แก้ปัญหากลิ่นฉี่ ในที่สาธารณะแบบชาวปารีส - National Geographic Thailand

แก้ปัญหากลิ่นฉี่ในที่สาธารณะแบบชาวปารีส

แก้ปัญหากลิ่นฉี่ ในที่สาธารณะแบบชาวปารีส

ท่ามกลางสไตล์อาหารอันเป็นเอกลักษณ์และแฟชั่นอันอู้ฟู่ กรุงปารีสยังมีอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงนัก นั่นคือกลิ่นของปัสสาวะ ตั้งแต่สมัยของจักรพรรดินโปเลียน มหานครแห่งนี้เผชิญกับกลิ่นปัสสาวะมาแล้วหลายรูปแบบปัจจุบันแม้ว่าการปัสสาวะเรี่ยราดจะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่รอยปัสสาวะก็ยังคงพบได้ตามท้องถนน, กระถางต้นไม้หรือริมเสาไฟฟ้า ทีนี้กรุงปารีสจะ แก้ปัญหากลิ่นฉี่ อย่างไร?

แทนที่จะห้ามปรามพวกเขากลับใช้นโยบายบริการประชาชนในการแก้ไขปัญหาแทนเมื่อช่วงต้นปี เจ้าหน้าที่ของเมืองร่วมมือกับ Faltazi บริษัทออกแบบสัญชาติฝรั่งเศส เพื่อติดตั้งโถฉี่สาธารณะในหลายจุดที่ผู้คนนิยมมาถ่ายปัสสาวะเรี่ยราด อุปกรณ์นี้มีชื่อว่า Uritrottoir หรือเรียกง่ายๆ ว่า “โถฉี่ข้างทาง” ภายในบรรจุด้วยเศษฟางและขี้เลื่อยจำนวนมากที่ช่วยดูดซับน้ำและกลิ่น และเมื่อมันเต็ม (ทางเว็บไซต์ระบุว่าใช้เวลานานถึง 1 ปี) ตัวเซนเซอร์ที่ติดอยู่จะแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่ดูแลให้มาเก็บเศษฟางเหล่านี้ไปเพื่อนำไปทำปุ๋ยสำหรับต้นไม้โดยจะใช้ปุ๋ยนี้กับพืชดอกโดยเฉพาะ ไม่ใช้กับผักและผลไม้

(ว่าแต่ทำไมสุนัขถึงชอบฉี่ใส่ชามข้าว)

บริษัท Faltazi ทดลองติดตั้งโถฉี่ข้างทางนี้แล้วสองจุดที่สถานีรถไฟ Gare de Lyon และอีกเพื่อดูว่าผลตอบรับจะเป็นอย่างไร อย่างไรก็ตามปัจจุบันเจ้าอุปกรณ์นี้ยังคงมีแต่ผู้ชายเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ ซึ่งหากได้รับความนิยมทางบริษัทจะพัฒนาอุปกรณ์สำหรับผู้หญิงในขั้นต่อๆ ไป

สำหรับราคาของมันนั้นไม่ถูกเอาเสียเลย สนนราคาต่อชิ้นที่ 5,000 ดอลล่าร์สหรัฐ รวมค่าบำรุงรักษา ท่ามกลางความกังวลที่ว่าสิ่งประดิษฐ์นี้อาจยิ่งไปกระตุ้นให้ผู้คนปัสสาวะในที่สาธารณะกันมากขึ้น อย่างไรก็ตามการเดินในเมืองที่หอมอบอวลไปด้วยกลิ่นขนมปังเพิ่งอบใหม่ๆ ก็ดีกว่าการเดินสูดดมกลิ่นปัสสาวะไม่ใช่หรือ?

