ป่าแอมะซอน กำลังสูญเสียพื้นที่นับล้านตารางกิโลเมตร - National Geographic Thailand

ป่าแอมะซอนกำลังสูญเสียพื้นที่นับล้านตารางกิโลเมตร

ข้อมูลใหม่เผยให้เห็นรายละเอียดการสูญเสียพื้นที่ ป่าแอมะซอน ในประเทศบราซิลที่รวดเร็วอย่างน่าเจ็บปวด

ในปี 2018 กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์เป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียพื้นป่าหลายแห่งในโลก รวมไปถึง ป่าแอมะซอน ตามข้อมูลที่รวบรวม วิเคราะห์ และรายงานโดยกลุ่มนักวิจัยที่ชื่อว่า Global Forest Watch ในมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ (University of Merryland)

การตัดไม้โดยไม่มีการควบคุม เป็นเหตุของการสูญเสียพื้นที่ป่าโดยรวม โดยส่วนมากเป็นการตัดไม้เพื่อทำพื้นที่ปศุสัตว์ แต่กิจกรรมเชิงพาณิชย์อื่นๆ เช่นการทำเหมืองเร่และการปลูกพืชเชิงเดี่ยวก็เป็นสาเหตุสำคัญด้วยเช่นกัน การสูญเสียพื้นที่ป่าในปี 2018 ราวร้อยละ 50 เกิดจากไฟป่าครั้งใหญ่ในปี 2016 และ 2017 แต่ถึงแม้จะไม่มีไฟป่า ก็มีการสูญเสียพื้นที่ป่าราวร้อยละ 13 อยู่ดี ทีมนักวิจัยกล่าวว่า เราสามารถตีความเหตุการณ์เหล่านี้ได้ว่าเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ และเรื่องที่น่าวิตกกังวลทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ

สาเหตุที่ก่อให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าระดับโลก

นับตั้งแต่ปี 2001 เป็นต้นมา ประเทศที่สูญเสียพื้นที่ป่าไม้มากที่สุด 4 ประเทศอยู่ที่ทวีปอเมริกาใต้ สถาบันทรัพยากรโลก (The World Resources Institute) ซึ่งได้ติดตามสถานการณ์พื้นที่ป่าของโลกเรื่อยมา รายงานว่ามีการตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มขึ้นในประเทศบราซิล อินโดนีเซีย โคลัมเบีย เปรู และโบลีเวีย

นอกจากการเป็นที่อยู่อาศัยของบรรดาสรรพสัตว์และพืชพรรณชนิดต่างๆ แล้ว ป่ายังเป็นที่ที่มีความสำคัญในการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ โดยพื้นที่ป่าขนาดใหญ่อย่างป่าฝนแอมะซอนนั้นเป็นสถานที่ในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศมากเกินไป

ป่าแอมะซอน
เขื่อนบัลบินา เป็นเขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำ Uatumã ในพื้นที่ป่าฝนแอมะซอนของประเทศบราซิล เขื่อนแห่งนี้ทำให้เกิดเกาะ 3,546 แห่ง หลายเกาะเป็นเพียงเกาะเล็กๆ ซึ่งแยกจากกันในบริเวณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่ป่าฝนที่เชื่อมต่อกัน ภาพถ่ายโดย EDUARDO M. VENTICINQUE

จากการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม บรรดานักวิจัยจาก Global Forest Watch ค้นพบว่า โลกได้สูญเสียพื้นที่ป่ากว่า 120,000 ตารางกิโลเมตร ในปี 2018 ในจำนวน 3,500 ตารางกิโลเมตรนั้นคือพื้นที่ป่าสมบูรณ์ (Primary Forest) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยถูกรบกวนจากกิจกรรมการพัฒนาพื้นที่ของมนุษย์ในช่วงสมัยปัจจุบัน พื้นที่ป่านี้จึงเป็นจุดที่มีความหลากหลายทางระบบนิเวศและเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์สายพันธุ์ต่างๆ โดยบางชนิด มนุษย์ก็อาจไม่เคยค้นพบมาก่อน

เฉพาะในประเทศบราซิลอย่างเดียว มีการสูญเสียพื้นที่ป่าสมบูรณ์ไปประมาณ 16,000 ตารางกิโลเมตร โดยกิจกรรมของมนุษย์ เช่นการถางป่าเพื่อการทำปศุสัตว์ การทำเหมืองแร่ การปลูกพืชเชิงเดี่ยว ก็เร่งให้สูญเสียพื้นที่ป่ามากขึ้น

นักกิจกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมมีความกังวลในเรื่องพื้นที่ป่าแอมะซอนในบราซิลมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะนับตั้งแต่ประธานาธิบดีคนใหม่ของบราซิล Jair Bolsonaro ดำรงตำแหน่งเมื่อปลายปีที่แล้ว เขาสัญญาว่าจะเปิดป่าแอมะซอนเพื่อการทำอุตสาหกรรมและลดงบประมาณเพื่อการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมลง

อย่างไรก็ตาม ในรายงานเน้นย้ำว่าการสูญเสียพื้นที่ป่านั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ Bolsonaro จะครองตำแหน่งประธานาธิบดีเสียด้วยซ้ำ และยังเร็วไปที่จะสรุปว่านโยบายเหล่านี้จะเปลี่ยนหรือมีผลกับป่าแอมะซอนอย่างไร

นอกจากนี้ ในประเทศโคลัมเบียก็ประสบปัญหานี้เช่นกัน โดยมีพื้นที่ป่าที่หายไปกว่า 117 ตารางกิโลเมตร เมื่อปีที่แล้ว

