พบกับบรุษผู้ยังคงอาศัยอยู่ใน นครหินโบราณ - National Geographic Thailand

พบกับบรุษผู้ยังคงอาศัยอยู่ในนครหินโบราณ

ปัจจุบันยังคงมีชาวเบดูอินจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ในนครเพตรา มรดกโลก
ภาพถ่ายโดย Michael Melford

พบกับบรุษผู้ยังคงอาศัยอยู่ในนครหินโบราณ

Mofleh Bdoul เติบโตขึ้นใน นครหินโบราณ ที่มีชื่อว่าเพตรา ตัวเขาปีนป่ายก้อนหิน นำพาฝูงแพะไปยังเนินเขาท่ามกลางสุสานและวิหารโบราณ

ชายวัย 73 ปีผู้นี้ ยังคงอาศัยอยู่ในนครหินแห่งนี้ สถานที่ที่เรียกว่าบ้าน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาตัวเขาเห็นความเปลี่ยนแปลงของบ้านหลังนี้จากสถานที่ลึกลับอันห่างไกลไปสู่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีนักท่องเที่ยวมาชมความงามจำนวนหลายแสนคนทุกปี

ทุกวันนี้ Mofleh เป็นชาวเบดูอินคนเดียวที่ยังคงอาศัยอยู่ในเมืองมรดกโลกนี้

องค์การยูเนสโกพยายามโน้มน้าวให้ Mofleh Bdoul ไปอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน แต่เขาปฏิเสธ
ภาพถ่ายโดย Dominika Ozynska

แม้ว่าถ้ำที่เขาอาศัยอยู่ทางด้านหลังของภูเขา Jebal Habis จะใช้เวลาในการเดินทางจากจุดท่องเที่ยวยอดนิยมเพียง 5 นาทีเท่านั้น แต่เขาก็ยังรู้สึกห่างไกล ที่ด้านนอกของถ้ำเต็มไปด้วยอาคารที่สร้างจากก้อนหิน Mofleh สร้างกำแพงที่ประดับประดาไปด้วยพุ่มไม้และดอกไม้เพื่อต้อนรับบรรดาผู้มาเยือนให้นั่งจิบชาทอดอารมณ์ ต้นไม้เหล่านี้ถูกรดด้วยน้ำฝน แต่ในฤดูร้อนตัวเขาต้องไปเอาน้ำจากบรรดาร้านอาหารในหุบเขาเบื้องล่างเพื่อมารดพวกมัน

“สถานที่ที่สวยที่สุดในโลก” Mofleh กล่าวถึงบ้านของตนเอง “ที่นี่เป็นดั่งยาวิเศษ ไม่ว่าคุณมีปัญหาอะไรอยู่ก็ตาม คุณจะลืมมันหมดสิ้น”

นครเพตราเป็นเมืองที่สร้างขึ้นจากการแกะสลักก้อนหิน บนหน้าผาทรายกลางทะเลทรายในจอร์แดน สถานที่แห่งนี้เป็นเมืองหลวงของอาณาจักรแนบาเทีย เมื่อ 400 ปีก่อนคริสตกาล ไปจนถึงคริสต์ศักราชที่ 106 จากประวัติศาสตร์ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าชนเผ่าเบดูอินเข้ามาอาศัยอยู่ในนครแห่งนี้เมื่อไหร่ แต่เชื่อกันว่าชาวเผ่าเร่ร่อนเหล่านี้อาศัยอยู่ที่นี่มานานกว่า 1,500 ปีแล้ว ข้อมูลจาก  Steven Simms ศาสตราจารย์นักโบราณคดีวัยเกษียณ จากมหาวิทยาลัยยูทาห์ ผู้ศึกษาเกี่ยวกับชาวเบดูอิน ชนเผ่า Bdoul ในช่วงทศวรรษ 80 – 90

วิถีชีวิตของชาวเบดูอินเป็นไปอย่างเรียบง่าย ด้วยการเลี้ยงแพะและทำการเกษตรขนาดเล็ก เช่นเดียวกับ Mofleh นอกจากนั้นตัวเขายังมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานขุดค้นทางโบราณคดีและอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