เรื่อง แดเนียล สโตน

แก้ปัญหากลิ่นฉี่

 

อ่านเพิ่มเติม

ปารีสปลอมพบได้ที่เมืองจีน

เรื่องแนะนำ

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส : ของขวัญในยามที่ชีวิตต้องการที่สุด

เมื่่่อช่างภาพได้รับมอบหมายงานหินให้ถ่ายภาพสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเพื่อขึ้นปก National Geographic ขณะเดียวกัน เขาได้รับข่าวร้ายว่าพ่อป่วยหนัก ณ ช่วงเวลาแห่งความท้อแท้นั้น ในที่สุด ช่างภาพก็ได้รับ "ของขวัญในยามที่ชีวิตต้องการมากที่สุด"

เมื่อช่างภาพผู้บันทึกเรื่องราวของโควิด-19 ต้องเสี่ยงเป็นผู้ติดเชื้อเสียเอง

สำหรับช่างภาพผู้นี้การเป็นประจักษ์พยานถึงความเข้มแข็งของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด โควิด-19 คุ้มค่าที่จะเสี่ยงกับการที่ตัวเขาเองอาจติดเชื้อ ผมถ่ายภาพราว 10,000 ภาพในช่วง 12 วันที่ผมใช้เวลาอยู่ในเมืองดีทรอยต์ เพื่อบันทึกผลกระทบที่ไวรัส โควิด-19 มีต่อผู้คนในเมืองนี้ ผมไปทุกหนทุกแห่งด้วยความระมัดระวังเท่าที่จะทำได้ ทั้งรถประจำทางในเมืองที่คนงานต้องพึ่งพาเพื่อไปและกลับจากทำงาน บ้านและอพาร์ตเมนต์ที่ผู้คนอาศัยอยู่ด้วยความรัก ถึงแม้ความเจ็บป่วยและการตกงานจะคุกคามความอยู่ดีมีสุขของพวกเขา และพิธีศพที่สมาชิกในครอบครัวต้องผลัดกันมาอำลาบุคคลอันเป็นที่รักซึ่งอนุญาตให้รวมกลุ่มกันได้ครั้งละไม่เกิน 10 คน สิบคน นั่นคือจำนวนลูก ๆ ของเชสเตอร์ เลิฟเวตต์ พอดี นาวิกโยธินผ่านศึกและอดีตบุรุษไปรษณีย์ผู้นี้ยังมีแม่ พี่ชาย น้องชาย หลานชายหลานสาว และคนอื่น ๆ ที่รักเขาอีกนับไม่ถ้วน กระนั้น ชายวัย 59 ปีผู้นี้กลับเสียชีวิตในโรงพยาบาล โดยไม่มีใครสักคนอยู่ข้างกาย นั่นคือวิถีที่เป็นไปในเวลานั้น ญาติ ๆ ของเลิฟเวตต์ไม่อาจอยู่พร้อมหน้ากันในพิธีศพ พวกเขาต้องผลัดกันเข้าและออก เจอร์รี พี่ชายของเลิฟเวตต์ กล่าวอย่างคมคายถึงเลิฟเวตต์ซึ่งเป็นคนที่อุทิศตนเพื่อครอบครัวและชุมชน สมาชิกในครอบครัวคนอื่น ๆ เขียนคำอุทิศแสดงความรัก บางคนทำให้บรรยากาศแจ่มใสขึ้นด้วยอารมณ์ขัน ทุกคนพูดถึงความสุภาพและห่วงใยผู้อื่นของเลิฟเวตต์ เขาชอบการเดินทางเช่นเดียวกับผม ผมถ่ายภาพดีออนเทย์ เคลย์ ลูกจ้างของบริษัทรับจัดงานศพวิลสัน-อากินส์ฟิวเนอรัลโฮม ขณะที่เขาร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าที่สั่นคลอนความรู้สึก เคนนี […]

ใบหน้าใหม่ สำคัญแค่ไหนต่อชีวิต

ใบหน้าบ่งบอกว่าเราเป็นใคร ถ่ายทอดอารมณ์หลากหลาย เป็นประตูเปิดสู่โลกที่เรารับรู้ผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ ทำให้เรามองเห็น ดมกลิ่น ลิ้มรส สดับฟัง และสัมผัสสายลมพัดโชย ใบหน้าบอกตัวตนของเราใช่ไหม? และชีวิตจะเป็นอย่างไรหากสูญเสียใบหน้าไป...ใบหน้าใหม่คืนชีวิตให้กลับมาได้อย่างไร รับฟังเรื่องราวเหล่านี้ผ่านบทสัมภาษณ์