นี่ไม่ใช่ภาพตัดต่อ แต่คือ "สะพานต้นไม้" จริงที่ปลูกในอินเดีย

นี่ไม่ใช่ภาพตัดต่อ แต่คือสะพานต้นไม้จริงที่ปลูกในอินเดีย

กลุ่มเด็กนักเรียนเดินข้ามสะพานไปโรงเรียน สะพานต้นไม้ ในลักษณะนี้ช่วยเชื่อมชาวบ้านให้เดินทางไปมาหาสู่กันง่ายขึ้น

นี่ไม่ใช่ภาพตัดต่อ แต่คือ สะพานต้นไม้ จริงที่ปลูกในอินเดีย

ระหว่างฤดูมรสุมที่เกิดขึ้นในรัฐเมฆาลัย ทางตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย น้ำฝนปริมาณมากจะเพิ่มความสูงของแม่น้ำ สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างรัฐอัสสัมและบังกลาเทศได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีความชุ่มชื้นมากที่สุดในโลก แต่ปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นไม่เป็นปัญหาแก่ชนเผ่ากะสิ (Khasi) ที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในหมู่บ้าน Mawlynnong บนหุบเขา เพราะพวกเขาเรียนรู้ที่จะสานสัมพันธ์กับธรรมชาติมาแต่ครั้งบรรพบรุษ เพราะเนิ่นนานก่อนที่จะมีวัสดุก่อสร้างอันทันสมัย บรรพบรุษของชาวกะสิคิดค้นวิธีอันแยบยลในการเชื่อมหมู่บ้านของพวกเขาที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกัน ด้วยภูมิปัญญาที่เรียกว่า “jing kieng jri” หรือ สะพานต้นไม้

สะพานต้นไม้
สะพานต้นไม้สองชั้น หนึ่งในแลนมาร์คสำคัญของนักท่องเที่ยวที่มาเยือนรัฐเมฆาลัย การท่องเที่ยวมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน
สะพานต้นไม้
หมอกหนาปกคลุมสะพานต้นไม้ที่ไว้ใช้ข้ามแม่น้ำ

วิธีการก่อสร้างเริ่มต้นด้วยการปลูกต้นยางอินเดีย (Ficus Elastica) ที่คนละฝั่งของแม่น้ำเพื่อสร้างรากฐานของสะพาน จากนั้นนำไม้ไผ่มาพาดระหว่างต้นไม้ทั้งสองต้น เมื่อเวลาผ่านไป 15 – 30 ปี รากของต้นไม้จะเลื้อยพันเชื่อมต่อกันจนกลายเป็นสะพานในที่สุด ซึ่งนานวันเข้าก็ยิ่งแข็งแรง สะพานต้นไม้เหล่านี้มีตั้งแต่ความสูงเหนือแม่น้ำในระดับ 15 ฟุต ไปจนถึง 250 ฟุตเลยทีเดียว สามารถรองรับน้ำหนักคนได้เฉลี่ย 35 คนขณะข้าม

(มาดูกันว่าจะเป็นอย่างไรถ้าลองให้ผู้คนวาดต้นไม้จากความทรงจำ)

สะพานต้นไม้
นักท่องเที่ยวมากมายเดินทางมาชมสะพานต้นไม้
น้ำตกไหลลงมาจากหน้าผา สถานที่แห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในพื้นที่ชุ่มชื้นที่สุดในโลก
สะพานต้นไม้
พื้นที่ส่วนใหญ่ของรัฐเมฆาลัยยังคงหนาแน่นด้วยป่าไม้

แตกต่างจากสะพานสมัยใหม่ที่สร้างจากเหล็กหรือคอนกรีต สะพานต้นไม้มีความยืดหยุ่นกว่ามากและมีอายุการใช้งานนานหลายศตวรรษ พวกมันผ่านร้อนผ่านหนาวจากพายุฝนและน้ำท่วม นับเป็นวิธีอันชาญฉลาดจากภูมิปัญญาของชาวบ้านที่แท้จริง ซึ่งต้นกำเนิดของภูมิปัญญานี้ไม่อาจทราบได้แน่ชัด แต่มีรายงานการพบบันทึกเรื่องราวแรกเกี่ยวกับสะพานต้นไม้ตั้งแต่เมื่อหลายร้อยปีก่อน

