อินเดียจะรณรงค์ให้ประชาชนล้างมือสู้ภัย ไวรัสโคโรนา ท่ามกลางการขาดแคลนน้ำได้อย่างไร

อินเดียจะรณรงค์ให้ประชาชนล้างมือสู้ภัยไวรัสโคโรนา ท่ามกลางการขาดแคลนน้ำได้อย่างไร

ภาพผู้หญิงคนหนึ่งอาบน้ำที่เมือง Bhubaneshwar ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของรัฐโอดิชา แม้กระทั่งในพื้นเมือง หลายครัวเรือนก็ไม่มีน้ำประปา ส่วนในพื้นที่ชนบทที่ไม่มีน้ำประปามีมากถึงร้อยละ 82 ภาพถ่ายโดย ANDREA BRUCE, NAT GEO IMAGE COLLECTION


มีเพียง 1 ใน 5 ของครัวเรือนจากประชากร 1.3 ล้านคนที่มีท่อประปา สิ่งนี้ทำให้การล้างมือของชาวบ้านถือเป็นเรื่องท้าทาย

เดลี, อินเดีย – ในหมู่บ้านไกธิ เมืองบุนเดลขัณฑ์ (Bundelkhand) ที่ตั้งอยู่ในตอนเหนือของภาคกลางในอินเดีย จะมีก๊อกน้ำสาธารณะ 1 ก๊อก ในทุก 5 ครัวเรือน เมืองบุนเดลขัณฑ์ต้องพบกับทุกข์ทนเนื่องจากภัยแล้งมาแล้วใน 2 ทศวรรษให้หลัง การขาดแคลนน้ำถือเป็นวิถีชีวิตของที่นี่ เนื่องการระบาดอย่างรวดเร็วของไวรัส COVID-19 ชาวบ้านมีตัวเลือกชวนกระอักกระอ่วนใจในการป้องกันตัวเพียง 2 ตัวเลือก คือล้างมือ ไม่ก็ทำระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) เพราะเป็นเรื่องยากที่จะทำทั้งสองอย่างในเวลาเดียวกัน

“เราไม่ได้รับอนุญาตให้มีคนมากๆ รวมตัวกันรอบก๊อกน้ำ และพยายามล้างมือให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้” มันกัล ซิงค์ ชาวบ้านในหมู่บ้านไกธิ กล่าว เขาเพิ่งทิ้งงานคนขับรถในเดลีเพื่อกลับมาบ้านเกิดของตัวเองเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่นายนเรนทระ โมที นายกรัฐมนตรี ออกคำสั่งให้ชาวอินเดีย 1.3 ล้านคนอยู่ภายในบ้านอย่างน้อย 3 สัปดาห์

และเมื่อวันที่ 31 มีนาคม กระทรวงทรัพยากรน้ำฯ ของอินเดียกระตุ้นให้รัฐบาลกระจายข้อความซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกว่า: ให้ล้างมือด้วยน้ำและสบู่เป็นเวลา 20 วินาที ไปตลอดทั้งวัน ซึ่งถือเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่สำหรับในอินเดียและประเทศที่กำลังพัฒนาอื่นๆ ข้อความนี้กลับละเลยปัญหาสำคัญที่ว่า: แล้วถ้าหากไม่มีน้ำสะอาดเพียงพอล่ะ?

เมื่อปีที่แล้ว เมืองเจนไน เมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 6 ในอินเดียเกิดปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากภาวะแห้งแล้งต่อเนื่อง NITI Aayog สถาบันคลังสมองด้านนโยบายของรัฐบาลอินเดียออกรายงานถึงวิกฤตการขาดแคลนน้ำที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศว่า ร้อยละ 82 ของครัวเรือนในชนบท หรือบ้านเรือนว่า 146 ล้านหลังไม่มีท่อประปา และเกือบร้อยละ 60 ของครัวเรือนในเมืองใหญ่ก็ไม่มีท่อประปาเช่นเดียวกัน

