The Jumper : เด็กโดดแห่งสังขละบุรี - National Geographic Thailand

The Jumper : เด็กโดดแห่งสังขละบุรี

เรื่องและภาพ วีรวัฒน์  เวียงไชย (รางวัลชมเชยโครงการ 10 ภาพเล่าเรื่องปี 7)

หนึ่งในจุดหมายปลายทางในฝันของนักท่องเที่ยวมักจะมี อ. สังขละบุรี จ. กาญจนบุรี อยู่ในรายการด้วยเสมอ  นอกจากวัฒนธรรมอันหลากหลายของชาวไทยหลากเชื้อชาติในท้องถิ่นแล้ว นักท่องเที่ยวยังเดินทางมาเพื่อสัมผัสกับอากาศที่เย็นสบาย วิวของเขื่อนวชิราลงกรณ์ และการกระโดดสะพานมอญของเด็กโดดแห่งสังขละบุรี

ในขณะที่เด็กไทยเชื้อสายมอญบางส่วนแต่งชุดประจำถิ่น อาสาเป็นไกด์บรรยายประวัติความเป็นมาของสะพานมอญหรือสะพานอุตตมานุสรณ์และเมืองสังขละบุรี แต่ยังมีเด็กชายล้วนอีกกลุ่มหนึ่งอาศัยความกล้าเพื่อกระโดดจากสะพานมอญซึ่งสูงหลายสิบเมตรเพื่อเรียกเสียงฮือฮาจากนักท่องเที่ยว  ทั้งหมดสวมเฉพาะกางเกงและปราศจากอุปกรณ์ป้องกันตัวเมื่อกระโดดจากที่สูงลงสู่พื้นน้ำข้างล่างที่มีเรือแล่นผ่านไปมาไม่ขาดสาย  นอกจากคำถามต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของเด็กๆ ที่แลกกับการท่องเที่ยวแล้ว วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปเพราะรายได้พวกเขา เช่น การขาดเรียน การใช้จ่ายฟุ่มเฟือย การทะเลาะวิวาท ใช้ยาเสพติด ฯลฯ ยังทำให้เกิดข้อสงสัยต่ออนาคตของพวกเขาเองด้วย

นักท่องเที่ยวให้เงินแก่กลุ่มของเด็กๆบนสะพานมอญ เพื่อเป็นสินน้ำใน สำหรับการกระโดดน้ำ และกิจกรรมอื่นๆ
นักท่องเที่ยวรอวังหวะในการถ่ายรูปของเด็กกระโดดน้ำ
เด็กโดดแห่งสังขละบุรี ลอยตัวอยู่กลางอากศหลังจากถีบตัวออกจากแท่นไม้ และกำลังจะตกลงสู่พื้นน้ำในไม่ช้า
เงินที่ได้จากการกระโดดน้ำถูกนำมาใช้จ่ายเพื่อความบันเทิงของเด็ก เช่น การซื้อของเล่น
เย เต ซู อาศัยอยู่กับยาย และน้องๆอีก 4 คน ในบ้านไม้ฝาขัดแตะหลังคามุงสังกะสี ตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำ
บ้านของ เย ไม่มีอะไรมากนัก ห้องโล่งด้านหน้า เป็นที่เล่น ที่กินข้าว ที่อ่านหนังสือ และกิจกรรมอื่นๆ
เย มีโอกาสได้เรียนหนังสือร่วมกับเพือนๆ ที่โรงเรียน วัดวังวิเวการาม ซึ่งเรียนฟรี ตั้งแต่ชั้น อ.1- ม.3
สิ่งที่เด็กต้องการมากที่สุดคือ การได้เล่นกับเพื่อนซึ่งกิจกรรมที่ดึงดูดเด็กๆที่สุดคือการเล่นลูกแก้ว
ป้ายเตือนนักท่องเที่ยวถึงผลกระทบจากการให้เงินแก่เด็กโดยตรง เนื่องจากเพบว่ามีเด็กนำเงินไปใช้ทางที่ผิด

 