เพตรากลายเป็นที่สนใจของผู้คนทั่วโลก หลัง John Lewis Burckhardt นักสำรวจชาวสวิสเซอร์แลนด์ “ค้นพบ” ที่นี่ในปี 1812 “ในตอนที่ผมยังเป็นเด็ก ผู้คนจำนวนหนึ่งจะมาที่นี่และมาอาศัยอยุ่กับชาวเบดูอินเป็นเดือน” Mofleh กล่าว เขาชี้ไปที่เนินเขาที่ตั้งอยู่ตรงข้ามหุบเขาลึก “เคยมีผู้หญิงชาวแคนาดาอาศัยอยู่ในถ้ำนั้นเพียงลำพัง นานหนึ่งเดือน”

บางครั้งการท่องเที่ยวก็แปรเปลี่ยนเป็นความโรแมนติก สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับ Mofleh เช่นกัน ตัวเขาแต่งงานกับหญิงชาวสวิสเซอร์แลนด์คนหนึ่ง ทั้งคู่มีลูกสาวด้วยกัน และเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างสวิสเซอร์แลนด์และนครเพตรา แต่เมื่อชีวิตหลังแต่งงานไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรนัก ตัวเขาก็ย้ายกลับมาอาศัยอยู่ที่ถ้ำตามเดิม ในตอนแรกเมื่อถามว่าตัวเขาแต่งงานมาแล้วกี่ครั้ง เขาตอบว่าสี่ แต่เมื่อถามอีกครั้งและเขายกนิ้วขึ้นนับ ปรากฏว่านับได้แปด

หลังนครเพตราถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 1985 องค์การยูเนสโกและรัฐบาลจอร์แดนตัดสินใจย้ายชาวเบดูอินที่อาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้ไปยังหมู่บ้าน Um Sayhoun ที่สร้างขึ้นใหม่ใกล้ๆ

บ้านภายในถ้ำของ Mofleh
ภาพถ่ายโดย Dominika Ozynska

ปฏิกิริยาของการย้ายถิ่นฐานเป็นไปอย่างผสม หลายครอบครัวโดยเฉพาะเด็กๆ ชอบที่อยู่ใหม่ เพราะใกล้โรงเรียนและโรงพยาบาล แต่ก็มีหลายคนเช่น Mofleh ที่ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตดั้งเดิมของตน และในบางกรณีข้าวของที่รัฐบาลเตรียมไว้ให้ในบ้านหลังใหม่นั้นก็ไม่ได้เอื้อต่อการขยายครอบครัว เช่นในที่อยู่เดิม รายงานจาก Allision Mickel ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านโบราณคดี จากมหาวิทยาลัยลีไฮกล่าว

Mofleh เล่าให้ฟังว่าก่อนที่หมู่บ้าน Um Sayhoun จะถูกสร้างขึ้น มีครอบครัวประมาณ 150 ครอบครัวที่อาศัยอยู่ในนครเพตรา ปัจจุบันเหลือเพียง 10 ครอบครัว และตัวเขาเป็นคนเดียวที่อาศัยอยู่ยังศูนย์กลางของมรดกโลก องค์การยูเนสโกพยายามโน้มน้าวตัวเขาให้ย้ายออกไปอยู่ในหมู่บ้านใหม่ แต่ตัวเขาปฏิเสธ

“ผมชอบที่นี่ มันดีกว่า” เขากล่าว “ถ้าคุณอาศัยอยู่ในเมือง คุณจะไม่อยากเดินไปไหนเลยทั้งวัน”

Mofleh Bdoul อาศัยธุรกิจท่องเที่ยวช่วยให้ตัวเขายังคงมีรายได้
ภาพถ่ายโดย Dominika Ozynska

