ชีวิตระทมใต้เงาโบโกฮาราม - National Geographic Thailand

ชีวิตระทมใต้เงาโบโกฮาราม

โบโกฮาราม
Ya Kaka ผู้ถูกลักพาตัวไปตอนอายุ 15 ปี ถ่ายภาพมื้ออาหารของเธอจากร้าน Panera Bread เธอเล่าให้ฟัง่วาระหว่างถูกคุมขัง เธอคิดถึงครอบครัวและอาหารดีๆ

ในหมู่บ้านของ Ya Kaka เมื่อใครสักคนให้กำเนิดลุูก เธอจะได้สิทธิพิเศษสามารถว่างเว้นจากความรับผิดชอบที่ต้องทำได้ เพื่อดูแลลูก แต่ไม่ใช่กับในค่ายของโบโกฮาราม เธอได้รับการปฏิบัติเช่นทาสและได้กินอาหารเพียงน้อยนิด และเมื่อคลอดลูกออกมา เธอคิดอย่างเดียวว่าจะต้องหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้ เธอพบกับเด็กหญิงอีกสามคนที่คิดแบบเดียวกัน ทั้งหมดจึงวางแผน “พวกเธอพูดว่า เราต้องหนี หนีไปให้ได้” Ya  Kaka กล่าว “จากนั้นเพียงสองสามวันต่อมา เราก็หนีจริงๆ”

ส่วน Hauwa เล่าว่าเธอเริ่มวางแผนที่จะหนีก็ตอนที่ร่างกายส่งสัญญาณว่าเธอใกล้จะคลอดลูก เธอไม่สามารถคลอดลูกในค่ายได้ เพราะจะไม่มีใครช่วยเธอ “ฉันรู้ว่าถ้าคลอดลูกในนั้นต้องตายแน่ๆ” เธอกล่าว “ต้องหนีอย่างเดียว”

โบโกฮาราม
เสื้อผ้าใหม่และสะอาดเป็นสิ่งสำคัญมากสำหรับเด็กสาวที่หนีรอดจากโบโกฮารามมาได้ เพราะมันช่วยให้พวกเธอสามารถกลับเข้าสู่สังคม

 

โศกนาฏกรรมซ้ำสอง

เด็กสาวทั้งคู่ใช้เวลาหลายสัปดาห์รอนแรมในป่ากว่าจะเจอที่ปลอดภัย น่าเศร้าที่ทารกไม่สามารถรอดชีวิตได้ ชะตากรรมต่อมาที่พวกเธอต้องเจอหลังหลบหนีจากโบโกฮารามมาได้แล้วกลับพบว่าครอบครัวไม่ยอมรับ หรือไม่ก็ไม่มีครอบครัวรอพวกเธออีกแล้ว พวกเธอเดินเตร็ดเตร่ไปทั่วเมืองอย่างไม่มีจุดหมายปลายทาง พร้อมด้วยเสื้อผ้าที่ขาดรุ่งริ่ง ทั้งยังไม่สามารถกลับเข้าไปใช้ชีวิตเช่นเดิมในสังคมได้ เมื่อถูกตราหน้าว่าเป็นเจ้าสาวของโบโกฮาราม ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่านี่คือโศกนาฏกรรมซ้ำสอง ซึ่ง Hauwa เล่าเรื่องราวให้ฟังเมื่อเดินทางไปถึงเมืองไมดูกูรี

Hauwa บอกเล่าถึงวิธีที่ผู้คนเลือกปฏิบัติต่อเธอตามท้องถนน เมื่อรู้ว่าเธอคือ “เจ้าสาวของโบโกฮาราม” พวกเขาพูดจาถากถาง เยาะเย้ย หลายชุมชนไม่ให้การต้อนรับด้วยความกลัวว่าภรรยาของกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้อาจโดนล้างสมองไปแล้ว และอาจจุดระเบิดฆ่าตัวตายได้ทุกเมื่อ ในขณะที่ Ya Kaka เองเผชิญชะตากรรมไม่ต่างกัน

โบโกฮาราม
Ya Kaka หัวเราะระหว่างเข้ารับบริการทำเล็บเท้า ในนครนิวยอร์ก

ทั้งคู่ขอความช่วยเหลือจากองค์กร Too Young To Wed เพื่อให้พวกเธอได้ชีวิตใหม่คืนมา ทางองค์กรมอบสิ่งของที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิตและส่งพวกเธอให้เข้าศึกษาต่อในโรงเรียน

 

