การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทำให้โลกทั้งใบเข้าสู่จุดพลิกผันอันตราย

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้โลกทั้งใบเข้าสู่จุดพลิกผันอันตราย

ภาพจากภารกิจ “ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่มีต่อระบบนิเวศและทางเคมีในสภาพแวดล้อมของทวีปอาร์กติกด้านแปซิฟิก” ของนาซา เมื่อปี 2011 ภาพถ่ายโดย KATHRYN HANSEN, NASA


นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า “ผู้คนคงไม่ตระหนักว่าเราเหลือเวลาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” ในการหยุดการเปลี่ยนแปลงที่ทำลายล้างและไม่อาจหวนคืนของระบบภูมิอากาศโลก แต่ก็ยังพอมีความหวังอยู่

โลกของเราได้ปรากฏหลักฐานของการเปลี่ยนแปลงระบบภูมิอากาศโลกที่กำลังดำเนินอยู่ซึ่งไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิม สถานการณ์นี้หมายความว่าเรากำลังอยู่ในสภาวะฉุกเฉิน ซึ่งอาจนำไปสู่จุดพลิกผัน (tipping point) ในระดับที่โลกทั้งระบบจะเปลี่ยนไปอย่างไม่อาจหวนคืน

สิ่งนี้อาจนำไปสู่ความเป็นไปได้ของ “ภัยคุกคามอารยธรรมโลก” ทิม เลนตัน และทีมงานผู้เขียนงานวิจัยในนิตยสาร Nature กล่าว

การล่มสลายของโลกทั้งระบบนี้อาจนำไปสู่สภาวะ “Hothouse Earth” ซึ่งเปรียบได้ว่าโลกทั้งใบเป็นเตาอบ อันเป็นสภาวะที่อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 5 องศาเซลเซียส ระดับทะเลเพิ่มขึ้นราว 6-9 เมตร ปะการังและป่าแอมะซอนหายไปอย่างสิ้นเชิง และพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกไม่สามารถอยู่อาศัยได้

นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกยังเตือนอีกว่า วิธีการตอบสนองสภาวะฉุกเฉินของโลกนี้คือต้องลดอุณหภูมิโลกให้ได้ 1.5 องศาเซลเซียส “ทั้งเสถียรภาพและความสามารถในการฟื้นฟูของโลกเราจะอยู่ในภาวะถูกคุกคาม” พวกเขากล่าว

(เชิญชมวิดีโออธิบายความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ที่นี่)

จากการคาดการณ์ทางทฤษฎีสู่ความเป็นจริง

แนวคิดเรื่องจุดพลิกผันของโลกเริ่มต้นเมื่อ 20 ปีที่แล้วโดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Intergovernmental Panel on Climate Change: IPCC) ซึ่งในช่วงเวลานั้นระบุว่า การสูญเสียทั้งแผ่นน้ำแข็งของทวีปอาร์กติกตะวันตก ป่าแอมะซอน และการละลายของชั้นดินเยือกแข็งคงตัว สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นจุดพลิกผันของภูมิอากาศโลกทั้งหมด โดยจุดพลิกผันจะเกิดขึ้นเมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกินกว่า 5 องศาเซลเซียส แต่รายงานของ IPCC เมื่อปีที่แล้วระบุว่า จุดพลิกผันนี้อาจเกิดขึ้นได้ในช่วง 1-2 องศาเซลเซียส และการเพิ่มของอุณหภูมิในทุกส่วนของโลกสามารถเพิ่มความเสี่ยงการเกิดจุดพลิกผันอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับภูมิอากาศโลกอีก 30 จุด เพียงแค่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียส ก็สามารถนำไปสู่จุดพลิกผันได้แล้ว และถึงแม้ว่าประเทศต่างๆจะทำตามความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่มีเป้าหมายเพื่อลดอุณหภูมิโลกลง แต่อุณหภูมิก็อาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 3 องศาเซลเซียสอยู่ดี

โลกร้อน อาจทำให้แนวปะการังหายไปภายใน 30 ปี

ดังนั้น การปล่อยคาร์บอนระดับโลก ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี จำเป็นต้องลดลงให้ได้ร้อยละ 7.6 ต่อปีนับตั้งแต่ปีนี้จนถึงปี 2030 เพื่อให้การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกใกล้เคียงกับ 1.5 องศาเซลเซียส ตามรายงานขององค์การสหประชาชาติที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

