รากเหง้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเมล็ดเชียของคุณ หยั่งรากลึกกว่าที่คิด

รากเหง้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงเมล็ดเชียของคุณ หยั่งรากลึกกว่าที่คิด

ก่อนหน้าที่เราจะเห็นกระถางดินเผาปลูกเมล็ดเชียหน้าตาแปลกๆ  ในโลกออนไลน์และสื่อสังคมในทุกวันนี้ เชียเพ็ต หรือสัตว์เลี้ยงเชียมีบทบาทในวัฒนธรรมทางศาสนาของชาววาฮากาในเม็กซิโกมาช้านาน

มาร์ทา ทูรอก นักมานุษยวิทยาชาวเม็กซิโก ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะพื้นบ้าน สะดุดตากับสัตว์เลี้ยงเชียเป็นครั้งแรกที่ห้างสรรพสินค้าวูลเวิร์ทในเม็กซิโกซิตีช่วงต้นทศวรรษ 1990  ตุ๊กตาดินเผารูปหมีบนกล่องมีขนหยุกหยุยสีเขียวขึ้นอยู่เต็ม เธอรู้ในทันทีว่า สิ่งนี้ได้รับอิทธิพลจากงานฝีมือที่มีนัยทางศาสนาของท้องถิ่น แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่ามันได้กลายเป็นสินค้าแปลกใหม่ในปัจจุบัน “ฉันคิดในใจว่า บ้าไปแล้วที่มีใครบางคนคิดว่า นี่เป็นของที่เด็กๆ น่าจะเล่นสนุกได้” ทูรอกเท้าความหลัง

ทุกวันนี้ หลังผ่านมา 50 ปีนับตั้งแต่เชียเพ็ต (Chia Pet) หรือกระถางดินเผาปลูกเมล็ดเชียที่ทำเป็นรูปสัตว์ต่างๆ วางขายเป็นครั้งแรกในสหรัฐฯ พืชกระถางเล็กๆ น่ารักเหล่านี้ยังคงเป็นสินค้าขายดี โดยมาในรูปทรงสัตว์ชนิดต่างๆตั้งแต่แกะ เต่า ลูกแมว ไปจนถึงตุ๊กตาหมี 

กันดีโด รามีเรซ วัย 81 ปีจากซันตามาเรียอัตซอมปา ในรัฐวาฮากาของเม็กซิโก เป็นหนึ่งในช่างฝีมือประดิษฐ์ กระถางเชียรูปสัตว์ดินเผา ซึ่งนำมาตกแต่งแท่นพิธีในช่วงเซมานาซันตา หรือสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ในคริสต์ศาสนา ก่อนหน้า ถึงวันอีสเตอร์ กระถางรูปสัตว์เหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจให้สินค้าอเมริกันที่แปลกใหม่และขายดีตลอดกาลในชื่อ เชียเพ็ต (Chia Pet)

ขณะที่กระบวนการปลูกยังใช้วิธีการเดิม นั่นคือเริ่มจากแช่กระถางรูปสัตว์ที่เต็มไปด้วยรูพรุนในน้ำ นำเมล็ดเชียมาผสมกับน้ำให้มีลักษณะข้นเหนียว แล้วทาทับบนกระถาง จากนั้น ต้นพืชอ่อนจะค่อยๆ งอกขึ้นปกคลุม จน “สัตว์เลี้ยง” ของคุณกลายเป็นกลุ่มก้อนพืชสีเขียวชอุ่ม สัตว์เลี้ยงเชียกลายมาเป็นของตกแต่งถูกใจคนรุ่นใหม่ เพราะแรงกระตุ้นจากคลิปวิดีโอบนโลกออนไลน์และสื่อสังคม เสน่ห์ของสัตว์เลี้ยงเชียยังคงเชื่อมโยงกับคนรุ่นหลังได้ไม่ต่างจากในอดีต

เสน่ห์อันยืนยงของสัตว์เลี้ยงเชียยังทำให้ทูรอกประหลาดใจจนถึงปัจจุบัน เพราะรากเหง้าหรือความเป็นมาทางศาสนาของมันเป็นสิ่งที่ผู้คนมักมองข้าม ในรัฐวาฮากาทางใต้ของเม็กซิโก กระถางดินเผารูปสัตว์ที่ปลูกเมล็ดเชียจนงอกขึ้นปกคลุมเป็นของประดับแท่นพิธีในเทศกาลเซมานาซันตา (Semana Santa) หรือสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์ ในบ้านเรือนและโบสถ์ จนถึงช่วงเทศกาลอีสเตอร์ แท่นบูชาในสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องราวของศรัทธาและพิธีการ ประดับประดาไปด้วยเทียน ดอกไม้ และของตกแต่งอื่นๆ ที่ตั้งไว้ข้างๆ ลา วีร์เฆน เด ลอส โดโลเรส (พระแม่แห่งความโศกเศร้า) 

