"เจ้าสาววัยเด็ก" ปัญหาที่ถูกลืมในอินเดีย - National Geographic Thailand

“เจ้าสาววัยเด็ก” ปัญหาที่ถูกลืมในอินเดีย

“เจ้าสาววัยเด็ก” ปัญหาที่ถูกลืมในอินเดีย

กลิ่นและสีของเส้นสายสีเหลืองขมิ้นที่ทาลงบนมือและใบหน้าของเจ้าสาว พร้อมด้วยแถบสีแดงของผงชาดที่ทาลงบนหนังศีรษะ คือหลักฐานที่บ่งชี้ว่าพิธีแต่งงานได้เกิดขึ้นแล้ว เจ้าสาวในพิธีนี้ยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจความหมายของการแต่งงาน ในขณะเดียวกันก็โตพอที่จะเข้าใจได้ว่าบรรดาผงเครื่องเทศที่แต่งแต้มตามตัวเธอนั้นมีความหมายว่าอย่างไร

เหล่านี้คือสิ่งที่ Saumya Khandelwal ช่างภาพหญิงจากรอยเตอร์วัย 27 ปี ในนิวเดลี ได้ยินมาจากเด็กสาวหลายคนในเมืองสาวัตถีที่ชีวิตไม่ได้โชคดีเช่นเธอ Khandelwal เกิดในเมืองลัคเนา โลกที่แตกต่างจากเมืองสาวัตถีอย่างสิ้นเชิง เธอและเพื่อนๆ เติบโตขึ้นมาด้วยความเข้าใจว่าการแต่งงานในวัยเด็กคืออะไร มันเกิดขึ้นเสมอในอินเดียและไม่ใช่แค่เฉพาะกับคนที่พวกเธอรู้จักเท่านั้น อีกทั้งไกลออกไป 120 ไมล์ ที่ชายแดนเนปาล เด็กหญิงวัย 8 ขวบก็ถูกครอบครัวของพวกเธอบังคับให้แต่งงานเช่นกัน

เจ้าสาววัยเด็ก
ญาติๆ ของ Muskaan แต่งเนื้อแต่งตัวให้เธอพร้อมเป็นเจ้าสาว สามีในอนาคตนาม Raju (นามสมมุติ) อายุแก่กว่าเธอ 7 ปี

ปี 2015 Khandelwal เดินทางไปกลับระหว่างกรุงนิวเดลีและรัฐอุตตรประเทศ เพื่อบันทึกภาพของบรรดาเจ้าสาววัยเด็ก “ถ้าฉันเกิดในสาวัตถี หนึ่งในเจ้าสาวเหล่านั้นคงเป็นฉัน” เธอกล่าว

ในทางเทคนิคแล้ว การแต่งงานในวัยเด็กถือเป็นเรืองผิดกฎหมายในอินเดีย ปี 1929 รัฐบาลอินเดียผ่านกฎหมายห้ามจัดงานแต่งงานแก่เด็กสาวที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี และเด็กหนุ่มอายุต่ำกว่า 21 ปี กฎหมายดังกล่าวได้รับการเขียนขึ้นใหม่อีกครั้งในปี 2006 ระบุเพิ่มเติมว่าบรรดาครอบครัวที่อนุญาตหรือสนับสนุนให้มีการจัดงานแต่งงานจะเผชิญกับบทลงโทษจำคุก 2 ปี โดยไม่มีเงื่อนไข

แม้ว่าอัตราการแต่งงานในวัยเด็กจะลดลงมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา แต่อินเดียก็ยังคงเป็นประเทศที่มีเจ้าสาวที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมากที่สุดในโลก เฉลี่ย 1 ใน 4 ของผู้หญิงอินเดียแต่งงานตั้งแต่อายุ 18 ปี รายงานจากองค์กร Girls Not Brides และเกือบครึ่งของผู้หญิงอินเดียทั้งหมดแต่งงานตั้งแต่อายุก่อน 18 ปี รายงานจากสหประชาชาติ

เจ้าสาววัยเด็ก
Muskaan และ Raju และเปลี่ยนพวงมาลัยกันในพิธีแต่งงาน เป็นปกติที่ผู้หญิงในเมืองสาวัตถีจะแต่งงานก่อนบรรลุนิติภาวะ
เจ้าสาววัยเด็ก
Suba Bano แต่งงานกับ Firoj Ali ในตอนที่แม่ของเขากำลังป่วยและต้องการคนดูแลบ้าน ในตอนนั้นทั้งคู่มีอายุ 17 ปี

