สำรวจความสุข : ผู้ลี้ภัย - National Geographic Thailand

สำรวจความสุข : ผู้ลี้ภัย

เรื่องและภาพ ธนเสฏฐ์ ศิริวัฒนาดิเรก

หากเป็นไปตามแผน คุณผู้อ่านจะได้อ่านบทความนี้ในเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับธีมสำรวจความสุขของสารคดี “ความลับของดินแดนแห่งความสุข” ในนิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย ที่สำรวจความสุขของผู้คนจากในหลายประเทศ ในขณะที่บนโลกออนไลน์ที่แฟนเพจของเราก็มีการเผยแพร่ “นิยามความสุข” จากผู้คนในออฟฟิศอมรินทร์ว่าความสุขของพวกเขาคืออะไรกันบ้าง หลายคนกล่าวว่าการได้ทำงานที่ตนรัก, การมีสุขภาพดี หรือการได้อยู่กับครอบครัวคือความสุขของพวกเขา แต่ถ้าหากเราต้องกลายเป็นคนที่ไม่เหลืออะไรเลยอย่างผู้ลี้ภัยล่ะ ความสุขจะยังคืออะไร? คำตอบที่ได้น่าจะแตกต่างและเปิดมุมมองใหม่ให้แก่เรา แต่โชคไม่ดีที่สถานการณ์ของผู้ลี้ภัยในเดือนพฤศจิกายนนั้นค่อนข้างสุ่มเสี่ยงเอามากๆ เจ้าหน้าที่ตำรวจลงตรวจและจับกุมผู้ลี้ภัยที่เข้ามาอาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครจำนวนมาก แม้ว่าพวกเขาจะมีบัตรและเป็นสมาชิกของ UNHCR ก็ตามที แต่หากวัดด้วยบรรทัดฐานของกฎหมายแล้ว ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ยังคงมีสถานะเป็นบุคคลผิดกฎหมาย เนื่องด้วยประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ยอมรับการเข้ามาของผู้ขอลี้ภัย ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ผู้ลี้ภัยเหล่านี้จึงสามารถถูกจับกุม กักกัน และเนรเทศออกนอกประเทศได้

หลังสถานการณ์กวาดล้างผู้ลี้ภัยค่อนข้างสงบขึ้น The Perspective พาคุณผู้อ่านไปสำรวจนิยามความสุขของคนอีกกลุ่มกันบ้าง พวกเขาเหล่านี้เคยเป็นนักเรียน นักศึกษา พนักงานออฟฟิศ และนักธุรกิจในบ้านเกิดของตนเอง แต่แล้วในวันหนึ่งพวกเขาต้องหนีออกจากบ้าน มาอาศัยอยู่ในประเทศใหม่ด้วยสถานะผิดกฎหมาย หลบซ่อนจากการจับกุม ปราศจากรายได้ พวกเขายอมทนกับความยากลำบากเหล่านี้เพียงเพื่อชีวิตที่ปลอดภัยกว่าการมีชีวิตในบ้านเกิดของตนเองและเมื่อเราถามพวกเขาว่าความสุขที่สุดชีวิตของคุณคืออะไร? นี่คือคำตอบจากบรรดาผู้ลี้ภัยในกรุงเทพมหานคร

*หมายเหตุ ทุกชื่อในบทความนี้เป็นชื่อสมมุติ

 

