Explorer Awards 2018: รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ - National Geographic Thailand

Explorer Awards 2018: รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์

รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์

นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล  

นอกจากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงไทยคนแรกที่ได้ไปสำรวจและดำน้ำในแอนตาร์กติกาแล้ว รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ ยังเป็นหนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ไทยชุดแรกที่กำลังเดินทางมุ่งหน้าสู่มหาสมุทรอาร์กติกเพื่อสำรวจผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและขยะพลาสติก จากความรักและความฝันในวัยเด็กที่หลงใหลในท้องทะเล เป็นแรงบันดาลใจและหล่อหลอมให้ รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ เลือกเส้นทางเดินสู่การเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล  เรื่องหนึ่งที่ รศ.ดร.สุชนา ทุ่มเทแรงกายแรงใจศึกษาคือปะการัง  รศ.ดร.สุชนาได้รับทุนวิจัยจากสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่สนับสนุนโครงการศึกษาผลกระทบที่มีต่อแนวปะการังหลังเหตุการณ์ธรณีพิบัติภัยและคลื่นยักษ์สึนามิเมื่อปี พ.ศ. 2547

 

งานที่ทำอยู่ในปัจจุบัน

ในฐานะอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นอกจากงานสอนนิสิตทั้งในระดับปริญญาตรี โท เอก แล้ว ก็ทำงานวิจัยเกี่ยวกับชีววิทยาทางทะเล

รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์

 

งานที่ทำเกี่ยวข้องกับการสำรวจอย่างไร

งานของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับการสำรวจอย่างมาก การสำรวจถือเป็นเครื่องมือสำคัญและเป็นงานแรกๆของนักวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะนักวิทยาศาสตร์ภาคสนาม  การสำรวจเป็นสิ่งแรกที่ทำให้เราค้นพบว่า มีอะไรเกิดขึ้นบนโลกใบนี้ในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจว่า โลก ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปบ้าง

 

บทบาทของนักสำรวจในการสร้างความเปลี่ยนแปลง

งานของนักสำรวจไม่ใช่เพียงแค่ค้นพบสิ่งใหม่ๆ หรือช่วยให้เรารู้และเข้าใจความเป็นไปของโลกและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังต่อยอดไปถึงการช่วยป้องกันหรือแก้ปัญหาในสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ขณะนี้ เช่น ปัญหาโลกร้อน ถ้าไม่มีงานของนักสำรวจ เราจะไม่มีทางรู้ได้ว่า โลกร้อนเกิดจากอะไร แล้วเราจะมีแนวทางแก้ไขอย่างไร

 

ทะเลและมหาสมุทรเปราะบางเพียงใด

จริงๆต้องบอกว่า ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในทะเลมีมากกว่าที่เราเห็นบนบกเสียอีก นั่นแสดงว่าทะเลและมหาสมุทรแม้จะดูกว้างใหญ่ไพศาล แต่ก็เปราะบางมาก ลองดูง่ายๆว่า อุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งองศาก็มากพอที่จะทำให้ปะการังตายได้ สัตว์น้อยสัตว์ใหญ่อาจไม่สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้

รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์

 

อยากให้พูดเรื่องขยะพลาสติกสักหน่อย

จริงๆก็ดีที่คนเริ่มตื่นตัว แต่ปัญหานี้ต้องบอกว่ามีมานานมากแล้ว จริงๆเคยบอกนิสิตที่สอนตั้งแต่เมื่อสิบห้าปีที่แล้วว่าให้ช่วยลดการใช้ถุงพลาสติก ลองเปลี่ยนมาใช้ถุงผ้า สิบปีให้หลัง คนถึงเริ่มตื่นตัว จริงๆต้องบอกว่า เราช้า ตอนนั้นในอเมริกาหรือยุโรป  ไปถึงไหนกันแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าดีกว่าไม่เริ่มทำอะไรเลย คงต้องมาดูว่าที่เราตื่นตัวกันเป็นเพราะอะไร จะใช่เพราะมีการตีพิมพ์รายงานว่า เราเป็นประเทศอันดับที่หกที่ทิ้งขยะพลาสติกมากที่สุดหรือเปล่า เราต้องรอให้มีงานวิจัยลักษณะนี้ออกมาหรือถึงเริ่มตื่นตัว ส่วนตัวเชื่อและคิดว่าไม่จำเป็น ยังมีอีกหลายๆ เรื่องที่เราควรช่วยกัน แต่ต้องยอมรับว่า ในงานด้านสิ่งแวดล้อม ความเป็นจริงคือ หลายๆครั้งถ้าเรื่องไม่เกิดให้เห็น เราก็ไม่ตื่นตัวป้องกัน

รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์

ยกตัวอย่างเรื่องชนิดพันธุ์ต่างถิ่นซึ่งตัวเองจบมาทางด้านนี้โดยตรง ที่ผ่านมาเราต้องทำงานหนัก เพราะหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็จะพูดว่า ยังไม่เกิดผลกระทบ เพราะฉะนั้นเรายังไม่จำเป็นต้องทำอะไร แต่ถ้ามามองกันจริงๆ ถ้าเกิดผลกระทบแล้ว นั่นคือภาวะหนักแล้วสำหรับระบบนิเวศ ทำไมไม่คิดว่าเราควรที่จะป้องกัน มากกว่าจะรอให้เห็นผลกระทบ แล้วถึงเริ่มลงมือทำอะไร นี่เป็นสิ่งที่ทำให้คิดว่า เราอาจต้องเปลี่ยนวิธีคิด  เสียใหม่ เพราะถ้าผลกระทบมาแล้ว อย่างเรื่องขยะ ถ้าเราไม่ป้องกันตั้งแต่แรก โดยลดการใช้หรือไม่ใช่ใช้ตั้งแต่ต้น เราก็ต้องคอยมาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ วันก่อนมีคนมาถามว่า เราไปเก็บถุงพลาสติก ไปเก็บไมโครพลาสติกในทะเลได้ไหม เลยตอบไปว่าจะทำได้อย่างไร มันเล็กมาก

“มนุษย์เราเก่งและสามารถทำได้ทุกอย่าง ทั้งนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ต่างๆ  แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำไม่ได้ ก็คือเราไม่สามารถทำให้ธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิมได้”

 

ถ้าจะมีสักบทเรียนหนึ่งที่อยากฝากไว้คืออะไร

ตัวเองโชคดีที่มีโอกาสลงทะเลตั้งแต่เด็กๆ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ตัวเองมายืนอยู่ ณ จุดนี้ คือเป็นคนที่สนใจในท้องทะเลและเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางทะเล สิ่งหนึ่งที่เห็นแน่นอนคือความเปลี่ยนแปลงของทะเลจากในอดีตตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเด็ก เราเคยเห็นความสวยงามของมันถึงขนาดที่จุดประกายความสนใจในตัวเองได้ ทุกวันนี้ เราก็ยังพอเห็นความสวยงามนั้นได้ แต่คงไม่เหมือนกับในอดีตเมื่อสัก 20-30 ปีที่แล้ว สิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้คือว่า มนุษย์เรานี่เก่งมาก สามารถทำได้ทุกอย่าง มีนวัตกรรมใหม่ เทคโนโลยีใหม่ต่างๆ แต่สิ่งหนึ่งที่เราทำไม่ได้ ก็คือเราไม่สามารถทำให้ธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อมกลับคืนมาเป็นเหมือนเดิมได้

 

