ต้นไม้ แห่งความทรงจำ : เรื่องราวเล่าขานจาก 9 ต้นไม้ในตำนาน - National Geographic Thailand

ต้นไม้ แห่งความทรงจำ : เรื่องราวเล่าขานจาก 9 ต้นไม้ในตำนาน

ต้นไม้ แห่งความทรงจำ : เรื่องราวเล่าขานจาก 9 ต้นไม้ในตำนาน

เรื่อง แคที นิวแมน

ภาพถ่าย ไดแอน คุก และเลน เจนเชล

ต้นไม้ ทุกต้นบอกเล่าเรื่องราว แม้บางเรื่องอาจสะเทือนอารมณ์เกินพรรณนา ทั้งยังเก็บรักษาความทรงจำ โอบอุ้มความเชื่อ และเป็นอนุสรณ์ความเศร้า

ต้นไม้ สร้างแรงบันดาลใจที่โด่งดังที่สุดเห็นจะไม่พ้นต้นแอ๊ปเปิ้ลในสวนผลไม้ที่มณฑลลิงคอล์นเชียร์ ประเทศอังกฤษ ซึ่งเล่าขานกันว่า ในปี 1666 แอ๊ปเปิ้ลผลหนึ่งร่วงหล่นจากต้น และกระตุ้นให้ชายหนุ่มนามไอแซก นิวตัน สงสัยว่า ทำไมแอ๊ปเปิ้ลถึงร่วงในแนวดิ่งลงสู่พื้นดินเสมอ

ต้นฉบับลายมือสมัยศตวรรษที่สิบแปดบอกเล่าเรื่องราวของต้นไม้ต้นนี้ว่า นิวตันซึ่งเดินทางกลับบ้านจากเคมบริดจ์ (หลังกาฬโรคระบาดทำให้ต้องปิดมหาวิทยาลัย) เดินเข้าไปในสวนและครุ่นคิดใคร่ครวญ วิลเลียม สตูกลีย์ เพื่อนและนักเขียนชีวประวัติของเขา บรรยายไว้ว่า “ความคิดเรื่องแรงโน้มถ่วงผ่านเข้ามาในหัว…จากการร่วงสู่พื้นของผลแอ๊ปเปิ้ล ขณะที่เขานั่งนึกตรึกตรองอยู่”

นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการหยั่งรู้ครั้งแรกที่เกี่ยวพันกับต้นไม้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขณะประทับใต้ต้นโพธิ์มิใช่หรือ

ต้นไม้เป็นที่เก็บความทรงจำของธรรมชาติ กระทั่งในระดับโมเลกุล เบนจามิน สเวตต์ ผู้เขียนหนังสือ นิวยอร์ก นครแห่งแมกไม้ (New York City of Trees) กล่าวในการสัมภาษณ์ทางวิทยุว่า “เนื้อไม้ในแต่ละชั้นของวงปีประกอบด้วยอากาศบางส่วนของปีนั้นๆ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนเป็นคาร์บอน และนั่นเองที่ทำให้ต้นไม้บันทึกเรื่องราวปีแล้วปีเล่าของเมืองเอาไว้ในเชิงกายภาพ”

ทว่าความทรงจำบางอย่างกลับทำให้หัวใจรานร้าว เฉกเช่นที่ถ่ายทอดผ่านต้นเชสต์นัตซึ่งยืนต้นอยู่หน้าบ้านหลังหนึ่งในกรุงอัมสเตอร์ดัม ที่ซึ่งเด็กหญิงนามอันเนอ ฟรังค์ (หรือแอนน์ แฟรงค์) และครอบครัวหลบซ่อนตัวจากพวกนาซี จากหน้าต่างห้องใต้หลังคาเพียงบานเดียวที่ไม่ถูกปิดตาย อันเนอมองเห็นต้นไม้ซึ่งช่วยบ่งบอกฤดูกาลที่ผันผ่าน ก่อนที่ตำรวจลับเกสตาโปจะจับกุมเธอและครอบครัวไปในวันที่ 4 สิงหาคม ปี 1944

หลายปีต่อมา หลังจากได้อ่านสมุดบันทึกของลูกสาว พ่อของอันเนอเอ่ยปากว่า “ผมไม่เคยรู้เลยว่า การได้เห็นเศษเสี้ยวของท้องฟ้าสีครามมีความหมายกับอันเนอมากแค่ไหน…และเชสต์นัตต้นนั้นสำคัญกับลูกมากเพียงใด”

