แก้ปัญหากลิ่นฉี่ ในที่สาธารณะแบบชาวปารีส - National Geographic Thailand

แก้ปัญหากลิ่นฉี่ในที่สาธารณะแบบชาวปารีส

แก้ปัญหากลิ่นฉี่ ในที่สาธารณะแบบชาวปารีส

ท่ามกลางสไตล์อาหารอันเป็นเอกลักษณ์และแฟชั่นอันอู้ฟู่ กรุงปารีสยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงนัก นั่นคือกลิ่นของปัสสาวะ ตั้งแต่สมัยของจักรพรรดินโปเลียน มหานครแห่งนี้เผชิญกับกลิ่นปัสสาวะมาแล้วหลายรูปแบบปัจจุบันแม้ว่าการปัสสาวะเรี่ยราดจะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่รอยปัสสาวะก็ยังคงพบได้ตามท้องถนน, กระถางต้นไม้หรือริมเสาไฟฟ้า ทีนี้กรุงปารีสจะ แก้ปัญหากลิ่นฉี่ อย่างไร?

แทนที่จะห้ามปรามพวกเขากลับใช้นโยบายบริการประชาชนในการแก้ไขปัญหาแทนเมื่อช่วงต้นปี เจ้าหน้าที่ของเมืองร่วมมือกับ Faltazi บริษัทออกแบบสัญชาติฝรั่งเศส เพื่อติดตั้งโถฉี่สาธารณะในหลายจุดที่ผู้คนนิยมมาถ่ายปัสสาวะเรี่ยราด อุปกรณ์นี้มีชื่อว่า Uritrottoir หรือเรียกง่ายๆ ว่า “โถฉี่ข้างทาง” ภายในบรรจุด้วยเศษฟางและขี้เลื่อยจำนวนมากที่ช่วยดูดซับน้ำและกลิ่น และเมื่อมันเต็ม (ทางเว็บไซต์ระบุว่าใช้เวลานานถึง 1 ปี) ตัวเซนเซอร์ที่ติดอยู่จะแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ดูแลให้มาเก็บเศษฟางเหล่านี้ไปเพื่อนำไปทำปุ๋ยสำหรับต้นไม้โดยจะใช้ปุ๋ยนี้กับพืชดอกโดยเฉพาะ ไม่ใช้กับผักและผลไม้

(ว่าแต่ทำไมสุนัขถึงชอบฉี่ใส่ชามข้าว)

บริษัท Faltazi ทดลองติดตั้งโถฉี่ข้างทางนี้แล้วสองจุดที่สถานีรถไฟ Gare de Lyon และอีกเพื่อดูว่าผลตอบรับจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามปัจจุบันเจ้าอุปกรณ์นี้ยังคงมีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ ซึ่งหากได้รับความนิยมทางบริษัทจะพัฒนาอุปกรณ์สำหรับผู้หญิงในขั้นต่อๆ ไป

สำหรับราคาของมันนั้นไม่ถูกเอาเสียเลย สนนราคาต่อชิ้นที่ 5,000 ดอลล่าร์สหรัฐ รวมค่าบำรุงรักษา ท่ามกลางความกังวลที่ว่าสิ่งประดิษฐ์นี้อาจยิ่งไปกระตุ้นให้ผู้คนปัสสาวะในที่สาธารณะกันมากขึ้น อย่างไรก็ตามการเดินในเมืองที่หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นขนมปังเพิ่งอบใหม่ๆ ก็ดีกว่าการเดินสูดดมกลิ่นปัสสาวะไม่ใช่หรือ?