ในตอนที่ Khandelwal ตัดสินใจหันกล้องถ่ายภาพไปหาเจ้าสาวเหล่านี้ เธอคาดหวังว่าสาเหตุหลักของการบังคับให้ลูกสาวแต่งงานน่าจะมาจากธรรมเนียมความเชื่อหรือการปกครองแบบพ่อเป็นใหญ่ในบ้าน แต่สิ่งที่เธอพบคือปัจจัยของการแต่งงานกลับมาจากความยากจน, การขาดการศึกษา ไปจนถึงปัญหาอื่นๆ ในชีวิต

ที่เมืองสาวัตถี Khandelwal ถามแม่ของเจ้าสาววัยเด็ก ผู้เคยผ่านประสบการณ์ถูกครอบครัวบังคับให้แต่งงานเช่นเดียวกันว่า เหตุใดจึงเลือกให้ลูกสาวเผชิญชะตากรรมเช่นตนเอง? ผู้เป็นแม่ตอบว่าเธอคาดหวังว่าชีวิตลูกสาวจะไม่เป็นเช่นนี้เหมือนกัน แต่ในความเป็นจริงชีวิตมีทางเลือกไม่มากนัก สามีของเธอเป็นแรงงานที่รับค่าจ้างรายวัน ในขณะที่เธอและลูกๆ หารายได้ด้วยการเก็บฟืนขาย ครอบครัวนี้หาเช้ากินค่ำวันต่อวัน ดังนั้นแล้วมันจึงดีกว่าถ้าจะให้ลูกสาวแต่งงานก่อนที่อะไรๆ จะแย่ไปกว่านี้ “ถ้าพรุ่งนี้เราสูญเสียบ้านทั้งหลังไปจากน้ำท่วม เราก็จะไม่มีอะไรจะมอบให้ลูกสาวเราสำหรับเป็นสินสอดทองหมั้น” เธอกล่าว

Khandelwal พบว่าหลายครอบครัวมองลูกสาวของพวกเขาไม่ต่างจากหนี้สิน เธอมีโอกาสได้พบกับ Muskaan (ชื่อสมมุติเพื่อความเป็นส่วนตัว) พี่สาวของน้องสาวอีก 2 คน ซึ่ง Khandelwal เดินทางไปเยี่ยมเยียนบ่อยครั้ง “ฉะนั้นแล้วเท่ากับว่าบ้านนี้จะมีหนี้สินเป็นสามเท่า จากสินสอดทองหมั้นที่พวกเขาต้องจ่ายให้แก่เจ้าบ่าว” ช่างภาพหญิงกล่าว บางครอบครัวรอจนกว่าได้เวลาที่ลูกสาวต้องย้ายไปอยู่กับสามี จึงค่อยให้ออกจากโรงเรียน แต่สำหรับ Muskaan แล้ว เธอถูกจับแต่งงานตั้งแต่อายุ 14 ปี และตอนนั้นพ่อของเธอก็ห้ามไม่ให้ไปโรงเรียนทันที แต่ให้อยู่บ้านเพื่อเรียนรู้วิธีการปรุงอาหารและดูแลบ้านช่องแทน

เจ้าสาววัยเด็ก
หญิงสาวคนหนึ่งนอนอยู่ในห้องรอคลอดที่โรงพยาบาลในสาวัตถี รายงานจากข้อมูลสำมะโนประชากร 1 ใน 4 ของผู้หญิงอายุ 10 – 17 ปี ในสาวัตถีถูกบังคับให้แต่งงาน
เจ้าสาววัยเด็ก
Nirma วัย 16 ปี เล่นสนุกกับเพื่อนๆ และญาติ เส้นสีแดงบนหนังศีรษะของเธอบ่งบอกว่าเด็กสาวแต่งงานแล้ว

หลังการแต่งงานของ Muskaan ช่างภาพหญิงเดินทางไปเยี่ยมเธออีกครั้ง เพื่อถามความรู้สึก “สิ่งที่เธอพูดมันน่าผิดหวังมาก” Khandelwal กล่าว “เธอบอกว่าไม่มีความรู้สึกอะไรกับเรื่องนี้ เพราะยังไงสิ่งนี้ก็ต้องเกิดขึ้น” มันสะท้อนความรู้สึกไร้ที่พึ่งและสิ้นหวังจากเด็กสาวเหล่านี้มาก พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกผู้หญิงก็สามารถมีการมีงานมีอาชีพได้

