มหาสมุทรเป็นพิษ: ภาพถ่ายที่ช่วยย้ำเตือนถึงสถานะน่ากังวลของทะเลในปัจจุบัน - National Geographic Thailand

มหาสมุทรเป็นพิษ: ภาพถ่ายที่ช่วยย้ำเตือนถึงสถานะน่ากังวลของทะเลในปัจจุบัน

มหาสมุทรเป็นพิษ: ภาพถ่ายที่ช่วยย้ำเตือนถึงสถานะน่ากังวลของทะเลในปัจจุบัน

ขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งลงสู่มหาสมุทรจะมีปริมาณมากกว่าจำนวนของปลา ภายในปี 2050 นี้ รายงานใหม่จาก แอนโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาเนื่องในวันสิ่งแวดล้อมโลก โดยกูเตอร์เรสเตือนว่าขณะนี้สถานะของมหาสมุทรกำลังตกอยู่ภายใต้การคุกคามอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

“มลพิษ, การจับปลามากเกินไป และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กำลังทำลายสุขภาพของมหาสมุทร” เขากล่าว “จากรายงานฉบับหนึ่งของเรา ขยะพลาสติกที่ถูกทิ้งลงสู่ทะเลและมหาสมุทรกำลังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และอาจมากกว่าจำนวนปลาภายในปี 2050  หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆเกิดขึ้น”

ในวันศุกร์นี้ ประเทศต่างๆจำนวน 200 ประเทศ เตรียมที่จะประชุมหารือกันในการจัดการกับปัญหามลพิษในทะเลโดยมีเป้าหมายสร้างมาตรการระยะยาวในการลดปริมาณการใช้พลาสติก รวมถึงลดอุณหภูมิของมหาสมุทรลง

และในวันนี้ วันที่ 8 มิถุนายน เนื่องในวันมหาสมุทรโลก (World Oceans Day) ทางเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ขอเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยสร้างความตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังคุกคามหลายมหาสมุทรทั่วโลก ด้วยการเผยแพร่ภาพถ่ายในหัวข้อ “มหาสมุทรเป็นพิษ” ให้ได้ชมกันอีกครั้ง

มหาสมุทร

ขยะจำนวนมากมายเหล่านี้ทำให้สภาพของอ่าวบาร์โรว ในอะแลสกาไม่น่ามอง และเต็มไปด้วยความสกปรก ขยะจะค่อยๆเคลื่อนตัวออกสู่มหาสมุทรอย่างช้าๆ ในจำนวนนี้พวกมันจะถูกพัดไปเกยตื้นยังหาด, ทำให้น้ำกลายเป็นพิษ และเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำเมื่อถูกเข้าใจผิดว่าเป็นอาหาร

ภาพถ่ายโดย Ken Graham / Getty Images

มหาสมุทร

กระป๋องน้ำอัดลม, กล่องเครื่องดื่ม และเศษขยะพลาสติกอื่นๆกระจายเกลื่อนบนชายหาดของเมืองอากาปุลโก ในเม็กซิโกขยะพลาสติกเหล่านี้ใช้เวลานานถึง 500 ปี กว่าจะย่อยสลาย

ภาพถ่ายโดย Bryan Mullennix / Getty Images

มหาสมุทร

ชายหาด และมหาสมุทรทั่วโลก เต็มไปด้วยขยะที่มนุษย์สร้างขึ้น เช่น ขาข้างหนึ่งของตุ๊กตา หนึ่งในขยะบนหาดทรายสีดำของเกาะบีโอโก ในประเทศอิเควทอเรียลกินี พลาสติกเป็นวัสดุที่มีความทนทานมาก และสามารถล่อยลอยอยู่ได้หลายทศวรรษซึ่งในระหว่างการย่อยสลาย สารประกอบภายในที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมจะค่อยๆถูกปลดปล่อยออกมา

ภาพถ่ายโดย Joel Sartore

มหาสมุทร

บางส่วนของอ่าวมะนิลา ในกรุงฟิลิปปินส์ เต็มไปด้วยขยะ จากในภาพเด็กชายคนหนึ่งลงทุนดำน้ำที่เต็มไปด้วยมลพิษนี้เพื่อมองหาบางสิ่งที่อาจจะขายทำเงินได้

ภาพถ่ายโดย China Photos / Getty Images

 