ไวรัสโคโรนา
ที่ตั้งกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย

ปัญหาในอินเดียไม่ได้มีเพียงการขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐานเท่านั้น ธนาคารโลกได้รายงานว่า มากกว่าครึ่งของเขตที่อยู่อาศัยในอินเดียกำลังประสบกับการขาดแคลนน้ำบาดาลหรือน้ำที่ปนเปื้อน ในปีนี้ก่อนช่วงฤดูร้อน พื้นที่เกือบร้อยละ 33 ของอินเดียประสบปัญหาภัยแล้ง หรือภาวะที่ใกล้เคียงกับภัยแล้ง พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ชนบทต้องพึ่งพารถบรรทุกน้ำจากรัฐบาลที่จะส่งน้ำมาให้อย่างมากที่สุดจำนวน 20-25 ลิตร ต่อคนใน 1 วัน ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการล้างมือเพื่อป้องกันไวรัส COVID-19 หากแต่ชาวบ้านจำเป็นต้องนำน้ำเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น

หมู่บ้านนับพันแห่งในภูมิภาค Marathwada ที่อามาร์ ฮาบิบ ทำงานและอาศัยอยู่ก็ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเช่นกัน ฮาบิบกล่าวว่ามีหลายครั้งที่รถบรรทุกน้ำของรัฐบาลไม่ได้เข้ามาที่หมู่บ้าน ความคิดที่จะให้ประชาชนล้างมือราว 10 ครั้งเป็นเวลา 20 วินาทีต่อครั้งจึงเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดยิ่ง

“พื้นที่ชนบทในอินเดียไม่มีน้ำเพียงพอที่จะล้างมือไปตลอดทั้งวันหรอกครับ” ฮาบิบ กล่าว

เคซาร์ ซิงค์ ประธานขององค์กรน้ำแห่งเมืองบุนเดลขัณฑ์ องค์การไม่แสวงหาผลกำไรท้องถิ่น กล่าวว่าหลายคนในภูมิภาคนี้ไม่มีแม้กระทั่งก๊อกน้ำส่วนรวม ผู้หญิงตามหมู่บ้านต่างๆ ต้องเดินเท้าเป็นระยะทางนับกิโลเมตรเพื่อไปต่อคิวตักน้ำอันยาวเหยียด และพวกเขาก็ให้ความสำคัญกับการนำน้ำไปทำอาหาร ดื่ม หรือเลี้ยงสัตว์มากกว่าเอามาล้างมือ

เรื่องของวัฒนธรรมนั้นมีส่วน

นอกจากเรื่องปัญหาการขาดแคลนน้ำ ชาวอินเดียในชนบทต่างมีทัศนคติที่ไม่ใส่ใจเรื่องการล้างมือมากนัก จากการสำรวจของรัฐบาล ชาวอินเดียกว่าร้อยละ 70 ล้างมือโดยไม่ใช้สบู่ก่อนการรับประทานอาหาร ในขณะที่ราวร้อยละ 30 จะล้างมือหลังการขับถ่าย ที่มักจะทำในพื้นที่เปิดโล่ง และบางครั้งก็มีการใช้ทราย ขี้เถ้า หรือโคลนแทนสบู่

การขาดสุขลักษณะที่ดีในพื้นที่ชนบททำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดหลายชนิด ในอินเดีย ราวร้อยละ 21 ของการเกิดโรคระบาด ทั้งอหิวาตกโรค โรคบิด โรคไวรัสตับอักเสบเอ หรือไข้ไทฟอยด์ ต่างเกิดจากน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยการล้างมือที่เหมาะสม เช่นเดียวกับโรคติดต่อทางเดินหายใจเช่นไข้หวัดใหญ่หรือ COVID-19

ในส่วนของทั่วโลก มีการประมาณการณ์ว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบราว 297,000 คนต้องเสียชีวิตจากโรคท้องร่วงซึ่งเกิดจากการขาดแคลนน้ำดื่ม การสุขอนามัยที่ดี และการขาดสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสุขอนามัย (เช่นการล้างหรือทำความสะอาด) ซึ่งในอินเดียเป็น สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุที่ทำให้เกิดการเสียชีวิตในเด็กมากที่สุด อนึ่ง มีการศึกษาว่าการล้างมือช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคท้องร่วงได้มากถึงร้อยละ 43

