เบื้องหลังภารกิจแสนยากและท้าทายของทีมช่วยชีวิต หมูป่า

เบื้องหลังภารกิจแสนยากและท้าทายของทีมช่วยชีวิตหมูป่า

เบื้องหลังภารกิจแสนยากและท้าทายของทีมช่วยชีวิต หมูป่า

ขณะนี้เด็กๆ นักฟุตบอลทีม หมูป่า อะคาเดมีจำนวน 12 คน และโค้ชเอกได้รับความช่วยเหลือออกมาจากถ้ำหลวง-ขุนน้ำนางนอนเป็นที่เรียบร้อย และอยู่ในความดูแลของแพทย์แล้ว ซึ่งพวกเขายังคงต้องพักฟื้นร่างกายอยู่ในห้องปลอดเชื้อเพื่อดูอาการ และความเสี่ยงจากเชื้อโรคที่อาจติดมาจากถ้ำสักระยะหนึ่ง ก่อนที่แพทย์จะอนุญาตให้กลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ

คลิปวิดีโอจากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์เผยให้เห็นว่า ผู้ประสบภัยทั้ง 13 คนปลอดภัย และแข็งแรงดี บ้างชูสองนิ้ว บ้างชูนิ้วสัญลักษณ์ไอเลิฟยู บ้างโบกไม้โบกมือทักทายกล้อง ท่ามกลางกำลังใจที่ท่วมท้นจากผู้คนทั่วโลกซึ่งส่งมาให้พวกเขา อย่างไรก็ตามคำถามสำคัญที่ผู้คนอยากรู้เมื่อสิ้นสุดเหตุการณ์คือ เจ้าหน้าที่กู้ภัยช่วยเหลือ 13 ชีวิตหมูป่าออกมาด้วยวิธีใด?

ในด้านหนึ่ง ข้อมูลอย่างเป็นทางการจากการแถลงของศูนย์อำนวยการร่วมเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม อาจไม่ได้ให้รายละเอียดในเรื่องนี้อย่างชัดเจนมากนัก ส่วนหนึ่งอาจมาจากการให้เกียรติแก่ทีมช่วยเหลือนานาชาติ และอีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเรื่องของการปกป้องสิทธิของผู้ได้รับการช่วยเหลือ

ในอีกด้านหนึ่งบนโลกออนไลน์ คลิปวิดีโอบางส่วนของปฏิบัติการกู้ภัยได้รับการเผยแพร่ออกมา แสดงภาพช่วงหนึ่งที่ผู้ประสบภัยนอนอยู่ในเปลหาม และได้รับการห่อหุ้มร่างกายด้วยผ้าห่มฟอยล์เพื่อให้ความอบอุ่นอีกชั้นหนึ่ง

ปฏิบัติการที่โลกต้องจดจำThe operation the world never forgets.18 วัน ที่ผู้คนทั้งโลกรวมใจมาอยู่ด้วยกัน รวมพลังช่วยกันพานักฟุตบอลทีมหมูป่าอะคาเดมี 12 คนและโค้ช กลับบ้านและเราจะจดจำความเสียสละ ความงดงามในจิตใจของเรือโทสมาน กุนัน ตลอดไป“ภารกิจไม่สำเร็จ ไม่พบเราไม่เลิก”Hooyah Hooyah Hooyah

โพสต์โดย Thai NavySEAL เมื่อ วันพุธที่ 11 กรกฎาคม 2018

 

ด้านนายกรัฐมนตรีประยุทธ จันทร์โอชาให้สัมภาษณ์กับสื่อเมื่อวันอังคารที่ผ่านมาว่า เด็กๆ ได้รับยาคลายความกังวล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของปฏิบัติการกู้ภัย ขณะที่รายงานของสำนักข่าว AFP ให้รายละเอียดเพิ่มเติมจากการสัมภาษณ์อดีตหน่วยซีลผู้มีส่วนร่วมในปฎิบัติการครั้งนี้ นาวาโท ไชยนันท์ พีระณรงค์ ว่า ผู้ประสบภัยอยู่ในสภาพที่ “สลึมสลือ หรือแทบไม่ได้สติระหว่างการช่วยออกมาจากถ้ำ”