โปรดช่วยเหลือเจ้าสาวโบโกฮาราม

เวลาผ่านไปไม่กี่ปี ทั้ง Ya Kaka และ Hauwa เปลี่ยนจากเหยื่อผู้รอดชีวิตมาเป็นผู้ให้ความสนับสนุนช่วยเหลือ ด้วยการแบ่งปันประสบการณ์เลวร้ายที่เกิดขึ้น เรื่องราวจากพวกเธอกระตุ้นให้ผู้คนหันมาสนใจและช่วยเหลือเด็กสาวคนอื่นๆ ที่ยังคงต้องทนทุกข์ ในบ้านเกิดที่เธอจากมา Hauwa เล่าว่าไม่มีใครอยากฟังเรื่องของเจ้าสาวโบโกฮาราม แต่ที่สหรัฐอเมริกานั้นแตกต่าง พวกเธอได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นตลอดจนความเห็นใจ และภาคภูมิใจในสิ่งที่พวกเธอทำ

สำหรับเด็กสาวแล้ว เนื้อหาในสารที่พวกเธอกำลังส่งออกไปนั้นง่ายดาย: บางครั้งการเปลี่ยนอะไรเล็กๆ น้อยๆ เช่นการเปลี่ยนเสื้อผ้าก็ช่วยผู้รอดชีวิตจากโบโกฮารามได้มากแล้ว นอกจากนั้นการศึกษายังเป็นสิ่งสำคัญ หากบรรดาเด็กสาวผู้รอดชีวิตมีโอกาสได้กลับเข้าโรงเรียนอีกครั้ง “พวกเธอจะหาวิธีเลี้ยงปากเลี้ยงท้องตัวเองได้” Ya Kaka กล่าว ซึ่งองค์กร Too Young To Wed เป็นผู้ออกทุนการศึกษาให้แก่ทั้งคู่ และพวกเธอคาดหวังว่าในอนาคตจะได้เป็นนักกฎหมายหญิง

โบโกฮาราม
ทั้งคู่แบ่งปันประสบการณ์เลวร้ายที่เจอมาให้กับ Judy Woodruff ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว PBS NewsHour “ทั่วโลกต้องให้ความช่วยเหลือและเยียวยาเด็กสาวที่ถูกจับตัวไป ส่งพวกเธอกลับเข้าเรียน ให้พวกเธอมีความหวังในชีวิตอีกครั้ง” Hauwa กล่าวกับ Woodruff

แม้กระทั่งตอนนี้ เด็กสาวจากเมืองดับชีก็ยังคงต้องการความช่วยเหลือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งที่ตัดขาดภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไนจีเรียออกจากประเทศเพื่อนบ้าน ด้วยความรุนแรง

“ยังมีอีกหลายคนที่ติดอยู่ในค่าย” Hauwa กล่าว “พวกเขาจะไม่ได้ออกมาแบบเป็นๆ”

ตลอดเวลาที่พวกเธออยู่ในสหรัฐฯ เด็กสาวได้รับคำชื่นชมซึ่งจะบันดาลความกล้าหาญให้แก่พวกเธอในการต่อสู้ต่อไป “คำพูดเหล่านั้นช่วยให้เราเข้มแข็งขึ้น” Hauwa กล่าว “ที่เรากล้าหาญเช่นนี้ก็เพราะเราเชื่อว่าโลกยังไม่ทอดทิ้งเราค่ะ” Ya Kaka กล่าวเสริม

เรื่อง Alexandra E. Petri

ภาพถ่าย Stephanie Sinclair

โบโกฮาราม
Hauwa หนีออกมาในช่วงที่เธอใกล้จะคลอดลูก ในที่สุดเธอก็คลอดลูกในป่าระหว่างการเดินทางกลับเมืองไมดูกูรี แต่เด็กไม่รอดชีวิต
โบโกฮาราม
บรรยากาศของท้องถนนในเมืองไมดูกูรี

 

อ่านเพิ่มเติม

เมื่อเกิดในอัฟกานิสถาน เด็กหญิงบางคนเลือกใช้ชีวิตในร่างเด็กชาย

เรื่องแนะนำ

มหัศจรรย์แห่งอาหาร ชมกระบวนการทำ “ซุปหิน” ในเม็กซิโก

อาหาร คือวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นตามมา เมื่อมนุษย์รู้จักวิธีการควบคุมไฟ หากคุณผู้อ่านมีโอกาสได้เดินทางไปท่องเที่ยวในเม็กซิโก ขอเชิญชวนให้ไปท่องเที่ยวยังรัฐโออาซากา เพราะที่นั่นมีเมนูอาหารเก่าแก่ ที่อาจเรียกได้ว่ากรรมวิธีการปรุงอาหารของพวกเขานั้นสามารถย้อนรอยไปได้ถึงยุคก่อนประวัติศาสตร์เลยทีเดียว เมนูที่ว่านี้คือ “ซุปหิน” ครอบครัวนี้กำลังเดินทางไปที่ริมน้ำตกแห่งหนึ่ง เพื่อสาธิตวิธีการปรุงซุปหินให้ชมกัน เริ่มต้นด้วยการจับกุ้งและปลานิลจากแม่น้ำขึ้นมา มองหาหินภูเขาไฟขนาดพอเหมาะจำนวนหนึ่ง นำไปอังไฟไว้ให้ร้อน จากนั้นเทส่วนผสมทุกอย่างทั้งสมุนไพร เนื้อสัตว์ และน้ำเปล่าลงไปในแอ่งหินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หย่อนหินภูเขาไฟที่กำลังร้อนได้ที่ลงไปในน้ำ ความร้อนจากหินจะทำให้น้ำเดือดทันที เท่านี้ก็จะได้เมนูซุปหินอันขึ้นชื่อของภูมิภาคนี้ ปัจจุบันพวกเขานำมรดกตกทอดจากบรรพบรุษนี้มาเปิดร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมือง และได้รับความสนใจจากผู้คนมากมาย เมนูซุปหินถูกเปลี่ยนมาใส่ภาชนะ แต่ลูกค้ายังคงได้รสสัมผัสและความรู้สึกไม่ต่างจากต้นฉบับดั้งเดิม ลองชมภาพยนตร์สั้นที่จัดทำขึ้นโดย เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกนี้ แล้วจะเห็นว่าวัฒนธรรมของพวกเขานั้นงดงามมากแค่ไหน   อ่านเพิ่มเติม : กล้ากินหมึกตัวเป็นๆ ไหม?, การเดินทางของอาหาร