Nada Al Hassan ผู้อำนวยการองค์การยูเนสโกในภูมิภาคอาหรับ กล่าวว่าทางหน่วยงานกำลังทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่จอร์แดนและชาวบ้านท้องถิ่นในการบริหารมรดกโลกแห่งนี้ “สถานที่แห่งนี้จำเป็นต้องอนุรักษ์ ในขณะเดียวกันก็ต้องตอบสนองความต้องการของชาวบ้านท้องถิ่น ไปจนถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืนในฐานะมรดกโลกและสถานที่ท่องเที่ยว”

เช่นเดียวกับชาวเผ่า Bdoul ส่วนใหญ่ Mofleh ต้องพึ่งพาธุรกิจการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวที่มาเยือนนครเพตราเพิ่มมากขึ้น หลังสถานที่แห่งนี้ถูกประกาศให้เป็นมรดกโลก และยิ่งเพิ่มสูงขึ้นทบทวีเมื่ออิสราเอลและจอร์แดนลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพร่วมกันในปี 1994

จากปี 1994 ถึงปี 1995 จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจาก 138,577 เป็น 337,221 คน และยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เป็น 918,136 ในปี 2010 อย่างไรก็ตามในช่วงหลายปีมานี้จำนวนนักท่องเที่ยวลดลงจากสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในซีเรียเพื่อนบ้าน และคาดการณ์กันว่าในอีก 5 ปีข้างหน้าจำนวนจะยิ่งลดลงเรื่อยๆ จนเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง

ชาว Bdoul มากยึดอาชีพขายของที่ระลึกและขี่ลารับส่งนักท่องเที่ยว ด้าน Mofleh เสิร์ฟชาและอาหารกลางวันให้แก่ผู้มาเยือน และขายก้อนหินแกะสลักโดยฝีมือของเขา

Shannon Mouillesseaux นักท่องเที่ยวจากนิวยอร์ก ผู้เคยเดินทางไปยังถ้ำของ Mofleh ระหว่างการท่องเที่ยวในเพตรา เมื่อฤดูใบไม้ผลิที่ผ่านมาเล่าให้ฟังว่า หลังจากการสนทนาพูดคุย Mofleh ใช้เวลา 2 ชั่วโมงพาเธอและเพื่อนๆ เยื่ยมชมความงามของเส้นทางกลับจากเพตรา และตัวเขาปฏิเสธที่จะรับเงินหรือมื้อกลางวันเป็นของตอบแทนในน้ำใจ  “เมื่อเขาเริ่มพูดคุยด้วย คุณจะรู้เลยว่าเขาเป็นคนที่มีเรื่องราวเยอะมาก และต้องการให้ผู้คนที่มาเยือนได้เข้าใจถึงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้” เธอกล่าว “มันน่าทึ่งมากที่เขายังอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้ และถ้าคุณถามฉัน ฉันว่ามันเป็นประโยชน์กับเพตรานะ”

เรื่อง แอบบี้ เซเวล

 

อ่านเพิ่มเติม

ผู้คนเหล่านี้ยังคงใช้ ชีวิตในถ้ำ ของสเปน

 