เจ้าสาวส่วนมากมีชีวิตที่โดดเดี่ยวหลังแต่งงาน ในหมู่บ้านเล็กๆ ไม่มีงานอื่นให้ทำ ดังนั้นแล้วคนหนุ่มจึงเดินทางเข้าเมือง นั่นทำให้สามีภรรยาต้องติดต่อกันผ่านทางโทรศัพท์ “คุณจะคาดหวังว่าเด็กวัย 15 ปีจะเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์หรือการแต่งงานมากแค่ไหน?” Khandelwal กล่าว “พวกเขาไม่มีความรู้ ไม่มีเงิน และยังเด็กเกินไปที่จะมีลูก นี่มันวงจรอุบาทที่ไม่มีวันสิ้นสุด”

หลังใช้เวลาสองปีครึ่งไปกับการเก็บภาพถ่ายของเจ้าสาววัยเด็ก ในเมืองสาวัตถี Khandelwal พบเห็นเด็กสาวถูกจับแต่งงานมากมาย แมักระทั่งในเมืองหลวงอย่างกรุงนิวเดลี ในอนาคตเธอมีแผนที่จะโฟกัสไปที่ชุมชนเพื่อแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่พวกเขาทำนั้นผิดกฎหมายอย่างไรบ้าง

เรื่อง Nina Strochlic

ภาพถ่าย Saumya Khandelwal

เจ้าสาววัยเด็ก
Phulmati วัย 17 ปี อุ้มลูกน้อยไว้แนบอก ผู้หญิงในสาวัตถีมีลูกเฉลี่ยมากถึง 5 คน
เจ้าสาววัยเด็ก
Chandni มองกล้องอยู่หลัง Kisna ทั้งคู่มีอายุ 9 ขวบ Kisna แต่งงานแล้วได้สองปี แต่ยังไม่รู้ว่าสามีชื่ออะไร แทนที่จะไปโรงเรียนเด็กหญิงใช้เวลาหมดไปกับการทำงานบ้านและเล่นสนุกอยู่ที่บ้าน

 

อ่านเพิ่มเติม

ชีวิตระทมใต้เงาโบโกฮาราม

เรื่องแนะนำ

ก้าวที่กล้านำ: บทบาท นักการเมืองหญิง ในการเมืองโลก

นิวซีแลนด์ นายกรัฐมนตรียาซินดา อาร์เดิร์น ปราศัยต่อรัฐสภานิวซีแลนด์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 ในเดือนมีนาคม เธอตัดสินใจประกาศปิดเมืองทั่วประเทศ “ฉันรับรู้ถึงความร้ายแรงของปัญหาในขณะนี้ได้อย่างชัดเจน” เธอกล่าว “ชาวกีวีทั้งหลายขอจงกลับบ้าน โปรดจงรักษาสุขภาพและความเอื้ออารี” ผู้หญิงในโบลิเวีย นิวซีแลนด์ และอัฟกานิสถานประสบความสำเร็จอย่างมากในการได้มาซึ่งอำนาจทางการเมืองของ นักการเมืองหญิง แต่หลายคนยังเผชิญกับการต่อต้านทางวัฒนธรรม และกระทั่งความรุนแรง ขณะที่อิทธิพลของพวกเธอเพิ่มมากขึ้น ตลอดประวัติศาสตร์ และทั่วโลก ผู้หญิงที่แสวงหาอำนาจทางการเมือง นักการเมืองหญิง มักเผชิญกับการต่อต้าน ตั้งแต่การใส่ร้ายป้ายสีไปจนถึงการลอบสังหาร ผู้หญิงก้าวหน้าไปมากก็จริง แต่ยังเผชิญกับอุปสรรคเดิมๆ ในกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศทั่วโลก รวมทั้งโบลิเวียและรัฐที่รุมเร้าไปด้วยความขัดแย้งอย่างอัฟกานิสถานและอิรัก การมีกฎหมายกำหนดสัดส่วนตามเพศ ในปัจจุบันเป็นเครื่องประกันว่า ผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในเวทีการเมืองอย่างเป็นทางการ แต่การกำหนดสัดส่วนตามเพศดังกล่าวก็ยังมีข้อจำกัด ระบบเหล่านี้ถูกวิจารณ์ว่าไม่เป็นประชาธิปไตยและเป็นการเลือกปฏิบัติ อีกทั้งการให้สิทธิพิเศษ แก่ผู้หญิงเหนือผู้ชายด้วยเหตุผลด้านเพศสภาพเพียงอย่างเดียวถือเป็นการบั่นทอนหลักการวัดคุณค่าของคน ที่ความสามารถ ทว่าแม้แต่ในระบบการเมืองที่ดูเหมือนมีความเป็นกลางทางเพศและมุ่งประเมินคนที่ความสามารถ ก็มีความ ไม่เท่าเทียมเชิงโครงสร้างที่สืบทอดมายาวนานเช่นกัน ระบบที่ไม่กำหนดสัดส่วนเพศอย่างในสหรัฐอเมริกาก็อาจโอนเอียงเข้าข้างกลุ่มคนที่มีอำนาจครอบงำ ซึ่งรวมถึงผู้ชาย คนผิวขาว และคนที่มีทรัพยากรทางการเงินมาก การก้าวข้ามอุปสรรคเพื่อเข้าสู่เวทีการเมืองนับเป็นความท้าทายประการหนึ่ง แต่ประเด็นที่ว่าเมื่อเข้าสู่อำนาจแล้วผู้หญิงจะทำอะไรได้หรือไม่ได้ก็เป็นความท้าทายอีกประการหนึ่ง การให้ผู้หญิงมีส่วนร่วมในพรรคการเมืองหรือในรัฐสภาอาจช่วยตอบโจทย์เรื่องความ เท่าเทียมระหว่างเพศได้ แต่ก็อาจเป็นเพียงการตอบโจทย์แบบขอไปที หากนักการเมืองหญิงได้เข้าไปปรากฏตัว แต่เสียงของพวกเธอไม่ถูกรับฟัง แล้วยังมีคำถามที่ว่า ผู้หญิงกลุ่มไหนที่มีโอกาสเข้าสู่พื้นที่แห่งอำนาจ และผู้หญิงเหล่านี้เป็นตัวแทนของคนกลุ่มอื่นมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นคำถามที่หลายประเทศกำลังพยายามหาคำตอบ แม้จะต้องเผชิญกับการข่มขู่ […]