ความทรงจำบางเรื่องเป็นที่รับรู้ของคนหมู่มาก เฉกเช่นเรื่องราวความไร้เดียงสาและความสูญเสียซึ่งแฝงเร้นอยู่ในต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว ณ สวนสวรรค์อีเดน ต้นไม้ต้นนี้ออกผลเป็นแอ๊ปเปิ้ลแห่งการล่อลวง และการกินผลไม้ต้องห้ามนั้นจะนำไปสู่ผลลัพธ์อันเจ็บปวด

หากด้านมืดของความเป็นมนุษย์ถือกำเนิดจากใต้ต้นไม้แล้วไซร้ ก็คงเหมาะสมแล้วที่ร่มไม้เขียวขจีช่วยปลอบประโลมใจมนุษย์ได้เช่นกัน ดังเช่นต้นเอล์มอเมริกันต้นหนึ่งในเมืองโอคลาโฮมาซิตี ย้อนหลังไปเมื่อวันที่ 9 เมษายน ปี 1995 เหตุระเบิดที่วางแผนและก่อการโดยทิโมที แมกเว ทหารผ่านศึกผู้ต่อต้านรัฐบาล ถล่มอาคารอัลเฟรด พี. เมอร์ราห์ สูงเก้าชั้นของรัฐบาลกลางในย่านใจกลางเมือง และคร่าชีวิตผู้คน 168 คน

แรงระเบิดเผาไหม้ลำต้น ทำให้ใบร่วงหล่นจนหมดสิ้น พร้อมฝังสะเก็ดและเศษซากลงในเนื้อไม้ของต้นเอล์มสูง 10 เมตรที่เติบโตในลานจอดรถใกล้เคียง ทุกวันนี้ “ต้นไม้ผู้รอดชีวิต” ไม่เพียงเป็นจุดเด่นของพิพิธภัณฑ์และอนุสรณ์สถานแห่งชาติโอคลาโฮมาซิตี แต่ยังช่วยปลอบประโลมใจคนอย่างดอริส โจนส์ ผู้สูญเสียแคร์รี แอนน์ เลนซ์ ลูกสาววัย 26 ปีที่กำลังตั้งครรภ์ไปในเหตุระเบิดครั้งนั้น เธอบอกว่า “ฉันรู้สึกดีขึ้นเมื่อได้เห็นต้นเอล์มค่ะ มันเป็นสิ่งดีๆที่รอดพ้นเหตุการณ์เลวร้ายมาได้”

1. ต้นสนบริสเซิลโคนไพน์, ป่าแห่งชาติอินโย, แคลิฟอร์เนีย

ต้นไม้
เอดมันด์ ชุลแมน นักวิทยาศาสตร์ผู้เชื่อมั่นว่า วงปีต้นไม้เผยประวัติภูมิอากาศโลกได้ ใช้เวลาช่วงฤดูร้อนหลายปี ในภูมิภาคแถบตะวันตกของสหรัฐฯ เพื่อเสาะหาตัวอย่างต้นไม้อายุมากที่สุดที่ยังยืนต้นอยู่ เมื่อปี 1957 ชุลแมน ค้นพบเมทูเซลาห์ สนบริสเซิลโคนไพน์ที่มีวงปี 4,789 วง นักวิจัยค้นพบสนที่น่าตื่นตาตื่นใจอีกต้นในรัฐเนวาดา แต่การเจาะแก่นเพื่อตรวจหาอายุไม่ประสบผลเพราะสว่านหัก จึงตัดสินใจโค่นมันลงและพบว่ามีวงปีถึง 4,862 วง เท่ากับว่าพวกเขาได้โค่นต้นไม้อายุยืนที่สุดไปแล้วโดยไม่ตั้งใจ

2. ต้นแปะก๊วยขอลูก, โตเกียว, ญี่ปุ่น

ต้นไม้
ตามประเพณีเชื่อกันว่า ต้นแปะก๊วยซึ่งยืนต้นอยู่ในสวนของวัดโซะชิงะยะคิชิโมะจินในกรุงโตเกียว ช่วยให้ผู้มาขอพรมีลูกได้ดังหวัง แม้เทพธิดาคิชิโมะจินจะเป็นผู้พิทักษ์เด็ก แต่เรื่องราวความเป็นมากลับน่าสะพรึงกลัวไม่น้อยเพราะพระนางเลี้ยงดูลูกๆ ที่น่าจะมีจำนวนหลายพันคนด้วยการลักพาลูกของคนอื่นมาเป็นอาหาร เพื่อให้บทเรียนแก่พระนาง พระพุทธองค์จึงทรงซ่อนลูกคนหนึ่งของพระนางในบาตร เมื่อคิชิโมะจินวิงวอนต่อพระพุทธองค์ จึงทรงเทศนาถึงความทุกข์ทรมานที่พระนางก่อแก่ผู้อื่น ทำให้พระนางคิดได้และกลับใจปวารณาตนเพื่อปกป้องเด็กๆ ทุกคน

