ชีวิตระทมใต้เงาโบโกฮาราม - National Geographic Thailand

ชีวิตระทมใต้เงาโบโกฮาราม

ชีวิตระทมใต้เงา โบโกฮาราม

Ya Kaka และ Hauwa หัวเราะคิกคักให้กับภาพสตรีทอาร์ทที่หัวมุมถนนสายหนึ่ง บนเกาะแมนฮัตตัน  เด็กสาวสวมชุดสีสันสดใสคลุมด้วยเสื้อกันหนาวตัวโคร่งอีกชั้น พวกเธอกำลังร่นรมย์กับช่วงเวลาอิสระที่ได้เป็นตัวของตัวเอง หลังหนีรอดจากเงื้อมือของกลุ่มก่อการร้ายหัวรุนแรงชาวมุสลิมที่น่าหวาดหวั่นที่สุดในไนจีเรียมาได้ “โบโกฮาราม”

“เราไม่เคยคิดมาก่อนว่าเราจะมีวันนี้ได้” Ya Kaka กล่าวถึงการเดินทางไม่คาดฝันที่พาเธอมายังสหรัฐอเมริกา เธอสวมหมวกที่พิมพ์ข้อความว่า “Washington, D.C.” ตัวหมวกประดับด้วยพู่สีขาว “ฉันไม่คิดเลยว่าจะรอดมาได้” เธอกล่าว

โบโกฮาราม
Hauwa เล่าเรื่องราวที่เธอพบเจอให้แก่สมาชิกผุ้แทนราษฎรสหรัฐฯ จำนวน 17 ท่าน เด็กหญิงรู้สึกขอบคุณที่มีคนรับฟัง “ในประเทศของฉันไม่มีใครสนใจเรื่องนี้” เธอกล่าว

Ya Kaka และ Hauwa ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ทั้งคู่เผชิญกับฝันร้ายจากโบโกฮาราม และต้องการช่วยเหลือเด็กสาวที่รอดชีวิตหรือยังคงตกเป็นตัวประกันเหมือนกัน การเดินทางบอกเล่าประสบการณ์เลวร้ายที่เธอทั้งคู่เจอมาพาพวกเธอออกจากเมืองไมดูกูรี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย มายังเกาะแมนฮัตตัน ด้วยความร่วมมือจาก Too Young To Wed องค์กรไม่แสวงผลกำไร เด็กสาวได้พบกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่จากยูเอ็นในฐานะทูตคนสำคัญที่ช่วยสร้างความตระหนักถึงภัยคุกคามจากโบโกฮาราม รวมถึงกระตุ้นให้หน่วยงานระหว่างประเทศให้ความช่วยเหลือแก่บรรดาผู้ได้รับผลกระทบจากกลุ่มก่อการร้ายนี้

“ฉันรู้ว่าฉันทิ้งเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกหลายพันคนไว้ในป่า และอีกหลายพันคนตามท้องถนนของไมดูกูรี” Ya Kaka กล่าว “สิ่งที่ดีที่สุดที่ฉันทำได้คือส่งเสียงให้โลกรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น”

โบโกฮาราม
Hauwa และ Shehu Abubakar ผู้อำนวยการจากองค์กร Too Young To Wed เดินขึ้นบันไดของอาคารสำนักงานรัฐสภา Russel เธอถูกกลุ่มโบโกฮารามจับตัวไปตั้งแต่อายุ 14 ปี ทุกวันนี้ Hauwa ทำงานกับองค์กรไม่แสวงผลกำไรนี้เพื่อช่วยเหลือผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ ในไนจีเรีย

 

สองคนจากพันคนที่รอดมาได้

โบโกฮารามสร้างวีรกรรมให้ทั่วโลกต้องหันมาสนใจในปี 2014 เมื่อพวกเขาลักพาตัวเด็กสาวจำนวน 276 คน จากโรงเรียนกินนอนในเมืองชิบอค ของไนจีเรีย ก่อให้เกิดแคมเปญและแฮชแทก  #BringBackOurGirls ขึ้นบนโลกออนไลน์ ทว่าในความเป็นจริงแล้ว โบโกฮารามออกอาละวาดและคุกคามชีวิตของชาวไนจีเรียมาตั้งแต่ปี 2009 ปฏิบัติการก่อการร้ายของพวกเขาส่งผลให้ประชาชนราว 2.5 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น มากกว่า 20,000 คนเสียชีวิต และอีกหลายพันคนถูกลักพาตัวไป โบโกฮารามจับเด็กผู้หญิงเหล่านี้ไปเพื่อแต่งงานและใช้บำเรอกาม เพื่อที่ว่าเด็กๆ ที่เกิดจากเด็กสาวที่ถูกลักพาตัวนี้จะได้กลายมาเป็นสมาชิกรุ่นใหม่ของโบโกฮาราม

