ทะเลซาร์กัสโซ : สาหร่ายผู้หล่อเลี้ยงแอตแลนติกเหนือ - National Geographic Thailand

ทะเลซาร์กัสโซ : สาหร่ายผู้หล่อเลี้ยงแอตแลนติกเหนือ

ทะเลซาร์กัสโซ : สาหร่ายผู้หล่อเลี้ยงแอตแลนติกเหนือ

“ไม่มีมหาสมุทรไหนเหมือนที่นี่อีกแล้วครับ” นักชีววิทยาทางทะเล ไบรอัน ลาพอยต์ บอก “ไม่มีที่อื่นใดบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินของเราที่โอบอุ้มความหลากหลายของชีวิตกลางห้วงสมุทรได้อย่างนี้ ทั้งหมดล้วนมาจากสาหร่ายพวกนี้ครับ” ลาพอยต์กำลังพูดถึงสาหร่ายทะเลสีน้ำตาลลอยน้ำได้ชื่อสาหร่ายทุ่นหรือสาหร่ายซาร์กัสซัมในมหาสมุทรแอตแลนติก  ตรงบริเวณที่เรียกว่า ทะเลซาร์กัสโซ (Sargasso Sea) เขตแดนของทะเลแห่งนี้ไม่ชัดเจน  เพราะไม่ได้แบ่งด้วยแผ่นดิน แต่ด้วยกระแสน้ำหลักห้าสายที่ไหลวนตามเข็มนาฬิการอบเกาะเบอร์มิวดา ความที่ไกลจากผืนแผ่นดินใหญ่ ห้วงน้ำแถบนี้จึงไม่ค่อยมีสารอาหาร กระจ่างใส และเป็นสีฟ้าจัด

ทะเลซาร์กัสโซ เป็นส่วนหนึ่งของระบบไหลเวียนขนาดใหญ่ชื่อวงวนใหญ่แอตแลนติกเหนือ (North Atlantic gyre) ซึ่งมักได้รับการขนานนามว่าทะเลทรายกลางสมุทร และก็ดูจะเป็นเช่นนั้น ถ้าไม่ใช่เพราะผืนแพสาหร่ายที่ลอยละล่องอยู่

สาหร่ายทุ่นอาจดูไม่สะดุดตาเมื่อแรกเห็น ก็แค่พืชน้ำเกาะเป็นแพผืนใหญ่ แต่จากที่ลาพอยต์ช่วยอธิบายให้เราเห็นผ่านงานของเขา สาหร่ายทุ่นเป็นพื้นฐานของระบบนิเวศอันซับซ้อนที่หล่อเลี้ยงชีวิตในทะเลจำนวนมากอย่างน่าทึ่ง โดยเป็นทั้งที่พักพิงเคลื่อนที่และแหล่งอาหารหมุนเวียน

ลาพอยต์ซึ่งเป็นนักชีววิทยาประจำสถาบันสมุทรศาสตร์ฮาร์เบอร์บรานช์ของมหาวิทยาลัยฟลอริดาแอตแลนติกที่ฟอร์ตเพียร์ซ ศึกษาสาหร่ายทุ่นมาตลอด 36 ปีทั้งเฝ้าสังเกตจากดาวเทียมและจับต้องโดยตรงผ่านชุดดำน้ำสกูบา เขาอยากรู้ว่าสาหร่ายพวกนี้มาจากไหน เคลื่อนที่ไปอย่างไร อยู่ได้ด้วยอะไรและหล่อเลี้ยงสิ่งใดบ้าง ไม่เพียงเท่านั้น ลาพอยต์ยังอยากคลี่คลายความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างสาหร่ายทุ่นกับสัตว์ทะเลอื่นๆ ตั้งแต่ม้าน้ำไปถึงฉลามขาว เขาบอกว่า ด้วยการศึกษาทรัพยากรสำคัญชนิดนี้เท่านั้นที่จะทำให้เราปกป้องมันจากภัยคุกคามต่างๆ เช่น ภาวะทะเลเป็นกรดและมลพิษได้

ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ สาหร่ายทุ่นกลายเป็นข่าว ไม่ใช่ในฐานะแหล่งที่ให้พลังงานแก่ชีวิต แต่ในฐานะภัยคุกคาม เมื่อสาหร่ายกองมหึมาถูกซัดมาเกยหาดต่างๆในทะเลแคริบเบียนและเม็กซิโกจนดูเสื่อมโทรม ไม่มีใครพูดถึงการอนุรักษ์มันอีกต่อไป

สาหร่ายทุ่นถือกำเนิดในน่านน้ำอุดมไปด้วยสารอาหารใกล้ชายฝั่งทวีปอเมริกา โดยเฉพาะในอ่าวเม็กซิโก กระแสน้ำพัดพามันลอยอ้อมคาบสมุทรฟลอริดาเพื่อส่งต่อให้กระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีมที่ไหลขึ้นเหนือพัดพาไปลงเอยที่ทะเลซาร์กัสโซในที่สุด

ทะเลซาร์กัสโซ
นักดำน้ำลอยตัวอยู่ใต้แพสาหร่ายทุ่นโดยมีแสงอาทิตย์ส่องลอดลงมาเป็นลำใกล้โคซูเมลเม็กซิโก    มวลสาหร่ายที่ใหญ่ผิดปกติถูกซัดเข้าฝั่งในอ่าวเม็กซิโก ทะเลแคริบเบียน และที่อื่นๆ ทำให้ชายหาดหลายแห่งที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม
ทะเลซาร์กัสโซ
ฝูงปลากะมงออกหาอาหารใต้แพสาหร่ายโปร่งแสง จูลส์ เวิร์น เปรียบเปรยสาหร่ายทุ่นไว้ในหนังสือ ใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์ ว่าเป็น “พรมสาหร่าย”

ซิลเวีย เอิร์ล นักสมุทรศาสตร์ผู้มีส่วนริเริ่มในความพยายามผลักดันให้ซาร์กัสโซเป็นเขตสงวนทางทะเลในทะเลหลวงแห่งแรก เปรียบสาหร่ายชนิดนี้กับป่าฝนเขตร้อนที่มีค่าดุจทองคำ ซึ่งเป็นคำอุปมาที่เหมาะมาก เพราะสาหร่ายนี้ก่อตัวเป็นเสมือนเรือนยอดบนผิวน้ำ ทำให้ผมนึกถึงแนวปะการังลอยน้ำ หรือกระทั่งทุ่งหญ้ากลางทะเล เป็นดั่งเซเรงเกติแห่งห้วงสมุทรด้วยซ้ำ

เส้นสายโยงใยมุ่นพันหนาทึบของสาหร่ายทุ่นเอื้อให้สิ่งมีชีวิตอันหลากหลายอย่างน่าทึ่ง ซึ่งมีทั้งตัวอ่อนและวัยรุ่น เข้ามาซ่อนตัวและหากินผลการศึกษาชิ้นหนึ่งพบปลา 122 ชนิด รวมไปถึงลูกเต่าทะเลวัยอ่อนทากเปลือย ม้าน้ำ ปู กุ้ง และหอยทากในทางกลับกัน สาหร่ายก็ได้อาศัยมูลของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ในการเจริญเติบโต

สัตว์ขนาดใหญ่อย่างปลาและเต่าหาอาหารได้เหลือเฟือในแพสาหร่ายทุ่น และพวกมันก็ดึงดูดสัตว์นักล่าขนาดใหญ่กว่าเข้ามาตั้งแต่ปลาวัว ปลากะพงดำปลาวัวจมูกยาว ปลาอีโต้มอญ และปลากะมงเรื่อยไปจนถึงสัตว์ที่อยู่ด้านบนของห่วงโซ่อาหารอย่างฉลาม ทูน่า อินทรีน้ำลึก และกระโทง  ขณะที่นกร่อนทะเล นกจมูกหลอด นกเพเทรล นกนางนวลนกบูบีและนกอื่นๆที่หากินในทะเลเปิดใช้แพสาหร่ายทุ่นเป็นที่หากินและหลับนอน

ทะเลซาร์กัสโซ
วาฬหัวทุยแหวกว่ายอยู่ใต้แพสาหร่ายทุ่นสีทองซึ่งหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วน ตั้งแต่สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวไปจนถึงสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดใหญ่ที่สุด ของเสียจากสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ช่วยต่ออายุให้สาหร่าย

