มหาสมุทรเป็นพิษ: ภาพถ่ายที่ช่วยย้ำเตือนถึงสถานะน่ากังวลของทะเลในปัจจุบัน - Page 2 of 2 - National Geographic Thailand

มหาสมุทรเป็นพิษ: ภาพถ่ายที่ช่วยย้ำเตือนถึงสถานะน่ากังวลของทะเลในปัจจุบัน

มหาสมุทร

คราบน้ำมันสีเหลืองส้มลอยตัวเป็นแพบริเวณชายฝั่งอะแลสกา อันเป็นผลกระทบจากเหตุน้ำมันรั่ว Exxon Valdez ในปี 1989 ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เหตุน้ำมันรั่วครั้งใหญ่เมื่อเปรียบเทียบกับครั้งอื่นๆ แต่เหตุน้ำมันรั่วนี้กลับส่งผลกระทบเลวร้ายต่อสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในอันดับต้นๆ คราบน้ำมันทำให้ชายฝั่งทะเลเสียหายไปกว่า 1,200 ไมล์ และยังส่งผลถึงอุทยานแห่งชาติ 3 แห่ง, อุทยานสัตว์ป่า 3 แห่ง และป่าสงวนอีก 1 แห่งอีกด้วย

ภาพถ่ายโดย Ken Graham / Getty Images

มหาสมุทร

ชาวประมงเผชิญกับผลกระทบจากน้ำมันรั่วในอ่าว Eleanor ของอะแลสกา เหตุที่เกิดขึ้นนับเป็นเหตุน้ำมันรั่วไหลที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา น้ำมันปริมาณ 11 ล้านแกลอนรั่วไหลลงทะเล และกระทบต่อชีวิตของสัตว์หลายรุ่นไม่ว่าจะเป็น ปลาแซลมอน, แมวน้ำ, นกพัพฟิน และอื่นๆอีกมากมาย

ภาพถ่ายโดย Natalie Fobes

มหาสมุทร

ฝนที่ตกลงมาอย่างหนักในเซาท์ฟลอริดาผลักเอาสารพิษ และน้ำเสียที่ยังไม่ได้ผ่านการบำบัดไหลลงสู่ทะเล ภาพถ่ายนี้คือบริเวณอ่าว Biscayne หลังพายุเข้าพัดถล่มยังชายหาดนอร์ทไมอามี

ภาพถ่ายโดย Mike Thesis

มหาสมุทร

รัฐบาลนครมุมไบในอินเดีย ส่งคนงานเข้ากำจัดขยะหลายพันชิ้นที่ลอยค้างยังบริเวณท่าเรือ ใกล้กับ Gateway of India ในทุกๆวัน

ภาพถ่ายโดย Sebastian D’souza / AP

มหาสมุทร

ในพื้นที่บริเวณแหล่งขุดเจาะพลังงานอย่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียน สิ่งมีชีวิตที่อาศัยยังที่นี่จำต้องเผชิญกับสถานการณ์น้ำมันรั่วไหลเป็นครั้งคราว จากในภาพปูตัวหนึ่งถูกปกคลุมไปด้วยคราบน้ำมัน เมื่อเครื่องบินของอิสราเอลโจมตีสถานีพลังงานของกรุงเบรุต ในเลบานอน เมื่อปี 2006

ภาพถ่ายโดย Patrick Baz / AFP

มหาสมุทร

คราบน้ำมันหลังเรือบรรทุกน้ำมัน MV Braer เกิดล่มจากพายุเฮอริเคน บริเวณหมู่เกาะเชตแลนด์ ในสกอตแลนด์ เมื่อปี 1993 ส่งผลให้น้ำมันปริมาณ 84,700 เมตริกตันรั่วไหลลงในทะเลเหนือ

ภาพถ่ายโดย David Woodfall / Getty Images

 

อ่านเพิ่มเติม

จะช่วยมหาสมุทรต้องเลิกใช้กากเพชร?