กำพล วัชรพล ในเส้นทางเจ้าของหนังสือพิมพ์สู่บุคคลสำคัญของโลก

เส้นทางชีวิตคุณ กำพล วัชรพล เจ้าของหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ หนึ่งในองค์กรสื่อที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในไทย กับการได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกโดยยูเนสโก ในประชุมสมัยสามัญครั้งที่ 39 ขององค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ในวันที่ 30 ตุลาคม – 14 พฤศจิกายน 2560 ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ได้มีมติให้ประกาศยกย่องนาย กำพล วัชรพล อดีตผู้อำนวยการ และผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และผู้ต่อตั้งโครงการโรงเรียนไทยรัฐวิทยาเพื่อชุมชนในชนบท และมูลนิธิไทยรัฐ ให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการสื่อสารมวลชนและการศึกษา ประจำปี พ.ศ. 2561 – 2562 เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีชาตกาล เป็นบุคคลสำคัญของโลกชาวไทยโดยยูเนสโกลำดับที่ 28 ซึ่งเป็นคนล่าสุดที่ได้รับการยกย่อง ด้วยตำแหน่งผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ จึงไม่ต้องสงสัยถึงผลงานอันสำคัญที่คุณกำพล วัชรพล สร้างไว้ให้กับประเทศไทยในฐานะผู้วางรากฐานองค์กรหนังสือพิมพ์ – สื่อสารมวลชนที่มีขนาดใหญ่ซึ่งได้รับการยอมรับจากผู้คนในประเทศ และทำให้ประชาชนคนไทยได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเพื่อพัฒนาตัวเองและส่งเสริมความเข้าใจในสังคมนับตั้งแต่ครั้งที่ไทยรัฐตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ  พ.ศ. 2505 เป็นต้นมา อาจกล่าวได้ว่าผู้ที่เป็นคนไทย หรืออาศัยอยู่ในประเทศไทย ต้องเคยอ่านข่าวจากไทยรัฐ ไม่ว่าจะในหนังสือพิมพ์หรือข่าวสารในรูปแบบดิจิทัล รวมไปถึงชื่อของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา […]