โบโกฮาราม
Ya Kaka วัย 19 ปี (คนซ้าย) และ Hauwa (คนขวา) พบกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา พวกเธอเดินทางมายังสหรัฐอเมริกาเพื่อสร้างความตระหนักถึงภัยคุกคามจากกลุ่มก่อการร้ายโบโกฮาราม

กุมภาพันธ์ ปี 2018 โบโกฮารามเรียกความสนใจจากประชาคมโลกได้อีกครั้ง เมื่อพวกเขาลักพาตัวเด็กหญิงรอบใหม่จำนวน 110 คน จากเมืองดับชี ทางตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรีย

โบโกฮาราม
ในระหว่างภารกิจร่วมกับ Too Young To Wed ทั้งคู่ได้เดินทางท่องเที่ยวในหลายสถานที่ของนครนิวยอร์ก ไม่ว่าจะเป็น สวนสัตว์ Bronx ย่านไทม์สแควร์ และเป็นครั้งแรกที่ได้ลองกินแฮมเบอร์เกอร์และมิลค์เชคที่ร้าน Shake Shack จากภาพ Ya Kaka พยายามถ่ายภาพเซลฟี่หน้าเทพีเสรีภาพ นอกจากนั้นยังเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นหิมะ

Ya Kaka อายุ 15 ปี ในตอนที่นักรบของโบโกฮารามโจมตีหมู่บ้านเธอ ในปี 2014 เธอถูกลักพาตัวไปพน้อมกับน้องชายวัย 6 ขวบและน้องสาววัย 5 ขวบ ที่ ณ ตอนนี้ยังคงไม่ทราบชะตากรรม

Hauwa อายุ 14 ปี ในตอนที่โบโกฮารามถล่มบ้านของเธอเพื่อตามหาตัวพี่ชาย พวกเขาหาไม่พบจึงขอตัว Hauwa ไปเป็นเจ้าสาวแทน พ่อของเธอปฏิเสธ โบโกฮารามจึงฆ่าพ่อและแม่เลี้ยงของเธอ ก่อนที่จะลักพาตัวเธอมา

ทั้งคู่ถูกพาไปยังค่ายที่ตั้งอยู่ในป่า Sambisa ของไนจีเรีย เธอถูกบังคับให้แต่งงานและถูกข่มขืนซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยสามีตัวเองและสมาชิกโบโกฮารามคนอื่นๆ ในค่าย ซึ่ง Ya Kaka บรรยายว่าปฏิบัติต่อเธอเหมือนเป็นทาส

ปัจจุบัน Ya Kaka และ Hauwa อายุ 19 และ 18 ปี ตามลำดับ Ya Kaka เล่าว่าช่วงเวลาอันขมขื่นของเธอยาวนานมากกว่าหนึ่งปี ส่วนของ Hauwa นานประมาณ 9 เดือน พวกเธอคิดถึงบ้านและอาหารดีๆ “ฉันเห็นพ่อตัวเองโดนฆ่าตายและตามมาด้วยแม่เลี้ยง” Hauwa  กล่าว “ฉันคิดเสมอว่าแม่จะอยู่ที่ไหน? จะรู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉัน? แล้วแม่จะรู้สึกยังไง?”

และก็ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นแม่ที่กระตุ้นให้พวกเธอหนีออกมาจากขุมนรก

โบโกฮาราม
Hauwa และ Ya Kaka ทดลองนั่งรถไฟใต้ดิน ขนส่งมวลชนสำคัญของมหานครนิวยอร์ก

 

เรื่องแนะนำ

กุมารี โลกลับของเทพเจ้าในร่างเด็กหญิงแห่งหุบเขากาฐมาณฑุ

เทศกาลอินทรยาตราปีนี้ อมิตา ศากยะ มีอายุ 21 ปี เธออาศัยอยู่กับครอบครัวในตึกแถวสี่ชั้นชานกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ไม่ไกลจากวัดสวายัมภูนาถ หนึ่งในสัญลักษณ์ของอดีตราชอาณาจักรแห่งนี้ แต่หากย้อนเวลากลับไปเพียงสิบกว่าปี อมิตา ศากยะ ก็คือหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของประเทศเช่นกัน เพราะในเวลานั้น เธอไม่ใช่มนุษย์ หากเป็นเทพเจ้า อมิตา ศากยะ ในวัยเยาว์ดำรงสถานะกุมารีหลวงแห่งกาฐมาณฑุนาน 10 ปี (พ.ศ. 2534-2544) ตลอดระยะเวลานั้น เธอพำนักอยู่ที่กุมารีพะหาล (Kumari Bahal) หรือกุมารีเช (Kumari Che) ในภาษาเนวารี ตำหนักไม้แกะสลักสถาปัตยกรรมแบบอารามพุทธศาสนา พื้นเมืองอายุกว่าสองร้อยปีในย่านพระราชวังโบราณหรือจัตุรัสกาฐมาณฑุทุรพาร์ (Kathmandu Durbar Square) ซึ่งเมื่อหลายศตวรรษก่อนเจริญรุ่งเรืองขึ้นจากการเป็นชุมทางการค้าสู่อาณาจักรทิเบต ปัจจุบันที่นี่ยังคงเป็นศูนย์กลางการค้าและการท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนจากทั่ว ทุกมุมโลก เทศกาลอินทรยาตราปีนี้ อมิตาจะเดินทางไป ร่วมพิธีที่กุมารีเช ซึ่งในเวลานี้ มาตินา ศากยะ กุมารีหลวง องค์ปัจจุบันวัย 4 ขวบ พำนักอยู่ในฐานะเทพเจ้าที่มีชีวิต หากลองเดินสำรวจร้านขายของที่ระลึกในย่านจัตุรัส กาฐมาณฑุทุรพาร์ เราจะพบเห็นไปรษณียบัตรรูปใบหน้ากุมารีอมิตาได้ไม่ยาก เด็กหญิงตัวน้อยในอาภรณ์สีแดงเข้มเดินดิ้นทองแพรวพราว […]

