เมืองไทยในอดีต: “ดินแดนเสรีชนแห่งเอเชีย” - National Geographic Thailand

เมืองไทยในอดีต: “ดินแดนเสรีชนแห่งเอเชีย”

เมืองไทยในอดีต
เลือดนักสู้แดนสยาม: เส้นเชือกที่ทำจากฝ้ายใช้รัดมือและต้นแขนทำหน้าที่คล้ายนวม ผู้เข้าแข่งขันสามารถใช้กำปั้น ศอก และเท้า โจมตีส่วนต่างๆ ของร่างกายคู่ต่อสู้ ก่อนการแข่งขันจะเริ่มขึ้น พิธีไหว้ครูนับว่าน่าดูชม ทว่าการแข่งขันชกมวยส่วนใหญ่ในตอนนี้ประยุกต์ใช้กฎเกณฑ์แบบทางตะวันตก

“ในฐานะเมืองหลวง กรุงเทพฯ ไม่ใช่เมืองเก่า หากมีอายุมากกว่ากรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เพียงไม่กี่ปี สะพานพระรามหนึ่ง [สะพานพุทธยอดฟ้า] ที่เพิ่งสร้างใหม่ทอดยาวตัดกับฉากหลังที่เป็นวัดวาอารามสีสันสดใสและร้านรวง ริมแม่น้ำ สร้างขึ้นเพื่อเชื่อมสองฝั่งแม่น้ำ และเฉลิมฉลองการสถาปนาเมืองหลวงแห่งนี้ครบ 150 ปี…. ตลอดระยะเวลาดังกล่าว กรุงเทพฯ ผ่านร้อนผ่านหนาวและความเปลี่ยนแปลงมากมาย ปัจจุบันมีประชากรราว 550,000 อาศัยอยู่ที่นี่”

เมืองไทยในอดีต
พระยาแรกนากับข้าบริพาร: “ชาวสยามเฉลิมฉลองฤดูปลูกข้าวและเก็บเกี่ยวด้วยพิธีกรรมอันเก่าแก่ ซึ่งกษัตริย์มักเสด็จฯ ทรงเป็นประธานในพิธี เช่น พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญอย่างที่เห็นในภาพ คนตรงกลางคือพระยาแรกนา”

“จีนเต็มบ้าน แขกเต็มเมือง: “ผมรู้สึกทึ่งที่เห็นร้านรวงของชาวจีนอยู่ทั่วไป และชาวจีนก็พบเห็นได้ทั่วทุกหนแห่งในกรุงเทพฯ ผมไปเยือนย่านไชน่าทาวน์ และถิ่นฐานของชาวอินเดียที่แวดล้อมไปด้วยร้านรวงขายสินค้าจำพวกผ้า อัญมณี และของที่ระลึก…. หลังจากรู้จักคุ้นเคยกับสยามนานพอ  ผมก็พอรู้เหตุผลของการที่พบเห็นคนต่างชาติเหล่านี้ ตลอดหลายร้อยปี ชาวสยามไม่ค่อยสนใจทำมาค้าขาย และปล่อยให้กิจการเหล่านี้อยู่ในมือของคนต่างชาติ ชาวสยามมากกว่าร้อยละ 80 เป็นเกษตรกร และส่วนใหญ่ของที่เหลือก็มักเกี่ยวข้องไม่ทางตรงก็ทางอ้อมกับงานราชการ มีเพียงร้อยละสองที่ทำงานในแวดวงอุตสาหกรรม”

เมืองไทยในอดีต
แผงขายผลไม้ในกรุงเทพฯ กับผลไม้แปลกตา: “ทุเรียนผลใหญ่มีหนามแหลม รสชาติหวานมัน แต่กลิ่นฉุน ชาวสยามขนานนามให้ว่า ‘ราชาแห่งผลไม้’ ส่วนมังคุดหรือ ‘ราชินีแห่งผลไม้’ มีเปลือกสีม่วงและเนื้อในสีขาวรสชาติหวานอร่อย ส่วนผลไม้สีแดงมีขนนั้นคือเงาะ ส่วนที่อยู่ข้างๆคือสละ ด้านบนทางขวาคือหมาก”