อ่านเพิ่มเติม

“หมีขั้วโลกผอมโซ” ประจักษ์พยานของภาวะโลกร้อน

เรื่องแนะนำ

วอมแบต ถ่ายมูลเป็นทรงลูกบาศก์

วอมแบต เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวในโลกที่ถ่ายมูลเป็นทรงลูกบาศก์ จนถึงตอนนี้ นักวิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำตอบว่ามันทำได้อย่างไร วอมแบต เป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในโพรงดิน พบได้เฉพาะในประเทศออสเตรเลียและเกาะรอบข้าง ลักษณะตัวกลมป้อมทำให้มนุษย์มองว่ามันเป็นสัตว์ที่น่ารักชนิดหนึ่ง แต่มีสิ่งหนึ่งที่คุณอาจยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับวอมแบต คือพวกมันเป็นสัตว์ชนิดเดียวในโลกที่ถ่ายมูลเป็นทรงลูกบาศก์ ด้วยลักษณะพิเศษของมูลวอมแบต สร้างความสนใจแก่นักวิทยาศาสตร์ที่พยายามถกเถียงและหาคำตอบในเรื่องนี้ จนกระทั่งเมื่อไม่นานนี้ แพทรีเซีย หยาง นักวิจัยในสถาบันเทคโนโลยีจอร์เจีย ผู้เชี่ยวชาญด้านของเหลวในร่างกาย ให้ความสนใจศึกษาเรื่องนี้ หลังจากเธอได้ร่วมงานสัมมนาวิชาการ “ฉันแทบไม่อยากเชื่อ” หยาง กล่าว แต่หลังจากได้ทราบข้อเท็จจริง เธอเริ่มศึกษาว่า เพราะอะไร และทำไม วอมแบตจึงถ่ายมูลเป็นทรงลูกบาศก์ “พวกเราต่างตั้งข้อสังเกตมากมายเกี่ยวกับเรื่องนี้” ไมก์ สวินบอร์น ผู้เชี่ยวชาญด้านวอมแบต มหาวิทยาลัยอะเดไลด์ในออสเตรเลีย กล่าว ชนเผ่าหนึ่งในออสเตรเลียเล่าว่า พวกมันต้องการสร้างอาณาเขตจึงต้องขับถ่ายเป็นทรงเหลี่ยม เพื่อไม่ให้กลิ้งหายไป แต่ไมก์บอกว่าสมมติฐานนี้ไม่ใช่เรื่องจริง “วอมแบตไม่ได้ถ่ายมูลให้มีลักษณะเหมือนเขตแดน” เขากล่าวและเสริมว่า “พวกมันถ่ายมูลเพียงแค่ทำตามอำเภอใจ” สวินบอร์นกล่าวว่า ทรงลูกบาศก์มีความสัมพันธ์กับสภาพแห้งแล้ง ที่เป็นแหล่งอาศัยของวอมแบต “ลำไส้ของพวกมันต้องดูดน้ำกลับจากมูลให้มากที่สุด” เขากล่าว หลักฐานชิ้นหนึ่งที่ยืนยันเรื่องนี้คือ วอมแบตในสวนสัตว์ซึ่งเข้าถึงน้ำได้ง่าย ถ่ายมูลไม่เป็นทรงลูกบาศก์เท่าที่พบในธรรมชาติ ความชื้นเป็นตัวแปรสำคัญ แต่ “ยังมีปัจจัยเรื่องกายวิภาคระบบทางเดินอาหารร่วมด้วย” บิลล์ ซีกเลอร์ ประธานอาวุโสในสวนสัตว์บรูกฟิลด์ ชิคาโก […]