สาหร่ายทุ่นสองชนิดหลักในทะเลซาร์กัสโซเป็นสาหร่าย (ทะเล) เพียงสองชนิดในโลกที่ไม่หยั่งรากบนพื้นสมุทร  ชีวิตไร้รากนี้ส่งผลให้แพสาหร่ายโปร่งแสงสีทองจนถึงเหลืองอำพันไหลเรื่อยตามกระแสลมและกระแสน้ำ แยกจากกันยามเจอพายุ และกลับมารวมตัวกันอีกครั้งยามคลื่นลมสงบ ขอบนอกของมันผนึกกันแน่นเหมือนแผ่นตีนตุ๊กแก ส่วนขนาดก็มีหลากหลาย ตั้งแต่ยาวหลายกิโลเมตรไปถึงกระจุกเท่าฝ่ามือ

“กระทั่งกระจุกเล็กๆ พวกนั้นก็มีสิ่งมีชีวิตอยู่ครับ” จิม แฟรงก์ส นักวิจัยอาวุโสและผู้เชี่ยวชาญด้านสาหร่ายทุ่นจากห้องปฏิบัติการวิจัยชายฝั่งอ่าวเม็กซิโก มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นมิสซิสซิปปีในโอเชียนสปริงส์ บอก สรรพชีวิตในดงสาหร่ายต้องปรับตัวตลอดเวลากับการแตกตัวและกลับมารวมตัวกันของเกาะที่มันอิงอาศัย แฟรงก์สบอกว่า สาหร่ายทุ่น “เป็นหนึ่งในถิ่นอาศัยกลางทะเลที่มีพลวัตมากที่สุดเท่าที่เราจะนึกภาพได้”

ทะเลซาร์กัสโซ
ซิลเวีย เอิร์ล สำรวจแพสาหร่ายทุ่นนอกชายฝั่งเบอร์มิวดาระหว่างการสำรวจเมื่อปี 2010 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการนำร่องมิชชันบลู (Mission Blue) ที่เธอก่อตั้งขึ้นเพื่อสำรวจและอนุรักษ์มหาสมุทร เอิร์ลบอกว่า “ทะเลซาร์กัสโซเรืองรองด้วยความหวังในมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยปัญหา”
ทะเลซาร์กัสโซ
ลูกเต่าทะเลแรกฟัก เช่น เต่าหัวค้อนวัยรุ่นตัวนี้ ว่ายน้ำจากหาดทรายที่มันเกิดไปยังแพสาหร่ายซาร์กัสโซเพื่อหาอาหารและใช้เป็นที่หลบภัยจากสัตว์นักล่าต่างๆ ในช่วงปีแรกๆ ของชีวิต

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สาหร่ายทุ่นถูกซัดขึ้นมาเกยหาดหลายแห่งบนเกาะมาร์ตินีกและกวาเดอลูปเป็นกองสูงกว่าสามเมตร คนในตรินิแดดและชาวเกาะในทะเลแคริบเบียนอื่นๆ ต้องทิ้งบ้านเพื่อหนีก๊าซพิษอย่างไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่เกิดจากสาหร่ายเน่าบนชายหาด

ไม่มีใครรู้สาเหตุแน่ชัดของการเจริญเติบโตอย่างผิดปกติของสาหร่ายทุ่น ลาพอยต์คิดว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจทำให้กระแสน้ำในมหาสมุทรเปลี่ยนทิศและพัดมันไปยังบริเวณที่แทบไม่เคยมีสาหร่ายทุ่นปรากฏให้เห็น นั่นคือแอฟริกาตะวันตกไปจนถึงชายฝั่งทางเหนือของบราซิล แต่ตัวการหลักน่าจะเป็นสารอาหารที่อุดมด้วยไนโตรเจนจากการทำฟาร์มระดับอุตสาหกรรมในสหรัฐฯ  ตะกอนสารอาหารไหลจากระบบแม่น้ำมิสซิสซิปปีลงอ่าวเม็กซิโก ทำให้สาหร่ายทุ่นเจริญเติบโตอย่างล้นเกิน