เรื่องแนะนำ

ภารกิจขนน้ำช่วยเลียงผาบนเขาสมโภชน์

ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์ หมู… บดินทร์ จันทศรีคำ ผู้ชายที่มีใจอาสาเพื่อป่าไม้และสัตว์ป่า ทำไมต้อง “ขนน้ำให้ เลียงผา ” ผมได้รับข้อมูลที่มีการส่งต่อกันมาทางเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับเรื่องการเชื้อชวนคนขนน้ำขึ้นไปให้ เลียงผา จึงเกิดความใคร่รู้ว่า กระบวนการ และกรรมวิธีเป็นอย่างไร เพราะอะไรทำใมมนุษย์อย่างเราๆ จึงต้องขนน้ำไปให้เลียงผา จากความสงสัยดังกล่าว ผมจึงได้พุดคุยกับน้าหมู บดินทร์ จันทร์ศรีคำ ผู้เป็นจุดเริ่มต้นของทุกอย่างในงานอาสาครั้งนี้ และเป็นประธาน​ชมรมฅนรักษ์​สัตว์​-ป่า สังกัด​องค์กร​อนุรักษ์ น้าหมูเล่าให้ฟังถึงที่มาของการขนน้ำขึ้นเขาสมโภชน์ว่า โครงการขนน้ำให้เลียงผาที่เขาสมโภชน์ เป็นโครงการต่อเนื่องมาจากเขาแผงม้าที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2542 ส่วนที่เขาสมโภชน์น้าหมูเริ่มลงมือทำเมื่อปี 2549 เพราะได้รับเงินทุนจากโครงการไทยเข้มแข็ง ให้จัดตั้งศูนย์อนุบาลสัตว์ป่าที่บาดเจ็บและสัตว์ป่วยในพื้นที่เขาใหญ่และพื้นที่ภาคกลางทั้งหมด เราต้องหาสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับก่อสร้างศูนย์ฯ และสุดท้ายได้ข้อสรุปร่วมกันที่จังหวัดนครนายกนครนายก โดยทางอุทยานแห่งชาติมอบพื้นที่ 500 ไร่เพื่อให้สร้างศูนย์ช่วยเหลือสัตว์ป่าภาคกลางนครนายก เพื่อรับรองดูแลสัตว์ป่าของกลางที่อยู่ระหว่างดำเนินคดี ให้นำมาอนุบาลไว้ที่นี่ วันหนึ่ง เจ้าหน้าที่พบเลียงผาเสียชีวิตใกล้ศูนย์ฯ ทางทีมสัตวแพทย์จึงผ่าตัดชันสูตร ผลปรากฏว่า เลียงผาตัวนั้นตายจากการติดเชื้อ และที่สำคัญคือพบสารเคมีในร่างกาย อีกไม่ถึงสองอาทิตย์ก็พบเลียงผาตายเป็นตัวที่สอง เจ้าหน้าที่ทุกคนที่อยู่ในศูนย์ฯ เกิดความสงสัยว่ามันมาจากไหน หนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนท้องถิ่นบอกว่า เลียงผามาจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาสมโภชน์ อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี เมื่อทีมสัตวแพทย์ชันสูตรก็พบผลลัพธ์เหมือนเลียงผาตัวแรก คือพบสารเคมีในเสือดและร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรง […]

แผ่นดินทรุดตัวและน้ำทะเลสูงขึ้น – ภัยคุกคามประชากรนับร้อยล้านคนทั่วโลก

เคราะห์ร้ายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการทรุดตัวของแผ่นดินที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ ทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ริมชายฝั่งกำลังพบเจอกับภาวะ ระดับน้ำทะเล ที่สูงขึ้นอย่างรุนแรง ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามพื้นที่ชายฝั่งแห่งต่างๆ ของโลกกำลังพบเจอการเพิ่มขึ้นของ ระดับน้ำทะเล ที่เกินกว่าจะรับได้ อันเป็นผลมาจากการที่พวกเขาอาศัยรวมกันอย่างหนาแน่นในพื้นดินที่กำลังจมอย่างรวดเร็ว ตามงานศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Climate Change เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ระดับน้ำทะเลกำลังสูงขึ้นทั่วโลกเนื่องจากการละลายของแผ่นน้ำแข็งโลก และการขยายตัวของผืนน้ำทะเลที่อบอุ่น (warming sea water) ส่วนในระดับท้องถิ่น พื้นที่ทรุดตัว หรือพื้นที่ที่กำลังจมก็ได้ซ้ำเติมปัญหาให้รุนแรงขึ้นอีก เมืองใหญ่หลายเมือง เช่น นิวออร์ลีนส์ในสหรัฐฯ หรือจาการ์ตาในอินโดนีเซียกำลังเจอปัญหาระดับน้ำทะเลที่กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับระดับชายฝั่ง-หรือภาวะที่แผ่นดินกำลังจมเนื่องจากระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะนี้ ทีมนักวิจัยนานาชาติแสดงให้เห็นว่าสองสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกันนี้เป็นมากกว่าปัญหาของแต่ละท้องถิ่น พื้นดินที่กำลังจมทำให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ตามชายฝั่งรอบโลกอยู่ในภาวะเสี่ยงจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยพวกเขาต้องพบเจอกับอัตราการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลมากกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลก 3 ถึง 4 เท่า “สิ่งที่เรากำลังพูดถึงไม่ใช่การคาดการณ์ เรากำลังพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในวันนี้” Robert Nicholls ผู้นำงานศึกษาจากศูนย์วิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทินดัลล์ มหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลีย (University of East Anglia) สหราชอาณาจักร กล่าว แต่ยังมีข่าวดี นั่นคือ พื้นที่ชายฝั่งที่กำลังจมส่วนใหญ่นั้นเกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่นการขุดเจาะน้ำบาดาลมาใช้ ซึ่งบรรดาเมืองชายฝั่งสามารถทำบางอย่างเพื่อแก้ปัญหาได้ จากปัญหาท้องถิ่นสู่ระดับโลก ปัจจัยบางประการที่ส่งผลต่อการลดลง (หรือเพิ่มขึ้น) ของพื้นที่ชายฝั่งบนโลกนั้นอยู่เหนือการควบคุมของมนุษย์ […]