อุณหภูมิของโลกและระบบนิเวศนั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ทั้งพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ ชั้นบรรยากาศโลก มหาสมุทร แผ่นน้ำแข็ง สิ่งมีชีวิตเช่นต้นไม้ และผืนดิน สิ่งเหล่านี้ล้วนได้รับผลกระทบจากอุณหภูมิของโลกไม่มากก็น้อย ปฏิสัมพันธ์ท่ามกลางสิ่งต่างๆในภูมิอากาศโลกหมายถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆในธรรมชาติ เปรียบได้กับการที่ต้นไม้ใหญ่อายุราว 200 ปีล้มลงทับต้นไม้เบื้องล่างที่กำลังเติบโต ส่งผลสืบเนื่องกันไปเช่นเดียวกับโดมิโน

การประกาศสภาวะฉุกเฉินของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เป็นเรื่องสำคัญที่เราควรรู้ว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกมิได้เกิดจากการปล่อยคาร์บอนเพียงอย่างเดียว  แคเทอรีน ริชาร์ดสัน ศาสตราจารย์ด้านสมุทรศาสตร์ชีวภาพ มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน และผู้เขียนร่วมในรายงาน กล่าวและเสริมว่า ระบบนิเวศของโลก เช่น ป่าไม้ ภูมิภาคขั้วโลก และมหาสมุทร ล้วนมีบทบาทสำคัญ “เราจำเป็นต้องใส่ใจสิ่งเหล่านี้ค่ะ” ริชาร์ดสันกล่าวในการให้สัมภาษณ์

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
หลายครอบครัวจากเกาะปะการังวงแหวนอันห่างไกลของคิริบาตี อพยพโยกย้ายมาสู่ทางใต้ของเกาะตาระวาเพื่อเข้าถึงแหล่งงาน การศึกษา และการสาธารณสุข ส่งผลให้ประชากรที่นี่เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 50,000 คน บ่อยครั้งครอบครัวที่มาใหม่ถูกบีบให้ไปอาศัยอยู่ตามพื้นที่ชายขอบซึ่งมักเกิด นํ้าท่วมเมื่อนํ้าทะเลขึ้นสูง

การลดความเสี่ยงโดยจำกัดการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียสสามารถเป็นไปได้ด้วยการลดการปล่อยคาร์บอนให้เหลือศูนย์ ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30 ปี ในการบรรลุภาวะการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ริชาร์ดสันกล่าวและเสริมว่า “นั่นเป็นการประมาณการในแง่ดีที่สุด”

“ผมไม่คิดว่าผู้คนจะตระหนักได้ว่าเราเหลือเวลาอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น” โอเวน กาฟฟ์นีย์ (Owen Gaffney) นักวิเคราะห์ความยั่งยืนของโลกจากมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์ม กล่าวและเสริมว่า เราจะใช้เวลาหนึ่งหรือสองศตวรรษในการลดอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส และสามศตวรรษสำหรับการบรรลุสภาวะปลอดคาร์บอน ดังนั้น มันจึงเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินของโลกอย่างแท้จริง

“ถ้าไม่มีการดำเนินการอย่างเร่งด่วน ลูกหลานของเราก็ต้องได้รับมรดกเป็นโลกที่อันตรายและไร้เสถียรภาพอย่างยิ่ง” เขากล่าวเสริมในการให้สัมภาษณ์

ปัญหาทางเศรษฐกิจที่แพร่หลายไปทั้งโลก

รายงานขององค์การสหประชาชาติเมื่อเร็วๆนี้เผยว่า แม้สหรัฐอเมริกา แคนาดา จีน รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย อินเดีย ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ วางแผนการใช้พลังงานฟอสซิลสูงถึงร้อยละ 120 ภายในปี 2030  รัฐบาลจากประเทศเหล่านี้ก็ตกลงที่จะออกมาตรการไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ตามความตกลงปารีส อย่างไรก็ตาม รัฐบาลของประเทศเหล่านี้ยังกังวลถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเช่นเดียวกัน

การตัดไม้ทำลายป่าเป้นหนึ่งในปัจจัยที่ส่งผลให้เป็นหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลให้ปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศสูงขึ้น

รัฐบาลหลายประเทศให้น้ำหนักกับคำแนะนำทางเศรษฐกิจมากกว่าการสนับสนุนงานวิจัยหรือให้ทุนการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กาฟฟ์นีย์กล่าว

