NGT x SaySci Ep.8 “การแยกขยะ” - National Geographic Thailand

NGT x SaySci Ep.8 “การแยกขยะ”

การแยกขยะ พฤติกรรมดีๆ สร้างได้ง่ายๆ

ปัญหาสำคัญอย่างหนึ่งคือ คือปัญหาขยะมูลฝอย ซึ่งปัจจุบันมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ เมื่อพูดถึงขยะแล้วเราก็คงนึกถึงคำหนึ่งที่ได้ยินกันประจำคือคำว่า“การแยกขยะ” ดังนั้นเราจึงจะนำเสนอว่าแยะขยะอย่างไร และแยกประเภทใดบ้าง

หลายคนคงเคยสงสัยว่า เมื่อเราทิ้งขยะต่างๆ แล้ว จำเป็นต้องมีการแยกขยะไหม? ซึ่งเราสามารถตอบได้เลยว่า “จำเป็นมาก”เพราะว่า ขยะแต่ละประเภทต้องผ่านกระบวนการต่างกัน โดยขยะนั้นสามารถแบ่งออกได้ 4 ประเภทได้แก่

  1. ขยะเปียก เป็นขยะที่ย่อยสลายได้ง่าย และมีความชื้นสูง เช่น เศษอาหาร ซึ่งขยะประเภทนี้สามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยได้
  2. ขยะทั่วไป เป็นขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายได้ เช่น โฟมหรือห่อขนมซึ่งขยะประเภทนี้จะนำไปกำจัดอย่างถูกวิธีต่อไป
  3. ขยะรีไซเคิล เช่น พลาสติก, กระป๋องอะลูมิเนียม หรือกระดาษ ซึ่งขยะประเภทนี้จะนำไปรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้
  4. ขยะอันตราย เช่น ถ่านไฟฉาย หรือกระป๋องสเปรย์ ซึ่งขยะประเภทนี้จะต้องนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี ถ้าหากไม่ถูกแยกอย่างถูกต้อง จะส่งผลทำให้เกิดอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม หรือแม่กระทั้งคนที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดขยะอันตรายเองด้วย

(ชมงานศิลปะจากขยะพลาสติก)

ถ้าหากเราปล่อยให้ขยะย่อยสลายเอง โดยไม่ผ่านกระบวนการกำจัดอย่างถูกวิธีแล้ว จะเกิดขึ้นอะไรขึ้น…

แน่นอนว่าขยะเปียกสามารถย่อยสลายเองได้ง่าย แต่ขยะประเภทอื่นจะย่อยสลายได้ยากมาก เช่น พลาสติกที่เราเห็นอยู่ทั่วไปใช้เวลาย่อยสลายถึง 450 ปี ซึ่งหากลองคิดดู พลาสติกชิ้นแรกของโลกมีการคิดค้นขึ้นมาเมื่อ 150 ปีที่แล้ว หมายความว่า จนกระทั่งตอนนี้ ขยะพลาสติกชิ้นแรกที่ผลิตขึ้นมาบนโลกก็ยังไม่ย่อยสลายไป

หรือว่าจะเป็นขยะประเภทโฟม ซึ่งใช้เวลาย่อยสลายนานมากๆ จนเราไม่สามารถระบุเวลาที่ชัดเจนได้ หรือแม้กระทั้งกระดาษที่เราคิดว่าย่อยสลายกันง่ายๆก็ใช้เวลาย่อยสลายประมาณ 2-5 เดือน และถ้าเป็นถ้วยกระดาษเคลือบต้องใช้เวลาย่อยสลายถึง 5 ปี ขยะที่ไม่ผ่านกระบวนการกำจัดอย่างถูกวิธีมักจะปนเปื้อนอยู่ในระบบนิเวศต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่มีปลายทางอยู่ที่ทะเลและมหาสมุทร โดยผลกระทบนั้นได้ปรากฏอยู่ตามสื่อต่างๆ ที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน

ดังนั้น การแยกขยะจะทำให้ขยะแต่ละชนิดนำไปผ่านกระบวนการที่ถูกต้อง ขยะรีไซเคิลบางชนิดก็สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อจะได้ลดปริมาณขยะลง เพราะฉะนั้นพวกเราทุกคนจึงควรแยกขยะโดยเริ่มต้นง่ายๆ จากตัวเราก่อน เพื่อช่วยสิ่งแวดล้อมของเรา ลดปริมาณขยะของโลกนี้ และเราจะได้มีโลกที่สวยงามและน่าอยู่อีกครั้ง

 

อ่านเพิ่มเติม

NGT x SaySci Ep.7 “พลาสติก 101”

เรื่องแนะนำ

ยูเอ็น: “เรากำลังอยู่ในยุคสมัยที่มีภัยธรรมชาติเกิดขึ้นทุกสัปดาห์”