เรื่องแนะนำ

Explorer Awards 2019 : ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

“ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนโลก คุณต้องเริ่มจากการไปตามหาโลก ไปเรียนรู้จากโลก ไปเข้าใจโลก ไปสำรวจโลก จนกว่าโลกจะเปลี่ยนตัวคุณ คุณถึงจะเปลี่ยนโลกได้” คือนิิยามของคำว่า การสำรวจ ของ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล นักเขียน และนักส่ื่อสาร ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงผลักดันโครงการอนุรักษ์ทะเลมากมายที่สัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรม

ปลาพลวง ถั่วฝักยาว หรือ เสือโคร่งแห่งสายน้ำ

การตกปลาในเชิงเกมกีฬา นักตกปลาชาวอังกฤษพบความสนุกสนานของการตกปลามาห์เซียร์ทางเหนือของอินเดียตั้งแต่เกือบร้อยปีที่แล้ว ผมเคยอ่านเจอในหนังสือของจิม คอร์เบ็ต นายพรานนักอนุรักษ์คนสำคัญในอินเดีย ความว่า การตกปลามาห์เซียร์ คือความสุขที่สุดของการใช้ชีวิตในป่าของเขาเลยทีเดียว การตกปลาเป็นกีฬาที่สร้างรายได้ให้กับหลายประเทศ นักตกปลามืออาชีพยอมจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้เขาได้ตกปลาชนิดแปลกๆ ได้พบเห็นสิ่งที่แตกต่างและเป็นของแท้ในท้องถิ่นทุรกันดารที่อยู่อีกซีกโลก ตัวอย่างของความสำเร็จของการสร้างรายได้จากการตกปลามีให้เห็นทั่วโลกตั้งแต่ประเทศนิวซีแลนด์ หมู่เกาะบาฮามา เม็กซิโก หรือแม้กระทั่งประเทศใหญ่ๆ อย่างสหรัฐอเมริกา “ที่ภูฏานเรามีปลาเทราต์เยอะนะ” จิกมี เพื่อนใหม่ชาวภูฏานของผมเอ่ยขึ้นมา ปลาเทราต์ที่นั่นไม่ใช่ปลาท้องถิ่น แต่เป็นปลาที่มาจากผลพวงของการปล่อยปลาเทราต์ในตอนเหนือของอินเดียโดยชาวอังกฤษเมื่อนานมาแล้ว “แต่ที่น่าสนใจกว่าคือปลาโกลเดนมาห์เซียร์ ซึ่งเป็นปลาท้องถิ่นของเราแท้ๆ ครับ ตอนนี้กำลังจะมีกฎหมายออกมาให้ตกมาห์เซียร์เป็นเกมส์กีฬาได้แล้วครับ น่าจะสร้างรายได้ให้กับประเทศและคนในพื้นที่ของเราได้เยอะเลย” เขาจบด้วยประโยคที่น่าสนใจที่สุด “มาหาผมที่ภูฏานสิครับ ผมจะพาคุณไปตกปลาให้ทั่วเลยครับ” การศึกษาวิจัย สมมติฐานของเราคือปลาพลวงและปลาเวียนจะขึ้นไปวางไข่บนลำห้วยเล็กๆ ที่เป็นต้นน้ำของแม่น้ำเงาและลำห้วยสายย่อยในช่วงฤดูน้ำหลากเหมือนกับที่ ดร.เดวิด พี. ฟิลิปป์ หรือ ดร.เดฟ และจูลีพิสูจน์มาแล้วจากการติดแท็กปลาโกลเดนมาห์เซียร์ที่ภูฏาน “ตามธรรมชาติ ฝูงปลาพยายามแหวกว่ายขึ้นไปวางไข่ในพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งระดับน้ำไม่ลึกมาก เพราะนั่นคือที่ที่ลูกปลาจะเติบโตได้อย่างดีและมีสัตว์ผู้ล่าน้อยมาก” ดร.เดฟ อธิบายเหตุผล แต่ที่เราไม่สามารถเดาได้เลยคือ ฝูงปลาจะเคลื่อนลงสู่แม่น้ำสายใหญ่อย่างแม่น้ำเมยหรือสาละวินทางปลายน้ำด้วยหรือเปล่า งานขั้นแรกของการวิจัยคือการจับปลาพลวงและปลาเวียนที่มีขนาดโตเต็มวัยมาติดเครื่องส่งสัญญาณวิทยุ เพื่อติดตามการเดินทางในช่วงฤดูผสมพันธุ์ งานนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะการจับปลาจำเป็นต้องระมัดระวังและคำนึงถึงความปลอดภัยของปลามากที่สุด การใช้ข่ายดักจับเป็นวิธีที่ง่ายที่สุด แต่ไม่เหมาะกับการวิจัย เพราะข่ายมักบาดเหงือกปลาทำให้ปลามีโอกาสรอดชีวิตน้อยมาก ทีมวิจัยทดลองใช้แหที่จะทำร้ายปลาน้อยกว่า แต่ก็ไม่ได้ผล […]

