไม่มีผลต่อการพัฒนาการของเมืองเนื่องจากใช้สัญจรในพระราชวังเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ถนนซึ่งสร้างล้อมรอบพระราชวังเพื่อเป็นแนวป้องกันพระราชวังกับบ้านเรือนราษฎรจากเพลิงไหม้และเป็นเครื่องประดับพระราชวังตามคติเดิม (ถนนหน้าพระลาน ถนนท้ายวัง ถนนมหาราช และถนนสนามไชยในปัจจุบัน) ก็เป็นปฐมบทแห่งวิถีบก และมีราษฎรนิยมมาเดินเล่นจนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องสั่งห้าม แล้วใครต้องการถนนกันเล่า ผลของสนธิสัญญาเบาว์ริงระหว่างสยามกับอังกฤษเมื่อปี พ.ศ.2398 เปรียบได้กับการเปิดประเทศครั้งใหญ่ สถานกงสุลผุดขึ้นทางใต้พระนครมากขึ้นเช่นเดียวกับจำนวนชาวตะวันตกในกรุงเทพฯ พวกเขานำวิทยาการและวัฒนธรรมใหม่เข้ามาด้วย หนึ่งในนั้นคือรสนิยมชอบขี่ม้าเพื่อหย่อนใจเช่นเดียวกับวิทยาการใหม่อย่าง “รถม้า” ทว่าในสมัยนั้นถนนยังขรุขระและเหมาะสำหรับย่ำด้วยเท้าเปล่า พวกเขาจึงไม่มีถนนสำหรับห้อม้าหรือแล่นรถ บ่อยครั้งที่พวกเขารุกล้ำลานกว้างหน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรย์หรือที่เรียกว่าท้องสนามไชยซึ่งเป็นที่โล่งกว้างสำหรับพระเจ้าลูกยาเธอหัดทรงม้าทรงช้าง สร้างความขุ่นเคืองพระราชหฤทัย จนพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องตรัสปลอบประโลมว่า “เขาเป็นชาวต่างชาติไม่รู้ขนบธรรมเนียมกฏหมายไทย” ด้วยเหตุนี้ […]

เวียดนามสร้างปาฏิหาริย์ทางเศรษฐกิจได้อย่างไร

หลังจากพิษของสงครามอันยาวนานได้ฉุดรั้งเวียดนามให้กลายเป็นหนึ่งในประเทศยากจนที่สุดในโลก แต่สามทศวรรษให้หลัง เวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญ เศรษฐกิจเวียดนาม พุ่งทะยานอย่างหยุดไม่อยู่ไปเสียแล้ว เศรษฐกิจเวียดนาม เปรียบได้กับคนหนุ่มสาวที่กำลังเติบโตและมีความหวังว่าทุกสิ่งเป็นไปได้ หากเดินไปในกรุงฮานอยของเวียดนาม ก็จะพบว่ามีพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดอยู่ทุกที่ ผู้คนมากมายขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ฉวัดเฉวียนบนถนนที่มีการซื้อขายทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่โทรศัพท์มือถือไปจนถึงอาหารในร้านขนาดเล็กนับไม่ถ้วน โดยพวกเขาล้วนเร่งรีบกันไปทำงานหรือเรียนหนังสือ ในบรรยากาศเดียวกันนี้เมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เวียดนามคือหนึ่งประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้กลายมาเป็นประเทศรายได้ปานกลางภายในระยะเวลาอันสั้นได้อย่างไร หลังสงครามเวียดนามที่กินเวลานาน 20 ปี สิ้นสุดลงในปี 1975 รัฐบาลคอมมิวนิสต์เริ่มออกนโยบายวางแผนเศรษฐกิจจากศูนย์กลาง ช่วงกลางปี 1980 มูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) ต่อหัวอยู่ที่ 200 – 300 ดอลลาร์สหรัฐ แน่นอนว่าในขณะนั้นยังไม่มีนโยบายเปิดรับทุนต่างชาติ จุดเปลี่ยนสำคัญของ เศรษฐกิจเวียดนาม เกิดขึ้นในปี 1986 รัฐบาลเวียดนามออกแผนปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองชื่อว่าโด่ยเหม่ย (DoiMoi) อันหมายถึง บูรณะหรือดำเนินการใหม่ แผนปฏิรูปนี้เปลี่ยนเวียดนามให้กลายเป็นประเทศเศรษฐกิจตลาดแบบสังคมนิยม (a socialist-oriented market economy) และในปีเดียวกันก็ได้ออกกฎหมายให้การลงทุนจากต่างชาติเข้ามาในประเทศ ทุกวันนี้เวียดนามคือดาวเด่นในตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่ มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นที่ร้อยละ 6 – 7 ที่สามารถแข่งขันได้กับมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างประเทศจีน โดยมูลค่าการส่งออกทั้งหมดของประเทศมีค่าเท่ากับมูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ (GDP) คำถามมีอยู่ว่า […]