ในรายงานได้ระบุเพิ่มเติมว่า แม้จะมีหลายประเทศที่มีพันธะสัญญาในการลดการตัดไม้ทำลายป่า แต่ก็มีหลายประเทศในโลกซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่ของพื้นที่ป่าที่มีความเก่าแก่และมีความหลากหลายทางชีวภาพที่สุดในโลกหลายแห่ง มีแนวโน้มที่ดำเนินนโยบายเกี่ยวกับป่าไปผิดทาง


อ่านเพิ่มเติม การต่อสู้ของชนเผ่าแอมะซอนเพื่อความอยู่รอดของชาติพันธุ์

เรื่องแนะนำ

ทะเล “เดดซี” ในจีนเปลี่ยนเป็นสีรุ้ง

ภาพถ่ายทางอากาศเผยให้เห็นสีสันอันสวยงามของทะเลสาบน้ำเค็มในจีน ที่ได้กลายเป็นทะเลสาบสีรุ้งไปแล้ว ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า Algae Bloom หรือการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็วของสาหร่ายในน้ำ โดยเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ส่งผลให้น้ำกลายเป็นสีสันแปลกตา ทะเลสาบน้ำเค็มแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น “เดดซี” แห่งประเทศจีน มีอายุเก่าแก่ถึง 500 ล้านปี ปริมาณเกลือในน้ำมากพอที่จะทำให้นักท่องเที่ยวสามารถลอยตัวอยู่ได้ อย่างไรก็ตามแม้สีสันจะสวยงามชวนถ่ายภาพ แต่การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในน้ำนี้อาจส่งผลให้ปลาและจุลินทรีย์พากันล้มตายได้   อ่านเพิ่มเติม : รวมฟุตเทจหายากของภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงที่สุด, พลังของมนุษยชาติ

โลกร้อน ส่งผลอย่างไรต่อมหาสมุทร

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะ โลกร้อน ส่งผลอย่างไรต่อมหาสมุทร มหาสมุทรเป็นแหล่งอาศัยขนาดใหญ่ที่สุดและมีผลในการช่วยควบคุมอุณหภูมิของโลก แต่ปัจจุบัน มหาสมุทรกำลังถูกคุกคามอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะ โลกร้อน ที่กำลังเปลี่ยนแปลงมหาสมุทรทั่วโลก ภาวะโลกร้อนส่งผลให้อุณหภูมิของมหาสมุทรอุ่นขึ้น และอุ่นขึ้นเรื่อยๆ จากผลสำรวจตลอด 15 ปีที่ผ่านมา มหาสมุทรของเราอุ่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลให้เกิดพายุที่รุนแรงขึ้น และทำลายแนวปะการังให้ตายลง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อาหารของสัตว์น้ำจำนวนมาก อุณหภูมิที่สูงขึ้นจากภาวะโลกร้อนยังส่งผลให้ระดับทะเลเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนั้นยังทำให้น้ำในมหาสมุทรมีความเป็นกรดมากขึ้นซึ่งจะไปกัดกร่อนทำลายแคลเซียมคาร์บอเนตในมหาสมุทร ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตจำพวกหอยไม่สามารถสร้างเปลือกแข็งห่อหุ้มร่างกายได้   อ่านเพิ่มเติม : 5 ตัวอย่างที่โดรนใต้น้ำกำลังช่วยปกป้องมหาสมุทรให้เรา, 91% ของพลาสติก ไม่ได้ถูกนำกลับมาใช้ใหม่

ลูกเพนกวินนับพันตัวกำลังหายไปเพราะแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาละลาย

ลูก เพนกวินจักรพรรดิ นับพันตัวต้องจมน้ำไปหลังจากที่แผ่นน้ำแข็งที่พวกมันเติบโตมาละลายเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย งานวิจัยฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal Antarctic Science เปิดเผยว่า นิคมที่อยู่อาศัยของ เพนเกวินจักรพรรดิ ที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกกำลังละลาย พร้อมกับลูกนกเพนเกวินที่หายไปหลังจากแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาเริ่มแตกกระจาย หลังจากหายนะการพังทลายของแผ่นน้ำแข็ง Halley Bay ซึ่งเคยเป็นนิคมที่อยู่อาศัยของเพนกวินจักรพรรดิที่ใหญ่ที่สุดในปี 2016 ก็ไม่พบว่ามีนกเพนกวินขยายพันธุ์ในพื้นที่ตรงนั้นอีก นอกจากนี้ หลังจากผ่านมา 3 ปี นกเพนกวินเหล่านี้ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ ในการสร้างประชากรขึ้นมาใหม่อีกครั้งเช่นกัน โดยปกติแล้ว เพนกวินจักรพรรดิ ราว 15,000-24,000 คู่ จะไปยังจุดผสมพันธุ์ที่ Halley Bay ซึ่งคิดเป็นจำนวนร้อยละ 5-9 ของจำนวนเพนกวินทั้งโลก แต่ทว่าในปัจจุบัน ไม่มีเพนกวินจักรพรรดิไปที่นั่นอีกแล้ว ตามคำกล่าวของนักเหล่าวิทยาศาสตร์จาก British Antarcic Survey ซึ่งพวกเขาค้นพบปรากฏการณ์น่าเศร้านี้จากภาพถ่ายทางอากาศเพื่อสำรวจประชากรเพนกวิน “ผมไม่เคยเห็นความล้มเหลวในการขยายพันธุ์ของเพนกวินแบบนี้มา 60 ปีแล้ว” ฟิล ทราธาน หัวหน้านักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ (conservation biology) ของ British Antarcic Survey ซึ่งเป็นผู้เขียนงานวิจัยนี้ […]