เรื่องแนะนำ

ไทยใหม่ ผู้บุกรุกบนแผ่นดินเกิด

ไทยใหม่ ผู้บุกรุกบนแผ่นดินเกิด วิถีชีวิตที่เร่ร่อนและอิสระในมหาสมุทรมาแต่ครั้งอดีต อาจเป็นที่มาของคติในการใช้ชีวิตที่ว่า “ไม่มีใครสามารถเป็นเจ้าของธรรมชาติ ทุกคนล้วนมีสิทธิทำกินในผืนน้ำและแผ่นดิน” ทำให้ชาวอูรักลาโว้ยไม่ยึดติดในทรัพย์สิน และไม่เคยคิดยึดครองจับจองอาณาเขต แม้เวลาจะผ่านมานับร้อยปีแล้วที่ชาวอูรักลาโว้ยรอนแรมฝ่าคลื่นลมมาจากดินแดนชื่อว่า ซาตั๊ก หรือเกาะลันตาในปัจจุบัน จนมาถึงหาดสีขาวทอดยาวทางตอนใต้สุดของเกาะภูเก็ต กลับไม่ได้ทำให้ชาวทะเลกลุ่มนี้มีที่ยืนที่มั่นคง เมื่อแผ่นดินบนหาดราไวย์ถูก “คลื่นยักษ์” ที่มาในรูปของธุรกิจท่องเที่ยวถาโถมเข้าใส่จนที่ดินมีราคาค่างวดยิ่งกว่าทองคำ การจับจองด้วยกระดาษตีตรา ทำให้ผู้บุกเบิกกลายเป็นผู้บุกรุกในทันที ซ้ำร้ายผืนทะเลที่เคยหากินอย่างอิสระก็ถูกประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเล จากที่เคยออกหาปลาได้อย่างเสรี มาวันนี้ “พรานทะเล” กลับถูกจำกัดพื้นที่จนเหลือเพียงน้อยนิด ไม่เพียงพื้นที่ในเชิงภูมิศาสตร์เท่านั้น หากยังรวมถึงพื้นที่เชิงวัฒนธรรมซึ่งบ่งบอกอัตลักษณ์ของชาติพันธุ์ที่ค่อยๆ เลือนรางราวร่องรอย บนผืนทรายที่คลื่นซัดกลบ วันที่กระแสโลกวิ่งลิ่วไปข้างหน้าอย่างไม่มีทีท่าจะหยุดรอใคร ชื่อ “ไทยใหม่” อาจเป็นสัญญาณแห่งความหวังที่สังคมจะยอมรับการมีตัวตน หรือหมายถึงการเลือนหายไปของวิถีชาติพันธุ์คนแห่งทะเล เรื่องและภาพ อำนาจ เกตุชื่น รางวัลชมเชย จากโครงการประกวดสารคดีภาพ “10 ภาพเล่าเรื่อง” ปี 2012 โดยนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย                   อ่านเพิ่มเติม […]

ช้างป่า ละอู : เมื่อป่าที่เคยเป็นบ้านหดหาย

ช้างป่า คือดัชนีทางชีวภาพของความสมบูรณ์ของผืนป่า ย้อนกลับไปเมื่อสี่สิบปีก่อน พรานป่าเล่าว่า การจะได้เจอ ช้างป่า สักตัวต้องเดินเข้าป่าลึกสามถึงสี่วัน แต่อดีตนายตำรวจพลร่มท่านหนึ่งในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้พื้นที่เกษตรกรรมที่ขยายตัวจนรุกล้ำพื้นที่ป่า เป็นหนึ่งแรงผลักดันให้ช้างออกจากป่ามาปรากฏตัวบ่อยครั้งขึ้น ป่าคือแหล่งที่อยู่อาศัย และแหล่งอาหารของช้างป่า แต่เมื่อพื้นที่ป่าที่เคยเป็นบ้านหายไป หรือถูกรุกล้ำจากการคมนาคม ช้างป่า จึงจำเป็นต้องหาแหล่งอาหารใหม่ หรือออกมาหากินในพื้นที่เกษตรกรรมใกล้ชายป่า ตามธรรมชาติ ช้างป่าจะหากินเป็นโขลงอยู่ในป่าชั้นใน มีเพียงช้างโทนเท่านั้นที่จะออกมาหากินบริเวณชายขอบ (เรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ: ช้างเศร้าสลดเมื่อเห็นเพื่อนร่วมสายพันธุ์จากไป) ในปี 2558 หลายพื้นที่ในประเทศไทยต้องประสบปัญหาภัยแล้ง รวมถึงพื้นที่เกษตรกรรมได้รับผลกระทบอย่างหนัก ชาวไร่ชาวสวนจึงจำเป็นต้องสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ เพื่ออุปโภคบริโภค นอกจากนี้ แหล่งน้ำตามธรรมชาติในป่าก็เหือดแห้ง และไม่เพียงพอต่อประชากรช้างในป่า จึงเป็นแรงผลักให้ช้างป่าออกมาหากินยังพื้นที่เกษตรกรรม และแหล่งน้ำรอบๆ ชุมชน จนเกิดเป็นข้อพิพาทระหว่างคนกับช้าง เดือนกันยายน ปี 2559 ปริมาณน้ำฝนที่ลดลงเป็นสัญญาณว่า ภัยแล้งยังคงดำเนินต่อไป ดูเหมือนปัญหาความขัดแย้งเรื่องน้ำระหว่างคนกับช้างคงไม่จบสิ้นลงในเร็ววัน ตั้งแต่ปี 2555 – 2559 ผมลงพื้นที่และทราบข้อมูลว่า ช้างป่าทำให้คนเสียชีวิตสามราย พอมีคนตาย ช้างก็ตาย ปัญหาเกิดจากผู้คนที่สัญจรไปมาบนถนนให้อาหารช้างป่า จนเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนพฤติกรรม ทุกครั้งที่ช้างเห็นรถชะลอความเร็วแล้วไม่ได้รับอาหาร จึงเกิดความหงุดหงิดและเข้าปะทะกับคนในที่สุด ผมนึกถึงพระราชเสาวนีย์ในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ […]

