ต้นไม้ แห่งความทรงจำ : เรื่องราวเล่าขานจาก 9 ต้นไม้ในตำนาน - National Geographic Thailand

ต้นไม้ แห่งความทรงจำ : เรื่องราวเล่าขานจาก 9 ต้นไม้ในตำนาน

ต้นไม้ แห่งความทรงจำ : เรื่องราวเล่าขานจาก 9 ต้นไม้ในตำนาน

เรื่อง แคที นิวแมน

ภาพถ่าย ไดแอน คุก และเลน เจนเชล

ต้นไม้ ทุกต้นบอกเล่าเรื่องราว แม้บางเรื่องอาจสะเทือนอารมณ์เกินพรรณนา ทั้งยังเก็บรักษาความทรงจำ โอบอุ้มความเชื่อ และเป็นอนุสรณ์ความเศร้า

ต้นไม้ สร้างแรงบันดาลใจที่โด่งดังที่สุดเห็นจะไม่พ้นต้นแอ๊ปเปิ้ลในสวนผลไม้ที่มณฑลลิงคอล์นเชียร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเล่าขานกันว่า ในปี 1666 แอ๊ปเปิ้ลผลหนึ่งร่วงหล่นจากต้น และกระตุ้นให้ชายหนุ่มนามไอแซก นิวตัน สงสัยว่า ทำไมแอ๊ปเปิ้ลถึงร่วงในแนวดิ่งลงสู่พื้นดินเสมอ

ต้นฉบับลายมือสมัยศตวรรษที่สิบแปดบอกเล่าเรื่องราวของต้นไม้ต้นนี้ว่า นิวตันซึ่งเดินทางกลับบ้านจากเคมบริดจ์ (หลังกาฬโรคระบาดทำให้ต้องปิดมหาวิทยาลัย) เดินเข้าไปในสวนและครุ่นคิดใคร่ครวญ วิลเลียม สตูกลีย์ เพื่อนและนักเขียนชีวประวัติของเขา บรรยายไว้ว่า “ความคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงผ่านเข้ามาในหัว…จากการร่วงสู่พื้นของผลแอ๊ปเปิ้ล ขณะที่เขานั่งนึกตรึกตรองอยู่”

นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการหยั่งรู้ครั้งแรกที่เกี่ยวพันกับต้นไม้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขณะประทับใต้ต้นโพธิ์มิใช่หรือ

ต้นไม้เป็นที่เก็บความทรงจำของธรรมชาติ กระทั่งในระดับโมเลกุล เบนจามิน สเวตต์ ผู้เขียนหนังสือ นิวยอร์ก นครแห่งแมกไม้ (New York City of Trees) กล่าวในการสัมภาษณ์ทางวิทยุว่า “เนื้อไม้ในแต่ละชั้นของวงปีประกอบด้วยอากาศบางส่วนของปีนั้นๆ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นคาร์บอน และนั่นเองที่ทำให้ต้นไม้บันทึกเรื่องราวปีแล้วปีเล่าของเมืองเอาไว้ในเชิงกายภาพ”

ทว่าความทรงจำบางอย่างกลับทำให้หัวใจรานร้าว เฉกเช่นที่ถ่ายทอดผ่านต้นเชสต์นัตซึ่งยืนต้นอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งในกรุงอัมสเตอร์ดัม ที่ซึ่งเด็กหญิงนามอันเนอ ฟรังค์ (หรือแอนน์ แฟรงค์) และครอบครัวหลบซ่อนตัวจากพวกนาซี จากหน้าต่างห้องใต้หลังคาเพียงบานเดียวที่ไม่ถูกปิดตาย อันเนอมองเห็นต้นไม้ซึ่งช่วยบ่งบอกฤดูกาลที่ผันผ่าน ก่อนที่ตำรวจลับเกสตาโปจะจับกุมเธอและครอบครัวไปในวันที่ 4 สิงหาคม ปี 1944

หลายปีต่อมา หลังจากได้อ่านสมุดบันทึกของลูกสาว พ่อของอันเนอเอ่ยปากว่า “ผมไม่เคยรู้เลยว่า การได้เห็นเศษเสี้ยวของท้องฟ้าสีครามมีความหมายกับอันเนอมากแค่ไหน…และเชสต์นัตต้นนั้นสำคัญกับลูกมากเพียงใด”