เวือง 23 ปี จากเวียดนาม

“ผมเป็นชนกลุ่มน้อยในเวียดนามครับ ภาพที่ผมวาดคือโรงเรียนในบ้านเกิด ผมคิดถึงตอนที่ตัวเองยังเป็นเด็ก ผมตื่นเช้า จัดกระเป๋า บอกลาคุณย่าก่อนไปโรงเรียน ตัวผม, น้องสาวอีกสองคน และเพื่อนๆ หลายคน เราจะเดินไปโรงเรียนด้วยกัน นั่นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะว่าเราไม่ได้อาศัยอยู่ในเมือง พวกเราอยู่ในชนบทดังนั้นจึงมีโรงเรียนเพียงที่เดียว อันที่จริงโรงเรียนก็ไกลจากบ้านเหมือนกันประมาณ 2 – 3 กิโลเมตรได้ ผมจากประเทศตัวเองมาตอนอายุได้ 17 ปี ตอนนั้นกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยม เพราะว่ามีปัญหาเกิดขึ้นกับพ่อของผมทำให้เขาไม่สามารถอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านต่อได้ ชีวิตในเมืองไทยก็ไม่ได้แย่ไม่ได้ดี ที่ไม่ดีก็คือเราต้องคอยหลบซ่อนตำรวจ ไม่เช่นนั้นเราจะถูกจับกุมได้ ผมคิดถึงเพื่อนๆ และสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ ที่ยังอยู่ในเวียดนาม”

 

อัสมา 24 ปี จากปากีสถาน

“ฉันนับถือศาสนาคริสต์ค่ะ นี่คือภาพวาดบ้านของฉัน ฉันรักช่วงเวลาที่ได้อยู่บ้านมาก เพราะตอนออกไปข้างนอกคุณไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง และจะได้กลับมาหรือเปล่า แต่ตอนอยู่บ้านฉันรู้สึกว่าเป็นช่วงเวลาที่สงบและปลอดภัยอย่างแท้จริง ปัญหาของฉันก็เหมือนกับคนอื่นๆ คือเราเป็นชนกลุ่มน้อยในปากีสถานค่ะ ที่นั่นเป็นประเทศมุสลิม คุณจะถูกบอกให้เปลี่ยนศาสนา ถูกข่มขู่ ในมหาวิทยาลัย ถ้าเพื่อนนักศึกษารู้ว่าฉันเป็นคนคริสต์ พวกเขาจะสร้างกำแพงบางอย่างขึ้น ในภาพนี้มีสระน้ำเล็กๆ ที่หน้าบ้านด้วย เพราะว่าฉันชอบน้ำค่ะ ดีที่เมืองไทยมีประเพณีปีใหม่ที่ผู้คนออกมาเล่นน้ำกัน ในปีแรกของฉันที่นี่ฉันไม่กล้าออกไปไหนเลย ใครๆ พากันพูดว่าออกไปข้างนอกมันอันตราย แต่พอในปีต่อๆ มาเราก็กล้าออกไปไหนต่อไหนกันมากขึ้น ฉันจึงได้ไปร่วมฉลองปีใหม่กับคนไทย”

 

นพ 23 ปี จากกัมพูชา

“ความสุขที่สุดของผมคือการได้ผจญภัย เพราะว่าเวลาได้ออกเดินทางคุณจะได้เป็นตัวของตนเอง ได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง มันจึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะคุณไม่ต้องคิดมากว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องคิดถึงงานหรือการเรียน แค่สนุกไปกับมัน ภาพวาดนี้มาจากความทรงจำแทนบรรยากาศของบ้านผม ผมอาจจะวาดได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ แต่มันเป็นภาพแทนสิ่งที่ผมรักและความทรงจำที่ผมมีต่อบ้านเกิด ก็ถ้ามีโอกาสผมก็ยังอยากจะออกไปท่องเที่ยว ผมเดินทางมายังประเทศไทยพร้อมกับครอบครัวตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเด็ก พ่อของผมเผชิญกับปัญหาทางการเมือง เราติดสอยห้อยตามเขามาอาศัยอยู่ในประเทศไทย”

 

