วันศักดิ์สิทธิ์ - National Geographic Thailand

วันศักดิ์สิทธิ์

เรื่อง นีนา สตรอคลิก

ณ ที่แห่งใดแห่งหนึ่งในโลก อาหาร พิธีกรรม หรือเครื่องสังเวย กำลังได้รับการจัดเตรียม เพื่อใช้ประกอบพิธีทางศาสนา ซึ่งเป็นไปได้มากว่าน่าจะเป็นของชาวคาทอลิกหรือไม่ก็ ชาวฮินดู หากชาวคาทอลิกเฉลิมฉลองวัน นักบุญทุกองค์ หรือชาวฮินดูประกอบพิธีบูชา ในวันประสูติของเทพเจ้าทุกองค์ เกือบทั้งปีอาจไม่มีวันว่างเลยก็เป็นได้

ปฏิทินในศาสนายิวมีวันหยุดนับสิบวัน แต่พระคัมภีร์โตราห์หรือชุดพระบัญญัติ (Torah) ระบุถึงวันที่ต้องปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัดเพียงห้าวัน ชาวมุสลิมได้ชื่อว่าเป็นศาสนิกชน ผู้ประหยัดวันหยุดเช่นกัน ในศาสนาอิสลาม การเฉลิมฉลองที่ใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นเพียงปีละสอง ครั้ง นั่นคือ อีดิ้ลฟิตรีหลังการถือศีลอด ในเดือนเราะมะฎอน และอีดิ้ลอัฎฮาหลัง การประกอบพิธีฮัจญ์

ใครเฉลิมฉลองวันหยุดทางศาสนามากที่สุด? ศาสนาหลักๆ เก้าศาสนาของโลกมีวันหยุดทางศาสนารวมกันมากกว่าหนึ่งร้อยวันในปี 2018 ทั้งนี้การเฉลิมฉลองวันสำคัญทางศาสนาแตกต่างกันออกในแต่ละนิกาย ประเทศและภูมิภาคอีกด้วย

การกำหนดเส้นแบ่งเขตวันสากล (inter- national date line) เมื่อปี 1884 ทำให้วัน หยุดทางศาสนาในหลายประเทศที่เคยเริ่มต้นหลังพระอาทิตย์ตกดินถูกเลื่อนออกไปเป็น วันรุ่งขึ้น ปัจจุบัน วันหยุดทางศาสนาจำนวน ไม่น้อยได้รับอิทธิพลจากปัจจัยต่าง ๆ อาทิ ผลิตภาพ (productivity) ทางเศรษฐกิจ นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้การเฉลิมฉลองทางศาสนาบางเทศกาลหมุนเวียนเปลี่ยนไปทุกปีเพื่อให้ตรงกับวันหยุดสุดสัปดาห์

ในอินเดียที่มีผู้นับถือศาสนาหลากหลาย พลเมืองสามารถเลือกวันหยุดเพิ่มเติมจากรายการวันหยุดทางศาสนาของชาวคริสต์ มุสลิม ซิกข์ และพุทธ นอกเหนือจากวันหยุดทางการในศาสนาฮินดูจำนวน 28 วัน “ในสังคมพหุศาสนา การที่วันหยุดในศาสนาใดศาสนาหนึ่งได้รับการยอมรับอย่าง เป็นทางการจากรัฐบาลถือเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่การยอมรับของสาธารณชนต่อศาสนาของคนกลุ่มอื่น ๆ ในสังคม” เจ. กอร์ดอน เมลตัน อาจารย์ด้านศาสนศึกษาที่มหา- วิทยาลัยเบย์เลอร์ และผู้เขียนสารานุกรม Religious Celebrations อธิบาย

อินเดียแซงหน้าสหรัฐฯ เรื่องการเฉลิมฉลอง ในประเทศที่มีศาสนาหลากหลายเช่นอินเดีย ให้การยอมรับวันหยุดทางศาสนาทั้งของคนส่วนใหญ่และคนส่วนน้อยในประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ มีวันหยุดทางศาสนาอย่างเป็นทางการเพียงวันเดียวคือวันคริสต์มาส