ความทรงจำบางเรื่องเป็นที่รับรู้ของคนหมู่มาก เฉกเช่นเรื่องราวความไร้เดียงสาและความสูญเสียซึ่งแฝงเร้นอยู่ในต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว ณ สวนสวรรค์อีเดน ต้นไม้ต้นนี้ออกผลเป็นแอ๊ปเปิ้ลแห่งการล่อลวง และการกินผลไม้ต้องห้ามนั้นจะนำไปสู่ผลลัพธ์อันเจ็บปวด

หากด้านมืดของความเป็นมนุษย์ถือกำเนิดจากใต้ต้นไม้แล้วไซร้ ก็คงเหมาะสมแล้วที่ร่มไม้เขียวขจีช่วยปลอบประโลมใจมนุษย์ได้เช่นกัน ดังเช่นต้นเอล์มอเมริกันต้นหนึ่งในเมืองโอคลาโฮมาซิตี ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 9 เมษายน ปี 1995 เหตุระเบิดที่วางแผนและก่อการโดยทิโมที แมกเว ทหารผ่านศึกผู้ต่อต้านรัฐบาล ถล่มอาคารอัลเฟรด พี. เมอร์ราห์ สูงเก้าชั้นของรัฐบาลกลางในย่านใจกลางเมือง และคร่าชีวิตผู้คน 168 คน

แรงระเบิดเผาไหม้ลำต้น ทำให้ใบร่วงหล่นจนหมดสิ้น พร้อมฝังสะเก็ดและเศษซากลงในเนื้อไม้ของต้นเอล์มสูง 10 เมตรที่เติบโตในลานจอดรถใกล้เคียง ทุกวันนี้ “ต้นไม้ผู้รอดชีวิต” ไม่เพียงเป็นจุดเด่นของพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถานแห่งชาติโอคลาโฮมาซิตี แต่ยังช่วยปลอบประโลมใจคนอย่างดอริส โจนส์ ผู้สูญเสียแคร์รี แอนน์ เลนซ์ ลูกสาววัย 26 ปีที่กำลังตั้งครรภ์ไปในเหตุระเบิดครั้งนั้น เธอบอกว่า “ฉันรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้เห็นต้นเอล์มค่ะ มันเป็นสิ่งดีๆที่รอดพ้นเหตุการณ์เลวร้ายมาได้”

1. ต้นสนบริสเซิลโคนไพน์, ป่าแห่งชาติอินโย, แคลิฟอร์เนีย

ต้นไม้
เอดมันด์ ชุลแมน นักวิทยาศาสตร์ผู้เชื่อมั่นว่า วงปีต้นไม้เผยประวัติภูมิอากาศโลกได้ ใช้เวลาช่วงฤดูร้อนหลายปี ในภูมิภาคแถบตะวันตกของสหรัฐฯ เพื่อเสาะหาตัวอย่างต้นไม้อายุมากที่สุดที่ยังยืนต้นอยู่ เมื่อปี 1957 ชุลแมน ค้นพบเมทูเซลาห์ สนบริสเซิลโคนไพน์ที่มีวงปี 4,789 วง นักวิจัยค้นพบสนที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกต้นในรัฐเนวาดา แต่การเจาะแก่นเพื่อตรวจหาอายุไม่ประสบผลเพราะสว่านหัก จึงตัดสินใจโค่นมันลงและพบว่ามีวงปีถึง 4,862 วง เท่ากับว่าพวกเขาได้โค่นต้นไม้อายุยืนที่สุดไปแล้วโดยไม่ตั้งใจ

2. ต้นแปะก๊วยขอลูก, โตเกียว, ญี่ปุ่น

ต้นไม้
ตามประเพณีเชื่อกันว่า ต้นแปะก๊วยซึ่งยืนต้นอยู่ในสวนของวัดโซะชิงะยะคิชิโมะจินในกรุงโตเกียว ช่วยให้ผู้มาขอพรมีลูกได้ดังหวัง แม้เทพธิดาคิชิโมะจินจะเป็นผู้พิทักษ์เด็ก แต่เรื่องราวความเป็นมากลับน่าสะพรึงกลัวไม่น้อยเพราะพระนางเลี้ยงดูลูกๆ ที่น่าจะมีจำนวนหลายพันคนด้วยการลักพาลูกของคนอื่นมาเป็นอาหาร เพื่อให้บทเรียนแก่พระนาง พระพุทธองค์จึงทรงซ่อนลูกคนหนึ่งของพระนางในบาตร เมื่อคิชิโมะจินวิงวอนต่อพระพุทธองค์ จึงทรงเทศนาถึงความทุกข์ทรมานที่พระนางก่อแก่ผู้อื่น ทำให้พระนางคิดได้และกลับใจปวารณาตนเพื่อปกป้องเด็กๆ ทุกคน