บนน้ำแข็งที่เปราะบาง

เรื่อง แอนดี ไอแซกสัน ภาพถ่าย นิก คอบบิง น้ำแข็งทะเลเหนือมหาสมุทรอาร์กติกไม่ได้ราบเรียบไร้รอยต่ออย่างในแผนที่ แต่ประกอบขึ้นจากแพน้ำแข็งที่ไม่เคยอยู่นิ่ง ทั้งชนกัน เปลี่ยนรูปร่าง ตลอดจนแตกร้าวเพราะแรงลมและกระแสน้ำอยู่ตลอดเวลา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2016 ผมยืนตัวสั่นอยู่บนดาดฟ้าเรือ แลนซ์  เรือวิจัยรุ่นเก่าของนอร์เวย์ซึ่งกำลังแล่นฝ่าไปตามรอยแตกอันซับซ้อนของผืนน้ำแข็ง รอบข้างมีเพียงที่ราบสีขาวอันเวิ้งว้างทอดไกลสุดสายตา  ตัวเรือเหล็กกล้าสั่นสะเทือนและส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเมื่อลุยผ่านก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่  เรือ แลนซ์ กำลังมองหาแผ่นน้ำแข็งขนาดใหญ่ให้ยึดเกาะแทนน้ำแข็งแผ่นเก่าที่แตกไป เพื่อจะได้ลอยไปบนทะเลเยือกแข็งอีกครั้ง พร้อมกับบันทึกชะตากรรมของน้ำแข็งทะเลในอาร์กติกไปด้วย ทว่ามหาสมุทรอาร์กติกในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป อากาศเหนืออาร์กติกอุ่นขึ้นโดยเฉลี่ยราวสามองศาเซลเซียสในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา ผืนน้ำแข็งที่เคยปกคลุมหายไปมาก และที่มีอยู่ก็บางลงกว่าเดิม หนำซ้ำยังเป็นน้ำแข็งตามฤดูกาลมากกว่าจะเป็นแพน้ำแข็งเก่าแก่ที่สะสมตัวเป็นชั้นหนา วัฏจักรแห่งความหายนะที่ส่งผลสะท้อนกว้างไกลได้เกิดขึ้นแล้ว กล่าวคือเมื่อน้ำแข็งสีขาวถูกแทนที่ด้วยผืนน้ำสีเข้มของมหาสมุทรในฤดูร้อน ย่อมเกิดการดูดซับแสงอาทิตย์ไว้มากขึ้น ส่งผลให้น้ำและอากาศยิ่งร้อนขึ้น และนั่นย่อมทำให้การละลายที่ดำเนินอยู่รุนแรงยิ่งขึ้นตามไปด้วย “มหาสมุทรอาร์กติกอุ่นขึ้นก่อนใคร แถมยังอุ่นขึ้นมากที่สุดและเร็วที่สุดด้วย” คิม โฮลเมน อธิบาย เขาเป็นผู้อำนวยการนานาชาติของสถาบันขั้วโลกนอร์เวย์ หรือเอ็นพีไอ (Norwegian Polar Institute: NPI) ซึ่งเป็นเจ้าของเรือ แลนซ์ แบบจำลองสภาพภูมิอากาศทำนายว่า เมื่อถึงปี 2040 เราจะสามารถเดินเรือข้ามน่านน้ำเปิดไปยังขั้วโลกเหนือได้ในฤดูร้อน ที่ผ่านมา  น้ำแข็งทะเลในมหาสมุทรอาร์กติกทำให้ทั้งโลกเย็นลงด้วยการสะท้อนแสงแดดกลับสู่อวกาศ การสูญเสียน้ำแข็งในภูมิภาคนี้จึงส่งผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศและลมฟ้าอากาศนอกแถบอาร์กติกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่จะส่งผลอย่างไรบ้างนั้นยังไม่มีคำตอบแน่ชัด การพยากรณ์ที่แม่นยำกว่านี้ต้องอาศัยข้อมูลที่ดีกว่าเกี่ยวกับน้ำแข็งทะเลและการเปลี่ยนแปลงของมัน […]

อาร์กติก จะกลายเป็นสมรภูมิสงครามเย็นครั้งใหม่จริงหรือ

ขณะที่ภูมิภาคอาร์กติกกำลังละลายอย่างรวดเร็ว ชาติมหาอำนาจต่างเร่งรุดเข้าไปหมายควบคุมทรัพยากรและเส้นทางเดินเรือที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำแข็ง การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังเตรียมพื้นที่ให้ความขัดแย้ง ณ ดินแดนเหนือสุดของโลก จนหลายฝ่ายเกรงว่าอาร์กติกอาจกลายเป็นสมรภูมิสงครามเย็นครั้งใหม่