ป่าแอมะซอน กำลังสูญเสียพื้นที่นับล้านตารางกิโลเมตร - National Geographic Thailand

ป่าแอมะซอนกำลังสูญเสียพื้นที่นับล้านตารางกิโลเมตร

ข้อมูลใหม่เผยให้เห็นรายละเอียดการสูญเสียพื้นที่ ป่าแอมะซอน ในประเทศบราซิลที่รวดเร็วอย่างน่าเจ็บปวด

นับจนถึงวันนี้ (23 สิงหาคม) เป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์แล้วที่ป่าฝนแอมะซอน ผืนป่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กำลังเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้ธรรมชาติ ทั้งพรรณไม้และสัตว์ป่าซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ปรากฏแค่ในป่าแอมะซอนเท่านั้นได้รับผลกระทบ โดยคาดว่าขณะนี้มีพื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้ไปแล้วกว่า 3,000 ตารางกิโลเมตร โดยในทางธรรมชาติ ถือเป็นการสูญเสียปราการทางธรรมชาติของมนุษย์อย่างมหาศาล

ป่าแอมะซอนได้ชื่อว่าเป็น ปอดของโลก เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตก๊าซออกซิเจนให้กับโลกมากถึงร้อยละ 20 และมีปัจจัยสำคัญในการต่อสู้เรื่องภาวะโลกร้อน โดยการช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำลายชั้นบรรยากาศโลกเฉลี่ยปีละกว่า 2,000 ล้านตัน  นอกจากนี้ แอมะซอนยังเป็นป่าฝนที่มีความสมบูรณ์ที่สุดนอกจากนี้ยังเป็นบ้านของชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปกป้องผืนป่าแอมะซอนนับล้านคน

แม้ว่าการเกิดไฟป่าแอมะซอนจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติในช่วงหน้าแล้ง แต่จากการเก็บข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม พบว่ามีการเกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 83 จากปีที่แล้ว แม้สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อน แต่สาเหตุโดยส่วนใหญ่นั้นเชื่อว่าเกิดจากมนุษย์ที่เข้าไปบุกรุกในพื้นที่ป่า

ในปี 2018 กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์เป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียพื้นป่าหลายแห่งในโลก รวมไปถึง ป่าแอมะซอน ตามข้อมูลที่รวบรวม วิเคราะห์ และรายงานโดยกลุ่มนักวิจัยที่ชื่อว่า Global Forest Watch ในมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ (University of Merryland)

การตัดไม้โดยไม่มีการควบคุม เป็นเหตุของการสูญเสียพื้นที่ป่าโดยรวม โดยส่วนมากเป็นการตัดไม้เพื่อทำพื้นที่ปศุสัตว์ แต่กิจกรรมเชิงพาณิชย์อื่นๆ เช่นการทำเหมืองเร่และการปลูกพืชเชิงเดี่ยวก็เป็นสาเหตุสำคัญด้วยเช่นกัน การสูญเสียพื้นที่ป่าในปี 2018 ราวร้อยละ 50 เกิดจากไฟป่าครั้งใหญ่ในปี 2016 และ 2017 แต่ถึงแม้จะไม่มีไฟป่า ก็มีการสูญเสียพื้นที่ป่าราวร้อยละ 13 อยู่ดี ทีมนักวิจัยกล่าวว่า เราสามารถตีความเหตุการณ์เหล่านี้ได้ว่าเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และเรื่องที่น่าวิตกกังวลทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ

สาเหตุที่ก่อให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าระดับโลก

นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา ประเทศที่สูญเสียพื้นที่ป่าไม้มากที่สุด 4 ประเทศอยู่ที่ทวีปอเมริกาใต้ สถาบันทรัพยากรโลก (The World Resources Institute) ซึ่งได้ติดตามสถานการณ์พื้นที่ป่าของโลกเรื่อยมา รายงานว่ามีการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มขึ้นในประเทศบราซิล อินโดนีเซีย โคลัมเบีย เปรู และโบลีเวีย

