นวัตกรรมเพื่อเมือง: ทางจักรยานจากธรรมชาติ - National Geographic Thailand

นวัตกรรมเพื่อเมือง: ทางจักรยานจากธรรมชาติ

นวัตกรรมเพื่อเมือง: ทางจักรยานจากธรรมชาติ

ดาน โรสการ์ด (Daan Roosegaarde) สถาปนิกผังเมือง นวัตกร และนักดำน้ำตอนกลางคืน ค้นพบแรงบันดาลใจจากแพลงก์ตอนเรืองแสงที่นำไปสู่ผลงานนวัตกรรมเพื่อเมือง  “พวกมันไม่มีแบตเตอรี่ ไม่มีใบแจ้งค่าไฟฟ้า ไม่มีสัญญาซ่อมบำรุงครับ” เขาบอก “เราเรียนรู้อะไรจากพวกมันได้บ้าง” คำถามนี้ช่วยขับเคลื่อนงานสำคัญในชีวิตของโรสการ์ด นั่นคือการนำแนวคิดจากธรรมชาติมาช่วยให้เมืองมีประสิทธิภาพและสวยงามมากขึ้นโดยไม่ทำร้ายโลก

เพื่อเลียนแบบแพลงก์ตอนเรืองแสง โรสการ์ดและเพื่อนร่วมงานฝังโคมไฟหินพลังงานแสงอาทิตย์ลงไปในเส้นทางจักรยานที่เห็นในภาพ นวัตกรรมเพื่อเมืองชิ้นนี้อยู่ในเมืองนือเนนของเนเธอร์แลนด์  ซึ่งเคยเป็นบ้านของฟินเซนต์ ฟาน ก็อก ดังนั้นหินเรืองแสงจึงได้รับการจัดเรียงให้คล้ายกับภาพ “The Starry Night” ผลงานชิ้นเอกของศิลปินชื่อก้อง และถนนนี้จึงได้อีกชื่อหนึ่งว่า Van Gogh Path

นวัตกรชาวดัตช์ผู้นี้คิดว่าเป็นเรื่อง “ประหลาด” ที่ผู้คนให้ความสนใจยานพาหนะ แต่ละเลยพื้นผิวที่พวกเขาขับขี่ เพราะ “โครงสร้างพื้นฐานกำหนดวิถีเมืองและภูมิทัศน์ของเรามากกว่ารถยนต์” เขาพลิกจุดสนใจนั้นด้วยสิ่งประดิษฐ์สำหรับถนน  เช่น สีบนผิวถนนที่เปลี่ยนไปเมื่ออุณหภูมิลดลง ช่องทางเดินรถที่ประจุไฟฟ้าให้รถยนต์พลังงานไฟฟ้าซึ่งวิ่งบนนั้น และเส้นจราจรสะท้อนแสงที่ได้พลังงานจากมลภาวะทางแสงในเมือง

เรื่อง นาตาชา เดลี

ภาพถ่าย มาร์ก บอลซีอุส

เส้นทางจักรยานพลังงานแสงอาทิตย์ของดาน โรสการ์ด เรืองแสงในเวลากลางคืนโดยอาศัยพลังงานที่เก็บสะสมไว้ในช่วงเวลากลางวัน

 

ชมผลงานนวัตวกรรมเพื่อเมืองอื่นๆ ของโรสการ์ดได้ ที่นี่

 

 

อ่านเพิ่มเติม

ภูมิประเทศอันน่ามหัศจรรย์จากเทคโนโลยี Laser Scanner

เรื่องแนะนำ

The Jumper : เด็กโดดแห่งสังขละบุรี

เรื่องและภาพ วีรวัฒน์  เวียงไชย (รางวัลชมเชยโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7) หนึ่งในจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวมักจะมี อ. สังขละบุรี จ. กาญจนบุรี อยู่ในรายการด้วยเสมอ  นอกจากวัฒนธรรมอันหลากหลายของชาวไทยหลากเชื้อชาติในท้องถิ่นแล้ว นักท่องเที่ยวยังเดินทางมาเพื่อสัมผัสกับอากาศที่เย็นสบาย วิวของเขื่อนวชิราลงกรณ์ และการกระโดดสะพานมอญของเด็กโดดแห่งสังขละบุรี ในขณะที่เด็กไทยเชื้อสายมอญบางส่วนแต่งชุดประจำถิ่น อาสาเป็นไกด์บรรยายประวัติความเป็นมาของสะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์และเมืองสังขละบุรี แต่ยังมีเด็กชายล้วนอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยความกล้าเพื่อกระโดดจากสะพานมอญซึ่งสูงหลายสิบเมตรเพื่อเรียกเสียงฮือฮาจากนักท่องเที่ยว  ทั้งหมดสวมเฉพาะกางเกงและปราศจากอุปกรณ์ป้องกันตัวเมื่อกระโดดจากที่สูงลงสู่พื้นน้ำข้างล่างที่มีเรือแล่นผ่านไปมาไม่ขาดสาย  นอกจากคำถามต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเด็กๆ ที่แลกกับการท่องเที่ยวแล้ว วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเพราะรายได้พวกเขา เช่น การขาดเรียน การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การทะเลาะวิวาท ใช้ยาเสพติด ฯลฯ ยังทำให้เกิดข้อสงสัยต่ออนาคตของพวกเขาเองด้วย  