“บางคนหลับ บางคนยังขยับนิ้วได้ แต่ทุกคนยังคงหายใจ” ตามคำบอกเล่าของนาวาโท ไชยนันท์ พีระณรงค์ “หน้าที่หลักของเราคือการพาพวกเขาออกมา” พร้อมเสริมว่าในระหว่างการกู้ภัยมีเจ้าหน้าที่แพทย์คอยดูอาการเด็กๆ อย่างใกล้ชิด

หมูป่า
ทีมกู้ภัยนำอุปกรณ์ออกจากถ้ำ
ภาพถ่ายโดย Soe Zeya Tun, Reuters
หมูป่า
บรรดาอาสาสมัครแสดงความดีใจเมื่อทราบข่าวว่าปฏิบัติการกู้ภัยสำเร็จไปได้ด้วยดี
ภาพถ่ายโดย Ye Aung Thu, AFP, Getty Images

เว็บไซต์ VOX จำลองภาพกราฟิกปฏิบัติการกู้ภัยในบางช่วงที่ต้องลุยน้ำออกมาให้ได้ชมกัน โดยเป็นผลงานของ Javier Zarracina ซึ่งจากภาพช่วยให้เราพอเห็นภาพคร่าวๆ ของการกู้ภัยที่เกิดขึ้นได้ ในขณะที่สำนักข่าว BBC ระบุว่า รายละเอียดของปฏิบัติการยังไม่เป็นที่เปิดเผยชัดเจน แต่เชื่อว่ามีบางช่วงของถ้ำที่นักดำน้ำต้องประกบโอบอุ้มเด็กออกมาด้วย และบางช่วงที่น้ำตื้นพอจะเดินได้จึงใช้เปลสนามในการพาตัวเด็กออกมา โดยที่พวกเขาสวมใส่หน้ากากออกซิเจนตลอดทาง

ข้อมูลข้างต้นสอดคล้องกับบทสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกับทีมช่วยเหลือจากออสเตรเลีย ซึ่งรวมถึงนายแพทย์ริชาร์ด แฮร์ริส ที่ระบุว่า การดำน้ำช่วงท้ายๆ ของถ้ำเป็นไปด้วยความยากลำบาก ทั้งทัศนวิสัยที่เป็นศูนย์ เต็มไปด้วยโคลนเลน ทีมช่วยเหลือนานาชาติและหน่วยซีลของไทยต้องค่อยๆ คลำทางผ่านซอกหินไปตามเชือกนำทางพร้อมกับประคับประคองเด็กไปด้วย

หมูป่า
กราฟิกจำลองปฏิบัติการช่วยเหลือ 13 ชีวิตติดถ้ำหลวง
ศิลปกรรมโดย Javier Zarracina, Vox

แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่า ภารกิจแสนยากและท้าทายนี้ต้องผ่านการหารือ ซักซ้อม ประเมินความเสี่ยง และแผนป้องกันเหตุไม่คาดฝัน (contingency plan) ร่วมกันระหว่างทีมช่วยเหลือนานาชาติและฝ่ายไทย โดยมีเป้าหมายสูงสุดร่วมกัน คือช่วยทั้ง 13 ชีวิตออกมาให้ได้อย่างปลอดภัยและด้วยความเสี่ยงน้อยที่สุด

การช่วยเหลือและลำเลียงผู้ประสบภัยทั้งหมดออกมาด้วยวิธีดังกล่าวเป็นที่เข้าใจได้ เพราะการดำน้ำในถ้ำภายใต้สถานการณ์ท้าทายและยากลำบากเช่นนั้นเป็นเรื่องยากแม้แต่กับผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์สูง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำให้ผู้ประสบภัยดำน้ำออกมาจากถ้ำที่ทั้งมืดมิดและคับแคบได้โดยไม่ตื่นกลัว ยังไม่รวมถึงอาการหวาดวิตกจากการสวมหน้ากากออกซิเจนเป็นครั้งแรก ซึ่งต้องอาศัยความคุ้นชินกว่าจะสามารถใช้งานได้คล่อง