คอลิด 23 ปี จากโซมาเลีย

“ภาพวาดของผมมีสองภาพ ภาพแรกเป็นกระถางดอกไม้แทนวันที่ผมแต่งงานกับภรรยาแสนสวย นั่นเป็นวันที่ผมมีความสุขมาก ส่วนวันที่สองที่ผมมีความสุขก็คือวันที่ลูกทั้งสองคนของผมเกิด นี่คือความสุขที่สุดสำหรับผม ส่วนภาพที่สองเป็นโลโก้ของมหาวิทยาลัย เรื่องของเรื่องคือตอนที่ผมยังอยู่ในโซมาเลียผมเกือบจะได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยแล้ว แต่เพราะสถานการณ์ในประเทศและปัญหาส่วนตัวผมเลยต้องจากประเทศมา ผมได้รับทุนการศึกษามหาวิทยาลัยนี้ เป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดคอร์สเรียนผ่านออนไลน์และมีฐานที่ตั้งในสหรัฐอเมริกา นั่นจึงเป็นความสุขของผมอีกอย่างหนึ่งที่ผมจะมีโอกาสพัฒนาชีวิตตัวเองให้ดีขึ้นได้ด้วยการเรียนต่อ โชคดีที่ผมได้โอกาสจากมหาวิทยาลัยนี้ คุณก็รู้ว่าสถานะผู้ลี้ภัยอย่างเรานั้นมันยากแค่ไหนที่จะได้เรียน”

 

อาบุล 60 ปี จากปากีสถาน

“ผมและครอบครัวมาจากปากีสถาน เราเป็นชาวมุสลิมชนกลุ่มน้อยในประเทศ พวกเรานับถือศาสนาอิสลามนิกายอามาห์ดียะห์ หนึ่งในนิกายของศาสนาอิสลาม (ปัจจุบันมีสัดส่วนผู้นับถือนิกายนี้ในปากีสถานราว 0.22%-2.2%) ที่ปากีสถานเราไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเราเป็นชาวมุลิมอามาห์ดียะห์ ไม่เช่นนั้นเราจะเป็นอันตราย เราอาจถูกตำรวจจับ ถูกชาวมุสลิมนิกายอื่นฆ่าตาย บนกระดาษนี่คือสัญลักษณ์ของความหวาดกลัว ตลอด 4 ปี ที่เราอาศัยอยู่ในไทย มีหลายครั้งที่เราถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับขังคุก ที่ด้านล่างคือช่วงเวลาที่มีความสุขเมื่อเราได้สถานะเป็นผู้ลี้ภัยของ UNHCR (และได้รับการประกันตัว)”

 

ฟาราห์ 27 ปี จากปากีสถาน

“ฉันเป็นมุสลิมนิกายอามาห์ดียะห์เหมือนกัน ฉันรักภูเขาในบ้านเกิดของฉันค่ะก็เลยวาดมาด้วย ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดคือตอนที่ได้ไปเที่ยวทะเลกับเพื่อนๆ คนไทย ฉันวาดผู้คนในนี้ให้มีหลากสีสันเพราะเชื่อในความหลากหลาย พวกเรามีเชื้อชาติ ศาสนาที่แตกต่างกัน ฉันหวังว่าประเด็นปัญหาของผู้ลี้ภัยจะเป็นที่พูดถึง และอยากให้ผู้ลี้ภัยมีอิสระเสรีเช่นเดียวกันกับที่ฉันวาดให้ผู้คนบนชายหาดมีอิสระและสนุกสนานไปกับกิจกรรมที่พวกเขาทำ เพราะว่าในความเป็นจริงบรรดาผู้ลี้ภัยต้องขังตัวเองในห้องเนื่องจากไม่มีกฎหมายปกป้อง ฉันอยากให้ชีวิตของผู้ลี้ภัยมีความสุขแทนที่จะต้องมีชีวิตด้วยความหวาดกลัวค่ะ ถ้าหากในวันหนึ่งสถานการณ์ในปากีสถานดีขึ้น ฉันก็ยังอยากที่จะกลับบ้าน”

 

ขอขอบคุณ : คุณวันรบ วราราษฎร์ เจ้าหน้าที่ผู้ประสานงานการสื่อสารจาก Asylum Access Thailand และผู้ลี้ภัยทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรม

 

อ่านเพิ่มเติม : วาด ต้นไม้ จากความทรงจำเด็กๆ ผู้ลี้ภัยนับพันตกค้างอยู่ที่ชายแดนยุโรปในเนเธอร์แลนด์ คุกที่ว่างเปล่า กลายเป็นบ้านสำหรับผู้ลี้ภัย

