“จันทบุรี” เป็นจังหวัดในภาคตะวันออกที่รุ่มรวยไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางบกและทางทะเล จึงอาจเรียกได้ว่า เป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย และคงด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ชาวญวนบางส่วนเลือกมาตั้งถิ่นฐานที่นี่มาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
จากสิบปีเป็นหลายสิบปี จากร้อยปีเป็นสองร้อยปี และนับเนื่องจนปัจจุบัน วิถีความเป็นอยู่ของชาวญวนจันทบุรี ไม่ว่าจะเป็นอำเภอขลุง หรืออำเภอเมืองจันทบุรี ก็ยังคงเป็นอีกพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่ควรค่าต่อการเรียนรู้
- ชาวเวียดนาม หรือชาวญวน จากภูมิภาคต่างๆ ของประเทศพากันอพยพหนีภัยการเมืองและการถูกกีดกันทางศาสนา ด้วยการเดินทางลัดเลาะมาจากริมฝั่งแม่น้ำโขงและชายฝั่งทะเลตะวันออกเข้ามายังประเทศไทย
- ชาวญวนมักตั้งถิ่นฐานตามเมืองหลักๆ ริมฝั่งแม่น้ำโขง เช่น นครพนม มุกดาหาร เมืองแถบลำน้ำเจ้าพระยาไล่เรื่อยมายังย่านต่างๆ ในกรุงเทพ ภาคตะวันตก เช่น กาญจนบุรี ราชบุรี รวมถึงภาคตะะวันออกอย่างจังหวัดจันทบุรี
- ระยะแรกที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ชาวญวนยังคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนหลายอย่าง ไม่ว่าจะเครื่องแต่งกาย อาหารการกิน ภาษา ความเชื่อและศาสนา แม้ต่อมาหลายๆ อย่างจะผสานและกลืนกลายไปกับวัฒนธรรมไทยแล้ว แต่ยังพอมีเค้าลางเดิมให้เห็นอยู่บ้าง
ก่อนออกเดินทางไปสำรวจวิถีญวนเมืองจันทบุรีพร้อมชมรมสยามทัศน์ในอีกไม่กี่วัน เพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้อ่านหนังสือเรื่องเสด็จประพาสจันทบุรี พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เพราะเป็นบันทึกประวัติศาสตร์ที่ ในช่วง ร.ศ.95 (พ.ศ.2419) เมื่อครั้งเสด็จตรวจราชการหัวเมืองชายทะเลตะวันออกทางชลมารค
“…พอเลี้ยวแหลมก้ (ก็) ถึงเมืองเก่า เห็นบ้านญวนเรียงไปตามริมแม่น้ำข้างซ้ายมือกว่าร้อยหลังเรือน ขวามือก้ (ก็) มี บ้านรายๆ ที่ติดริมแม่น้ำ น่า (หน้า) บ้านเหล่านั้นปักธงญวนเปน (เป็น) ระยะกันไป ตลอดน่า (หน้า) บ้านมีผู้หญิงผู้ชายแลเด็กแต่งตัวเปน (เป็น) ญวน ลงมายืนดูเราริมน้ำหลายร้อยคน…ฟากแม้น้ำข้างหนึ่งนั้นมีศาลเจ้าอยู่หลังหนึ่ง ปักธงน่า (หน้า) ศาลเหมือนกัน ต่อไปอีกหน่อยเปนวัดกา (คา) ธอลิก”
ความส่วนที่หยิบยกมานี้สะท้อนให้เห็นภาพวิถีชีวิต วัฒนธรรม ศาสนา และความเชื่อของชาวญวนที่มาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดจันทรบุรี ในสมัยนั้นได้ดี และชวนให้จินตนาการภาพวิถีชาวญวนปัจจุบันที่จันทบุรีว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร
ชุมชนตลาดเก่าขลุง ชุมชน 2 ศาสนา 3 วัฒนธรรม
เราเริ่มต้นสำรวจร่องรอยชาวญวนที่ชุมชนตลาดเก่าขลุงซึ่งโดดเด่นด้วยกลุ่มอาคารเรือนแถวไม้ 2 ชั้นอายุร่วมร้อยปี อาคารที่ว่าจะวางตัวไปตามแนว “ถนนเทศบาล” แต่ละสายที่ออกแบบให้ขนานกัน โดยมีจุดเชื่อมต่อกันได้บริเวณต้นทาง กลางทางและปลายทาง