ประสบการณ์จากการช่วยเหลือในครั้งนี้น่าจะเป็นองค์ความรู้ใหม่และเป็นกรณีศึกษาที่จะช่วยในภารกิจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในลักษณะคล้ายคลึงกันในอนาคตได้เป็นอย่างดี

ขณะนี้ปฏิบัติการเหลือเพียงขั้นตอนสุดท้าย คือการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจเพื่อส่งผู้ประสบภัยกลับสู่ครอบครัว ซึ่งเชื่อกันว่ารายละเอียดของการเอาชีวิตรอดในถ้ำ รวมไปถึงความรู้สึกของผู้ประสบภัยจะได้รับการเปิดเผยในภายหลัง เมื่อพวกเขามีสภาพร่างกายและจิตใจพร้อมที่จะบอกเล่าเหตุการณ์และความรู้สึกให้ชาวโลกฟัง

 

อ่านเพิ่มเติม

ศึกษาผลกระทบทางใจหลังออกจากถ้ำผ่านเหตุการณ์ในชิลี

 

แหล่งข้อมูล

Thai boys didn’t swim out of the cave; they were rescued on stretchers

Thai Boys Were Reportedly Sedated and in a Semi-Conscious State During Rescue

Watch: New footage shows Thai boy being carried out of cave on stretcher

Cave rescue: Key questions answered

เรื่องแนะนำ

แอนิมอล ฟาร์ม : นวนิยายแห่งการเสียดสีอำนาจนิยม

เรื่องราวและข้อมูลนวนิยายระดับโลกเรื่อง แอนิมอล ฟาร์ม ที่สะท้อนความโหดร้ายของการปกครองในระบบอำนาจนิยม ซึ่งกำลังเป็นกระแสอยู่ในสังคมไทยขณะนี้ นวนิยายไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของความบันเทิง หากแต่เป็นเรื่องราวของการบันทึกประวัติศาสตร์ และสายธารแห่งความคิดในยุคสมัยที่มีการตีพิมพ์ได้เช่นเดียวกัน แอนิมอล ฟาร์ม (Animal Farm) นวนิยายเสียดสีการเมือง ที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลกของของ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1945 มาจนถึงวันนี้ เป็นเวลากว่า 74 ปีมาแล้วที่นวนิยายเรื่องนี้ได้โลดแล่นในวงวรรณกรรมและครองใจผู้อ่านทั่วโลก แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของประเทศไทยถึงกับแนะนำหนังสือฉบับนี้ให้ประชาชนได้อ่านเนื่องจาก “ให้ข้อคิดการดำเนินชีวิตได้เป็นอย่างดี” ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดกระแสพูดถึงนวนิยายเรื่องนี้ในวงกว้าง ทั้งผู้ที่เคยอ่านมาแล้ว และนักอ่านหน้าใหม่ที่สนใจว่า นวนิยายเรื่องนี้ที่ว่ากันว่าเป็นการเสียดการเมืองในระบอบอำนาจนิยม-สังคมนิยมนั้นมีการถ่ายทอดเรื่องราวในรูปแบบใด และสามารถเปรียบเรื่องราวกับการเมืองไทยที่กำลังเข้มข้นในช่วงเวลานี้อย่างไรบ้าง นักเขียนผู้สร้างผลงานเพื่อเรียกร้องต่อสังคม จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell) เป็นนามปากกาของ เอริค อาเธอร์ แบลร์ (Eric Arthur Blair) นักเขียนชาวอังกฤษ เกิดเมื่อปี 1903 ที่ประเทศอินเดีย ในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิอังกฤษ เขาได้ย้ายไปศึกษาที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งเป็นช่วงที่เขาได้พัฒนาความสนใจเรื่องการแต่งวรรณกรรม ก่อนที่เขาจะย้ายไปพม่าเพื่อเป็นตำรวจในสังกัดของรัฐบาลอังกฤษ หลังจากเป็นตำรวจมาได้ 5 ปี […]