โลกใหม่ในลมหายใจเดียว

โยฮันนา นอร์ดบลาด อาร์ตไดเร็คเตอร์ ชาวฟินแลนด์ที่เกือบเสียขาไปเมื่อประสบอุบัติเหตุระหว่างขี่จักรยาน แต่กลายเป็นเจ้าของสถิติดำน้ำตัวเปล่าลึก 50 เมตรใต้น้ำที่พื้นผิวด้านบนเป็นน้ำแข็ง ตอนที่เธอประสบอุบัติเหตุ กระดูกขาของโยฮันนาแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนเนื้อบริเวณนั้นเกือบตาย  แต่เพราะการรักษาด้วยน้ำแข็ง (ice therapy) ที่เธอบอกว่าทรมานมากในตอนแรก กลับทำให้เธอหลงรักการดำน้ำตัวเปล่า—ไม่มีถังออกซิเจน มีเพียงชุดดำน้ำกับหน้ากาก—ในทะเลสาบเขตอาร์คติกที่ผิวน้ำกลายเป็นน้ำแข็งและน้ำเบื้องล่างหนาวเหน็บ เอียน เดอร์รี ผู้กำกับหนังสั้นบอกว่าตอนที่ถ่ายทำ อุณหภูมิ –14 องศาเซลเซียส เย็นจัดจนกล้องเสียไปตัวหนึ่ง  ช่างภาพต้องใส่ชุดให้ความอบอุ่นด้วยไฟฟ้าไว้ข้างใน ก่อนดำลงไปถ่ายภาพของเธอ แต่โยฮันนากลับดำน้ำตัวเปล่า เดอร์รี เล่าว่า “โยฮันนาเป็นผู้หญิงที่น่าเหลือเชื่อ  เธอหายใจสั้นๆ ชุดหนึ่งแล้วหายลงน้ำไป  ผมหมายถึงหายไปเลย  ผมยืนอยู่แล้วไม่รู้ว่าเกิดอะไร จนคิดว่าพอแล้ว พอแล้ว ขึ้นมาได้แล้ว  คุณขึ้นมาได้ไหม  ผมรอต่อไป รอๆๆ  และคิดว่าพอแล้วๆ  คงมีอะไรผิดปกติ  ทันใดนั้นเธอก็โผล่ขึ้นมา  …ผมบอกว่าได้แล้ว เธอบอกไม่ๆ จะลงไปอีกครั้ง  เธอตัวเขียวแล้ว แต่เธอบอกว่าถ่ายอีกที   เธอเป็นคนสมบูรณ์แบบ เป็นมืออาชีพ และเชื่อมันจริงๆ” โยฮันนากล่าวไว้ในหนังสั้น Johanna ว่า “ไม่มีที่ให้ความกลัว ความตื่นตกใจ และความผิดพลาด  […]

รู้จักกับรางวัลโนเบล

รู้จักกับรางวัลโนเบล รางวัลโนเบล (Nobel Prize) เป็นรางวัลประจำปีที่ยกย่องเชิดชูความสำเร็จทางสติปัญญาอันโดดเด่นของมนุษยชาติ รางวัลที่ได้รับยกย่องว่าทรงเกียรติสูงสุดนี้จะมอบให้แก่ผู้สร้างผลงานเป็นที่ยกย่องใน 6 สาขา ได้แก่ ฟิสิกส์ เคมี วรรณกรรม สรีรวิทยาหรือการแพทย์ การส่งเสริมสันติภาพ และเศรษฐศาสตร์ รางวัลนี้ก่อตั้งขึ้นโดยอัลเฟรด โนเบล นักวิทยาศาสตร์และผู้ใจบุญชาวสวีเดน หลังถึงแก่กรรมเมื่อปี 1896 เขายกสมบัติส่วนใหญ่ให้เพื่อการนี้ การมอบรางวัลโนเบลครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 1901 และจากนั้นมาก็มอบให้แก่บุคคลและองค์กรรวมแล้วกว่า 900 รางวัล ผู้ได้รับรางวัลมักเป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคล (สองหรือสามคน) และจะได้รับการเรียกขานว่า “ผู้ได้รับรางวัลโนเบล” หรือ Nobel Laureate ผู้ได้รับรางวัลมักได้รับการเสนอชื่อจากเพื่อนร่วมวงการ ก่อนจะผ่านกระบวนการคัดเลือกที่เป็นความลับของคณะกรรมการรางวัลโนเบลในฤดูใบไม้ร่วงของทุกปี ผู้ได้รับการคัดเลือกจะเข้ารับรางวัลในพิธีซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 10 ธันวาคม อันเป็นวันครบรอบการเสียชีวิตของอัลเฟรด โนเบล การมอบรางวัลโนเบลทุกสาขา ยกเว้นสาขาสันติภาพ จะจัดขึ้นที่กรุงสตอกโฮล์ม เมืองหลวงของสวีเดน โดยสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งสวีเดนทรงเป็นผู้พระราชทานรางวัล ส่วนรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพจะมีพิธีมอบในกรุงออสโล โดยคณะกรรมการรางวัลโนเบลของนอร์เวย์ และสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งนอร์เวย์ทรงเป็นผู้พระราชทานรางวัล รางวัลโนเบลประกอบด้วยเงินรางวัลจำนวนหนึ่ง ใบประกาศเกียรติคุณ และเหรียญทองคำ 18 กะรัตรูปใบหน้าของผู้ก่อตั้งรางวัล นั่นคือ อัลเฟรด […]