สืบเสาะค้นหาพระเยซูในประวัติศาสตร์

พระเยซูคือบุคคลที่เสียงแตกเป็นสองฝ่าย ผู้ที่เชื่อจะเคารพบูชา ในขณะที่ผู้ไม่เชื่อจะมองว่าทั้งหมดเป็นนิทาน และขณะนี้นักโบราณคดีกำลังไขความจริงจากตำนานเรื่องเล่าขานนี้

เด็กๆ ของฮูรา กับโลกที่ร้อนขึ้นทุกที

ในวันที่คนมัลดีฟส์ถือว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ เด็กทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะเคารพและรู้จักคุณค่าของทรัพยากรที่ตนมีอยู่จำกัด   “เราสอนเด็กๆ ตั้งแต่อายุสามขวบแล้วว่า ความเปราะบางทางสิ่งแวดล้อมของเกาะเราเป็นอย่างไรค่ะ” อมินาท ริชฟา หัวหน้าครูโรงเรียนประถมบนเกาะฮูรา เขตอะทอลล์คาฟูของมัลดีฟส์ เอ่ย  เธอสวมชุดดำสีเดียวกับฮิญาบคลุมใบหน้าทั้งหมด เหลือไว้เพียงช่องสี่เหลี่ยมผืนผ้าให้เราเห็นเธอแค่ดวงตากลมโตสุกใสคู่นั้น  น้ำเสียงของเธอกระตือรือร้นมีพลัง และยากจะเดาอายุ  อาจจะ 30 ต้นๆ หรือมากกว่านั้น “แต่เพราะอายุเท่านั้นยังเป็นวัยเล่นอยู่  เราจึงให้เด็กๆ เรียนรู้ผ่านการเล่นค่ะ” อาจารย์ริชฟาพูดราวกับรู้ทันเราคิด  เด็กๆ บนเกาะฮูราเรียนรู้เรื่องความเปราะบางของบ้านเกิดของตัวเองจากความจริงที่เห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน  ในวันที่คนมัลดีฟส์ถือว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ เด็กทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะเคารพและรู้จักคุณค่าของทรัพยากรที่ตนมีอยู่จำกัด ฮูรา (Huraa, Hoora) เป็นเกาะที่กว้างเพียง 300 เมตร ยาว 850 เมตร มีชะตากรรมเหมือนเกาะอื่นๆ ของมัลดีฟส์ ประเทศที่ได้ชื่อว่าแบนราบที่สุดในโลก ซึ่งเสี่ยงจมอยู่ใต้ระดับทะเลที่สูงขึ้นทุกที อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ  นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าอย่างเร็วภายในปี 2085 น้ำจะท่วมทุกเกาะของมัลดีฟส์ อย่างช้าคือปี 2100 ในระดับประเทศ รัฐบาลมัลดีฟส์วางแผนแก้ปัญหาด้วยเทคนิคทางวิศวกรรม เช่น การสร้างกำแพงล้อมรอบเมืองหลวงมาเล่ ถมทะเลเพื่อยกระดับแผ่นดิน ป้องกันน้ำใต้ดินและเพิ่มการเก็บกักน้ำฝน รวมทั้งเตรียมอพยพประชาชนไปยังถิ่นอื่น ในระดับเกาะอย่างที่ฮูรา ซึ่งอยู่ห่างจากมาเล่เพียงครึ่งชั่วโมง […]

ปฏิวัติเกษตรจีนเลี้ยงมังกรหิว

จีนกำลังพยายามแก้ไขปัญหาใหญ่ นั่นคือทำอย่างไรจึงจะเลี้ยงประชากรเกือบหนึ่งในห้าของโลกด้วยที่ดินที่สามารถเพาะปลูกได้ไม่ถึงหนึ่งในสิบของพื้นที่ประเทศ?