เรื่อง แดเนียล สโตน

แก้ปัญหากลิ่นฉี่

 

อ่านเพิ่มเติม

ปารีสปลอมพบได้ที่เมืองจีน

เรื่องแนะนำ

สุสานหุ่นยนต์สุนัขอันเป็นที่รัก

สุสานหุ่นยนต์สุนัขอันเป็นที่รัก บริษัทโซนี่ของญี่ปุ่นเปิดตัว AIBO หุ่นยนต์สุนัขในปี 1999 เจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถเคลื่อนไหวเลียนแบบสุนัขจริงๆ ได้ประมาณหนึ่ง และกลายเป็นของเล่นยอดนิยมในเวลาต่อมา ปี 2006 บริษัทโซนี่ยุติการผลิตหุ่นยนต์ AIBO และในปี 2014 ทางบริษัทก็หยุดการผลิตอะไหล่และแบตเตอร์รี่สำหรับหุ่นยนต์อย่างสมบูรณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความเศร้าโศกเสียใจให้แก่เจ้าของที่ผูกพันกับพวกมันมาก และนั่นคือที่มาของสุสานหุ่นยนต์สุนัข ที่สร้างขึ้นโดยบริษัท A-Fun บริษัทซ่อมแซมหุ่นยนต์ สุสานแห่งนี้มีไว้สำหรับบรรดาหุ่นยนต์ที่เสียอย่างถาวร ภายในมีการประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาโดยพระสงฆ์ไม่ต่างจากพิธีศพจริงๆ เพื่อให้เกียรติแก่สัตว์เลี้ยงจักรกลเหล่านี้ ทั้งยังช่วยให้บรรดาเจ้าของได้รู้สึกสบายใจขึ้นอีกด้วย   อ่านเพิ่มเติม ชุดภาพถ่ายความละมุนของสุนัขพิทบูล

สีผิวของอิโมจิช่วยส่งเสริมความหลากหลายได้อย่างไร

ในตอนแรกหลายคนเชื่อกันว่าอิโมจิที่มีสีผิวหลากหลายโทนจะยิ่งกระตุ้นให้เกิดการเหยียดในโลกโซเชียล แต่ผลการศึกษาใหม่พบว่าไม่เป็นเช่นนั้น

10 ข้อเท็จจริงที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับ อะลาดิน

วิล สมิธ แสดงเป็นยักษ์จินนีที่มีพลังพิเศษแต่รู้สึกอึดอัดรำคาญพื้นที่อาศัยของตนในภาพยนตร์รีเมค อะลาดิน (2019) ภาพถ่ายโดย TCD/PROD.DB, ALAMY บรรดานักชมภาพยนตร์ต่างตื่นเต้นเมื่อภาพยนตร์ อะลาดิน ฉบับคนแสดงออกฉาย แต่ยังมีความจริงเบื้องหลังของนิทานเรื่องนี้ที่น่าตกตะลึง หรืออาจรบกวนใจ ในปี 1992 ค่ายภาพยนตร์แอนิเมชันดิสนีย์ได้สร้างภาพยนตร์ยอดฮิตที่ทำให้ผู้คนตกหลุมรักหนุ่มกำพร้าที่เป็นเหมือน “เพชรในโคลนตม” ผู้เดินทางด้วยพรมที่บินได้ ยักษ์จินนีที่มีพลังมากมาย และเจ้าหญิงที่มีความเป็นตัวของตัวเอง แต่เรื่องราวในแบบที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์นั้น ตรงกับเรื่องเล่าต้นฉบับมากเพียงไร นี่คือข้อเท็จจริงเปรียบเทียบ 10 ข้อ ของเนื้อหาที่ปรากฏในภาพยนตร์กับเรื่องเล่าดั้งเดิม 1. อะลาดินเป็นเพียงนิทานเรื่องหนึ่งใน 1,001 เรื่อง เรื่อง อะลาดิน เป็นเพียงนิทานย่อยเรื่องหนึ่งของนิทานโบราณที่ชื่อว่า อาหรับราตรี หรือพันหนึ่งราตรี (A Thousand and One Nights) นิทานเรื่องนี้เล่าเรื่องบุตรสาวของขุนนางชั้นสูง นามว่า เชเฮราซาด ผู้แต่งงานกับ สุลต่านชาร์ยาร์ กษัตริย์ผู้ก่อนหน้านี้ได้สั่งประหารภรรยาของตนจำนวนมากหลังจากแต่งงานและเป็นเจ้าสาวได้เพียงหนึ่งคืนเท่านั้น เนื่องจากพระองค์มีความจงเกลียดจงชังผู้หญิง เพราะอดีตภรรยาคนหนึ่งได้ไปมีชายชู้ และทิ้งพระองค์ไป ดังนั้น เพื่อรักษาชีวิตของเธอ เชเฮราชาดได้เล่านิทานให้สุลต่านผู้นี้ฟังในคืนหลังจากแต่งงาน แต่ไม่ได้เล่าจนจบ และสัญญาว่าจะเล่าต่อให้จบในคืนถัดไป ซึ่งเป็นเช่นนี้คืนแล้วคืนเล่า […]

