บรรดาสัตว์นับล้านสายพันธุ์กำลังเสี่ยงต่อการเป็น สัตว์สูญพันธุ์ เนื่องจากมนุษย์

บรรดาสัตว์นับล้านสายพันธุ์กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เนื่องจากมนุษย์

การประเมินและรวบรวมข้อมูลในระดับโลกบ่งชี้ว่า โอกาสในการปกป้องความหลากหลายทางระบบนิเวศ สัตว์สูญพันธุ์ และโลกที่อุดมสมบูรณ์นั้นเริ่มหมดลง แต่ยังพอมีทางแก้ปัญหาอยู่บ้าง

องค์การสหประชาชาติออกโรงเตือนว่า บรรดามนุษย์เป็นเหตุให้สายพันธุ์สัตว์นับล้านชนิดต้องกลายเป็น สัตว์สูญพันธุ์ ไปในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวจะส่งผลร้ายทั้งเผ่าพันธุ์มนุษย์และทุกชีวิตที่เหลืออยู่บนโลก

รายงานที่ชื่อว่า รายงานการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศระดับโลก ได้รวบรวมแหล่งข้อมูลจากรัฐบาลและวิทยาศาสตร์กว่า 1500 แหล่งข้อมูล โดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 145 คน จาก 50 ประเทศทั่วโลก รายงานฉบับนี้มองถึงสภาวะของความหลากหลายทางชีวภาพบนโลกในอีก 15 ปีข้างหน้า

บรรดาผู้เขียนรายงานนี้พบว่า สาเหตุของการเสื่อมถอยของธรรมชาติบนโลกเกิดจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ เช่น การเปลี่ยนสภาพที่ดิน การตัดไม้ทำลายป่า การทำประมงเกินขนาด การล่าสัตว์ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ มลภาวะ และการรุกรานของสัตว์ต่างถิ่น

นอกจากนี้ บรรดาสัตว์ราว 8.7 ล้านสายพันธุ์ (หรือาจมากกว่านี้) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “สายใยสนับสนุนความปลอดภัยของชีวิต” (Life supporting Safety Net) ซึ่งมีทั้งแหล่งอาหาร น้ำสะอาด อากาศ พลังงาน และอื่นๆ กำลังหร่อยหรอลงไป

สัตว์สูญพันธุ์
จำนวนประชากรของแพนด้ายักษ์เพิ่มขึ้นมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงสถานะของมันจากบัญชีแดงไอยูซีเอ็น (แสดงสถานะการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิต) จาก “สิ่งมีชีวิตที่ใกล้การสูญพันธุ์ (endangered) ” มาเป็น “มีแนวโน้มใกล้สูญพันธุ์ (vulnerable) ” เมื่อปี 2016 ภาพถ่ายโดย JOEL SARTORE, NATIONAL GEOGRAPHIC PHOTO ARK

โลกแห่ง “สารข้นเหนียวสีเขียว”

ในโลกใต้ทะเล บรรดาสิ่งมีชีวิตตัวน้อยอาจจะเหลือเป็นเพียงแต่สารห่อหุ้มตัวข้นเหนียวสีเขียว (green slime) ป่าไม้เขตร้อนในพื้นที่ห่างไกลบางแห่งใกล้เงียบงันเพราะไม่มีมวลหมู่แมลงที่คอยส่งเสียง ทุ่งหญ้าเขียวขจีกำลังกลายเป็นทะเลทราย กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ส่งผลให้พื้นที่ต่างๆ ของโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงมากกว่าร้อยละ 75 และพื้นที่มหาสมุทรกว่าร้อยละ 66 ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ครอบคลุมโลกของเรามากที่สุด กำลังทุกข์ทนจากผลกระทบที่เกิดมากมนุษย์

“มนุษย์เรากำลังกัดกร่อนสุดยอดรากฐานทางเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ ความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และคุณภาพชีวิตของคนทั่วโลก” เซอร์ โรเบิร์ต วัตสัน ประธานนโยบายเวทีวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลนานาชาติทางชีวภาพและระบบนิเวศ (The Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services – IPBES) กล่าวและเสริมว่า “ความกังวลส่วนตัวของผมคือสภาวะของมหาสมุทร ทั้งพลาสติก พื้นที่มรณะทางทะเล (Dead Zone) การทำประมงเกินขนาด ความเป็นกรด (acidification) เรากำลังทำลายมหาสมุทรอย่างมหาศาล”