ไวรัสโคโรนา, ล้างมือ, อินเดีย
ครูคนหนึ่งสาธิตวิธีการล้างมือที่ถูกต้องให้กับเด็กๆ ที่โรงเรียนในหมู่บ้าน Gori Kothapally ในอินเดีย ภาพถ่ายโดย SANJIT DAS, PANOS PICTURES/REDU​X

โครงสร้างพื้นฐานก็เป็นส่วนสำคัญ

รายงานขององค์การอนามัยโลกและองค์กรยูนิเซฟเมื่อปีที่แล้วพบว่า ในปี 2017 คนกว่า 3 ล้านทั่วโลกหรือกว่าร้อยละ 40 ของประชากรโลก ขาดแคลนอุปกรณ์ขั้นพื้นฐานในการล้างมือด้วยสบู่กับน้ำภายในบ้าน คนมากกว่า 670 ล้านคนยังต้องขับถ่ายในที่เปิดโล่ง และอีกกว่า 700 ล้านคนยังต้องใช้อุปกรณ์ที่ขาดสุขอนามัยในการใช้ชีวิต

ยูซูฟ กาบิร์ เจ้าหน้าที่ขององค์กรยูนิเซฟในรัฐมหาราษฏระ (Maharashtra) กล่าวว่า ความกังวลใน COVID-19 จะเป็นโอกาสสำคัญที่จะชักจูงคนในพื้นที่ชนบทให้พัฒนาสุขอนามัยของตัวเอง

“มันเป็นไปได้ที่จะล้างมือให้เป็นกิจวัตรประจำวันแม้จะมีน้ำใช้อย่างจำกัด” คาบิร์ กล่าว โดยองค์กรยูนิเซฟได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลอินเดียเพื่อติดตั้งจุดล้างมือในตลาด โรงเรียน สถานีอนามัยตามพื้นที่ชนบาท

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญยังมีความกังวลเมื่อยามหน้าร้อนนี้มาถึงว่า อินเดียอาจจะพบกับภัยแล้งรุนแรงและเกิดการขาดแคลนน้ำอย่างหนักเช่นเดียวกับปีที่แล้ว โดยเมื่อปีที่แล้ว นายกรัฐมนตรีโมทีได้ให้คำมั่นว่าจะจัดหาน้ำประปาให้กับบ้านเรือนในชนบททุกหลัง ในอัตรา 55 ลิตรต่อคน ต่อวัน ภายในปี 2024

โดยสถานการณ์การระบาดของไวรัส COVID-19 จะกระตุ้นให้รัฐบาลอินเดียต้องทำตามคำมั่นนั้น และจะกระตุ้นให้ชาวอินเดียต้องเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองให้เร็วมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ อันจะส่งผลดีที่ยั่งยืนหลังผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาดนี้ไป

เรื่อง NILANJANA BHOWMICK


อ่านเพิ่มเติม สถานการณ์อันยากลำบากในมัณฑะเลย์, เมียนมา ช่วงไวรัสโคโรนา และการช่วยเหลือกันของชาวเมือง

มัณฑะเลย์

เรื่องแนะนำ

ฤดูกาลแห่งการ ล่าวาฬ: วิถีและประเพณีอันเก่าแก่ของชนพื้นเมืองในอลาสกา

สำหรับชนพื้นเมืองในอลาสกา วาฬคือศูนย์กลางวิถีชีวิตและประเพณีอันเก่าแก่ การล่าวาฬที่ทำกันเพียงปีละครั้ง ไม่เพียงเป็นแหล่งอาหารของคนทั้งชุมชน แต่ยังเป็นการสืบสานวิถีอันเก่าแก่ไม่ให้สาบสูญไป

