Explorer Awards 2018: วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล - National Geographic

Explorer Awards 2018: วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

พิธีกรรายการสารคดีและนักเดินทาง

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล คือนักทำสารคดี พร้อมกับการเป็นพิธีกร ช่างกล้อง ผู้กำกับ คนขับรถ ผู้ประสานงานรายการ เถื่อน Travel ซึ่งอาจเป็นรายการท่องเที่ยวเพียงรายการเดียวที่มีคนเดินทางและถ่ายทำด้วยตัวคนเดียว ก่อนหน้านี้วรรณสิงห์เป็นพิธีกรให้กับรายการ “พื้นที่ชีวิต” ที่พาผู้ชมสำรวจความเชื่อความศรัทธาในดินแดนต่างๆ มาแล้ว นอกจากนี้เขายังเขียนหนังสือและทำคอนเทนต์ออนไลน์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเดินทางด้วย

 

งานที่ทำเกี่ยวข้องกับการสำรวจอย่างไร

จุดเริ่มต้นของการทำงานมันเริ่มมาจากทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเราคือ ความอยากรู้อยากเห็น แต่ละคนก็อยากรู้เรื่องที่แตกต่างกันไป บางคนอาจจะอยากรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ บางคนอยากปีนเขาไปดูเอเวอเรสต์ สำหรับผม ผมอยากรู้เรื่องด้านมืดของสังคมมนุษย์ ซึ่งหลักๆ มันไปอยู่กับเรื่องสงคราม เพราะว่าเราได้ยินเรื่องสงครามมาตั้งแต่เด็ก อย่างสงครามอ่าวเปอร์เซีย สงครามระหว่างนิกายทางศาสนา คือโลกเราไม่เคยขาดสงคราม

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

ในช่วงที่เริ่มต้นทำรายการเดินทางใหม่ๆ ประมาณเกือบสิบปีที่แล้ว ตอนนั้นยังไม่ได้เน้นเรื่องสงคราม หรือพื้นที่ขัดแย้งหรอก แต่ว่าเรามีโอกาสไปแตะพื้นที่เหล่านี้บ้าง แล้วมันมักจะอยู่ในใจเราเสมอ ว่าเราอยากรู้เรื่องพวกนี้มากกว่านี้ ในขณะที่สถานที่ทั่วไปชิลๆ อย่างยุโรป หรือประเทศที่เจริญแล้ว เรากลับพบว่า ไปแล้วก็ลืม ไม่มีอะไรค้างคา อยู่ในใจเท่าไหร่ เพราะฉะนั้น งานเถื่อนแทรเวลก็เริ่มมาจากความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง เมื่ออยากรู้ก็ออกไปสำรวจ แล้วก็ทุกครั้งที่ไป (พื้นที่สงคราม) ก็ได้ความรู้ ได้ความเข้าใจอะไรใหม่ๆ จากความสงสัยตั้งต้นแรก ที่เกี่ยวกับความขัดแย้ง และสงครามของมนุษย์

“มันก็ไม่ใช่ว่าเราไปสำรวจในที่ที่ไม่เคยมีใครไปแน่นอน เพราะว่า ทุกที่บนโลกนี้ก็มีมนุษย์เคยไป แล้วมันก็ไม่ใช่การพิชิต เพราะผมไม่ได้คิดเลยว่า เราไปพิชิตอะไร ไปถึงสิ่งที่เราไปเจอก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพราะเราก็เพียงไปเยือนเค้า เพราะฉะนั้น การสำรวจสำหรับผม มันคือ “การเรียนรู้” ที่สำคัญครับ”

 

พอได้ออกไปรู้มันก็ตอบโจทย์ที่อยากรู้

ตอบโจทย์ประมาณหนึ่ง แต่ไม่มีใครสามารถเข้าใจเรื่องพวกนี้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ มันมีหลายมิติมาก ทั้งมิติเชิงมนุษย์ วัฒนธรรม การเมือง ไปแต่ละที่ก็จะได้แง่มุมต่างกันไป ตอนนี้ผมไปอิรัก อัฟกานิสถาน ซีเรีย และโซมาเลีย ทุกที่ก็จะมีด้านของคำว่า “สงคราม” แตกต่างกันไป

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

 

นิยามคำว่า “สำรวจ” ในแบบของวรรณสิงห์

มันก็ไม่ใช่ว่าเราไปสำรวจในที่ที่ไม่เคยมีใครไปแน่นอน เพราะว่า ทุกที่บนโลกนี้ก็มีมนุษย์เคยไป แล้วมันก็ไม่ใช่การพิชิต เพราะผมไม่ได้คิดเลยว่า เราไปพิชิตอะไร ไปถึงสิ่งที่เราไปเจอก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลง เพราะเราก็เพียงไปเยือนเค้า เพราะฉะนั้น การสำรวจสำหรับผม มันคือ “การเรียนรู้” ที่สำคัญครับ ในฐานะกระบวนการเรียนรู้ของคนที่เติบโตมา โดยเฉพาะในงานสายสารคดี เรารู้สึกว่าเราได้เรียนรู้ที่สุดจากการเดินทาง จากการออกไปสำรวจโลก หลายๆ อย่าง อ่านในหนังสือก็ดี ดูคลิปก็ดี เดี๋ยวมันก็ลืม มันก็หายไปจากหัวเอง แต่ว่าพอได้ไปสำรวจเอง ได้เข้าใจเอง มันซึมเข้าไปในเส้นเลือด และมันเป็นสิ่งที่จะไม่ลืมไปอีกนานเลย