กระถางเชียรูปสัตว์จากโรงงานของรามีเรซมีอาทิ วัว หมู เป็ด และนกฮูก กระบวนการปลูกเริ่มจากนำกระถางและเมล็ดเชียไปแช่น้ำให้ชุ่ม เมื่อเมล็ดเชียกลายเป็นยางเหนียวข้นแล้ว จึงนำไปป้ายตามร่องที่ทำไว้บนตัวสัตว์ รามีเรซบอกว่า ถ้าเริ่มเพาะเมล็ดเชียในช่วงสัปดาห์ที่สี่ของเทศกาลมหาพรต ต้นเชียจะงอกกลายเป็นขนสีเขียวปกคุลมทั้งตัวสัตว์พอดีในช่วงเซมานาซันตาหรืออีกสองสัปดาห์ให้หลัง

สำหรับผู้ศรัทธา กระถางรูปสัตว์เหล่านี้มีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างลึกซึ้ง ราอุล อากีลาร์ ศิลปินเซรามิกผู้พำนักอยู่ในซีแอตเทิล บอก เขาเป็นชาวเชียปัส รัฐเพื่อนบ้านของวาฮากา และเคยเขียนบทความเกี่ยวกับความสำคัญของประเพณีนี้ไว้ อากีลาบอกว่า ต้นเชียสีเขียวหมายถึง “ชีวิตที่ดำเนินต่อไป” ในช่วงที่ผู้คนเฝ้ารอการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ในวันอีสเตอร์ นอกจากนี้ การเลือกสัตว์ที่นำมาปลูกเชียก็มีความหมายเช่นกัน แกะหมายถึงพระเมษโปดก หรือลูกแกะของพระเจ้า (ชื่อเรียกของพระเยซูคริสต์) ส่วนไก่เพศผู้อ้างอิงเรื่องราวจากพระคริสตธรรมคัมภีร์ เมื่ออัครสาวกเปโตรปฏิเสธพระเยซูสามครั้งก่อนไก่ขันในตอนรุ่งสาง วัวเพศผู้ แพะ สุนัข กวาง และกระทั่งช้าง เป็นกระถางรูปสัตว์ที่พบเห็นได้บนแท่นบูชาในปัจจุบัน

รามีเรซสร้างสรรค์กระถางเชียรูปสัตว์แบบดั้งเดิมมานานกว่า 50 ปี โดยปัจจุบันมีกลารา โอฟีเลีย รามีเรซ เวลัสโก ผู้เป็นลูกสาวเข้ามาสานงานต่อ ในแต่ละปี พวกเขาผลิตกระถางเชียรูปสัตว์กว่า 800 ชิ้น เพื่อใช้ในเทศกาลเซมานาซันตา โดยจะเริ่มลงมือผลิตงานตั้งแต่ต้นเดือนสิงหาคมของปีก่อนหน้า

กรรมวิธีการทำสัตว์เลี้ยงเชียเริ่มจากช่างฝีมือจะใช้แม่พิมพ์ และนำก้อนดินเหนียวชุ่มน้ำมาขึ้นรูปกลวงเป็นรูปร่างสัตว์ที่เลือกไว้ จากนั้นจึงเพิ่มลักษณะเฉพาะของสัตว์นั้นๆ เช่น ขา และเขาสัตว์อย่างวัวและกวาง เมื่อกระถางแห้งดีแล้วจนมีลักษณะคล้ายหนังมันเงา ช่างจะลงลายด้วยการใช้เหล็กแหลมขีดหรือกรีด (หรืออาจใช้หวีหรือส้อม) ให้เป็นร่องที่จะลงเมล็ดพืชและเอื้อให้ต้นอ่อนงอกขึ้นมาได้ เมื่อนำไปเผาในเตาอบครั้งแรกเสร็จแล้ว ช่างจะนำน้ำยาเคลือบสีเขียวแก่มาทา และนำไปอบอีกครั้งเพื่อให้น้ำยาเคลือบหลอมติดกับดินเผา