3. ต้นสะเดา, พาราณสี, อินเดีย

ต้นไม้
ทางตอนเหนือของอินเดีย ต้นสะเดาได้รับการขนานนามว่า ต้นไม้แห่งการเยียวยา และเป็นภาคหนึ่งของพระแม่ศีตลาเทวี  สำหรับผู้คนในชุมชนรอบวัดนังฆันพีร์บาบาในเมืองพาราณสี ต้นสะเดาต้นนี้เป็นมากกว่านั้น ชายผู้หนึ่งเล่าให้เดวิด แฮเบอร์แมน ศาสตราจารย์ด้านศาสนาจากมหาวิทยาลัยอินดีแอนา ผู้บันทึกเรื่องราวเหล่านี้ ฟังว่า “ลูกชายผมคลอดก่อนกำหนดครับ… คุณหมอบอกว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน แต่ผมเฝ้าสวดขอพรจากสะเดาต้นนี้ และ…แกก็รอดมาได้” ต้นสะเดานี้ห่มสาหรีและใส่หน้ากากพระแม่เพื่อตอกยํ้าความเชื่อมโยงระหว่างพระแม่กับผู้สักการบูชา

4. ต้นแอ๊ปเปิ้ลของนิวตัน, ลิงคอล์นเชียร์, อังกฤษ

ต้นไม้
ผลแอ๊ปเปิ้ลที่หล่นจากต้นหน้าคฤหาสน์วูลส์ทอร์ป บ้านในวัยเด็กของเซอร์ไอแซก นิวตัน ไม่ได้หล่นใส่ศีรษะของเขาตามที่เล่าขานกัน หากร่วงสู่พื้นดิน กระนั้น รายงานที่ตีพิมพ์ในปี 1752 ยืนยันว่า เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่กระบวนการทางความคิดซึ่งท้ายที่สุดตกผลึกเป็นกฎแรงโน้มถ่วงสากล พายุได้พัดต้น “แรงโน้มถ่วง” ต้นเดิมโค่นลงเมื่อราวปี 1820 แต่รากยังคงฝังอยู่และงอกใหม่เป็นต้นแอ๊ปเปิ้ลดังในภาพ

นี่ไม่ใช่ช่วงเวลาแห่งการหยั่งรู้ครั้งแรกที่เกี่ยวพันกับต้นไม้ พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ขณะประทับใต้ต้นโพธิ์มิใช่หรือ

5. ต้นสนมอนเทซูมาไซเปรส, ซานตามารีอาเดลตูเล, โออาซากา, เม็กซิโก

ต้นไม้
นักเรียนชั้นประถมหกจากโรงเรียนโกเลเคียวโมโตลีนีอาเดอันเตเกรา เข้าแถวหน้ากระดานหน้าต้นสนมอนเทซูมาไซเปรส ที่รู้จักกันในนามเอลอาร์บอลเดลตูเล ลำต้นซึ่งมีขนาดเส้นรอบวง 36 เมตรและเส้นผ่านศูนย์กลางราว 11.5 เมตรช่วยประคองเรือนยอดที่แผ่กว้างเกือบเท่าสนามเทนนิสสองสนาม ในทศวรรษ 1990 รัฐบาลเม็กซิโกเปลี่ยนเส้นทางทางหลวงสายแพน-อเมริกา และอนุมัติงบประมาณในการขุดบ่อนํ้าสำหรับใช้หล่อเลี้ยงต้นสนไซเปรสนี้ เพื่อบรรเทาความเสียหายที่เกิดจากควันท่อไอเสียและระดับนํ้าใต้ดินที่ลดตํ่าลง