คณะกอบกู้ พุทธศิลป์ ไม้แกะสลักช่างสิบหมู่ที่หลงเหลือของปักษ์ใต้

คณะกอบกู้ พุทธศิลป์ ไม้แกะสลักช่างสิบหมู่ที่หลงเหลือของปักษ์ใต้ หลังเหตุการณ์วาตภัยถล่มเมืองสงขลาเมื่อสองปีที่ผ่านมา โบราณสถานหลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างหนัก กำแพงเมืองที่เคยยืนหยัดและกรำศึกหลายต่อหลายครั้งมาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ถึงกับล้มพังพาบยอมแพ้ให้กับลมและน้ำ จากฟากฟ้า เช่นเดียวกันกับวัดมัชฌิมาวาส วัดเก่าแก่สมัยปลายกรุงศรีอยุธยา ที่ได้รับการบูรณะมาแล้วหลายครั้ง โดยการบูรณะครั้งใหญ่ในช่วงต้นรัชกาลที่ ๔ ซึ่งว่ากันว่าเป็นยุคทองของพุทธศิลป์ รายละเอียดทุกอย่างล้วนเป็นฝีมือของช่างสิบหมู่วังหน้าผสมผสานกับช่างท้องถิ่นอย่างลงตัว งานพุทธศิลป์ของที่นี่จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นศิลปะระดับหัวแหวนแห่งเดียวของภาคใต้ ก็ว่าได้ ผลกระทบของวาตภัยดังกล่าวส่งผลให้งานไม้แกะสลักประดับกระจกบนอุโบสถอายุกว่าร้อยปีพังลงมาบางส่วน เมื่อประเมินความเสียหายแล้วพบว่า ต้องรื้อของเก่าลงมา แล้วแกะของใหม่ขึ้นไปใส่แทนที่ ภารกิจนี้กลายเป็นการเดินทาง (ด้วยรถ) อันยาวไกลที่สุด และการ “เที่ยวทะเล” ครั้งแรกของเหล่าช่างไม้ชาวเหนือที่มากอบกู้พุทธศิลป์ไม้แกะสลักช่างสิบหมู่ที่หลงเหลือ อยู่ของปักษ์ใต้ เรื่องและภาพ กิติธัช โพธิวิจิตร รางวัลชมเชย จากโครงการประกวดสารคดีภาพ “10 ภาพเล่าเรื่อง” ปี 2012 โดยนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับภาษาไทย                     อ่านเพิ่มเติม ทองคำเปลว กับพิธีกรรมทางพุทธศาสนา