เมื่อโลกติดไวรัส โควิด-19 :รายงานในเบลเบียม

ในวอร์ดผู้ป่วย โควิด-19 บุคลากรทางการแพทย์ที่เหนื่อยอ่อนดูแลคนไข้และคอยรับฟังความกลัวในเสียงกระซิบของพวกเขา  “ถ้าฉันไม่ทำ” พยาบาลผู้หนึ่งถาม “แล้วใครจะทำล่ะ” เซดริก เครเบเฮย์ แต่งตัวตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์รอบตัวเขา ได้แก่ หน้ากากอนามัย เฟซชิลด์ป้องกันใบหน้า ชุดป้องกันการติดเชื้อ ถุงสองชั้นหุ้มรองเท้า ถุงมือสองชั้น เขาฝึกถือกล้องและใช้งานผ่าน ชั้นพลาสติก ที่บ้านพักคนชราแห่งหนึ่งในกรุงบรัสเซลส์ เขาเฝ้ามองหญิงสูงวัยผู้หนึ่งจ้องเข้าไปในดวงตาพยาบาลที่มาตรวจเชื้อ โควิด-19 ให้เธอ “เช เปอ” ฉันกลัว ผู้หญิงคนนั้นบอก พยาบาลจับมือเธอไว้ โน้มเข้าไปใกล้ๆ แล้วบอกว่า ฉันก็กลัวค่ะ เธอกับทีมงานอยู่ระหว่างตรวจหาเชื้อให้ผู้คนเกือบ150 คนภายในวันนั้นวันเดียว หลังจากตรวจเสร็จ เธอก็หันมาทางเครเบเฮย์ น้ำเสียงเธอฟังดูทั้งแตกสลาย แข็งแกร่ง โศกสลด และโกรธเกรี้ยวในเวลาเดียวกัน “ไม่มีใครเข้าใกล้คนเหล่านี้ได้ค่ะ” เธอบอก “ถ้าฉันไม่ทำ แล้วใครจะทำล่ะ” เครเบเฮย์วัย 43 ปี เป็นหลานของชาวเบลเยียมและชาวดัตช์ผู้รอดตายจากสงครามโลกครั้งที่สอง ในฐานะช่างภาพข่าว การยืนอยู่เบื้องหน้าการสู้รบด้วยอาวุธและความตายไม่ใช่เรื่องผิดวิสัยสำหรับเขา แต่ระหว่างใช้เวลาอยู่ตามโรงพยาบาล สถานดูแลผู้สูงอายุ และรถตู้ขนส่งศพเมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมา เครเบเฮย์ก็ตระหนักว่า ชาวเบลเยียมรุ่นเขากำลังเป็นประจักษ์พยานผู้เห็นชาติของตนประสบวิกฤติเป็นครั้งแรกและกำลังหวาดกลัวเช่นเดียวกับที่คนเบลเยียมรุ่นปู่ย่าเคยประสบมาก่อน ในช่วงสองสามสัปดาห์ระหว่างเดือนมีนาคมและเมษายน อัตราป่วยตายต่อหัวจากโรคโควิด-19 ของเบลเยียมดูจะอยู่ในอันดับสูงสุดของโลก […]