เหยื่อรายแรกของ สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เมื่อหนูบนเกาะ Bramble Cay สูญพันธุ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ถือเป็นเหยื่อรายแรกในอีกหลากหลายสายพันธุ์ที่ต้องประสบปัญหาสูญพันธุ์จาก สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นโดยน้ำมือของมนุษย์ สำหรับ "หนูหางโมเสก"

การสรรค์สร้างงานอนุรักษ์ธรรมชาติที่ยั่งยืนในเคนยา

ปราศจากเขตสงวนที่ล้อมรั้ว สัตว์ป่าและชุมชนจะสามารถเติบโตงอกงามไปด้วยกันได้ไหม ทางตอนเหนือของเคนยา งานอนุรักษ์ธรรมชาติ นี้กำลังถูกทดสอบจากการระบาดใหญ่ทั่วโลก ด้านนอกคลินิกในเมืองบีลิโก ลมร้อนหอบเอาฝุ่นดินลอยฟุ้ง มันกระตุกเศษผ้าที่เกี่ยวอยู่กับพุ่มไม้หนาม กวาดขยะขวดพลาสติกหมุนคว้างไปตามพื้น และไล่ดึงชายผ้าฮิญาบสีครามของมาดีนา คาโล ขณะที่เธอยืนอยู่ตรงช่องประตูไม้หยาบๆ ของคลินิก ตอนนั้นเป็นช่วงกลางปี พื้นที่ทางตอนเหนือของเคนยากำลังอยู่ในฤดูแล้ง และดวงอาทิตย์แผดเผาผืนดินจนแห้งผาก คาโลซึ่งสวมเสื้อคลุมพยาบาลสีขาวกับหน้ากากอนามัยทางการแพทย์ หยีตาแล้วถอยกลับสู่ความเย็นสบาย ในคลินิก เธอดูแลผู้ป่วยราว 30 คนต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นคนเลี้ยงปศุสัตว์กึ่งเร่ร่อนที่มาเล่าอาการเจ็บป่วยที่พบเป็น เรื่องปกติ เช่น โรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ มาลาเรีย และท้องร่วง ในกรณีที่เจ็บป่วยรุนแรง คาโลจะส่งตัวผู้ป่วยไปรักษาในเมืองอิซีโอโลที่อยู่ห่างออกไปห้าชั่วโมงถ้าเดินทางบนถนนลูกรัง ขยะและความซึมเซาของเมืองบีลิโกไม่ชวนให้นึกถึงการท่องเที่ยวหรือธรรมชาติใดๆ เลย กระนั้น เมืองนี้ ก็เป็นหนึ่งในพื้นที่ชุมชนพิทักษ์หรือเขตอนุรักษ์ของชุมชน 39 แห่งที่กองทุนนอร์ทเทิร์นเรนจ์แลนด์สหรือเอ็นอาร์ที (Northern Rangelands Trust: NRT) องค์กรอนุรักษ์ในเคนยาจัดตั้งขึ้น ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ของชุมชนเหล่านี้จะได้รับบริการพื้นฐานและผลประโยชน์ต่างๆ ซึ่งมักจ่ายให้ด้วยเม็ดเงินที่ได้จากนักท่องเที่ยวซาฟารี เพื่อตอบแทนที่พวกเขาให้คำมั่นจะปกป้องสิ่งแวดล้อมและสัตว์ป่าอย่างเข้มแข็งจริงจัง โครงการ งานอนุรักษ์ธรรมชาติ นี้เป็นการทดลองขนาดใหญ่ของการดำรงอยู่ร่วมกัน ซึ่งตั้งอยู่บนแนวคิดที่ว่า ผู้คนและสัตว์ป่าสามารถเติบโตเฟื่องฟูไปพร้อมกันได้ ในอาณบริเวณที่ครอบคลุมพื้นที่ 44,000 ตารางกิโลเมตร ผู้คนเรือนแสน ปศุสัตว์นับล้าน […]