เรือนแถวไม้เหล่านี้ออกแบบชั้นล่างเป็นประตูบานเฟี้ยม เมื่อพับไปทางซ้ายและขวาจนสุดจะเปิดให้เห็นพื้นที่ด้านในทั้งหมดจึงเหมาะกับการเปิดกิจการค้าขาย ดังที่เราเห็นคุณยายนั่งอยู่ในเรือนแถวห้องหนึ่ง ด้านหน้ามีปี๊บอะลูมิเนียมวางตั้งต่อกันเป็นชั้นๆ แบบขั้นบันได บนฝามุกฝาจะเขียนข้อความกำกับไว้แตกต่างกัน มีทั้งแป้งมัน แป้งท้าว แป้งข้าวเหนียว น้ำตาล อ้อยแดง อ้อยขาว น้ำตาลปี๊บ แบะแซ และเกลือป่นเป็นถุงๆ บ่งบอกว่า ร้านคุณยายจำหน่ายวัตถุดิบในการทำขนมและอาหาร
ส่วนชั้นบนของเรือนแถว คุณยายบอกว่าเป็นห้องนอน เมื่อก้าวออกมานอกร้านและมองขึ้นไปเราจะเห็นระเบียงลูกกรงไม้ยาวเชื่อมกันตลอดแนว แต่ละห้องจะมีหน้าต่างและระแนงช่วยระบายอากาศ รับกับหลังคาแบบจั่วและหลังทรงปั้นหยาในบางแถว



นอกจากตลาดเก่าขลุงจะเป็นย่านการค้าสำคัญในอดีตแล้ว ที่นี่ยังมีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ วัฒนธรรม ศาสนา และความเชื่อด้วย ดังปรากฏศาลเจ้าจีนอย่างน้อย 3 แห่ง แต่ละแห่งมีตำแหน่งที่ตั้งเปรียบดั่งหัวมังกร ท้องมังกร และหางมังกร ในละแวกเดียวกันยังมี วัดวันยาวบน วัดพุทธที่เก่าแก่ที่สุดในจันทบุรีซึ่งประวัติว่า สร้างประมาณ พ.ศ. 2100 ตั้งอยู่ด้วย บ่งบอกว่า ชุมชนนี้มีชาวไทยและชาวไทย-เชื้อสายจีน ตั้งถิ่นฐานอยู่เป็นจำนวนมาก ก่อนจะมีครอบครัวญวนคริสตังเริ่มย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่ชุมชนนี้ด้วย
หลังเห็นโอกาสในการทำมาหากินเพราะความอุดมสมบูรณ์ทั้งบกและทะเลของขลุง ชาวญวนคริสตังจึงทยอยอพยพมาสมทบเพิ่มขึ้นตามลำดับ กระทั่งมีการตั้งกลุ่มคริสตังขึ้นที่วัดวันยาวเพื่อสอนคำสอนศาสนา ถวายมิสซา ส่งศีล สอนภาษาญวนให้เด็กๆ นับเป็นความเกื้อกูลที่ชุมชนมีให้แก่กัน
สองปีต่อจากนั้นเมื่อชาวญวนคริสตังรวมตัวกันเป็นชุมชนใหญ่ได้มีการสร้างวัดคริสต์เล็กๆ ขึ้น เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวคริสตัง ประกอบสังฆกรรม และเป็นที่พักบาทหลวง พระสงฆ์ รวมทั้งมิชชันนารี ในไม่ช้าเมื่อจำนวนคริสตังเพิ่มขึ้น วัดคาทอลิกหลังเดิมดูจะมีขนาดไม่เพียงพอจึงมีการซื้อที่ดินใหม่และสร้างวัดหลังใหม่ขึ้นเมื่อ พ.ศ.2422 และให้นามว่า วัดพระหฤทัยแห่งพระเยซูเจ้า ขลุง
วัดพระหฤทัยแห่งพระเยซูเจ้า ขลุง
หลังจากนั้นมีซ่อมแซมวัดที่เริ่มทรุดโทรม และเริ่มมีการขยับขยายสร้างอาคารในวัดเพิ่มเติม เพื่อให้สามารถรองรับคริสตังที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ครั้งสำคัญที่สุดคือ การก่อสร้างวัดใหม่เมื่อ พ.ศ.2507 ด้วยการระดมทุนส่วนหนึ่งจากชาวคริสตังขลุงและได้รับการสนับสนุนอีกส่วนจากสังฆมณฑล อย่างไรก็ตาม ด้วยงบประมาณที่มีจำกัด ชาวญวน ชาวไทย และชาวไทยเชื้อสายจีนในขลุง จึงร่วมแรงร่วมใจในการปรับพื้นที่ การจัดหาวัสดุก่อสร้าง รวมถึงการตกแต่งภายใน ในที่สุดวัดหลังใหม่ก็สร้างเสร็จสมบูรณ์ เมื่อพ.ศ.2513 และยังคงยืนหยัดอยู่จนปัจจุบัน