อย่างไรก็ตาม สเตฟานี ไฟเฟอร์ ประธานกรรมการบริหารของ Institutional Investors Group on Climate Change กล่าวว่า “การเข้าสู่จุดพลิกผันของภูมิอากาศโลก คือความเสี่ยงอันใหญ่หลวงของสินทรัพย์ทางการเงิน เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และชีวิตที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้” เธอเสริมว่า “เราจำต้องมีมาตรการเร่งด่วนอย่างยิ่งในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

มุมมองแห่งความหวัง

แม้จะมีความกังวลในเรื่องจุดพลิกผันของโลก แต่กระบวนการปลอดคาร์บอน (decarbonization) ระดับโลกได้เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2010 และยังคงอยู่ในระหว่างการรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส ตามรายงานที่ตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Research Letters เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม ที่ผ่านมา และในขณะที่การปล่อยคาร์บอนโดยรวมเพิ่มสูงขึ้น กระบวนการปลอดคาร์บอนก็เพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ และทำให้การปล่อยคาร์บอนนั้นเริ่มลดลง

วิธีการปลอดคาร์บอนโดยส่วนใหญ่เกิดจากพลังงานสะอาดทั้งหลาย ทั้งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งทำให้การทำตามความตกลงปารีสนั้นเป็นไปได้ “ถ้าเราดำเนินมาตรการอย่างจริงจังในเศรษฐกิจทุกภาคส่วน” แดเนียล แคมเมน (Daniel Kammen) ศาสตราจารย์ด้านพลังงานจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย วิทยาเขตเบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) กล่าว

ชั้นดินเยือกแข็งคงตัว
แอ่งบาตาไกกาในไซบีเรียตะวันออกกว้างเกือบหนึ่งกิโลเมตรและยังขยายออกเรื่อยๆ เป็นหนึ่งในแอ่งขนาดใหญ่ที่สุดหลายแห่งในอาร์กติก เมื่อชั้นดินเยือกแข็งคงตัวละลาย ดินจะทรุดตัวลง ทำให้เกิดแอ่งและทะเลสาบขึ้น

ด้านกาฟฟ์นีย์บอกว่า นอกจากนี้ยังมีจุดพลิกผันทางสังคมเกิดขึ้นเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากราคาตลาดของพลังงานทดแทนลดต่ำกว่าพลังงานฟอสซิลแล้ว “ราคาของพลังงานทดแทนลดลงเรื่อยๆ และประสิทธิภาพก็เริ่มดีขึ้นเช่นกัน นี่เป็นภาวะที่ดีจนหาที่เปรียบไม่ได้”

และในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา เกิดจุดพลิกผันด้านการตระหนักรู้ของสังคมในเรื่องนี้มากยิ่งขึ้น ทั้งจากปรากฏการณ์เกรตา ทูนแบร์ก (Greta Thunberg effect) ที่เยาวชนนับล้านคนทั่วโลกเดินขบวนประท้วงเพื่อเรียกร้องมาตรการเร่งด่วนในการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และในขณะเดียวกัน ทั้งบริษัททางการเงิน ภาคธุรกิจ และเมืองต่างๆ ได้เริ่มตั้งเป้าหมายที่มีเรื่องของภูมิอากาศเข้าไปเกี่ยวข้อง

“การหลอมรวมกันของจุดพลิกผันที่ดีเหล่านี้จะทำให้ช่วงทศวรรษ 2020 สามารถสร้างการเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ครับ” กาฟฟ์นีย์ทิ้งท้าย

เรื่อง STEPHEN LEAHY


อ่านเพิ่มเติม งานวิจัยเผย ขณะนี้โลกใช้พลังงานฟอสซิลมากเกินกว่าจะลดโลกร้อนได้สำเร็จพลังงานฟอสซิล

เรื่องแนะนำ

โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าแห่งบุรีรัมย์ ที่ฟื้นคืนฝูงนกกระเรียนพันธุ์ไทยจากการสูญพันธุ์