สำหรับศาสนาที่มีวันหยุดมากที่สุดนั้น ชาวฮินดูนำโด่งเรื่องการเฉลิมฉลอง เนื่องจากศาสนาฮินดูฉลองวันเกิดและหมุดหมายสำคัญต่างๆ ของเทพเจ้าหลายร้อยองค์ นอกจากนี้ยังมีการฉลองการเปลี่ยนฤดูกาล การเก็บเกี่ยวพืชผล และดิถี (phase) ของดวงจันทร์ มองไปที่อินโฟกราฟฟิกจะเห็นว่าแต่ละศาสนามีวันเฉลิมฉลองปีใหม่ที่ไม่ตรงกัน ในศาสนาคริสต์ใช้ปฏิทินเกรโกเรียน ส่วนศาสนาอื่นๆ นั้นก็มีระบบการนับปีที่แตกต่างกันออกไป

ทั้งนี้จำนวนของศาสนิกชนในแต่ละศาสนาเป็นตัวเลขประมาณการ ณ ปี 2015 แสดงเฉพาะวันสำคัญที่ศาสนาใดศาสนาหนึ่งเฉลิมฉลองอย่างกว้างขวางและโดยศาสนิกชนส่วนใหญ่ของศาสนานั้นๆ วันทั้งหมดสอดคล้องกับปฏิทินสุริยคติ วันหยุดในศาสนาพุทธอิงกับวันหยุดในภูมิภาคแถบเอเชียตะวันออก ขณะที่ทิเบตและศรีลังกาเฉลิมฉลองวันสำคัญในศาสนาพุทธไม่ตรงวันกัน นอกเหนือจากห้าศาสนาหลักแล้ว อินเดียยังยอมรับวันหยุดของศาสนาเซนและโซโรแอสเตอร์ด้วย

 

อ่านเพิ่มเติม : เมืองเล็กๆ ในเม็กซิโกนี้ นับถืออิสลาม๖๐ ปี พระไพศาล วิสาโล

เรื่องแนะนำ

บันทึกประวัติศาสตร์ “โชคดีที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง หลังมีประกาศให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 สามารถเข้าพื้นที่รอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวงได้ตั้งแต่เวลา 05.00น. ของวันที่ 25 ตุลาคม สิ่งที่ฉันเห็นผ่านภาพข่าวและจากการตระเวนสำรวจรอบพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม คือภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยจากทั่วทุกสารทิศหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จำเป็นเข้ามาจับจองพื้นที่ใกล้เคียงจุดคัดกรองทั้งเก้าจุดเพื่อหวังจะมีโอกาสเข้าไปกราบถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย บางคนตั้งใจมารอตั้งแต่ช่วงดึกของวันที่ 22 ก็มี ไม่นานนัก ตลอดแนวบาทวิถีและหน้าอาคารพาณิชย์บริเวณนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดสีดำ…ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน นอกจากต้องลดขั้นตอนการใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุด กินน้อย นอนน้อย เข้าห้องน้ำน้อยแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบจากธรรมชาติมากมาย ตั้งแต่อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผาจนผิวแทบไหม้และสายฝนที่กระหน่ำเป็นระยะๆไปจนถึงอาการอ่อนเพลียลมแดด และไข้หวัดที่เริ่มเล่นงานหลายคน แต่ทุกคนก็ยัง “ยิ้มสู้” และยืนหยัดรอต่อไป ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันคิดในใจว่าจะต้องใช้ความรักมากแค่ไหนกันกว่าที่คนคนหนึ่งจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนี้แต่คำถามเดียวกันนี้ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะความรักที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์นั่นเอง จุดเริ่มต้นของการมีทุกอย่างทีดีในวันนี้คือการต่อสู้กับความยากจนอันเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆตั้งแต่ดอยสูงเสียดฟ้าจรดชายเลนปากทะเลเพื่อทรงรับฟังปัญหาตรวจตราพื้นที่ และเก็บข้อมูลด้วยพระองค์เอง แม้ข้าราชบริพารหลายคนจะเคยกราบทูลว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบากพระวรกายเช่นนั้น แต่ก็ทรงทำเพราะต้องการให้ประชาชนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ  จนมีคำกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯไปไม่ถึง” เช้ามืดวันแห่งประวัติศาสตร์  26 ตุลาคม 2560 […]

การยอมรับตัวตนนักพรตข้ามเพศในเทศกาลกุมภเมลาอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวฮินดู

ลักษมี นารายัน ตริปาธี นักกิจกรรมรณรงค์เพื่อคนข้ามเพศนำขบวนทางศาสนาระหว่างพิธีกุมภเมลาประจำปี 2019 เทศกาลทางจิตวิญญาณที่ใหญ่ที่สุดของอินเดียและเป็นการรวมตัวกันของมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก “ฉันได้ทำความดีมาตลอดชีวิต เพื่อได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นแน่” – คำกล่าวจากผู้นำกลุ่มนักพรตข้ามเพศ ภาวิตรา นิมโพราคาร์ (PAVITRA NIMBHORAKAR) กล่าวว่า ในช่วงชีวิตของตลอด 43 ปีที่ผ่านมา เธอไม่เคยได้รับความรักและเคารพในช่วงเวลา 49 วันแห่งเทศกาล กุมภเมลา มากมายเท่าปีนี้มาก่อน กุมภเมลา เป็นเทศกาลทางจิตวิญญาณของอินเดียที่ใหญ่ที่สุดและเป็นเทศกาลรวมตัวของมนุษย์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เทศกาลนี้จัดเวียนทุกๆ 3 ปีใน 4 เมือง คือ หริทวาระ (Haridwar) นาสิก (Nashik) อุชเชน (Ujjain) และ อิลลาฮาบาด (Allahabad or Prayagraj) โดยเมืองทั้งหมดนี้ตั้งอยู่ใกล้พื้นที่บรรจบของแม่น้ำสามสาย ได้แก่ คงคา ยมุนา และสรัสวดี ซึ่งตามความเชื่อของศาสนาฮินดู พื้นที่บรรจบกันของแม่น้ำเหล่านี้เป็นสถานที่ซึ่งสสาร (essence) ของความเป็นอมตะกระเด็นออกจากเหยือกศักดิ์สิทธิ์ระหว่างการต่อสู้ระหว่างเทพเจ้ากับปีศาจ เหล่าผู้ศรัทธาราวกว่า 250 ล้านคนที่เข้าร่วมเทศกาลกุมภเมลาเชื่อว่าการได้ลงไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคาในเทศกาลนี้ เป็นการชำระล้างบาปและความชั่วร้ายออกจากร่างกาย […]

สำรวจโลก : นาฏลีลาเก่าแก่กลับมารุ่งเรือง

เรื่อง กูลนาซ ข่าน แม้ศิลปะการร่ายรำจะถือเป็นภาษาเก่าแก่ที่สุดภาษาหนึ่งในโลก ทว่าหลายครั้งความสำคัญเชิงวัฒนธรรมของมันกลับเลือนหายไป กระนั้น ปรากฏการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วโลกคือ ศิลปะการร่ายรำหรือนาฏศิลป์บางอย่างกำลังฟื้นคืนชีพ ขณะที่บางอย่างได้รับดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย ตัวอย่างเช่นเมื่อปี 2011 บียอนเซนำระบำพื้นเมือง ของเอธิโอเปียที่เรียกว่า เอสคิสตา (Eskista) มาใช้ ในมิวสิกวิดีโอเพลง “Run the World (Girls)” บางครั้งการกลับมาของการร่ายรำเก่าแก่บางอย่างก็เปลี่ยนแนวทางปฏิบัติเรื่องเพศไปอย่างกลับตาลปัตร เช่น ระบำมอร์ริส (morris dance) อายุเก่าแก่ 500 ปีของอังกฤษที่เคยเป็นการละเล่นในหมู่ผู้ชาย กลับกลายเป็นที่นิยมในหมู่หญิงล้วน ขณะที่ผู้ชายในตุรกีสามารถโชว์ลีลาระบำหน้าท้อง เช่นที่เคยทำในยุคจักรวรรดิออตโตมัน ในอดีต ศิลปะการร่ายรำเคยกลับมารุ่งเรือง เช่นในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา การเต้นรำได้รับความนิยมขึ้นอีกครั้ง เมื่ออำนาจในการควบคุมชีวิตทางโลกของศาสนจักรอ่อนแรงลง แม้แต่การเต้นรำจังหวะวอลต์ซซึ่งทุกวันนี้ถือว่าเป็นการ เต้นรำแบบคลาสสิก ก็เคยถูกสั่งห้ามมาแล้ว เพราะ ถูกมองว่าส่งเสริมการถูกเนื้อต้องตัวระหว่างเพศ   อ่านเพิ่มเติม : ศิลปะเกาหลีเหนือที่เป็นมากกว่าโฆษณาชวนเชื่อ, นาฏยโนรา จิตวิญญาณแห่งแดนใต้