อากีลาร์มองว่า ของตกแต่งแท่นบูชาในสัปดาห์ศักดิ์สิทธิ์เป็นตัวอย่างอันทรงพลังของการผสมผสานความเชื่อ วัฒนธรรมและประเพณีทางศาสนาที่แตกต่างเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ถือเป็นความย้อนแย้งทางประวัติศาสตร์ที่เมล็ด Salvia hispanica หรือเมล็ดเชียซึ่งมีลักษณะคล้ายเมล็ดธัญพืช กลับมามีบทบาทสำคัญในวัฒธรรมคาทอลิก เพราะครั้งหนึ่ง   สเปนเคยห้ามเพาะปลูกพืชชนิดนี้ด้วยเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับศาสนาพื้นเมือง เมล็ดเชียเคยเป็นพืชอาหารหลักของ  ชนพื้นเมืองเม็กซิโก พวกเขาหีบเมล็ดเชียเพื่อสกัดน้ำมันที่มีสรรพคุณเป็นยา และบดเป็นผงเพื่อนำมาทำแป้งประกอบอาหาร จักรพรรดิแอซเท็กทรงรับเมล็ดเชียในฐานะเครื่องบรรณาการจากดินแดนที่ทรงพิชิตได้ ขณะที่บรรดานักรบดื่มเครื่องดื่มชูกำลังทำจากแป้งเชียผสมน้ำและน้ำเชื่อมอากาเวก่อนออกรบ อันที่จริง รัฐเชียปัสเองน่าจะได้ชื่อมาจากเมล็ดเชียในภาษาของชาวแอซเท็ก สื่อถึงดินแดนที่มีต้นเชียงอกงาม

บนแท่นบูชาประจำบ้านของชาวคาทอลิกในหมู่บ้านเตโอติตลานเดลวาเย รัฐวาฮากา กระถางเชียรูปสัตว์ขนปุกปุยจะ วางคู่กับเทียน ผลไม้ และดอกไม้ ก่อนหน้าวันเฉลิมฉลองการฟื้นคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ในวันอีสเตอร์ กระถางที่มี ต้นเชียงอกขึ้นมาปกคลุมเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตใหม่

กระนั้น แม้กระถางเชียรูปสัตว์จะมีทั้งประวัติความเป็นมาและความหมายเชิงสัญลักษณ์ แต่ของตกแต่งเหล่านี้ยังมีเรื่องราวสนุกสนานในตัวเช่นกัน “พวกมันช่วยทำให้พระแม่ยิ้มได้ครับ” อากีลาร์บอก “สัตว์เลี้ยงเชียน่ารัก พวกมันบอกพระองค์ว่า ‘อย่าร้องไห้ไปเลยนะ พระแม่!’” 

ของตกแต่งน่ารักน่าเอ็นดูเหล่านี้เตะตาโจเซฟ พีดอตต์ นักการตลาดชาวอเมริกันผู้ล่วงลับ เมื่อปี 1977 หลังตัวแทนจำหน่ายจากร้านขายยานำกระถางเชียรูปสัตว์ที่นำเข้าจากวาฮากามาให้เขาดู พีดอตต์คิดว่า เขาน่าจะขายสินค้านี้ได้เป็นกอบเป็นกำ จึงรีบคว้าลิขสิทธิ์ไว้ และเดินทางไปเม็กซิโกเพื่อศึกษากระบวนการผลิต บริษัทที่เขาก่อตั้งขึ้นและ ย้ายฐานการผลิดไปยังจีนเมื่อปี 1989 บอกว่า จนถึงปัจจุบัน พวกเขาขายกระถางเชียรูปสัตว์ไปแล้วกว่า 32 ล้านชิ้นใน 11 ประเทศ

หนึ่งในนั้นเป็นชิ้นที่มาร์ทา ทูรอก ซื้อจากห้างในเม็กซิโกซิตีเมื่อกว่า 30 ปีก่อน แม้ว่าภาพสินค้าบนกล่องจะเป็นรูปตุ๊กตาหมี แต่เมื่อเปิดกล่องที่บ้าน เธอพบว่า สัตว์ข้างในเป็นเต่า แม้จะไม่เคยนำมาเพาะเลย แต่เธอยังเก็บสัตว์เลี้ยงเชียตัวนั้นไว้ และบอกว่า เธอซื้อไว้เพื่อนำมาสอนลูกชายเกี่ยวกับวิธีที่คนเราสามารถนำสินค้าดั้งเดิมมาปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ได้อย่างไม่คาดคิด


อ่านเพิ่มเติม : ฉีกต่อนปลาร้า เจาะลึกภูมิปัญญาปลาหมักแห่งสยาม

Recommend