พลัดที่นาคาที่อยู่ สูญสิ้นแม้ความหวัง

“เต้น!” เสียงตะโกนจากเจ้าหน้าที่ทหาร ผู้แกว่งปืนในมือไปยังเด็กหญิงที่กำลังหวาดกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม อฟีฟาเพิ่งจะอายุได้ 14 ปี เธอถูกจับกุมอยู่ในนาข้าวรวมกับเด็กหญิงและผู้หญิงคนอื่นๆ อีกหลายสิบคน ทั้งหมดเป็นชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์โรฮิงญา บรรดาทหารที่บุกรุกหมู่บ้านของพวกเธอในเช้าวันหนึ่งของเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กล่าวว่า พวกเขากำลังตามหาตัวผู้ก่อการร้ายติดอาวุธที่สังหารเจ้าหน้าที่ชายแดนตายไป 9 ราย เด็กผู้ชายและผู้ชายในหมู่บ้านพากันหวาดกลัว ดังนั้นพวกเขาจึงหนีไปซ่อนตัวในป่า และทหารเหล่านี้จึงหันมาข่มขวัญผู้หญิงและเด็กๆ แทน หลังจากถูกค้นตัว อฟีฟาเห็นทหารลากหญิงสาว 2 คนเข้าไปในทุ่งนาลึก ก่อนที่พวกเขาจะมุ่งความสนใจมาที่เธอ “ถ้าแกไม่เต้น” หนึ่งในนั้นกล่าว แล้วเอานิ้วลากไปที่ลำคอของตัวเอง “เราจะฆ่าเธอ” อฟีฟาร้องไห้น้ำตานองหน้า เธอเริ่มแกว่งตัวไปมา พวกทหารปรบมือเป็นจังหวะ บางคนหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายคลิปวิดีโอไว้ ผู้บัญชาการของพวกเขาสอดแขนเข้ามาโอบเอวของเธอ “แบบนี้ดีกว่าใช่ไหม?” เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม เหตุการณ์ทำนองนี้เป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงล่าสุดที่เกิดขึ้นจากการปราบปรามชาวโรฮิงญาจำนวนกว่า 1.1 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในรัฐยะไข่ ทางตะวันตกของเมียนมา สหประชาชาติออกมากล่าวว่า ชาวโรฮิงญาเหล่านี้เป็นชนกลุ่มน้อยที่ถูกข่มเหงมากที่สุดในโลก พวกเขาเป็นชาวมุสลิมที่อาศัยอยู่ในประเทศที่พุทธศาสนาเป็นใหญ่ ชาวโรฮิงญาอ้างว่าพวกเขาเป็นชนพื้นเมืองของรัฐยะไข่ และหลายคนก็สืบเชื้อสายมาจากบรรพบรุษที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 แม้พวกเขาจะมีรากเหง้าที่ยาวนาน แต่กฏหมายตั้งแต่ปี 1982 ไม่ได้ให้สิทธิชาวโรฮิงญาเป็นพลเมืองของประเทศ ปัจจุบันพวกเขายังคงมีสถานะเป็นผู้อพยพผิดกฎหมาย และในบังกลาเทศเองก็รองรับชาวโรฮิงญากว่าครึ่งล้านคนที่หลบหนีเข้าไปอาศัยอยู่ การปะทะกันระหว่างชาวพุทธและชาวมุสลิม เมื่อ […]

ผู้หญิง : การเดินทางผ่านภาพถ่าย

นับตั้งแต่สมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน เรื่องราวของผู้หญิงที่ได้รับการบอกเล่าและถ่ายทอดผ่านภาพถ่าย ตลอดระยะเวลากว่า 130 ปี เปลียนแปลงไปอย่างไรบ้าง คำตอบอยู่ในคลังภาพที่รวบรวมไว้หลายสิบล้านภาพ

นักโบราณคดีตกตะลึงหลังค้นพบถ้ำสำหรับประกอบพิธีกรรมของชาวมายาที่ไม่เคยมีใครแตะต้องมาก่อน

การสำรวจถ้ำบาลัมกู (ถ้ำแห่งเทพเสือจากัวร์) ซึ่งมิเคยมีใครแตะต้องมาก่อนเป็นเวลานับพันปี เผยให้เห็นถึงพิธีกรรมทางศาสนาโบราณ ซึ่งอาจมีร่องรอยการถือกำเนิดและล่มสลายของจักรวรรดิมายา