โครงการอนุรักษ์สัตว์ป่าที่การฟื้นคืนฝูง นกกระเรียน พันธุ์ไทยจากการสูญพันธุ์ และทำให้ชาวบ้านหันมาทำนาอินทรีย์กันทั้งชุมชน โลกของเรามี นกกระเรียน 15 ชนิด ตั้งแต่นกกระเรียนพันธุ์ยุโรป นกกระเรียนพันธุ์ไซบีเรีย นกกระเรียนพันธุ์ออสเตรเลีย นกกระเรียนกู่แห่งทวีปอเมริกา มาจนถึงนกกระเรียนพันธุ์ไทย (Eastern Sarus Crane) ที่มีขนาดใหญ่โตที่สุด เมื่อโตเต็มวัย โดยมีความสูงถึง 1.8 เมตร จึงนับเป็นนกบินได้ที่สูงที่สุดในโลก เชื่อว่าทุกคนรู้จักชื่อนกกระเรียน แล้วรู้หรือไม่ว่า นกกระเรียนพันธุ์ไทย เคยสาบสูญไปจากธรรมชาติเมืองไทยนานถึง 50 ปี แต่ตอนนี้พวกมันได้กลับมาแล้ว ซึ่งเกิดจากน้ำพักน้ำแรงของเหล่านักอนุรักษ์ และชาวนาแห่งอ่างเก็บน้ำห้วยจรเข้มาก จังหวัดบุรีรัมย์ ใน ‘โครงการการปล่อย นกกระเรียน พันธุ์ไทยคืนสู่ธรรมชาติ’ เมื่อ 50 ปีก่อน บริเวณนี้คือ พื้นที่ชุ่มน้ำ แหล่งอยู่อาศัยตามธรรมชาติอันสมบูรณ์ของเหล่านกกระเรียน มาวันนี้เมื่อทุกอย่างเปลี่ยนไปจากหนองน้ำกลายเป็นทุ่งนา ความเป็นอยู่ของชาวบ้านถูกชี้วัดด้วยผลผลิตข้าวจำนวนมหาศาลในแต่ละปี ฉะนั้นการกลับมาของฝูงนกกระเรียนจึงเป็นความท้าทายของทั้งนกและคน ความท้าทายของการเพาะพันธุ์นกกระเรียน เลี้ยงดูให้เติบโตอและเตรียมความพร้อมให้พวกมันออกไปใช้ชีวิตได้ตามธรรมชาติว่ายากแล้ว แต่การทำงานร่วมกับชาวบ้านเจ้าของที่นาในปัจจุบันนั้นยากยิ่งกว่า เพราะความสำเร็จของภารกิจนี้คือ นกต้องอยู่รอดได้ด้วยตัวเองในธรรมชาติ ดังนั้นชาวบ้านในชุมชนจึงต้องเข้าใจและเต็มใจทำมาหากิน ไปพร้อมกับนกกระเรียนที่มาหากินและอยู่อาศัยในพื้นที่นาของตัวเอง จากจุดเริ่มต้นโครงการ ใน พ.ศ. […]

ปะการังกินขยะพลาสติก แทนอาหารตามธรรมชาติ

การศึกษาล่าสุดพบว่า อนุภาคเล็กๆ ของพลาสติกอาจเป็นตัวการนำเชื้อก่อโรคที่ส่งผลให้ปะการังป่วยหรือตายได้ นักวิทยาศาสตร์พบว่า ปะการังกินขยะพลาสติก ชิ้นเล็กๆ เข้าไป และที่แย่ไปกว่านั้นคือ ดูเหมือนว่าพวกมันเลือกกินขยะพลาสติกชิ้นเล็กๆ หรือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “ไมโครพลาสติก” มากกว่าอาหารตามธรรมชาติ แม้ว่าพลาสติกเหล่านี้มีแบคทีเรียที่อาจคร่าชีวิตได้ก็ตาม การศึกษาล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the Royal Society B: Biological Sciences รายงานการสำรวจปะการังที่อยู่แถบชายฝั่งโรดไอแลนด์ พบว่า ที่ผ่านมา ปะการังในทะเลเขตร้อนเริ่มคุ้นเคยกับการกินไมโครพลาสติกมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อพวกมันเอง ผลการสำรวจล่าสุดพบว่า ไมโครพลาสติกเป็นสิ่งที่พบได้ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่ยอดภูเขาสูงไปจนถึงส่วนที่ลึกที่สุดของมหาสมุทร สิ่งมีชีวิตหลายชนิด ตั้งแต่ปลาไปจนถึงนกต่างกินไมโครพลาสติกเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ ไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ที่กินไมโครพลาสติกผ่านการปนเปื้อนในแหล่งน้ำและอาหาร แรนดี โรตชัน นักชีววิทยาแนวปะการัง มหาวิทยาลัยบอสตัน หัวหน้าทีมวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ในช่วงแรกที่ทำวิจัยเรื่องระบบนิเวศทางทะเล เธอไม่คาดหวังการวิจัยที่เกี่ยวกับผลกระทบจากพลาสติก แต่พลาสติกเหล่านี้ปรากฏในการวิจัยอยู่เนืองๆ จนไม่สามารถเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ได้ เมื่อคุณศึกษาระบบนิเวศหรือสิ่งมีชีวิตในทะเล คุณมักพบกับไมโครพลาสติกอยู่เสมอ ร้ายยิ่งกว่าอาหารขยะ โรตชันและทีมวิจัยเก็บตัวอย่างปะการังชนิด Astrangia poculata จากสี่โคโลนีที่อยู่นอกชายฝั่งแอตแลนติก จากแมสซาชูเซตส์ไปจนถึงอ่าวเม็กซิโก พวกเขาเลือกบริเวณนอกชายฝั่งของโรดไอแลนด์เป็นพื้นที่ศึกษา เพราะใกล้กับเมือง ซึ่งคาดว่าเป็นแหล่งที่ได้รับผลกระทบจากพลาสติกผ่านมลพิษทางน้ำ เมื่อกลับมายังห้องปฏิบัติการ […]