นอกจากการเป็นที่อยู่อาศัยของบรรดาสรรพสัตว์และพืชพรรณชนิดต่างๆ แล้ว ป่ายังเป็นที่ที่มีความสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ โดยพื้นที่ป่าขนาดใหญ่อย่างป่าฝนแอมะซอนนั้นเป็นสถานที่ในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศมากเกินไป

ป่าแอมะซอน
เขื่อนบัลบินา เป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำ Uatumã ในพื้นที่ป่าฝนแอมะซอนของประเทศบราซิล เขื่อนแห่งนี้ทำให้เกิดเกาะ 3,546 แห่ง หลายเกาะเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ซึ่งแยกจากกันในบริเวณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่ป่าฝนที่เชื่อมต่อกัน ภาพถ่ายโดย EDUARDO M. VENTICINQUE

จากการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม บรรดานักวิจัยจาก Global Forest Watch ค้นพบว่า โลกได้สูญเสียพื้นที่ป่ากว่า 120,000 ตารางกิโลเมตร ในปี 2018 ในจำนวน 3,500 ตารางกิโลเมตรนั้นคือพื้นที่ป่าสมบูรณ์ (Primary Forest) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยถูกรบกวนจากกิจกรรมการพัฒนาพื้นที่ของมนุษย์ในช่วงสมัยปัจจุบัน พื้นที่ป่านี้จึงเป็นจุดที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์สายพันธุ์ต่างๆ โดยบางชนิด มนุษย์ก็อาจไม่เคยค้นพบมาก่อน

เฉพาะในประเทศบราซิลอย่างเดียว มีการสูญเสียพื้นที่ป่าสมบูรณ์ไปประมาณ 16,000 ตารางกิโลเมตร โดยกิจกรรมของมนุษย์ เช่นการถางป่าเพื่อการทำปศุสัตว์ การทำเหมืองแร่ การปลูกพืชเชิงเดี่ยว ก็เร่งให้สูญเสียพื้นที่ป่ามากขึ้น

นักกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมมีความกังวลในเรื่องพื้นที่ป่าแอมะซอนในบราซิลมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนับตั้งแต่ประธานาธิบดีคนใหม่ของบราซิล Jair Bolsonaro ดำรงตำแหน่งเมื่อปลายปีที่แล้ว เขาสัญญาว่าจะเปิดป่าแอมะซอนเพื่อการทำอุตสาหกรรมและลดงบประมาณเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมลง

อย่างไรก็ตาม ในรายงานเน้นย้ำว่าการสูญเสียพื้นที่ป่านั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ Bolsonaro จะครองตำแหน่งประธานาธิบดีเสียด้วยซ้ำ และยังเร็วไปที่จะสรุปว่านโยบายเหล่านี้จะเปลี่ยนหรือมีผลกับป่าแอมะซอนอย่างไร

นอกจากนี้ ในประเทศโคลัมเบียก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน โดยมีพื้นที่ป่าที่หายไปกว่า 117 ตารางกิโลเมตร เมื่อปีที่แล้ว

ในรายงานได้ระบุเพิ่มเติมว่า แม้จะมีหลายประเทศที่มีพันธะสัญญาในการลดการตัดไม้ทำลายป่า แต่ก็มีหลายประเทศในโลกซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของพื้นที่ป่าที่มีความเก่าแก่และมีความหลากหลายทางชีวภาพที่สุดในโลกหลายแห่ง มีแนวโน้มที่ดำเนินนโยบายเกี่ยวกับป่าไปผิดทาง