วิถีชีวิตของชาวกะสิผูกพันแน่นแฟ้นกับธรรมชาติอย่างมาก เช่นเดียวกับหลายหมู่บ้านในรัฐเมฆาลัยที่ปราศจากสาธารณูปโภคพื้นฐาน แต่พวกเขามีระบบการจัดการกับขยะที่น่าทึ่ง ของเสียทั้งหมดจะถูกรวบรวมใส่กระบอกไม้ไผ่เพื่อนำไปทำปุ๋ยเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม นอกจากนั้นพลาสติกยังถูกนำมารีไซเคิลอีกด้วย ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นหมู่บ้านที่สะอาดที่สุดในอินเดีย แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีนาเรนทรา โมดีเองยังกล่าวยกย่องว่าชุมชนนี้ควรเป็นแบบจำลองที่ชาวอินเดียควรนำมาปรับใช้เพื่อต่อสู้กับปัญหามลพิษที่กำลังคุกคามสุขภาพของประชาชนในหลายเมืองทั่วประเทศ

เรื่อง Gulnaz Khan

ภาพถ่าย Giulio Di Sturco

ผู้คนในหมู่บ้านรักษาความสะอาดอย่างมาก พวกเขาเก็บขยะและกวาดทางเดินให้เรียบร้อยในทุกวัน
บันไดขึ้นบ้านที่ทำมาจากไม้ไผ่
ระฆังประจำหมู่บ้าน Mawlynnong ที่ตั้งอยู่ใกล้กับโบสถ์
ในวันอาทิตย์ที่โบสถ์จะเนืองแน่นไปด้วยผู้คน
แม้แต่บ้านเรือนก็สร้างขึ้นจากวัสดุธรรมชาติ
อาหารสไตล์ท้องถิ่นที่หาทานได้ในร้านอาหารหลักของหมู่บ้าน Mawlynnong

 

อ่านเพิ่มเติม

“ต้นไม้” วิธีที่ง่ายและยั่งยืนที่สุดในการลด ปัญหาฝุ่นควัน

 