3. ต้นสะเดา, พาราณสี, อินเดีย

ต้นไม้
ทางตอนเหนือของอินเดีย ต้นสะเดาได้รับการขนานนามว่า ต้นไม้แห่งการเยียวยา และเป็นภาคหนึ่งของพระแม่ศีตลาเทวี  สำหรับผู้คนในชุมชนรอบวัดนังฆันพีร์บาบาในเมืองพาราณสี ต้นสะเดาต้นนี้เป็นมากกว่านั้น ชายผู้หนึ่งเล่าให้เดวิด แฮเบอร์แมน ศาสตราจารย์ด้านศาสนาจากมหาวิทยาลัยอินดีแอนา ผู้บันทึกเรื่องราวเหล่านี้ ฟังว่า “ลูกชายผมคลอดก่อนกำหนดครับ… คุณหมอบอกว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ผมเฝ้าสวดขอพรจากสะเดาต้นนี้ และ…แกก็รอดมาได้” ต้นสะเดานี้ห่มสาหรีและใส่หน้ากากพระแม่เพื่อตอกยํ้าความเชื่อมโยงระหว่างพระแม่กับผู้สักการบูชา

4. ต้นแอ๊ปเปิ้ลของนิวตัน, ลิงคอล์นเชียร์, อังกฤษ

ต้นไม้
ผลแอ๊ปเปิ้ลที่หล่นจากต้นหน้าคฤหาสน์วูลส์ทอร์ป บ้านในวัยเด็กของเซอร์ไอแซก นิวตัน ไม่ได้หล่นใส่ศีรษะของเขาตามที่เล่าขานกัน หากร่วงสู่พื้นดิน กระนั้น รายงานที่ตีพิมพ์ในปี 1752 ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่กระบวนการทางความคิดซึ่งท้ายที่สุดตกผลึกเป็นกฎแรงโน้มถ่วงสากล พายุได้พัดต้น “แรงโน้มถ่วง” ต้นเดิมโค่นลงเมื่อราวปี 1820 แต่รากยังคงฝังอยู่และงอกใหม่เป็นต้นแอ๊ปเปิ้ลดังในภาพ

นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการหยั่งรู้ครั้งแรกที่เกี่ยวพันกับต้นไม้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขณะประทับใต้ต้นโพธิ์มิใช่หรือ

5. ต้นสนมอนเทซูมาไซเปรส, ซานตามารีอาเดลตูเล, โออาซากา, เม็กซิโก

ต้นไม้
นักเรียนชั้นประถมหกจากโรงเรียนโกเลเคียวโมโตลีนีอาเดอันเตเกรา เข้าแถวหน้ากระดานหน้าต้นสนมอนเทซูมาไซเปรส ที่รู้จักกันในนามเอลอาร์บอลเดลตูเล ลำต้นซึ่งมีขนาดเส้นรอบวง 36 เมตรและเส้นผ่านศูนย์กลางราว 11.5 เมตรช่วยประคองเรือนยอดที่แผ่กว้างเกือบเท่าสนามเทนนิสสองสนาม ในทศวรรษ 1990 รัฐบาลเม็กซิโกเปลี่ยนเส้นทางทางหลวงสายแพน-อเมริกา และอนุมัติงบประมาณในการขุดบ่อนํ้าสำหรับใช้หล่อเลี้ยงต้นสนไซเปรสนี้ เพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดจากควันท่อไอเสียและระดับนํ้าใต้ดินที่ลดตํ่าลง