มูลนิธิสืบนาคะเสถียร: ก้าวข้ามภารกิจเดิม

“ภารกิจสืบทอดเจตนารมณ์ของพี่สืบในเบื้องต้น 30 ปีนี้ ผมว่าเราไม่มีอะไรติดค้างพี่สืบแล้ว วันนี้ผืนป่าอนุรักษ์ที่พี่สืบเองเสนอให้มีพื้นที่ป่าอย่างน้อยร้อยละ 20 ตอนนี้เรามีการจัดตั้งผนวกรวมพื้นที่ป่าเป็นป่าอนุรักษ์เกือบจะร้อยละ 25 ตามแผนการจัดการป่าไม้แห่งชาติ เกินเป้าที่พี่สืบเคยฝันแล้ว” ศศินบอกผมเช่นนั้น ตลอดช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ผมคิดว่าการกำหนดแผนยุทธศาสตร์อย่างมีส่วนร่วมทุกสี่ปี ทั้งด้านเป้าหมายแผนการทำงาน และการพัฒนาองค์กร ล้วนเป็นจุดเด่นในการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทำให้มูลนิธิปรับองค์กรได้ตามยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง ทำงานอย่างมืออาชีพมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังเปิดกว้างให้คนรุ่นใหม่จากหลากหลายวงการเข้ามาร่วมทำงานอนุรักษ์มากขึ้น ทั้งที่เป็นกรรมการและเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิฯ เมื่อถึงปีที่ 30 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร นอกจากจะยังคงทำงานสืบสานงานอนุรักษ์เรื่องการรักษาป่าผืนใหญ่แล้ว “เราต้องการเป็นองค์กรสื่อสารเรื่องงานอนุรักษ์กับสังคมอีกด้วย” ภาณุเดช เกิดมะลิ เลขาธิการมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร เล่าให้ผมฟัง “เราถึงพยายามแตะประเด็นสิ่งแวดล้อมในระดับโลกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโลกร้อนหรือวิกฤติการสูญพันธุ์ ซึ่งเป็นความเห็นร่วมกันของเจ้าหน้าที่มูลนิธิรุ่นปัจจุบัน” วิสัยทัศน์ดังกล่าวปรากฏอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ พ.ศ. 2563 – 2566 ของมูลนิธิฉบับล่าสุดและยังพยายามยกระดับการจัดการป่าตะวันตกทั้งผืนที่มีขนาดราว 20 ล้านไร่ให้ได้มาตรฐานเดียวกับพื้นที่มรดกโลก ซึ่งจำเป็นต้องมีการสร้างระบบติดตามข้อมูลการเปลี่ยนแปลงสภาพการใช้ประโยชน์ของชุมชนที่ตั้งถิ่นฐานในป่าทั้ง 131 ชุมชน และเข้าไปส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน ให้ดำเนินอาชีพที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงทดลองใช้กลไกเศรษฐศาสตร์ใหม่ ๆ เช่น ระบบตอบแทนคุณระบบนิเวศ (payment for ecosystem services) […]