เรื่องแนะนำ

ชีวิตที่ถูกปล้นไป – สู่วงจรค้า โสเภณี ในเอเชียใต้

การลักลอบค้ามนุษย์ หรือ โสเภณีเพื่อใช้แรงงานทางเพศ เป็นภัยคุกคามร้ายแรงทั่วโลกที่ล่อลวงกักขังเด็กนับล้าน นี่คือเรื่องราวของเด็กสาวสองคนที่ถูกบังคับให้ค้าประเวณี คนหนึ่งมาจากอินเดีย อีกคนจากบังกลาเทศ ก่อนถูกขายเข้าซ่องเดียวกัน ซาย์อีดาและอันจาลีคือเด็กวัยรุ่นทั่วๆ ไปที่เติบโตในสภาพคล้ายคลึงกัน แต่อยู่ห่างกันไม่กี่ร้อยกิโลเมตร ซาย์อีดาอยู่ในเมืองขุลนา ประเทศบังกลาเทศ ส่วนอันจาลีอยู่ที่เมืองสิลิคุรี รัฐเบงกอลตะวันตกของอินเดีย พวกเธอฟูมฟักความมุ่งมาดปรารถนาแบบเดียวกับวัยรุ่นทุกแห่งหน นั่นคือเป็นอิสระจากอ้อมอกพ่อแม่แสวงหาความรัก และเริ่มใช้ชีวิตตามความฝัน ทั้งคู่ยังอ่อนต่อโลกและคงไม่อาจคาดคิดถึงความโหดร้ายทารุณที่รออยู่ข้างหน้าได้ ซาย์อีดาเติบโตในบ้านขนาดสองห้องหลังเล็กตั้งอยู่ในย่านเสื่อมโทรม เธอใช้เวลาส่วนใหญ่ในวัยเด็กตามลำพังแม่ของเธอจะตื่นแต่เช้าและออกจากบ้านไปทั้งวันเพื่อรับจ้างทำความสะอาดร้านรวงต่าง ๆ ในนิวมาร์เก็ต ซึ่งเป็นย่านการค้าในขุลนา พ่อของซาย์อีดาเป็นคนขับสามล้อรับส่งผู้โดยสารแลกกับค่าจ้างน้อยนิด ความที่เป็นเด็กเรียนไม่เก่ง ซาย์อีดาจึงออกจากโรงเรียนตั้งแต่ก่อนย่างเข้าวัยรุ่น ซาย์อีดาเป็นผู้หญิงหน้าตาสะสวย ใบหน้าคมคายสมส่วน ดวงตาเรียวยาว และชอบแต่งหน้า เธอเริ่มไปช่วยงานที่ร้านเสริมสวย เรียนรู้เกี่ยวกับทรงผมต่างๆ การบำรุงผิวพรรณ และเครื่องสำอาง ด้วยห่วงว่าจะมีเด็กหนุ่ม ๆ มาวอแวลูกสาว พ่อแม่จึงจัดการให้เธอแต่งงานตอนอายุ 13 ประเพณีการคลุมถุงชนในเด็กพบได้ทั่วไปแม้จะผิดกฎหมายในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียใต้ก็ตาม ปรากฏว่าสามีที่พ่อแม่เลือกให้เป็นคนโหดร้าย ซาย์อีดาจึงกลับมาอยู่กับครอบครัวตามเดิม เมื่อกลับมาอยู่บ้านอีกครั้ง ซาย์อีดาอ้อนวอนขอแม่สมัครเข้าเรียนที่สถาบันสอนเต้นรำแห่งหนึ่ง “หนูจะได้ไปแสดงตามงานต่าง ๆ จะได้มีรายได้บ้าง” เธอว่า แม่เธอใจอ่อนยอมตาม แล้วซาย์อีดาก็เริ่มไปเต้นตามงานแต่งและงานอื่น ๆ ช่วงนี้เองที่ซาย์อีดาเริ่มรักใคร่ชอบพอกับเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เคยไปที่โรงเรียนเต้นรำของเธอ เขาบอกเธอว่าจะพาไปอินเดียซึ่งเธอจะหาเงินได้เยอะกว่ามากในฐานะนักเต้น ซาย์อีดาผู้นึกภาพอนาคตอันสดใสตัดสินใจหนีตามเขาไป […]

ทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่

(ซ้าย) ภาพจำลองโครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ขอบคุณภาพจาก Facebook: Chao Phraya for All (ขวา) รองศาสตราจารย์ ดร.พนิต ภู่จินดา ‘โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา’ หรือโครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นโครงการที่กรุงเทพมหานครตั้งเป้าจะสร้างเพื่อให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ แต่ยังมีประเด็นที่น่ากังวลและเสียงคัดค้านมากมายจากหลายฝ่าย โครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ “โครงการทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา” เป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ของกรุงเทพมหานครที่ริเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558 มีจุดประสงค์ของโครงการว่า เพื่อพัฒนาพื้นที่ริมน้ำให้ชาวกรุงเทพมหานครได้เข้าถึงแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเท่าเทียมกัน เพิ่มพื้นที่ทำกิจกรรมของสาธารณะ เพิ่มทางสัญจรริมน้ำ เช่น ทางเดินเท้า ทางจักรยานที่เชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะ รวมไปถึงพัฒนาทัศนียภาพให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ รายละเอียดการก่อสร้างทางเลียบแม่น้ำดังกล่าวมีระยะทางเส้นทางทั้งสองฝั่งอยู่ที่ 12.45 กิโลเมตร (จากแผนเดิม 14 กิโลเมตร เนื่องจากต้องการหลบหลีกพื้นที่บริเวณเกาะรัตนโกสินทร์) โดยเส้นทางจะเริ่มจากช่วงที่ 1. ช่วงสะพานพระราม 7 ถึงกรมชลประทานในฝั่งพระนคร 2. จากสะพานพระราม 7 ถึงคลองบางพลัดในฝั่งธนบุรี 3. ช่วงจากกรมชลประทานถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าในฝั่งพระนคร และ 4. จากคลองบางพลัดถึงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าในฝั่งธนบุรี โดยทางเลียบแม่น้ำเจ้าพระยาเป็น 1 ใน 12 แผนงานใหญ่ของโครงการพัฒนาริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ในชื่อ […]