ชาวสเปนหลงใหลการเต้นระบำเป็นชีวิตจิตใจ

ระบำฟลาเมงโก จังหวะการเต้นอันพริ้วไหวควบคู่กับดนตรีพื้นเมือง คือเอกลักษณ์อันโดดเด่นของ ประเทศสเปน หากนึกถึง ประเทศสเปน คุณอาจนึกถึงภาพของวัวกระทิงพันธุ์ดุและมาธาดอร์ถือผ้าสีแดง ประเทศสเปนยังมีสัญลักษณ์อีกมากมายกระจายอยู่ทั่วเมือง หรือคุณอาจนึกถึงหญิงสาวเต้นระบำโชว์ลีลาสะบัดกระโปรงอันพริ้วไหว การก้าวเท้าเข้าจังหวะ และสวมใส่กระโปรงบานสีดำแดงพองเป็นชั้นๆ มีดอกไม้ขนาดใหญ่สีแดงประดับบนศีรษะ สิ่งนี้คือระบำสเปน ถือเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่ง เพราะชาวสเปนชื่นชอบการเต้นรำเป็นชีวิตจิตใจ ระบำฟลาเมงโก (Flamenco) มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่สิบแปด การเต้นที่แสนโดดเด่นและมีชื่อเสียงของ ประเทศสเปน แต่เดิมได้รับอิทธิพลมาจากชาวยิปซี  นอกจากนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นหนึ่งในมรดกโลกด้านวัฒนธรรมอีกด้วย ระบำฟลาเมงโก ไม่ใช่เพียงการเต้นเท่านั้น แต่ยังผสมผสานระหว่างการร้องเพลง การเล่นกีตาร์ เต้นรำ การจับนิ้วมือและการปรบมือไปพร้อมกับจังหวะ ทั้งยังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ด้วยจังหวะการเต้นที่เร้าใจและสนุกสนาน รวมไปถึงเครื่องแต่งกายสีสันจัดจ้านสวยงามของเหล่านักเต้นทำให้เกิดเป็นเสน่ห์ของระบำฟลาเมงโกที่ชวนหลงใหล ชาวสเปนที่หลงใหลในเสียงเพลงและการเต้นระบำ ประเทศสเปน มีชื่อเสียงเรื่องการเฉลิมฉลอง งานรื่นเริง และความสนุกสนานของผู้คน ชาวสเปนมีอุปนิสัยชื่นชอบการเข้าสังคมและการสังสรรค์เป็นอย่างมาก มักจะรวมตัวกับเพื่อนและครอบครัว โดยการออกไปนั่งในบาร์ที่มีอาหารเช้าอย่าง ‘ทาปาส’ และเพลิดเพลินไปกับการดื่ม ‘กันโญส’ สิ่งที่ทำให้คุณประหลาดใจ คือวัยรุ่นชาวสเปน ที่ต่างชื่นชอบการสังสรรค์เป็นชีวิตจิตใจ แน่นอนว่าพวกเขาสามารถเข้าออกแหล่งท่องราตรีเป็นสิบๆ แห่งภายในคืนเดียว เพราะเหตุนี้จึงส่งผลทำให้ชาวสเปนมีนิสัยชอบพูดจาเสียงดังฟังชัด ชาวสเปนไม่เพียงแค่หลงใหลในการเต้นรำเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการเล่นดนตรีพื้นเมืองเพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมไว้ พวกเขาจะรวมตัวกันในช่วงเทศกาลพิเศษต่างๆ และบรรเลงดนตรีพื้นเมือง รวมถึงการเปิดหมวกตามท้องถนน ซึ่งชิ้นงานดนตรีอันโดดเด่นของสเปน มีตั้งแต่ดนตรีคลาสสิกตะวันตกและดนตรีคลาสสิกอันดาลูเซีย […]

บ้านแสนสุขของผู้ลี้ภัยเซาท์ซูดาน

หลังหลบหนีเอาชีวิตรอดจากสงครามและความขัดแย้ง บรรดาผู้พลัดถิ่นเหล่านี้กำลังก่อร่างสร้างบ้านของพวกเขาใหม่ ภายในค่ายผู้ลี้ภัยของยูกันดา ประเทศเพื่อนบ้าน

มัมมี่ช่วยนักฟุตบอลคนหนึ่งให้ไปแข่งฟุตบอลโลกได้อย่างไร?

หลังจากที่เปาโล เกร์เรโร่ถูกตรวจพบสารโคเคน นักวิทยาศาสตร์ใช้มัมมี่ของชาวอินคาเพื่อหาข้อพิสูจน์ให้แก่นักฟุตบอลว่าสารโคเคนที่พบอาจไม่ได้มาจากยาเสพติด