 


เมืองไทยในอดีต : ไพร่ฟ้าสามัญชน


 

เมืองไทยในอดีต
แม่หญิงลาวระหว่างทางไปกาดเช้าที่เชียงราย: “ขณะที่พวกผู้ชายทำงานในท้องไร่ท้องนา ผู้หญิงชาวสยามดูแลงานบ้านและจับจ่ายข้าวของ ผู้ชายกลุ่มเดียวที่มักพบเห็นตามตลาดคือ พ่อค้าชาวจีนขายผักปลาและพ่อค้าอินเดียขายผ้า ผู้หญิงชาวบ้านมากมายเดินเท้าวันละหลายกิโลจากหมู่บ้านเพื่อหาบของไปขายที่ตลาด”

 

เรื่องแนะนำ

ฟุตบอลมีถิ่นกำเนิดที่ใด? โบราณคดีมีคำตอบ

คนเราเล่นฟุตบอลกันมาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อน หลักฐานทางโบราณคดีชี้ว่าชาวมายา และชาวแอสเท็กซ์ในทวีปอเมริกามีการแข่งขันกีฬาที่ใช้ลูกบอลกลมๆ เดาะไปเดาะมาให้เข้าเขตแดนของฝ่ายตรงข้าม

บันทึกประวัติศาสตร์ “โชคดีที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9”

เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์ ภาพถ่าย จันทร์กลาง กันทอง หลังมีประกาศให้ประชาชนที่จะเข้าร่วมในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในวันที่ 26 ตุลาคม 2560 สามารถเข้าพื้นที่รอบมณฑลพิธีท้องสนามหลวงได้ตั้งแต่เวลา 05.00น. ของวันที่ 25 ตุลาคม สิ่งที่ฉันเห็นผ่านภาพข่าวและจากการตระเวนสำรวจรอบพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม คือภาพประชาชนทุกเพศทุกวัยจากทั่วทุกสารทิศหอบหิ้วเสื้อผ้าสัมภาระที่จำเป็นเข้ามาจับจองพื้นที่ใกล้เคียงจุดคัดกรองทั้งเก้าจุดเพื่อหวังจะมีโอกาสเข้าไปกราบถวายสักการะเป็นครั้งสุดท้าย บางคนตั้งใจมารอตั้งแต่ช่วงดึกของวันที่ 22 ก็มี ไม่นานนัก ตลอดแนวบาทวิถีและหน้าอาคารพาณิชย์บริเวณนั้นก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนในชุดสีดำ…ที่มีหัวใจดวงเดียวกัน นอกจากต้องลดขั้นตอนการใช้ชีวิตให้ง่ายที่สุด กินน้อย นอนน้อย เข้าห้องน้ำน้อยแล้ว พวกเขายังต้องเผชิญกับบททดสอบจากธรรมชาติมากมาย ตั้งแต่อากาศร้อนอบอ้าว แสงแดดที่แผดเผาจนผิวแทบไหม้และสายฝนที่กระหน่ำเป็นระยะๆไปจนถึงอาการอ่อนเพลียลมแดด และไข้หวัดที่เริ่มเล่นงานหลายคน แต่ทุกคนก็ยัง “ยิ้มสู้” และยืนหยัดรอต่อไป ภาพเหล่านั้นทำให้ฉันคิดในใจว่าจะต้องใช้ความรักมากแค่ไหนกันกว่าที่คนคนหนึ่งจะยอมเสียสละตัวเองได้ถึงเพียงนี้แต่คำถามเดียวกันนี้ก็ทำให้ฉันอดคิดถึงสิ่งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงทำเพื่อปวงชนชาวไทยตลอด 70 ปีที่ผ่านมาไม่ได้ เพราะความรักที่ทรงมีต่อบ้านเมืองและประชาชนของพระองค์นั่นเอง จุดเริ่มต้นของการมีทุกอย่างทีดีในวันนี้คือการต่อสู้กับความยากจนอันเป็นศัตรูตัวฉกาจของคนไทยเมื่อหลายทศวรรษก่อน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินไปยังถิ่นทุรกันดารต่างๆตั้งแต่ดอยสูงเสียดฟ้าจรดชายเลนปากทะเลเพื่อทรงรับฟังปัญหาตรวจตราพื้นที่ และเก็บข้อมูลด้วยพระองค์เอง แม้ข้าราชบริพารหลายคนจะเคยกราบทูลว่าพระองค์ไม่จำเป็นต้องลำบากพระวรกายเช่นนั้น แต่ก็ทรงทำเพราะต้องการให้ประชาชนได้รู้ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้งและอยู่ในสายพระเนตรของพระองค์เสมอ  จนมีคำกล่าวในเวลาต่อมาว่า “ไม่มีที่ใดในผืนแผ่นดินไทยที่พระองค์เสด็จฯไปไม่ถึง” เช้ามืดวันแห่งประวัติศาสตร์  26 ตุลาคม 2560 […]