อ่านเพิ่มเติม การต่อสู้ของชนเผ่าแอมะซอนเพื่อความอยู่รอดของชาติพันธุ์

เรื่องแนะนำ

เป็ปซี่บนก้ามกุ้งล็อบสเตอร์สะท้อนปัญหาขยะทะเล

เป็ปซี่บนก้ามกุ้งล็อบสเตอร์สะท้อนปัญหา ขยะทะเล เรื่อง ซาร่าห์ กิบเบ็นส์ และเป็นอีกครั้งที่ย้ำเตือนให้เรารับรู้ว่า ขณะนี้มหาสมุทรกำลังเต็มไปด้วยขยะ กุ้งล็อบสเตอร์ที่ถูกจับได้จากอ่าว New Brunswick ในแคนาดา มีบางสิ่งบางอย่างที่น่าประหลาดใจบนก้ามของมัน…ลวดลายจากกระป๋องเป็ปซี่ สีสันจากกระป๋องน้ำอัดลมยี่ห้อดังปรากฏอยู่บนก้ามของมัน ท่ามกลางความสงสัยว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากอะไร ภาพถ่ายดังกล่าวนี้ถูกเผยแพร่โดยสำนักข่าว CBC ในแคนาดา และกลายเป็นไวรัลอย่างรวดเร็วบนโลกออนไลน์ ในฐานะสัญลักษณ์ที่ย้ำเตือนให้เราพึงระลึกไว้เสมอว่า เกิดอะไรขึ้นบ้างกับมหาสมุทรในปัจจุบัน จากรายงานข่าว กุ้งล็อบสเตอร์ตัวนี้ถูกจับขึ้นมาโดย Karissa Lindstrand ผู้ระบุว่าเธอจดจำยี่ห้อของน้ำอัดลมนี้ได้อย่างแม่นยำ เพราะดื่มทุกวัน และตลอด 4 ปีของการตกปลาในบริเวณนี้ เธอไม่เคยพบกับเหตุการณ์ทำนองนี้มาก่อน อย่างไรก็ตามสำหรับปัญหาขยะ เป็นปัญหาใหญ่ในพื้นที่ เพราะที่ New Brunswick สามารถพบขยะได้ตั้งแต่ผิวน้ำไปจนถึงก้นทะเล เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ภาพถ่ายของม้าน้ำตัวหนึ่งที่กำลังเอาหางเกี่ยวไม้ปั่นหูเอาไว้ เพิ่งจะกลายเป็นไวรัลย้ำเตือนถึง ปัญหาขยะทะเล ในปัจจุบัน ข้อมูลจากปี 2015 รายงานมีขยะราว 5.25 ล้านล้านตันล่องลอยอยู่ในมหาสมุทร ขยะเหล่านี้เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์ทะเลเพราะพวกมันเข้าใจผิดว่าเป็นอาหาร   อ่านเพิ่มเติม : ความรู้ประจำวัน : การเดินทางของไมโครพลาสติก, ความรู้ประจำวัน : กรุงไคโร เมืองแห่งขยะ