วัดพระหฤทัยแห่งพระเยซูเจ้า ขลุง แห่งนี้ แม้ไม่ได้ตกแต่งภายในด้วยแถวอักษรจื๋อโนม หรืออักษรญวนโบราณเขียนหลักธรรมคำสอนสั้นๆ ดังเช่นที่ปรากฏในวัดนักบุญฟรังซิสเซเวียร์ สามเสน กรุงเทพฯ แต่วัดแห่งนี้กลับมีความพยายามในการรักษาภาษาญวนเอาไว้ ดังทุกวันอาทิตย์จะมีการสวดภาษาวัดแบบญวนก่อนพิธีมิสซา หากมีการจัดพิธีศพชาวไทยเชื้อสายญวนก็ต้องสวดภาษาเวียดนามด้วย เพื่อนรักษาภาษาญวนไว้ไม่ให้เลือนหายไปกับกาลเวลา


ชมวิถีชาวญวนน้ำเค็มที่คลองขลุง
จากชุมชนตลาดเก่าขลุง เราออกเดินทางต่อไปไม่นานนักก็ถึง “คลองขลุง” คลองขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อไปยังแม่น้ำเวฬุอันจะออกสู่อ่าวไทยในที่สุด คลองขลุงเป็นหนึ่งในคลองที่เราสามารถสำรวจวิถีชีวิตญวนบนผืนน้ำที่ตกทอดมายังชาวไทยเชื้อสายญวนรุ่นปัจจุบันได้ดี โดยเฉพาะการทำอาชีพประมง
แรกเริ่มชาวญวนที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ตามคลองสาขาในขลุง ส่วนใหญ่อาศัยความชำนาญในการเดินเรือและทำการประมงที่ตกทอดมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ จึงยึดถือการดักปู หาปลา หากุ้ง เลี้ยงหอย ตลอดจนแปรรูปอาหารทะเลเป็นอาชีพหลัก ดังนั้นการล่องเรือไปตามคลองขลุง นอกจากจะได้ชมความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าชายเลนตลอดสองฝั่งคลองแล้ว ยังทำให้เราเห็นวิถีชีวิตเหล่านั้นได้ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเลี้ยงหอยนางรมซึ่งมีจำนวนมากและขนำเฝ้าหอยเลี้ยง ที่ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้าง



ลุงศักดิ์คนขับเรือบอกกับเราว่า ปัจจุบันชาวบ้านเริ่มปรับตัวให้เหมาะสมกับสภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลง การประมงที่รายได้ไม่แน่นอน การท่องเที่ยวที่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น บางส่วนจึงเริ่มหันไปทำอาชีพขับเรือนำนักท่องเที่ยวชมผืนป่าชายเลน และชมเหยี่ยวแดง สัตว์ป่าคุ้มครองที่มีมากในขลุง ชาวบ้านบางส่วนก็ทำร้านอาหาร และบางส่วนก็เริ่มเปิดโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยวมาสัมผัสวิถีชีวิตชาวประมงจริงๆ ดู
เสียงเครื่องยนต์เรือดับลงชั่วคราวเพื่อให้เราได้ชื่นชมธรรมชาติรอบตัวอย่างเต็มอิ่ม ทั้งบนฟ้า พื้นน้ำ และสองข้างทาง ช่วงก่อนตะวันจะลับฟ้า แล้วจึงพาเรากลับเข้าฝั่งในที่สุด