6. ต้นเบาบับ, ดาร์บี, ออสเตรเลีย

ต้นไม้
ต้นเบาบับในรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลียต้นนี้เป็นที่รู้จักในนามต้นไม้คุกแห่งดาร์บี ซึ่งคริสติน ฮาร์แมน นักประวัติศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย และเอลิซาเบท แกรนต์ นักมานุษยวิทยาสถาปัตย์จากมหาวิทยาลัยแอดิเลด เห็นว่าผิดถนัด แม้จะเล่าลือกันว่า ต้นไม้นี้เป็นที่คุมขังหรือพื้นที่กักกันนักโทษชาวอะบอริจินระหว่างขนย้ายไปดาร์บี ทั้งฮาร์แมนและแกรนต์แย้งว่า เรื่องเล่าดังกล่าวเป็น “ความจงใจที่จะนำเสนอต้นเบาบับให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีประวัติด้านมืด เพื่อแสดงถึงชัยชนะที่นักล่าอาณานิคมมีเหนือชาวอะบอริจิน”

หากด้านมืดของความเป็นมนุษย์ถือกำเนิดจากใต้ต้นไม้ เฉกเช่นต้นไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว ณ สวนสวรรค์อีเดน… ก็คงเหมาะสมแล้วที่ร่มไม้เขียวขจีช่วยปลอบประโลมใจมนุษย์ได้เช่นกัน

7.ต้นแพร์ “ผู้รอดชีวิต” อนุสรณ์สถาน 9/11 นิวยอร์กซิตี, นิวยอร์ก

ต้นไม้
หลังเหตุก่อการร้าย 9/11 ทำลายตึกแฝดเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์สูง 110 ชั้นในย่านโลเวอร์แมนแฮตตันจนเหลือเพียงซากเศษเหล็ก หลังจากวันแห่งควันดำทะมึนและเถ้าถ่านอันน่าสะพรึงกลัว หลังจากการสูญเสียชีวิตผู้คน 2,753 คน สิ่งมีชีวิตสุดท้ายที่ถูกดึงออกจากซากปรักคือต้นแพร์แคลเลอรีที่กลายมาเป็นแบบอย่างของพฤกษาแห่งความอาดูร (บนและล่าง)  ทว่าแฝงไว้ซึ่งความสามารถในการหยัดยืนอีกครั้ง ต้นแพร์ต้นนี้ถูกเพลิงเผาไหม้เกรียมด้านหนึ่งซึ่งเป็นด้านที่ผู้ออกแบบเลือกให้หันออกสู่ทางเดินหลักที่ผู้มาเยี่ยมชมใช้ “เพื่อให้พวกเขาได้เห็นห้วงเวลาที่โลกเปลี่ยนไปครับ” โรนัลโด เวกา อดีตผู้อำนวยการฝ่ายออกแบบอาวุโสของอนุสรณ์สถาน ให้เหตุผล

ต้นไม้

8. ต้นเควกกิงแอสเพน, ป่าแห่งชาติฟิชเลก, ยูทาห์

ต้นไม้
ต้นเควกกิงแอสเพนชื่อ “แพนโด” ซึ่งประกอบด้วยลำต้น 47,000 ต้น ครอบคลุมพื้นที่เกือบ 270 ไร่ และมีนํ้าหนักรวมกันราว 5.9 ล้านกิโลกรัมนี้ ถือเป็นสิ่งมีชีวิตเดี่ยวที่อาจถือกำเนิดขึ้นเมื่อหลายหมื่นปีก่อนจากเมล็ดพันธุ์เควกกิงแอสเพนเมล็ดเดียว และแพร่พันธุ์ด้วยการแตกหน่อจากระบบรากที่ขยายตัวต่อเนื่อง (คำว่าแพนโดในภาษาละตินแปลว่า “แพร่กระจาย”) แต่ละลำต้นมีเอกลักษณ์ทางพันธุกรรมเหมือนกันทุกประการ และมีอายุไม่เกิน 150 ปี  แต่ระบบรากอาจเป็นสิ่งมีชีวิตที่อายุยืนที่สุดในโลก

9. ต้นมะม่วง, นาอุนเด, โมซัมบิก

ต้นไม้
ต้นมะม่วงในเมืองนาอุนเด ประเทศโมซัมบิก ให้มากกว่าแค่ร่มเงา เช่นเดียวกับต้นไม้ที่ได้รับการขนานนามว่า “รุกขชาติแห่งการสานเสวนา” อื่นๆ มะม่วงต้นนี้เป็นสถานที่สำหรับการบอกเล่าเรื่องราวตามประเพณี จัดพิธีกรรม และการวางระเบียบชุมชน โคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการองค์การสหประชาชาติผู้ล่วงลับ จากประเทศกานา บันทึกไว้ว่านี่คือ “สถานที่แห่งการพบปะสนทนา แสวงหาการประนีประนอมและระงับข้อพิพาท เพื่อก้าวข้ามความแตกต่างและฟูมฟักความสามัคคี หากเรามีปัญหาและหาทางออกไม่ได้ เราก็จะมาพบกันอีกในวันพรุ่งนี้และสนทนากันต่อไป”