‘ซูชิ’ ยังคงเป็นราชาแห่งอาหารญี่ปุ่น ขณะเดียวกัน ‘ราเมน’ ก็กำลังเข้ามาชิงบัลลังก์นี้

สองอาหารจานหลักที่เปรียบเสมือนหัวใจ (และกระเพาะ) ของประเทศญี่ปุ่น ที่มากด้วยความเฉพาะตัวจนไม่เคยส่อแววว่าจะเลือนหายไปแม้จะผ่านมานานนับศตวรรษแล้วก็ตาม ญี่ปุ่นคือสวรรค์ของคนรักอาหาร คุณสามารถมองหาอาหารประเภทใดก็ได้ที่นี่ แต่แน่นอนว่า ที่สุดของความภาคภูมิใจคืออาหารเก่าแก่อายุสองศตวรรษอย่าง ‘ซูชิ’ ที่ยังคงเป็นราชาแห่งอาหารญี่ปุ่น แม้ว่าในขณะเดียวกัน ‘ราเมน’ ก็กำลังเข้ามาชิงบัลลังก์นี้  ซูชิ ไม่มีอาหารญี่ปุ่นชนิดใดที่มีแก่นสารมากไปกว่าซูชิ ในปัจจุบัน ซูชิได้พัฒนาไปไกลจากต้นกำเนิดดั้งเดิมเมื่อหลายศตวรรษก่อนอย่างการใช้ข้าวหมักเพื่อถนอมปลา เชฟทำซูชิ หรือ อิตามาเอะ ต้องผ่านการฝึกฝนอย่างละเอียดรอบคอบ บางครั้งก็กินเวลานับสิบปีเพื่อให้เชี่ยวชาญในทักษะการใช้มีดอย่างแม่นยำและความรู้เกี่ยวกับสารานุกรมปลาที่จำเป็นทั้งหมด จานหลักของซูชิ ได้แก่ นิกิริ ข้าวเย็นชะล้างด้วยน้ำส้มสายชู (ข้าวซูชิ) กดให้เป็นรูปร่าง วางทับด้วยอาหารทะเลดิบหรือปรุงสุก ผัก ไข่สุก หรือส่วนผสมอื่น ๆ ถัดมาคือ ชิราชิซูชิ ข้าวซูชิหนึ่งชามโปะด้วยวัตถุดิบข้างต้น อีกรูปแบบหนึ่งคือ มากิ ข้าวซูชิม้วนห่อด้วยสาหร่ายและไส้จำนวนเท่าใดก็ได้ โดยมีอีกรูปแบบที่คล้ายคลึงกันเรียกว่า อุรามากิ เป็นการสลับนำข้าวออกมาอยู่ด้านนอกสาหร่าย ท้ายที่สุดคือ เทมากิ กรวยสาหร่ายม้วนด้วยมือที่ใส่ข้าวซูชิและวัตถุดิบอื่น ๆ ลงไป ในปัจจุบัน ความนิยมของซูชิได้แผ่ขยายออกสู่ทั่วโลก แต่การนำเสนอและอิตามาเอะ (เชฟทำซูชิ) ที่ดีที่สุดยังคงพบได้ในญี่ปุ่นเพียงเท่านั้น แน่นอนว่าโตเกียว มีเชฟระดับโลกและอาหารทะเลสดใหม่จากทั่วทุกมุมโลก (นั่นคือเหตุผลที่ตลาดปลาสึกิจิเป็นตลาดปลาที่ใหญ่ที่สุดในโลก) […]

ใบหน้าใหม่ สำคัญแค่ไหนต่อชีวิต

ใบหน้าบ่งบอกว่าเราเป็นใคร ถ่ายทอดอารมณ์หลากหลาย เป็นประตูเปิดสู่โลกที่เรารับรู้ผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ ทำให้เรามองเห็น ดมกลิ่น ลิ้มรส สดับฟัง และสัมผัสสายลมพัดโชย ใบหน้าบอกตัวตนของเราใช่ไหม? และชีวิตจะเป็นอย่างไรหากสูญเสียใบหน้าไป...ใบหน้าใหม่คืนชีวิตให้กลับมาได้อย่างไร รับฟังเรื่องราวเหล่านี้ผ่านบทสัมภาษณ์