คลื่นชีวิตกลางทะเล

คลื่นชีวิตกลางทะเล การเปลี่ยนแปลงของกาลเวลาที่รุดหน้า การพัฒนาการของสิ่งรอบกายไม่เคยหยุดอยู่กับที่ คนทั่วไปที่ใช้ชีวิตแอบอิงวิถีที่แข่งขันจึงมีภูมิคุ้มกันในสังคมโลกยุคโลกาภิวัตน์ แต่ก็มีกลุ่มคนบางกลุ่มเล็กๆในท้องทะเลอันดามันของประเทศไทย ที่ขาดภูมิคุ้มกันในด้านการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ กรปรกับการดูแลของภาครัฐที่ดูแลไม่ทั่วถึง จึงทำให้ชีวิตของญาติพี่น้องพวกเขาบางครั้งก็ต้องดำเนินไปด้วยความอดสู แม้ในอดีตจะเป็นกลุ่มชาติพันธุ์สำคัญในการใช้เป็นเครื่องมืออ้างสิทธิ์ในดินแดนทางชายฝั่งทะเลก็ตาม หากจะพูดถึง ชาวเลในประเทศไทย ซึ่งกระจายอยู่บริเวณชายฝั่งและหมู่เกาะในท้องทะเลอันดามัน โดยจะแบ่งเป็น 3 ชาติพันธุ์ คือ มอแกน(สิงทะเล) มอแกลน(สิงบก) และอูรักลาโว้ย ซึ่งเป็นชาวเลกลุ่มใหญ่ที่สุด ซึ่งในปัจจุบันส่วนใหญ่ลงหลักปักฐานอยู่ถาวร ทำอาชีพประมง รับจ้างทั่วไปจนซึบซับวิถีคนเมืองและการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างในชีวิตประจำวัน ชาวเล มักตั้งรกรากกับผืนทะเลอันสวยงาม ซึ่งอนาคตของชีวิตในผืนดินราคาแพงกลับอยู่บนความไม่แน่นอนของเงาอิทธิพล เมื่อพื้นที่ของการจัดสรรที่ดินให้กับชาวเลเพื่อตั้งบ้านเรือนและสร้างชุมชน มีเอกสารสิทธิ์ซ้อนทับ แม้แต่พิธีการต่างๆจะเริ่มขึ้นที่หลาโต๊ะเก่าแก่ตั้งอยู่รอบบริเวณที่ดินของเอกชน ซึ่งการจะเข้าไปทำพิธีจะต้องขออนุญาตผ่านเจ้าของที่ดินรอบข้างเสียก่อน แล้วนับประสาอะไรกับบ้านเรือนของชาวเลที่ปัจจุบันนี้เกาะที่เป็นเหมือนบ้านบรรพบุรุษกลับกลายเป็นคนนอกขออยู่อาศัยที่แสนลำเค็ญ หรือแม้กระทั่งสวัสดิการต่างๆที่ควรจะได้รับ ซึ่งแม้แต่บัตรประชาชนอันเป็นความปรารถนาที่สุดของชีวิต โดยปัจจุบันเป็นเพียงราษฎรที่ไม่มีสถานะทางทะเบียน การออกไปไหนมาไหนบนฝั่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หรือแม้แต่สวัสดิการด้านสาธารณสุขยิ่งมืดมน หากเป็นชาวเลที่อาศัยอยู่ตามเกาะยิ่งแล้วใหญ่ เมื่อสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆที่ยังเข้าไม่ถึง ไฟฟ้า ถนน สะพาน ทำให้ชีวิตของพวกเขายังคงต้องดำรงเสมือนคนเร่ร่อนทั้งๆที่รอบตัวเขาพัฒนาไปไกลแล้วก็ตาม คนไทยกับชาวเล ก็คือคนเชื้อชาติเดียวกัน คล้ายครั้งเราใช้ประโยชน์จากพวกเขาเพื่ออ้างสิทธิ์ในดินแดนว่าเคยมีคนไทยอาศัยอยู่ แต่น่าเสียใจเมื่อในหลายๆที่ พวกพี่น้องของเค้ายังไม่ได้รับการดูแลที่ดีจากทางภาครัฐเลย วันนี้ชาวเลที่เข้าใจวัฒนธรรมและประเพณีดั้งเดิมเหลืออยู่เพียงคนวัยชราเพียงไม่กี่คน อนาคตของความเป็นตัวตนของพวกเขากำลังนับถอยหลัง เพราะชาวเลยุคใหม่ไม่ให้สนใจของดั้งเดิมอีกแล้ว พรุ่งนี้ชาวเลที่กำลังจะมาถึง เขาอาจจะหลับไปแล้วตื่นมาพร้อมกับความเป็นตัวตนที่ฝังอยู่ใต้สุสานในหมู่บ้านโดยไม่มีวันหวนกลับก็ได้ เรื่องและภาพ กิตติธัช โพธิวิจิตร […]