อ่านเพิ่มเติม

นี่ไม่ใช่ภาพตัดต่อ แต่คือสะพานต้นไม้จริงที่ปลูกในอินเดีย

เรื่องแนะนำ

กว่าจะมาเป็นเจน กูดดอลล์

เรื่อง โทนี เกอร์เบอร์ ภาพถ่าย ฮูโก ฟาน ลาวิค “ฉันต้องขอโทษด้วย ถ้าใครเคยได้ยินเรื่องนี้มาแล้ว” เจน กูดดอลล์ บอกผู้ฟังในห้องบรรยายเมื่อปี 2015 แต่บางครั้ง “เรื่องบางเรื่องได้ยินซ้ำก็เข้าท่านะคะ” เธอเสริม ผู้คนจำเรื่องเล่าทั่วๆไปเกี่ยวกับชีวิตของเจน กูดดอลล์ ได้แทบจะในทันที เพราะความถี่ที่มีคนเขียนถึง แพร่ภาพออกอากาศ หรือเปิดเผยต่อโลกด้วยวิธีการอื่นๆ เรื่องมีประมาณว่า หญิงสาวชาวอังกฤษคนหนึ่งทำวิจัยชิมแปนซีในแอฟริกาและกลายเป็นผู้ปฏิวัติวงการไพรเมตวิทยา แต่เธอทำได้อย่างไร ผู้หญิงที่มีความหลงใหลในสิงสาราสัตว์ แต่ไม่มีพื้นฐานการทำงานวิจัยอย่างเป็นทางการใดๆ สามารถโลดแล่นในโลกวิทยาศาสตร์และโลกของสื่อที่ผู้ชายเป็นใหญ่ เพื่อสร้างการค้นพบมากมายในสายงานของเธอ และกลายเป็นคนดังระดับโลกในขบวนการเคลื่อนไหวด้านการอนุรักษ์ได้อย่างไร ต่อไปนี้คือคำตอบ เจนเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางเพราะภาพยนตร์สารคดีเรื่อง มิสกูดดอลล์กับชิมแปนซีป่า (Miss Goodall and the Wild Chimpanzees) ของเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ซึ่งออกอากาศเมื่อปี 1965 เธอไม่ได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้นานมากแล้ว แต่ผมกำลังเปิดให้เธอดูบนแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ นักไพรเมตวิทยาวัย 83 ปีในปีนี้ กำลังพินิจพิจารณาตัวเธอเองตอนอายุ 28 ปี สาวน้อยเจนในจอภาพกำลังเดินป่าในเขตสงวนพันธุ์สัตว์ป่ากอมเบสตรีม (Gombe Stream Game […]

ครีมกันแดดทางเลือกเพื่อปะการัง

รู้หรือไม่ว่าสารเคมีในครีมกันแดดทั่วไปที่คุณใช้กำลังทำลายปะการัง ทริปไปทะเลครั้งหน้าลองเปลี่ยนมาใช้ครีมกันแดดที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมดูสิ

ชมวงจรขยะพลาสติกผ่านอนิเมชั่น

ชม วงจรขยะพลาสติก ผ่านอนิเมชั่น เมื่อต้นเดือนเมษายน 2018 ผลการผ่าพิสูจน์ซากของวาฬสเปิร์มที่ขึ้นมาเกยหาดเผยให้เห็นว่าในท้องของมันเต็มไปด้วยขยะพลาสติกถึง 29 กิโลกรัม และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บรรดาสัตว์ต้องมารับกรรมที่ไม่ได้ก่อ เมื่อท้องทะเลทุกวันนี้กำลังเต็มไปด้วยขยะพลาสติกจากน้ำมือมนุษย์ อนิเมชั่นเรื่องนี้จะพาคุณผู้อ่านไปชมวงจรของขยะพลาสติกที่สุดท้ายแล้วสิ่งที่มนุษย์กำลังก่อไว้กำลังวนกลับมายังบนจานอาหารของเราเอง นักวิทยาศาสตร์ประมาณขยะพลาสติกที่ล่องลอยอยู่ในมหาสมุทรทุกวันนี้ว่าเมื่อรวมกันแล้วจะมีขนาดใหญ่เทียบเท่ากับทวีปยุโรป ดูเหมือนที่เคยคาดการณ์กันว่าในปี 2050 นี้ มหาสมุทรจะมีขยะพลาสติกมากกว่าจำนวนปลา จะไม่ใช่เรื่องเกินจริงแต่อย่างใด   อ่านเพิ่มเติม แพขยะพลาสติกแห่งแปซิฟิกไม่ใช่ในแบบที่คุณคิด