หลายๆ อย่างถ้าเราอ่านมา เราก็คงเข้าใจมันประมาณหนึ่ง แต่พอเราได้ประสบมันมา เราจำได้ลึกในเชิงประสบการณ์ และสามารถรู้สึกร่วมกับเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นรอบๆ โลกไปด้วยได้ มันต่างกันระหว่างการอ่านเรื่องสงครามที่อัฟกานิสถาน กับการไปอยู่ตรงนั้น พออ่านข่าวแล้วเรารู้สึกเศร้า รู้สึกเสียใจ รู้สึกเจ็บปวดไปกับพวกเขา มันต่างกันกับการได้นั่งอ่านสถิติว่าคนตายกี่คน เรากลับรู้สึกจริงๆ ว่า คนกำลังล้มตายอยู่ตรงนั้น คือมนุษย์ด้วยกันเอง ที่เราเคยเห็นหน้าเคยกินข้าวด้วยกัน

วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

 

อ่านเพิ่มเติม

เมื่อสงครามกลางเมืองจบ หมู่บ้านแห่งนี้เหลือเพียงผู้หญิงและเด็ก

เรื่องแนะนำ

เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงการเดทแบบชาวเขมร

เทคโนโลยีกำลังเปลี่ยนแปลงการเดทแบบชาวเขมร ชาวเกรือง ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองในกัมพูชา มีประเพณีแปลกที่ให้เสรีภาพกับเรื่องเพศแบบสุดๆ เมื่อลูกสาวของพวกเขาโตเป็นสาว พ่อแม่ของเด็กหญิงจะปลูกกระท่อมหลังเล็กๆ ไว้ให้ เพื่อใช้สำหรับเป็นสถานที่ทดลองหลับนอนกับหนุ่มๆ ในหมู่บ้านที่เธอสนใจ โดยไม่มีข้อติเตียนจากสังคมแต่อย่างใด ด้วยวิธีการนี้พวกเขาเชื่อว่าจะช่วยให้ลูกของตนได้พบคนรักที่ถูกใจที่สุด และได้อยู่กินร่วมกันไปเป็นคู่แท้จนแก่เฒ่า ทว่าด้วยเทคโนโลยีอย่างโทรศัพท์มือถือ และโซเชียลมีเดียกำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม ทุกวันนี้คนรุ่นใหม่ไม่ต้องรอให้มีกระท่อมอีกต่อไป พวกเขาติดต่อสื่อสารกับคนที่สนใจได้เลยด้วยอุปกรณ์ตรงหน้า ถ้าเช่นนั้นแล้วกระท่อมรักเหล่านี้จะยังมีความหมายใดอีกหรือไม่? ติดตามเรื่องราวความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ผ่านภาพยนตร์สั้นที่จัดทำขึ้นโดย Charlotte Pert   อ่านเพิ่มเติม Gen Love – รักเข้มข้น

10 ข้อเท็จจริงที่คุณอาจไม่รู้เกี่ยวกับ อะลาดิน

วิล สมิธ แสดงเป็นยักษ์จินนีที่มีพลังพิเศษแต่รู้สึกอึดอัดรำคาญพื้นที่อาศัยของตนในภาพยนตร์รีเมค อะลาดิน (2019) ภาพถ่ายโดย TCD/PROD.DB, ALAMY บรรดานักชมภาพยนตร์ต่างตื่นเต้นเมื่อภาพยนตร์ อะลาดิน ฉบับคนแสดงออกฉาย แต่ยังมีความจริงเบื้องหลังของนิทานเรื่องนี้ที่น่าตกตะลึง หรืออาจรบกวนใจ ในปี 1992 ค่ายภาพยนตร์แอนิเมชันดิสนีย์ได้สร้างภาพยนตร์ยอดฮิตที่ทำให้ผู้คนตกหลุมรักหนุ่มกำพร้าที่เป็นเหมือน “เพชรในโคลนตม” ผู้เดินทางด้วยพรมที่บินได้ ยักษ์จินนีที่มีพลังมากมาย และเจ้าหญิงที่มีความเป็นตัวของตัวเอง แต่เรื่องราวในแบบที่ปรากฏบนจอภาพยนตร์นั้น ตรงกับเรื่องเล่าต้นฉบับมากเพียงไร นี่คือข้อเท็จจริงเปรียบเทียบ 10 ข้อ ของเนื้อหาที่ปรากฏในภาพยนตร์กับเรื่องเล่าดั้งเดิม 1. อะลาดินเป็นเพียงนิทานเรื่องหนึ่งใน 1,001 เรื่อง เรื่อง อะลาดิน เป็นเพียงนิทานย่อยเรื่องหนึ่งของนิทานโบราณที่ชื่อว่า อาหรับราตรี หรือพันหนึ่งราตรี (A Thousand and One Nights) นิทานเรื่องนี้เล่าเรื่องบุตรสาวของขุนนางชั้นสูง นามว่า เชเฮราซาด ผู้แต่งงานกับ สุลต่านชาร์ยาร์ กษัตริย์ผู้ก่อนหน้านี้ได้สั่งประหารภรรยาของตนจำนวนมากหลังจากแต่งงานและเป็นเจ้าสาวได้เพียงหนึ่งคืนเท่านั้น เนื่องจากพระองค์มีความจงเกลียดจงชังผู้หญิง เพราะอดีตภรรยาคนหนึ่งได้ไปมีชายชู้ และทิ้งพระองค์ไป ดังนั้น เพื่อรักษาชีวิตของเธอ เชเฮราชาดได้เล่านิทานให้สุลต่านผู้นี้ฟังในคืนหลังจากแต่งงาน แต่ไม่ได้เล่าจนจบ และสัญญาว่าจะเล่าต่อให้จบในคืนถัดไป ซึ่งเป็นเช่นนี้คืนแล้วคืนเล่า […]