6. ต้นเบาบับ, ดาร์บี, ออสเตรเลีย

ต้นไม้
ต้นเบาบับในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียต้นนี้เป็นที่รู้จักในนามต้นไม้คุกแห่งดาร์บี ซึ่งคริสติน ฮาร์แมน นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย และเอลิซาเบท แกรนต์ นักมานุษยวิทยาสถาปัตย์จากมหาวิทยาลัยแอดิเลด เห็นว่าผิดถนัด แม้จะเล่าลือกันว่า ต้นไม้นี้เป็นที่คุมขังหรือพื้นที่กักกันนักโทษชาวอะบอริจินระหว่างขนย้ายไปดาร์บี ทั้งฮาร์แมนและแกรนต์แย้งว่า เรื่องเล่าดังกล่าวเป็น “ความจงใจที่จะนำเสนอต้นเบาบับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีประวัติด้านมืด เพื่อแสดงถึงชัยชนะที่นักล่าอาณานิคมมีเหนือชาวอะบอริจิน”

หากด้านมืดของความเป็นมนุษย์ถือกำเนิดจากใต้ต้นไม้ เฉกเช่นต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว ณ สวนสวรรค์อีเดน… ก็คงเหมาะสมแล้วที่ร่มไม้เขียวขจีช่วยปลอบประโลมใจมนุษย์ได้เช่นกัน

7.ต้นแพร์ “ผู้รอดชีวิต” อนุสรณ์สถาน 9/11 นิวยอร์กซิตี, นิวยอร์ก

ต้นไม้
หลังเหตุก่อการร้าย 9/11 ทำลายตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์สูง 110 ชั้นในย่านโลเวอร์แมนแฮตตันจนเหลือเพียงซากเศษเหล็ก หลังจากวันแห่งควันดำทะมึนและเถ้าถ่านอันน่าสะพรึงกลัว หลังจากการสูญเสียชีวิตผู้คน 2,753 คน สิ่งมีชีวิตสุดท้ายที่ถูกดึงออกจากซากปรักคือต้นแพร์แคลเลอรีที่กลายมาเป็นแบบอย่างของพฤกษาแห่งความอาดูร (บนและล่าง)  ทว่าแฝงไว้ซึ่งความสามารถในการหยัดยืนอีกครั้ง ต้นแพร์ต้นนี้ถูกเพลิงเผาไหม้เกรียมด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านที่ผู้ออกแบบเลือกให้หันออกสู่ทางเดินหลักที่ผู้มาเยี่ยมชมใช้ “เพื่อให้พวกเขาได้เห็นห้วงเวลาที่โลกเปลี่ยนไปครับ” โรนัลโด เวกา อดีตผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบอาวุโสของอนุสรณ์สถาน ให้เหตุผล

ต้นไม้

8. ต้นเควกกิงแอสเพน, ป่าแห่งชาติฟิชเลก, ยูทาห์

ต้นไม้
ต้นเควกกิงแอสเพนชื่อ “แพนโด” ซึ่งประกอบด้วยลำต้น 47,000 ต้น ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 270 ไร่ และมีนํ้าหนักรวมกันราว 5.9 ล้านกิโลกรัมนี้ ถือเป็นสิ่งมีชีวิตเดี่ยวที่อาจถือกำเนิดขึ้นเมื่อหลายหมื่นปีก่อนจากเมล็ดพันธุ์เควกกิงแอสเพนเมล็ดเดียว และแพร่พันธุ์ด้วยการแตกหน่อจากระบบรากที่ขยายตัวต่อเนื่อง (คำว่าแพนโดในภาษาละตินแปลว่า “แพร่กระจาย”) แต่ละลำต้นมีเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมเหมือนกันทุกประการ และมีอายุไม่เกิน 150 ปี  แต่ระบบรากอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่อายุยืนที่สุดในโลก

9. ต้นมะม่วง, นาอุนเด, โมซัมบิก

ต้นไม้
ต้นมะม่วงในเมืองนาอุนเด ประเทศโมซัมบิก ให้มากกว่าแค่ร่มเงา เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ได้รับการขนานนามว่า “รุกขชาติแห่งการสานเสวนา” อื่นๆ มะม่วงต้นนี้เป็นสถานที่สำหรับการบอกเล่าเรื่องราวตามประเพณี จัดพิธีกรรม และการวางระเบียบชุมชน โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติผู้ล่วงลับ จากประเทศกานา บันทึกไว้ว่านี่คือ “สถานที่แห่งการพบปะสนทนา แสวงหาการประนีประนอมและระงับข้อพิพาท เพื่อก้าวข้ามความแตกต่างและฟูมฟักความสามัคคี หากเรามีปัญหาและหาทางออกไม่ได้ เราก็จะมาพบกันอีกในวันพรุ่งนี้และสนทนากันต่อไป”