เรื่องแนะนำ

มหัศจรรย์แห่งอาหาร ชมกระบวนการทำ “ซุปหิน” ในเม็กซิโก

อาหาร คือวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นตามมา เมื่อมนุษย์รู้จักวิธีการควบคุมไฟ หากคุณผู้อ่านมีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวในเม็กซิโก ขอเชิญชวนให้ไปท่องเที่ยวยังรัฐโออาซากา เพราะที่นั่นมีเมนูอาหารเก่าแก่ ที่อาจเรียกได้ว่ากรรมวิธีการปรุงอาหารของพวกเขานั้นสามารถย้อนรอยไปได้ถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์เลยทีเดียว เมนูที่ว่านี้คือ “ซุปหิน” ครอบครัวนี้กำลังเดินทางไปที่ริมน้ำตกแห่งหนึ่ง เพื่อสาธิตวิธีการปรุงซุปหินให้ชมกัน เริ่มต้นด้วยการจับกุ้งและปลานิลจากแม่น้ำขึ้นมา มองหาหินภูเขาไฟขนาดพอเหมาะจำนวนหนึ่ง นำไปอังไฟไว้ให้ร้อน จากนั้นเทส่วนผสมทุกอย่างทั้งสมุนไพร เนื้อสัตว์ และน้ำเปล่าลงไปในแอ่งหินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หย่อนหินภูเขาไฟที่กำลังร้อนได้ที่ลงไปในน้ำ ความร้อนจากหินจะทำให้น้ำเดือดทันที เท่านี้ก็จะได้เมนูซุปหินอันขึ้นชื่อของภูมิภาคนี้ ปัจจุบันพวกเขานำมรดกตกทอดจากบรรพบรุษนี้มาเปิดร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมือง และได้รับความสนใจจากผู้คนมากมาย เมนูซุปหินถูกเปลี่ยนมาใส่ภาชนะ แต่ลูกค้ายังคงได้รสสัมผัสและความรู้สึกไม่ต่างจากต้นฉบับดั้งเดิม ลองชมภาพยนตร์สั้นที่จัดทำขึ้นโดย เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกนี้ แล้วจะเห็นว่าวัฒนธรรมของพวกเขานั้นงดงามมากแค่ไหน   อ่านเพิ่มเติม : กล้ากินหมึกตัวเป็นๆ ไหม?, การเดินทางของอาหาร

ธรรมธุดงค์เพื่อสันติภาพของคนทั้งโลก

ระหว่าง “ยศฐา” กับ “ประชาชน” หากเป็นคุณ คุณจะเลือกอะไร – พระสุธรรม ฐิตธัมโม สำหรับ นายสุธรรม นทีทอง อดีตเลขารัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ ในวันนั้นตัดสินใจเลือกเด็กและประชาชน เป็นผลให้ต้องหลุดจากตำแหน่งสำคัญทางการเมือง ก่อนที่ในที่สุดก็เลือกก้าวสู่ร่มกาสาวพัสตร์ โดยได้รับฉายาทางธรรมว่า “ฐิตธัมโม” จากนั้น หลวงพี่หมี – พระสุธรรม ฐิตธัมโม ก็เดินหน้าเผยแผ่พระพุทธศาสนาด้วยธรรมธุดงค์สร้างสันติภาพ ซึ่งหนึ่งในเส้นทางสุดหฤโหดที่ท่านเลือกเดินคือการเดินข้ามทวีปอเมริกา และได้รับความสนใจจากชาวอเมริกันเป็นอย่างมาก จุดเริ่มต้นสู่เส้นทางธรรม “ตอนนั้นเมื่อว่างจากการทำงานแล้ว เคยคิดไว้ว่าอยากเป็นลูกศิษย์ท่านพุทธทาสภิกขุ  และพอดีช่วงนั้นทางสวนโมกข์เปิดอุปสมบทหมู่เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 อาตมาจึงได้บวชเป็นลูกศิษย์ท่านสมใจ ก่อนหน้านั้นได้อ่านหนังสือคู่มือมนุษย์ของท่านแล้วก็เกิดความคิดแน่วแน่ในการบวชครั้งนี้ เมื่อบวชแล้วก็ได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ยิ่งศึกษามากขึ้นเท่าใดก็อยากจะรู้ให้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น  เราได้เห็นธรรมะของพระพุทธองค์ที่ทรงสอนว่า ‘สุขอื่นใดเหนือความสงบเป็นไม่มี’ นี่จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อาตมายังคงอยู่รับใช้พระศาสนา”  แล้วการเดินเพื่อสันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างไร “ในหลักขั้นต้น พระพุทธเจ้าสอนว่า ‘ทำอย่างไรให้พ้นทุกข์’ ในความคิดของอาตมา ตอนนั้นคิดว่าเราพ้นทุกข์ได้แล้วในหลักการ แต่พอขั้นสูงขึ้น พระพุทธเจ้าทรงสอนอีกว่าเมื่อพ้นทุกข์แล้วเราจะเข้าสู่มรรคผลนิพพานได้อย่างไร เราเริ่มมองเห็นแสงสว่างว่าเรามีทิศทางสู่มรรคผลของเราได้อย่างไร มันเป็นความสุขที่สุขเหนือสิ่งอื่นใด ในการปฏิบัติสู่มรรคผลนิพพานพระพุทธเจ้าท่านทรงสอนไว้ใน 4 กิริยาหลัก นั่นคือ ยืน เดิน นอน นั่ง […]