ผู้ทำงานด้าน ภัยพิบัติ ขององค์การสหประชาชาติเตือนว่า “ประเทศที่กำลังพัฒนาจำต้องเตรียมรับมือกับผลกระทบทางธรรมชาติเสียตั้งแต่ตอนนี้” เจ้าหน้าที่จากองค์การสหประชาชาติออกโรงเตือนว่า ขณะนี้ โลกมีภัยพิบัติด้านวิกฤตการณ์ทางภูมิอากาศเกิดขึ้นในอัตราหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์ จึงมีความจำเป็นที่เราต้องเตรียมตัว ทั้งความสนใจและการทำงานร่วมกันในระดับนานาชาติ เพื่อให้ประเทศที่กำลังพัฒนาพร้อมรับผลกระทบอันใหญ่หลวงที่เกิดขึ้น เดอะการ์เดียน สื่อออนไลน์ของอังกฤษ ได้ออกบทความรายงานกล่าวถึง มามิ มิซุโทริ (Mami Mizutori) ผู้แทนพิเศษของเลขาธิการขององค์การสหประชาชาติ ในด้านการลดความเสี่ยงด้านภัยพิบัติ ซึ่งได้ออกมากล่าวว่า ภัยพิบัติ เช่น พายุไซโคลน ในประเทศโมซัมบิก และภัยแล้ง ในอินเดียกำลังกลายเป็นข่าวใหญ่ในหน้าสื่อทั่วโลก ทว่ายังมีภัยพิบัติที่ “ส่งผลกระทบระดับต่ำ” (lower-impact disasters) ซึ่งไม่ได้ถูกรายงานในหน้าสื่อ แต่ทำให้มีผู้เสียชีวิต การย้ายออกจากพื้นที่ และความทุกข์ทรมาน เกิดขึ้นมากและเร็วเกินกว่าที่คาดการณ์ และมามิเสริมว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องของอนาคต หากแต่เป็นเรื่องของวันนี้” สิ่งนี้หมายความว่า การปรับตัวต่อวิกฤตการณ์ด้านภูมิอากาศไม่ได้เป็นปัญหาที่ต้องพิจารณากันในระยะยาวอีกต่อไป แต่ควรมีการลงทุนเรื่องนี้เสียตั้งแต่วันนี้ โดยมามิกล่าวว่า “ผู้คนต้องมีการพูดคุยในเรื่องการปรับตัวและฟื้นฟูในเรื่องนี้” มีการประมาณการณ์ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติที่ราว 520 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในเรื่องการสร้างอาคารที่มีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการปกป้องผลกระทบจากวิกฤตภูมิอากาศของโลกมีเพียงแค่ราวร้อยละ 3 หรือราว 2.7 ล้านล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในช่วงอีก 20 ปีข้างหน้า มิซุโทริกล่าวว่า “นี่ไม่ใช่เงินจำนวนมาก […]

ระดับน้ำแม่น้ำโขงต่ำที่สุดในรอบ 100 ปี และส่งผลสะเทือนใหญ่หลวงต่อธรรมชาติ

(ภาพปก) ภัยแล้งและเขื่อนต้นน้ำได้ลดระดับน้ำของแม่น้ำโขงให้ต่ำที่สุดในรอบร้อยปี และส่งผลกระทบต่อการวางไข่ของปลา อันเป็นสัญญาณที่ไม่ดีต่อแหล่งอาหารในภูมิภาคนี้ ภาพถ่ายโดย BEN DAVIES/LIGHTROCKET/GETTY ภาวะของภัยแล้งหลากหลายรูปแบบ และความขัดแย้งทางการเมืองเรื่องของต้นน้ำของ แม่น้ำโขง อาจเป็นสาเหตุของภัยพิบัติในพื้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ภัยแล้งอันรุนแรงที่เป็นเหตุให้ระดับน้ำของ แม่น้ำโขง แม่น้ำสายใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีระดับต่ำที่สุดในรอบมากกว่า 100 ปี ครั้งนี้ สามารถส่งผลร้ายต่อบรรดาสัตว์น้ำ เช่นเดียวกับผู้คนนับสิบล้านคนที่อาศัยและทำมาหากินริมแม่น้ำ วิกฤตครั้งนี้เกิดจากฝนมรสุม (Monsoon Rain) ซึ่งมักเริ่มขึ้นปลายเดือนพฤษภาคมในภูมิภาคลำน้ำโขงไม่ตกต้องตามฤดูกาล ประกอบกับภาวะแห้งแล้งซึ่งมีที่มาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ และเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิของโลกที่ได้ดำเนินมาจนถึงช่วงกรกฎาคม ทางด้านบรรดานักสังเกตการณ์กล่าวว่า สถานการณ์นี้ได้ย่ำแย่ยิ่งขึ้นเมื่อเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำที่ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำในประเทศจีนและลาวได้กักเก็บน้ำเอาไว้เพื่อกิจการภายในประเทศตัวเอง บรรดาชาวนาในภูมิภาคนี้ไม่สามารถปลูกข้าวได้ดังเช่นเมื่อก่อน และเกรงว่าผลผลิตจะลดลงในฤดูเก็บเกี่ยว อีกทั้งปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงที่ไหลน้อยลงได้ส่งผลกระทบต่อการขยายพันธุ์ของปลาในลุ่มน้ำโขง เนื่องจากโดยปกติแล้ว บรรดาปลาจะอาศัยระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นในช่วงนี้เพื่อวางไข่ แต่ในปีนี้ มีการพบร่องรอยของการขยายพันธุ์ของปลาเพียงเล็กน้อย นอกจากนี้ บรรดาผู้เชี่ยวชาญได้เตือนว่า ทั้งภัยแล้งและการขัดขวางกระแสน้ำในแม่น้ำโขงกำลังจะกลายเป็นเรื่องที่ปกติยิ่งมากขึ้น และอาจนำมาสู่การล่มสลายของระบบนิเวศทั้งหมด วงจรน้ำท่วม (Flood Pulse) แม่น้ำโขงมีจุดกำเนิดจากที่ราบสูงทิเบต และไหลผ่านประเทศในทวีปเอเชีย 6 ประเทศด้วยกัน ได้แก่ จีน เมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ก่อนที่จะไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ ที่ราบลุ่มแม่น้ำโขงเป็นบ้านที่ใหญ่ที่สุดในโลกของบรรดาปลาน้ำจืดที่ […]