เรื่อง เจมส์ โพรเส็ก

ภาพถ่าย เดวิด ดูบิเลต์ และเดวิด ลิตต์ชวาเกอร์

** อ่านสารคดีฉบับเต็มได้ในนิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ฉบับมิถุนายน 2562


อ่านเพิ่มเติม

ทะเลไทยในคลื่นยักษ์ของนักท่องเที่ยว

เรื่องแนะนำ

วัตถุที่มนุษย์สร้างมีน้ำหนักเท่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลกแล้ว

น้ำหนักของคอนกรีต ยางมะตอย เหล็ก และพลาสติกบนโลกกำลังเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปีนี้อาจจะเป็นจุดที่ วัตถุที่มนุษย์สร้าง กำลังมีน้ำหนักมากกว่าสิ่งมีชีวิต ในขณะที่มวลของสิ่งชีวิตบนโลกอยู่ที่ 1.1 ล้านล้านเมตริกตัน และไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่เรียกว่ามวลที่เกิดจากมนุษย์ (anthropogenic mass) หรือ วัตถุที่มนุษย์สร้าง กำลังเติบโตอย่างพุ่งทะยาน มวลที่มนุษย์เป็นผู้สร้าง ไม่ว่าจะเป็นทางเท้าคอนกรีต ตึกสูงที่เต็มไปด้วยเหล็กและกระจก รวมไปถึงขวดพลาสติก เสื้อผ้า คอมพิวเตอร์ ตอนนี้มีจำนวนเท่ากับน้ำหนักของสิ่งมีชีวิตบนโลก และอาจมีน้ำหนักมากกว่าในปีนี้ ตามงานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร Nature ผลการสำรวจได้สนับสนุนข้อเสนอที่ว่า โลกได้เข้าสู่ยุคที่เรียกว่า Anthropocene หรือจุดช่วงเวลาทางธรณีวิทยาที่มนุษย์เป็นฝ่ายสร้างแรงที่ครอบงำการก่อตัวของโลก Ron Milo นักวิจัยอาวุโสผู้เขียนบทความ แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์ Weizmann Institute of Science ประเทศอิสราเอล กล่าวว่า โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านทางวัตถุ (material transition) ที่ “ไมเพียงแค่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเรา แต่เป็นในยุคสมัย (era) ของเราเลย” การระเบิดของมวลที่มนุษย์สร้างขึ้น Milo และทีมงานของเขาได้รวบรวมข้อมูลที่ได้รับการเผยแพร่เกี่ยวกับจำนวนของวัสดุสังเคราะห์และสิ่งมีชีวิตว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรนับตั้งแต่ปี 1900 มาจนถึงปัจจุบัน โดยข้อมูลในรอบ […]

รถยนต์ไฟฟ้าจะครองถนนในปี 2040 นี้

ภายในปี 2040 นี้รถยนต์ส่วนตัวกว่า 90% ในสหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ยุโรปและในประเทศที่ร่ำรวยอื่นๆ จะกลายเป็นรถยนต์ไฟฟ้าหมด รถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงจากน้ำมันจะหมดความนิยมลง ดังปรากฏการณ์ที่เคยเกิดขึ้นกับรถม้ามาแล้วเมื่อร้อยปีก่อน

สุนัขป่าอาร์กติก : โดดเดี่ยวกลางแดนหนาว

"ผมอยากจะคิดถึงสุนัขป่าแบบเดียวกับที่คิดถึงสุนัขบ้าน นั่นคือใสซื่อและเป็นมิตร  ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพวกมันช่างเหมือนกันเมื่อดูจากภายนอก อีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะการคิดเช่นนี้ทำให้ผมคลายกังวลเมื่ออยู่ต่อหน้าสิ่งมีชีวิตที่เล่าขานเป็นตำนานมาเนิ่นนานว่าเป็นนักฆ่าอำมหิต" นี่คือสิ่งที่นักเขียนบรรยายความรู้สึกขณะใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางฝูงสุนัขป่าอาร์กติกที่ขึ้นชื่อเรื่องความโหดเหี้ยม