ประวัติศาสตร์น่าทึ่งว่าด้วยการปิดสมัยประชุมรัฐสภาอังกฤษโดยกษัตริย์

สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร อ่านสุนทรพจน์ในการประชุมสภาขุนนาง หรือสภาสูงแห่ง รัฐสภาอังกฤษ เพื่อเริ่มต้นการประชุมสภา ที่โดยปกติจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงฤดูในไม้ผลิ และมีสมัยประชุมเป็นระยะเวลา 1 ปี ภาพถ่ายโดย ALASTAIR GRANT, WPA POOL/GETTY จากเบร็กซิตสู่การระบาดของไข้รากสาดใหญ่ มีการใช้เครื่องมือที่เป็นกลการเมืองนี้เป็นเวลานับร้อยปีเพื่อปิดสมัยประชุมสภานิติบัญญัติของอังกฤษ ใน รัฐสภาอังกฤษ สมัยการประชุมจะยุติลงเมื่อปีของการประชุมสภานิติบัญญัติ หรือที่เรียกว่าสมัยการประชุมสิ้นสุดลง จากนั้นสมัยการประชุมครั้งใหญ่จะเริ่มต้น อาจฟังดูเป็นเรื่องง่าย แต่ไม่เป็นอย่างนั้นเสียทีเดียว การปิดสมัยการประชุมของอังกฤษเต็มไปด้วยเรื่องของวัฒนธรรมและโอกาสทางการเมือง ซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานมานับศตวรรษ และบางครั้งมีการใช้เป็นกลเม็ดเล่ห์เหลี่ยมของรัฐบาล โดยวิธีการปิดสมัยประชุมเป็นเครื่องมืออันเย้ายวนของนักการเมืองอังกฤษที่ต้องการแขวนการออกกฎหมายที่พวกเขาไม่พึงประสงค์ การปิดสภา (บางสำนักข่าวใช้คำว่า ระงับการประชุมสภา) เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองครั้งล่าสุดเกิดจากนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีจากพรรคอนุรักษ์นิยม ซึ่งวางแผนที่จะปิดสมัยประชุมที่ยาวนานที่สุดในรอบ 400 ปี โดยประกาศขยายเวลาการพักการประชุมสภาออกไปจนถึงวันที่ 14 ตุลาคม ก่อนถึงกำหนดวันที่อังกฤษต้องถอนตัวออกจากสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) แบบไร้ข้อตกลงได้ตามกำหนด ก็คือ ในวันที่ 31 ตุลาคม นี้ ถ้าบอริสสามารถดำเนินการตามแผนนี้ได้สำเร็จ จะเป็นเหตุให้สมาชิกสภานิติบัญญัติหยุดปฏิบัติหน้าที่ในสภาเป็นเวลา 5 สัปดาห์ และทำให้การอภิปรายเรื่องการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรสั้นลงไปอย่างมาก กล่าวคือ […]