Explorer Awards 2018: ฑิชากร เปล่งพานิช

ฑิชากร เปล่งพานิช นักเดินทางรุ่นใหม่ที่เริ่มงานเขียนจากการเป็นฟรีแลนซ์คอลัมน์ท่องเที่ยวให้กับนิตยสาร ในขณะเดียวกันก็ทำงานอาสาสมัครและอาศัยความรู้ด้านมัลติมีเดียผลิตสารคดี

มองความหวังฉากสุดท้ายในเมืองย่างกุ้ง ในห้วงรัฐประหารเมียนมา

ไม่มีประสบการณ์การฆาตกรรมผู้บริสุทธิ์ครั้งใดที่ผมได้บังเอิญเจอแล้วอาจเทียบได้กับการรัฐประหารเลย – พอล ซาโลเพ็ก นักสำรวจของเนชั่นเนล จีโอกราฟฟิก (พอล ซาโลเพ็ก – นักสำรวจเนชั่นแนลจีโอกราฟฟิก กำลังดำเนินโปรเจกต์ Out of Eden Walk เดินเท้ารอบโลกตามเส้นทางการอพยพของบรรพบุรุษมนุษยชาติ ราว 38,000 กิโลเมตรมาตั้งแต่ปี 2013 นี่เป็นบทความสุดท้ายก่อนที่เขาจะออกจากเมียนมา อ่านบทความก่อนหน้านี้ในเรื่องของประเทศเมียนมาได้ที่  เดินเท้าในเมืองย่างกุ้ง ที่กลายเป็นสนามรบจากการต้านรัฐประหารของชาวเมือง  และ สถานการณ์อันยากลำบากในมัณฑะเลย์, เมียนมา ช่วงไวรัสโคโรนา และการช่วยเหลือกันของชาวเมือง) นครย่างกุ้ง, เมียนมา – ในบ่ายวันหนึ่งก่อนที่ผมจะออกจากเมียนมา ผมไปร่ำลาครอบครัวของเพื่อนคนหนึ่งซึ่งซ่อนตัวอยู่ในย่านชนชั้นกลางในเมืองย่างกุ้ง เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ พวกเขามีอาชีพทางด้านการศึกษา ศิลปินหนุ่มสาว นักศึกษามหาวิทยาลัย ผู้ประกอบการ พวกเขาต่างต่อต้านคณะเผด็จการทหารทำลายประชาธิปไตยในเมียนมา ผมพบกับพวกเขาในวงกาแฟแห่งนี้ กำลังฝึกวิธีการใช้ลูกศรและคันธนูอย่างเงียบๆ “นี่เป็นขั้นต่อไป คือการป้องกันตัวเองครับ” นักกิจกรรมประชาธิปไตยร่างเล็กคนหนึ่งกล่าว เขามีมือในแบบคนเมืองและมีหมุดเจาะจมูก และเสริมว่า“ทุกคนกำลังมีอารมณ์ร้อนแรงในเรื่องนี้ ไม่มีใคร ไม่มีใครออกมาอย่างไม่ได้รับบาดเจ็บเลยครับ” ผมออกเดินเท้าไปทั่วโลกเป็นระยะทางราว 38,000 กิโลเมตร ตามเส้นทางเดินเท้าอพยพของบรรพบุรุษ ผมเดินผ่านแหล่งสงครามระหว่างชนเผ่าในเอธิโอเปีย ถูกยิงโดยกองกำลังอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ […]

เมื่อเกิดในอัฟกานิสถาน เด็กหญิงบางคนเลือกใช้ชีวิตในร่างเด็กชาย

ค่านิยมลูกชายในวัฒนธรรมของอัฟกานิสถาน ส่งผลให้พ่อแม่บางคนจับลูกสาวแต่งตัวแบบเด็กผู้ชาย ด้วยความหวังว่าวิธีนี้จะนำลูกชายจริงๆ มาให้