อ่านเพิ่มเติม

นี่ไม่ใช่ภาพตัดต่อ แต่คือสะพานต้นไม้จริงที่ปลูกในอินเดีย

เรื่องแนะนำ

สัตว์ในมหาสมุทรกำลังขาดอากาศหายใจเพราะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

ผลของการที่สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงไม่ใช่แค่ทำให้อุณหภูมิของน้ำทะเลสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้ปริมาณของออกซิเจนในน้ำลดลงด้วย

แผนที่เก่าของเฮอร์ริเคน โดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก

แผนที่เก่าของเฮอร์ริเคน โดยเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เรื่องราวการเขียนแผนที่ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก เริ่มต้นจากพายุ มันคือพายุที่มีชื่อว่า “the Great White Hurricane” ที่ส่งผลกระทบให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งแอตแลนติกต้องปราศจากไฟฟ้าใช้ไป 4 วันเต็ม ในฤดูใบไม้ผลิ ของปี 1888 และในปีนั้นเองที่นิตยสารเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกเผยแพร่ภาพ แผนที่เก่าการเดินทางของพายุตั้งแต่มหานครนิวยอร์ก ไปยังเบอร์มิวดา ก่อนที่จะขึ้นเหนือไปยังแคนาดา จัดทำโดย Edward Everett Hayden นักอุตุนิยมวิทยา ทั้งยังเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก สองปีต่อมา Hayden เขียนนิตยสาร “The Law of Storms” บอกเล่าเรื่องราววิทยาศาสตร์ของพายุ และแนวทางการเดินเรือที่ปลอดภัยให้แก่บรรดาลูกเรือในมหาสมุทร แผนที่พายุแรกของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกถูกรวมอยู่ในเส้นทางของพายุที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ตลอดสองปีที่ผ่านมาด้วย เส้นสายโค้งเข้าสู่จุดศูนย์กลางดูเผินๆ ช่างคล้ายกับรอยนิ้วมือ ทว่าทุกเส้นถูกเขียนด้วยความตั้งใจและมาจากประสบการณ์สังเกตพายุนานหลายปี ต่อมาการทำแผนที่พายุได้ให้ข้อมูลที่ซับซ้อนและน่าเชื่อถือมากขึ้น เมื่อเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมมีส่วนเข้ามาช่วยในเรื่องนี้ ทุกวันนี้นักอุตุนิยมวิทยาใช้ข้อมูลจากดาวเทียมในการพยากรณ์อากาศ และคำนวณเส้นทางการเคลื่อนตัวของพายุ ข้อมูลเหล่านี้อัพเดทได้ในรายชั่วโมง ในขณะที่แผนที่เหล่านี้กลายเป็นประวัติศาสตร์เก่าไป มาชมลวดลายของพายุเฮอร์ริเคนในสมัยที่ยังคงถูกเขียนด้วยมือจากคลังภาพเก่าของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกกัน เรื่อง Nina Strochlic […]