ภารกิจพิทักษ์ ปากแม่น้ำโอกาวางโก

เรื่อง เดวิด ควาเมน ภาพถ่าย คอรี ริชาร์ดส์  เมื่อมองจากอวกาศ ดินดอนสามเหลี่ยมโอกาวางโกแผ่กว้างอยู่บนภูมิประเทศทางเหนือของบอตสวานา นี่คือพื้นที่ชุ่มน้ำอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่งบนพื้นพิภพ กอปรด้วยทางน้ำและลากูนหลายหลากที่หล่อเลี้ยงสรรพชีวิต อีกทั้งหนองบึงที่เกิดตามฤดูกาลในภูมิภาคที่มีความแห้งแล้งรุนแรงของแอฟริกา ดินดอนสามเหลี่ยมแห่งนี้ไม่ได้ไหลออกสู่ทะเล หากอยู่เฉพาะในแอ่งคาลาฮารีเท่านั้น โดยสิ้นสุดลงตามแนวตะเข็บด้านตะวันออกเฉียงใต้แล้วกลืนหายไปใต้ผืนทรายของทะเลทรายคาลาฮารี  ที่นี่อาจถือเป็นโอเอซิสขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นที่พักพิงอันชุ่มเย็นของช้าง ฮิปโป จระเข้ และหมาในแอฟริกา  เรื่อยไปจนถึงแอนทิโลปเขตชุ่มน้ำ หมูป่า ควายป่า สิงโต ม้าลาย และนกที่มีอยู่อย่างหลากหลายน่าอัศจรรย์  ไม่ต้องพูดถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ ต่อปี น้ำเกือบทั้งหมดมาจากแองโกลา เพื่อนบ้านของบอตสวานาซึ่งอยู่ห่างออกไปสองประเทศ  ต้นน้ำมาจากเขตที่สูงชุ่มชื้นซึ่งมีฝนตกชุกบริเวณตอนกลางของแองโกลาไหลไปทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ โดยไหลเชี่ยวในแม่น้ำสายหลักอย่างคูบังโก และไหลช้ากว่าในแม่น้ำคูอิโต ก่อนจะมารวมกันเป็นทะเลสาบต้นน้ำ และไหลซึมช้าๆ ผ่านที่ราบน้ำท่วมถึงที่เป็นทุ่งหญ้า ชั้นดินที่มีพีตทับถม และชั้นทรายเบื้องล่าง ลงสู่ลำน้ำสาขาต่างๆ แม่น้ำคูอิโตและคูบังโกบรรจบกันเป็นแม่น้ำสายใหญ่ขึ้นที่ชายแดนทางใต้ของแองโกลา นี่คือแม่น้ำโอกาวางโกซึ่งไหลผ่านฉนวนคาพริวี (ผืนดินแคบๆ ในนามีเบีย) เข้าสู่บอตสวานา โดยเฉลี่ยในแต่ละปีจะมีมวลน้ำไหลเข้ามา 9.4 ล้านล้านลิตรต่อปี หากปราศจากน้ำที่แองโกลามอบเป็นของขวัญให้บอตสวานานี้ ดินดอนสามเหลี่ยมโอกาวางโกจะสิ้นสูญ การเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นหรือในอนาคตอันใกล้ในพื้นที่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของแองโกลา ทั้งการใช้ที่ดิน การผันน้ำ ความหนาแน่นของประชากร และการค้าขาย ทำให้การคาดการณ์อันมืดมนนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นจริง นั่นคือสาเหตุที่ทำให้คนบางกลุ่มให้ความสนใจแม่น้ำคูอิโตและคูบังโกอยู่เงียบๆ […]

Follow Me

NATIONAL GEOGRAPHIC ASIA

Contact

เว็บไซต์ : ngthai.com

บริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)

Tel : 02-422-9999 ต่อ 4244

© COPYRIGHT 2019 AMARIN PRINTING AND PUBLISHING PUBLIC COMPANY LIMITED.