ญวนทอเสื่อ อีกวิถีชีวิตดั้งเดิม
เมื่อพูดถึงของดีเมืองจันทบุรี นอกจากเราจะนึกถึงพลอย เครื่องเทศ ผลไม้ต่างๆ แล้ว คนรุ่นผู้ใหญ่ต้องนึกถึงเสื้อกกเมืองจันทบุรี หรือเสื่อกกจันทบูร ที่ได้ชื่อว่า มีความทนทานเป็นเลิศ ให้สัมผัสที่นุ่มนวล และขัดถูได้มันงดงาม แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า เสื่อกกนี้เป็นอีกหนึ่งความชำนาญที่ชาวญวนบาง ส่วนมีติดตัวมาและนำมาประกอบอาชีพที่จันทบุรีด้วย
“…เสื่อกกแดงนั้น มีแต่พวกญวนทำแห่งเดียว วิธีทำนั้นเอาต้นกกมาจักให้เล็ก ผึ่งแดดให้แห้ง แล้วจึงย้อมสีต่างๆ ตามที่จะให้
เปน (เป็น)ลาย สีแดงนั้นย้อมด้วยน้ำฝาง สีดำย้อมด้วยหมึก สีเหลืองย้อมด้วยแกแล บ้างที่ย้อมขมิ้น สีน้ำเงินย้อมด้วยครามแต่ใช้น้อย แล้วเอาเข้าสดึงทอเปนลายต่างๆ เปนเสื่อ ผืน/ลวด บ้างยาวตามแต่จะต้องการ กว้างเฉภาะ (เฉพาะ) ชั่วต้นกก เปนสินค้าออกนอกเมือง…”
ในหนังสือเสด็จประพาสจันทบุรี พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้บรรยายเรื่องญวนทอเสื่อไว้เช่นกัน และเพื่อให้เข้าใจกระบวนการ วันต่อมาเราจึงไปสำรวจปิดท้ายการสำรวจวิถีญวนจันทบุรีที่ วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีทอเสื่อกกบ้านเสม็ดงาม เพื่อชมกรรมวิธีการทอเสื่อและการปั่นเชือกปอเพื่อทำเส้นยืนของเสื่อ


จุดเด่นของเสื่อกกจันทบูรการการเลือกใช้ต้นกกกลมน้ำกร่อยซึ่งเติบโตในพื้นที่ราบลุ่มและชายฝั่งของจันทบุรี กกกลมจะมีลำต้นเรียวเล็กแต่มีความเหนียว แข็งแรง ทนทาน และมีเปลือกลำต้นมันวาว กรรมวิธีจะเริ่มจากการนำกกกลมมากรีดฝานแบ่งเป็นเส้นเล็กๆ แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง จากนั้นจึงนำไปย้อมสีตามต้องการ
ส่วนกระบวนการทำเชือกปอได้จากนำต้นปอสดมาขูดเนื้อออก ฝานเปลือกออกเป็นเส้นๆ กัน แล้วใช้เครื่องมือฟั่นให้เป็นเกลียวแน่นรวมกันเป็นเส้นเดียว ตากให้แห้ง แล้วจึงนำไปย้อมสีตามต้องการ การนำเชือกปอมาทำเป็น “เส้นยืน” ในการทอเสื่อ เนื่องจากปอไม่เพียงมีความเป็นธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังคงทนกว่าเชือกไนลอน หรือพลาสติกด้วย

เมื่อวัตถุดิบพร้อมจึงเริ่มกระบวนการทอเสื่อ โดยนำเส้นกกที่เตรียมไว้มาทอตามกรรมวิธีโบราณ โดยเสื่อแต่ละผืนจะใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ขึ้นอยู่กับขนาดและความยากง่ายของลวดลาย ปัจจุบันยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสื่อกกไปเป็นเบาะรองนั่งสมาธิ กระเป๋า จานรองแก้ว แผ่นรองจาน พวกกุญแจ ของตกแต่งบ้าน เพื่อให้เสื่อกกจันทบูรเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น จะได้เป็นการรักษาภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่ต่อไป


เสื่อจันทบูรได้รับการส่งเสริมจนกลายเป็นสินค้าหัตถกรรมที่ชึ้นชื่อของจันทบุรี และได้รับการขึ้นทะเบียนสินค้า GI ของภูมิภาคตะวันออกไทย ปัจจุบันแม้ชาวญวนในจันทบุรีแทบทั้งหมดจะกลายเป็นชาวไทยเชื้อสายญวนไปแล้วก็ตาม แต่ก็ยังคงมีความพยายามในการอนุรักษ์วัฒนธรรม ภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้ให้มากที่สุด ไม่ใช่แค่ชุดอ่าวหญ่ายสีสันสดใสที่นิยมนำมาใส่ในงานพิธีต่างๆ เท่านั้น แต่เป็นจิตวิญญาณและความภาคภูมิใจในรากเหง้า ซึ่งเราสัมผัสได้จากแววตาของทุกคนที่ได้พูดคุยกันตลอดสองวันในการสำรวจ
เรื่อง วรลักษณ์ ผ่องสุขสวัสดิ์
ภาพถ่าย ณัฐวรรธน์ ไทยเสน
อ่านเพิ่มเติม : ตามรอย “ญวน” ชีวิต ศรัทธา
และศาสนาที่ซ่อนอยู่ใจกลางกรุงเทพ