เพราะโรงพยาบาลเต็มไปด้วยผู้ป่วยโควิด-19 เธอจึงตัดสินใจ คลอดลูกที่บ้าน

ภาพอันใกล้ชิดเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงคุณแม่ชาวนิวยอร์กคนหนึ่งที่ให้ คลอดลูกที่บ้าน ท่ามกลางภาวะโรคระบาด เมื่อคิมเบอร์ลี บอนสิยอร์ คุณแม่วัย 33 ปีทราบเมื่อตอนปลายเดือนมีนาคมว่าสมาชิกครอบครัวของเธอไม่สามารถเข้าร่วมให้กำลังใจในตอนที่เธอคลอดลูกที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU Hospital) ได้ เธอจึงเริ่มวางแผนการ คลอดลูกที่บ้าน การให้กำเนิดลูกคนที่สอง เธอไม่อยากอยู่ห่างจากอัล ผู้เป็นสามี, และซาติวา ลูกสาววัยสองขวบ หลังจากเครือข่ายของโรงพยาบาลนิวยอร์ก – เพรสไบทีเรียนและโรงพยาบาลเมาต์ซีนาย ห้ามไม่ให้มีผู้เข้าเยี่ยมเพราะต้องการป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 พยาบาลผดุงครรภ์ทั่วเมืองต่างได้รับโทรศัพท์ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากเหล่าคุณแม่ไม่ต้องการคลอดลูกเพียงลำพัง ผู้หญิงหลายคนจึงต้องหาทางเลือก แม้ผู้ว่าการนครนิวยอร์ก แอนดรูว์ คัวโม จะออกคำสั่งอนุญาตให้มีผู้ติดตามหนึ่งคนในห้องคลอดอยู่ในห้องได้หากคนผู้นั้นได้ผ่านตรวจหาไวรัสโควิด-19 แล้ว อย่างไรก็ตาม การทำคลอดในโรงพยาบาลที่เต็มไปด้วยผู้ติดเชื้อ โควิด-19 ก็ทำให้มีความต้องการคลอดลูกที่บ้านเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างพิเศษในสหรัฐอเมริกา แต่ก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา ในสัปดาห์ที่ 37 ของการตั้งครรภ์ คิมเบอร์ลีเริ่มติดต่อแอนเจลิก คลาร์ก ผู้ช่วยทำคลอดลูกคนแรกของเธอ และคารา มูห์ลาห์น พยาบาลผดุงครรภ์ที่ได้รับใบอนุญาต (Certified Nurse Midwife -CNM) โดยทั้งมูห์ลาห์นและคิมเบอร์ลีต้องพบกันอย่างน้อยนับสิบครั้งเพื่อปรึกษากันถึงเรื่องนี้ หลังจากมีการปรึกษากันทางออนไลน์และการไปเยี่ยมบ้าน พวกเขาเริ่มเตรียมการในสิ่งที่จำเป็นสำหรับการคลอดลูกที่บ้าน กรอกแบบฟอร์มทางการแพทย์และจัดหาอุปกรณ์ทำคลอด […]