พลังงานน้ำ นวัตกรรมพันปีที่กลายเป็นแหล่งพลังงานทดแทนอนุภาพมหาศาลในปัจจุบัน

พลังงานน้ำ เป็นพลังที่มีอนุภาพมหาศาล ถูกมนุษย์นำมาใช้มานานนับศตวรรษ ในปัจจุบัน พลังงานน้ำ ถูกใช้เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างกว้างขวาง พลังงานน้ำ ได้ถูกใช้ประโยชน์มาแล้วหลายร้อยปี ทั้งกังหันน้ำสำหรับยกน้ำขึ้นสู่ที่สูงเพื่อใช้ประโยชน์ในครัวเรือน หมุนเครื่องจักรในโรงงานสีข้าว โรงงานทอผ้า และโรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยปัจจุบันนิยมใช้ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งเรียกว่า ไฟฟ้า พลังงานน้ำ พลังงานน้ำ (Hydropower) เป็นพลังงานรูปแบบหนึ่งโดยอาศัยกำลังจากการเคลื่อนที่ของน้ำ พลังงานของมวลน้ำที่เคลื่อนที่ได้ถูกมนุษย์นำมาใช้มานานนับศตวรรษ โดยได้มีการสร้างกังหันน้ำ (Water Wheel) เพื่อใช้ประกอบการงานต่าง ๆ ชาวอินเดียและโรมัน มีการประยุกต์ใช้กังหันน้ำในการโม่แป้งจากเมล็ดพืช ส่วนในจีนและตะวันออกมีการใช้พลังงานน้ำในการวิดน้ำเพื่อการชลประทาน โดยในช่วงทศวรรษที่ 1830 ซึ่งเป็นยุคที่การสร้างคลองเฟื่องฟู ก็ได้มีการประยุกต์เอาพลังงานน้ำมาใช้เพื่อขับเคลื่อนเรือขึ้นและลงจากเขา โดยอาศัยรางรถไฟที่ลาดเอียง อย่างไรก็ตามเนื่องจากการประยุกต์ใช้พลังงานน้ำในยุคแรกนั้นเป็นการส่งต่อพลังงานโดยตรง (Direct Mechanical Power Transmission) ทำให้การใช้พลังงานน้ำต้องอยู่ใกล้แหล่งพลังงาน เช่น น้ำตก เป็นต้น แต่ในปัจจุบันนี้พลังงานน้ำได้ถูกใช้เพื่อการผลิตกระแสไฟฟ้ากันอย่างกว้างขวาง ทำให้สามารถส่งต่อพลังงานไปใช้ในที่ห่างจากแหล่งน้ำได้ ประเภทของพลังงานน้ำ 01 พลังงานน้ำขึ้นน้ำลง มีพื้นฐานมาจากพลังงานศักย์และพลังงานจลน์ของระบบที่ประกอบด้วยดวงอาทิตย์ โลก และดวงจันทร์ สำหรับในการเปลี่ยนพลังงานน้ำขึ้นน้ำลงให้เป็นพลังงานไฟฟ้า คือเลือกแม่น้ำหรืออ่าวที่มีพื้นที่เก็บน้ำได้มากและพิสัยของน้ำขึ้นน้ำลงมีค่าสูง แล้วสร้างเขื่อนที่ปากแม่น้ำหรือปากอ่าว เมื่อน้ำลงมวลน้ำจะไหลออกจากอ่างเก็บน้ำ […]

เมื่อพายุมาทุกคนวิ่งหนี แต่พวกเขาพุ่งเข้าใส่เพื่อการวิจัย

หากต้องการตรวจสอบการทำงานของพายุ อย่างเฮอริเคนเออร์มาหรือเฮอริเคนฮาร์วีย์ บรรดานักล่าพายุเหล่านี้จำเป็นต้องพุ่งเข้าใส่ยังตาพายุ พวกเขาขับเครื่องบินฝ่าลมฝนอันเกรี้ยวกราด ซึ่งในบางครั้งมาพร้อมกับสายฟ้ารุนแรงและลูกเห็บ คลิปวิดีโอที่จะได้ชมนี้เป็นการทำงานของทีมนักล่าพายุโดย National Oceanic และ Atmospheric Administration ที่ทำการเก็บข้อมูลของพายุเฮอริเคนเออมาร์ พายุระดับ 5 หรือระดับที่มีความรุนแรงที่สุด ด้วยเกณฑ์ในการจำแนกกำลังลมที่มากกว่า 252 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งความรุนแรงของพายุเออร์มานั้นมีกำลังลมสูงถึง 297 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว กัปตันผู้ขับเครื่องบินตัดสินใจมุ่งหน้าสู่ใจกลางพายุ เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา พวกเขาเสี่ยงชีวิตเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลของความกดอากาศ, อุณหภูมิ, ความเร็วลม และทิศทาง ซึ่งข้อมูลทั้งหมดนี้ถูกเก็บโดยอุปกรณ์ที่เรียกว่า “Dropsondes” ตัวอุปกรณ์จะถูกปล่อยลงมาจากเครื่องบิน ซึ่งในการสำรวจเฮอริเคนเออร์มาล่าสุด พวกเขาปล่อย Dropsondes ไปจำนวนรวม 30 อัน ทั้งนี้เฮอริเคนเออร์มาจะมุ่งหน้าต่อไปยังทะเลแคริบเบียน โดยพายุเฮอริเคนลูกนี้นับได้ว่าเป็นเฮอริเคนลูกใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในมหาสมุทรแอตแลนติก   อ่านเพิ่มเติม :  ระบบสุริยะจักรวาลกว้างใหญ่แค่ไหน? ชายคนนี้จะมาจำลองให้ดู, ชมแผ่นน้ำแข็งทรงกลมค่อยๆ หมุนอยู่บนผิวน้ำ