เรื่องแนะนำ

9 ต้นไม้ในตำนานแห่งความทรงจำทั่วโลก

ต้นไม้ ทุกต้นบอกเล่าเรื่องราว แม้บางเรื่องอาจสะเทือนอารมณ์เกินพรรณนา ทั้งยังเก็บรักษาความทรงจำ โอบอุ้มความเชื่อ และเป็นอนุสรณ์ความเศร้า ต้นไม้ สร้างแรงบันดาลใจที่โด่งดังที่สุดเห็นจะไม่พ้นต้นแอ๊ปเปิ้ลในสวนผลไม้ที่มณฑลลิงคอล์นเชียร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเล่าขานกันว่า ในปี 1666 แอ๊ปเปิ้ลผลหนึ่งร่วงหล่นจากต้น และกระตุ้นให้ชายหนุ่มนามไอแซก นิวตัน สงสัยว่า ทำไมแอ๊ปเปิ้ลถึงร่วงในแนวดิ่งลงสู่พื้นดินเสมอ ต้นฉบับลายมือสมัยศตวรรษที่สิบแปดบอกเล่าเรื่องราวของต้นไม้ต้นนี้ว่า นิวตันซึ่งเดินทางกลับบ้านจากเคมบริดจ์ (หลังกาฬโรคระบาดทำให้ต้องปิดมหาวิทยาลัย) เดินเข้าไปในสวนและครุ่นคิดใคร่ครวญ วิลเลียม สตูกลีย์ เพื่อนและนักเขียนชีวประวัติของเขา บรรยายไว้ว่า “ความคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงผ่านเข้ามาในหัว…จากการร่วงสู่พื้นของผลแอ๊ปเปิ้ล ขณะที่เขานั่งนึกตรึกตรองอยู่” นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการหยั่งรู้ครั้งแรกที่เกี่ยวพันกับต้นไม้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขณะประทับใต้ต้นโพธิ์มิใช่หรือ ต้นไม้เป็นที่เก็บความทรงจำของธรรมชาติ กระทั่งในระดับโมเลกุล เบนจามิน สเวตต์ ผู้เขียนหนังสือ นิวยอร์ก นครแห่งแมกไม้ (New York City of Trees) กล่าวในการสัมภาษณ์ทางวิทยุว่า “เนื้อไม้ในแต่ละชั้นของวงปีประกอบด้วยอากาศบางส่วนของปีนั้นๆ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นคาร์บอน และนั่นเองที่ทำให้ต้นไม้บันทึกเรื่องราวปีแล้วปีเล่าของเมืองเอาไว้ในเชิงกายภาพ” ทว่าความทรงจำบางอย่างกลับทำให้หัวใจรานร้าว เฉกเช่นที่ถ่ายทอดผ่านต้นเชสต์นัตซึ่งยืนต้นอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งในกรุงอัมสเตอร์ดัม ที่ซึ่งเด็กหญิงนามอันเนอ ฟรังค์ (หรือแอนน์ แฟรงค์) และครอบครัวหลบซ่อนตัวจากพวกนาซี จากหน้าต่างห้องใต้หลังคาเพียงบานเดียวที่ไม่ถูกปิดตาย อันเนอมองเห็นต้นไม้ซึ่งช่วยบ่งบอกฤดูกาลที่ผันผ่าน […]

NGTHAI รีวิวหนัง: The Cave นางนอน บันทึกภารกิจช่วยชีวิตระดับโลกที่เคยเป็นไปไม่ได้

บทรีวิวภาพยนตร์เรื่อง The Cave นางนอน ซึ่งบันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ความร่วมมือในการช่วยชีวิตอันน่าประทับใจจากผู้คนทั่วโลกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย และประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ที่ชวนย้อนพิจารณาถึงสังคมไทยที่เป็นอยู่ หลังจากปฏิบัติการช่วยชีวิตทีมฟุตบอลหมูป่าอะคาเดมี 13 คน ที่ประสบภัยติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ. เชียงราย เมื่อเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2561 ซึ่งระดมคนนับหมื่นจากทั่วโลกและเป็นที่จับตามองจากคนทั้งโลกจบไป ก็มีบริษัทภาพยนตร์ทั้งไทยและต่างชาติมากมายแสดงความสนใจว่าอยากนำเหตุการณ์ช่วยชีวิตที่เปรียบเสมือนการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาตินี้มาถ่ายทอดเป็นภาพยนตร์ เวลาผ่านไปราว 1 ปี มีการเริ่มฉายภาพยนตร์ The cave นางนอน โดยผู้กำกับ ทอม วอลเลอร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ลูกครึ่งไทย-ไอริช ที่มีผลงานการกำกับภาพยนตร์ไทยเรื่อง ศพไม่เงียบ (Mindfulness and Murder) และ เพชฌฆาต (The Last Executioner) ซึ่งคว้ารางวัลในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมาหลายรางวัล ได้รับความไว้วางใจให้มากำกับภาพยนตร์ภารกิจช่วยชีวิตซึ่งเป็นที่โจษจันในระดับโลกเรื่องนี้ ภาพยนตร์ The cave นางนอน เริ่มเข้าฉายตามเทศกาลภาพยนตร์ในประเทศต่างๆ ส่วนประเทศไทยก็เริ่มเข้าฉายเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 ความที่ภาพยนตร์นำเสนอเรื่องราวจากประเทศไทยที่คนไทย (และคนทั้งโลก) ให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด ดังนั้น หลังภาพยนตร์เรื่องนี้ออกฉายจึงเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง […]