สำรวจโลก : พิราบตรวจอากาศ

พิราบตรวจอากาศ เช้าอากาศสดใสวันหนึ่งของฤดูใบไม้ผลิปี 2016 นกพิราบสื่อสาร 10 ตัวถูกปล่อยขึ้นสู่ฟากฟ้าเหนือ กรุงลอนดอน บางตัวได้รับการติดอุปกรณ์ ขนาดจิ๋วที่ทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลปริมาณไนโตรเจนไดออกไซด์และโอโซนในอากาศของมหานครแห่งนี้ นี่เป็นภารกิจแรกของโครงการ “พิราบตรวจอากาศ” (Pigeon Air Patrol) นับตั้งแต่ยุคโบราณ ผู้คนใช้ประโยชน์จากนกที่มีพรสวรรค์ด้านการนำทางนี้ เจงกิสข่านและชาวโรมันใช้พวกมันเป็นผู้ส่งสาร ฝรั่งเศสถึงกับมอบเหรียญกล้าหาญให้นกพิราบสองตัวที่รับใช้ชาติในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง นกพิราบถูกฝึกให้นำจรวดไปยังเป้าหมายด้วยการจิกไปที่ เป้าหมายบนจอซึ่งติดตั้งไว้ภายในหัวจรวด (ระบบนำวิถีด้วยวิทยุทำให้พวกมันไม่ถูกนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์นี้ แต่เทคโนโลยีที่ใช้ในการฝึกก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีจอสัมผัสหรือทัชสกรีนในปัจจุบัน) โครงการพิราบตรวจอากาศสมัยใหม่ได้รับการพัฒนาโดยห้องปฏิบัติการพลูมแลบส์ (Plume Labs) ของโรเมน ลาคอมบ์ เพื่อช่วย สร้างความเข้าใจให้สาธารณชนเกี่ยวกับอากาศที่ พวกเขาหายใจ การศึกษาชิ้นหนึ่งประมาณการว่า มลพิษในอากาศของลอนดอนเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตถึง 9,416 รายในแต่ละปี โครงการพิราบตรวจอากาศได้ผลเกินคาดจนสามารถชักจูงให้อาสาสมัครที่เป็นมนุษย์สวมใส่อุปกรณ์แบบเดียวกัน ซึ่งนับแต่นั้นสามารถทำแผนที่คุณภาพอากาศของเส้นทางต่างๆ ในลอนดอนรวมแล้ว 2,100 กิโลเมตร “เราใช้อะไรที่ตรงข้ามกับเทคโนโลยีเพื่อทำ สิ่งที่ลํ้าสมัยเอามาก ๆ” ลาคอมบ์บอก ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “ถ้านกพิราบช่วยให้คนหันมาสนใจปัญหานี้ได้ ก็จะเป็นอะไรไปเล่า” เรื่อง นีนา สตรอคลิก ภาพถ่าย: DIGITASSLBI; APIC/HULTON ARCHIVE/GETTY IMAGES […]

พลังของมนุษยชาติ

โลกของเราเต็มไปด้วยความงดงาม แต่ขณะเดียวกันก็ทรงไว้ซึ่งพลานุภาพอันยิ่งใหญ่ มีพลังทางธรรมชาติหลายอย่างที่สามารถสร้างความเสียหายใหญ่หลวง การทำลายล้าง และความพินาศย่อยยับ พลังที่ดูเหมือนไม่มีอะไรจะหยุดยั้งได้ แต่สำหรับทุกปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ก็มีพลังหนึ่งที่ทรงพลานุภาพไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน นั่นคือ… จิตวิญญาณแห่งความเป็นมนุษย์ที่ทอแสงอยู่ในชุมชนท้องถิ่น มีคนที่พร้อมจะเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยคนแปลกหน้าที่ประสบอุทกภัย เจ้าหน้าที่กู้ภัยผู้ไม่เกรงกลัวความตายเสี่ยงชีวิตช่วยเหลือผู้รอดชีวิตจากซากปรักในเหตุแผ่นดินไหวหรือเจ้าหน้าพิทักษ์ป่าที่ต้องต่อกรกับไฟที่โหมกระหน่ำและเผาผลาญทุกสิ่งในเส้นทางยังมีที่อีกแห่งหนึ่งที่คุณยังสามารถพบหรือสัมผัสกับพลังนี้ได้ แม้พายุจะพัดผ่านไปแล้ว นั่นคือชุมชนของนักวิจัย นักวิทยาศาสตร์ และนักสำรวจนานาชาติ ที่เพียรพยายามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันในการเรียนรู้ และทำความเข้าใจในทุกวิถีทางเท่าที่ทำได้ เพื่อทำนาย เตรียมความพร้อม และช่วยให้พวกเรารอดชีวิตในปรากฏการณ์ทำลายล้างต่างๆ ความรู้ที่พวกเขาสั่งสม เรื่องราวที่พวกเขาบอกเล่า คอยย้ำเตือนให้พวกเรารู้เสมอว่ายังมีพลังอีกอย่างในธรรมชาติที่ไม่มีสิ่งใดหยุดยั้งได้ในโลกของเรา พลังนั้นยิ่งใหญ่กว่าเฮอร์ริเคน แผ่นดินไหว หรือสึนามิ พลังนั้นคือ…. มนุษยชาติ   อ่านเพิ่มเติม : เมื่อพายุมาทุกคนวิ่งหนี แต่พวกเขาพุ่งเข้าใส่เพื่อการวิจัย, ‘สืบ’ สานงานอนุรักษ์