ทะเลร้อนคร่าแปซิฟิก

เรื่อง เครก เวลช์ ภาพถ่าย พอล นิกเคลน ช่วงปลายปี 2013 บริเวณน้ำอุ่นอันน่าพิศวงเริ่มก่อตัวขึ้นในอ่าวอะแลสกา ระบบความกดอากาศสูงที่คงอยู่นานสะกดพายุให้สงบนิ่ง โดยปกติแล้วลมจะพัดกวนให้ผิวทะเลเย็นลง ในทำนองเดียวกับที่การเป่ากาแฟร้อนๆช่วยคายความร้อนออกมา แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ความร้อนภายใน “มวลน้ำอุ่นยักษ์” นี้กลับสะสมตัวขึ้น และแปรสภาพไปเป็นบริเวณกว้างกว่าเดิมโดยเลียบไปตามชายฝั่งตะวันตกของทวีปอเมริกาเหนือ ในบางบริเวณอุณหภูมิของน้ำทะเลสูงกว่าค่าเฉลี่ย 4 องศาเซลเซียส  ในช่วงสูงสุด มวลน้ำอุ่นนี้ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 9 ล้านตารางกิโลเมตร จากเม็กซิโกถึงอะแลสกา คิดเป็นพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าสหรัฐอเมริกาทั้งประเทศเสียอีก ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งทำให้โลกอุ่นขึ้นมีส่วนก่อให้เกิดเหตุการณ์นี้หรือไม่ ไม่มีใครรู้แน่ชัด แนวคิดที่ยังถกเถียงกันอยู่แนวคิดหนึ่งเสนอว่า น้ำแข็งทะเลในแถบอาร์กติกซึ่งหดหายไปอย่างรวดเร็วทำให้กระแสลมกรดขั้วโลก (polar jet stream) แปรปรวนมากขึ้น เอื้อให้ระบบลมฟ้าอากาศคงอยู่นานขึ้น ทฤษฎีซึ่งเป็นที่ยอมรับมากกว่าชี้ว่า ความร้อนนี้เป็นผลจากความผันผวนตามปกติของบรรยากาศในกระแสลมกรดซึ่งความอบอุ่นในเขตร้อนกระตุ้นให้เกิดขึ้น แต่แม้กระทั่งนักวิจัยผู้สนับสนุนทฤษฎีหลังนี้ก็ไม่จำเป็นต้องตัดบทบาทรองของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกไป พฤติกรรมประหลาดนี้ทำความเข้าใจได้ยาก เพราะมหาสมุทรขนาดใหญ่แห่งนี้ยุ่งเหยิงมาก รูปแบบที่คาบเกี่ยวกันซึ่งคงอยู่ได้นานหลายทศวรรษ ควบคุมการแกว่งของอุณหภูมิ  ทุกๆสองสามปีหรืออาจถึงทศวรรษ มหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันออกเปลี่ยนจากบริเวณน้ำเย็นที่อุดมด้วยอาหารเป็นบริเวณที่น้ำอุ่นขึ้น อันเป็นวัฏจักรที่เรียกว่า การผันผวนทุกสิบปีของมหาสมุทรแปซิฟิก (Pacific Decadal Oscillation) ปรากฏการณ์เอลนีโญทำให้ทวีปอเมริกาเหนือมีอุณหภูมิสูงขึ้น กระแสน้ำสายหลักในมหาสมุทรกระแสหนึ่ง คือกระแสน้ำแคลิฟอร์เนีย นำน้ำเย็นจากแคนาดาลงไปทางใต้ถึงบาฮากาลีฟอร์เนีย ตลอดเส้นทางนั้นลมพัดน้ำอุ่นบนพื้นผิวออกนอกชายฝั่ง ทำให้น้ำทะเลที่เย็นและอุดมสารอาหารมากกว่าลอยตัวขึ้นจากด้านล่าง […]

เผชิญหน้ากับฉลามหัวค้อนแบบ 360 องศา

ร่วมดำดิ่งลงไปยังโลกใต้น้ำพร้อมกับเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ที่จะพาคุณผู้อ่านเดินทางไปยังอ่าวบิมินิ ในบาฮามาสห่างจากไมอามี่ ในรัฐฟลอริดาราว 80 กิโลเมตร เพราะที่นี่คือถิ่นที่อยู้อาศัยของฉลามหลากหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะฉลามหัวค้อนตัวใหญ่ ที่คุณจะได้เผชิญหน้ากับมันแบบใกล้ๆ ราวกับกำลังลงไปดำน้ำด้วยตนเอง   อ่านเพิ่มเติม : ลูกสลอธเรียนรู้การปีนจากเก้าอี้โยก, สิงโตปะทะยีราฟ ใครจะชนะ?

โครงการสะพานเชื่อมสัตว์ป่าในบราซิล

หน่วยงานอนุรักษ์บราซิลรายงานว่าสะพานเชื่อมสำหรับสัตว์ป่าที่สร้างขึ้นใหม่นี้จะช่วยอนุรักษ์สายพันธุ์สัตว์ หลังสัตว์หลายชนิดลดจำนวนลงเมื่อผืนป่าถูกแบ่งแยก