ฤดูกาล ล่าวาฬ – วิถีเก่าแก่แห่งชนอะแลสกา

ฤดูกาลแห่งการ ล่าวาฬ วิถีและประเพณีอันเก่าแก่ของชนพื้นเมืองในอะแลสกา บนเขาทางเหนือของอะแลสกา วัฒนธรรมของอินูเปียตมีศูนย์กลางอยู่ที่วาฬ  ทุกฤดูใบไม้ผลิ ชายและหญิงจะใช้เวลานานเป็นสัปดาห์ๆ บน “ทูวัก” หรือผืนน้ำแข็งบริเวณใกล้น้ำ เพื่อเฝ้าดูบรรดาวาฬหัวคันศรซึ่งอพยพขึ้นเหนือจากทะเลเบริงสู่เขตอาร์กติกของแคนาดา  เมื่อใครสังเกตเห็นวาฬสักตัว ทีมล่าวาฬจะลากเรืออูมีอักลงน้ำ  ปกติแล้วจะมีโอกาสเพียงหนเดียวในการยิงฉมวกไปยังวาฬ  ถ้าการล่าวาฬประสบความสำเร็จ ทุกคนในหมู่บ้านจะได้รับเนื้อวาฬปันส่วน เรื่องราวของความสืบเนื่องทางวัฒนธรรม ทำให้ช่างภาพ คิลอิ ยู่หยาน ติดใจ  ยู่หยานเองก็เป็นชนพื้นเมืองด้วย เขาเป็นลูกหลานของพรานและชาวประมงเผ่าเฮอซี (หรือนานายในรัสเซีย) ทางตอนเหนือของจีนและตะวันออกเฉียงใต้ของไซบีเรีย  เขาบอกว่าเรื่องราวมากมายที่เล่าถึงชุมชนพื้นเมืองว่าล่มสลายหรือแร้นแค้นนั้น มักละเลยความซับซ้อนของชุมชนเหล่านั้น “คุณต้องอยู่กับพวกเขาถึงจะเห็นความหวังอันเต็มเปี่ยมและความเบิกบาน” ในช่วงห้าปี ยู่หยานอยู่กับชาวอินูเปียตที่อูตคีอารก์วิก (เดิมรู้จักกันในชื่อ แบร์โรว์) นาน 10 เดือน  เขาตั้งแคมป์อยู่กับลูกมือคนหนึ่งบนผืนน้ำแข็งเพื่อดูวาฬ และหลายหนก็อาสาเป็นยามกะกลางคืนเมื่อความมืดและความเงียบสงัดโรยตัวปกคลุม  เขาพบว่า ความเงียบสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อวาฬสักตัวเดินทางมาถึง ผู้สังเกตการณ์จะบอกตำแหน่งของมัน กระตุ้นให้ลูกทีมเอาเรือออกไป “เมื่อวาฬเข้ามาใกล้ เสียงพวกมันชัดมาก พวกมันร้องเพลง เหมือนละครเพลงเลยครับ” เรื่อง แดเนียล สโตน ภาพถ่าย คิลอิ ยู่หยาน อ่านเพิ่มเติม ภัยคุกคามฉลามวาฬคือเรื่องจริง

ชาวบาจาววิวัฒน์ร่างกายให้มีม้ามใหญ่ ช่วยดำน้ำนานขึ้น

เป็นเวลาหลายร้อยปีแล้วที่การคัดเลือกทางธรรมชาติช่วยให้ชาวบาจาวซึ่งอาศัยอยู่ในทะเลมีพันธุกรรมที่แข็งแรง และปรับตัวเข้ากับการดำน้ำ