ปกป้องบรรดาสัตว์ให้มากกว่านี้

การปกป้องธรรมชาติและรักษาสายพันธุ์สัตว์ คือการปกป้องพื้นดิน พืชน้ำ และสัตว์ที่ต้องอยู่รอด โจนาธาน ไบล์ลี รองประธานบริหารและหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของสมาคมเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก กล่าว การปกป้องพื้นที่โลกได้ครึ่งหนึ่งภายในปี 2050 ด้วยการบรรลุเป้าหมายระหว่างทางคือ คือปกป้องพื้นที่โลกให้ได้ร้อยละ 30 ภายในปี 2030

สัตว์สูญพันธุ์
เต่ากระถูกบัญญัติให้เป็นสัตว์ที่วิกฤติต่อการสูญพันธุ์ (critically endangered) ในบัญชีแดงไอยูซีเอ็น โดยการค้ากระดองเต่า การเก็บไข่เพื่อไปเป็นอาหาร และการทำลายปะการัง เป็นสาเหตุที่ทำให้พวกมันมีจำนวนลดลง ภาพถ่ายโดย JOEL SARTORE, NATIONAL GEOGRAPHIC PHOTO ARK

รายงานดังกล่าวสรุปว่า เพื่อปกป้องธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ สังคมเราต้องเปลี่ยนความสนใจในการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวมาสู่เป้าหมายทางธรรมชาติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย แต่จะง่ายมากขึ้นถ้ามีหลายๆ ประเทศเปลี่ยนจากการพัฒนาการทางเศรษฐกิจบนพื้นฐานความเข้าใจที่ว่า ธรรมชาติคือรากฐานของการพัฒนา การวางแผนโดยยึดเอาธรรมชาติเป็นฐานจะเป็นจุดเริ่มต้นของคุณภาพชีวิตที่ดีและลดผลกระทบในแง่ลบได้มาก

นอกจากนี้ ในรายงานดังกล่าวชี้ว่า บรรดาชนเผ่าท้องถิ่นทั่วโลก ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติ มีความสามารถในการปกป้องและจัดการธรรมชาติมากกว่ารัฐบาลหรือองค์กรความร่วมมือใดๆ ซึ่งรัฐบาลในแต่ละประเทศต้องช่วยเหลือพวกเขาในแง่ของการจัดการให้สิทธิที่ดินทำกิน และไม่รุกรานพวกเขา

“ชนเผ่าท้องถิ่นเป็นผู้ให้ความร่วมมือคนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นของโลก” – โฆฆี การินโญ ที่ปรึกษาอาวุโสด้านนโยบายของโครงงานป่ามนุษย์ (Forest People Program) ขององค์การสิทธิมนุษยชน กล่าว

อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปี 2020 จะมีการประชุมของสหประชาชาติที่ชื่อว่า การประชุมว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งจะจัดขึ้นที่ประเทศจีน บรรดานักวิทยาศาสตร์คาดหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะทำให้เกิดข้อตกลงระหว่างประเทศเพื่อปกป้องธรรมชาติของโลก เช่นเดียวกับข้อตกลงปารีสที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสภาพภูมิอากาศของโลก

“หลักฐาน [ที่ได้ปรากฏในรายงาน] นั้นมีความชัดเจนอย่างยิ่ง อนาคตจะกลายเป็นเรื่องเลวร้ายถ้าเราไม่ทำอะไรเสียตั้งแต่ตอนนี้ จะไม่มีอนาคตสำหรับเรา หากไม่มีธรรมชาติ” ซานดรา ดิอาซ หนึ่งในผู้เขียนรายงาน กล่าว

เรื่องโดย 


อ่านเพิ่มเติม บรรดาสัตว์น้ำในท้องทะเลกำลังสูญพันธุ์เร็วกว่าที่คิดสัตว์น้ำ

เรื่องแนะนำ

เขื่อนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว

"เขื่อน" ความหวังที่จะสร้างแหล่งพลังงานอันสมบูรณ์ต้องแลกมากับผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม, พื้นดินที่ยุบตัว ไปจนถึงชาวบ้านที่หมดทางทำมาหากิน

เมื่อไต้หวันเปลี่ยนจักรยานยนต์นับแสนคันเป็น สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า เพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน

 Gogoro สตาร์ทอัพ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า ที่ทำให้ชาวไต้หวันเปลี่ยนมาใช้ สกู๊ตเตอร์ไฟฟ้า แทนจักรยานยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิล ด้วยการสร้างสถานีสลับแบตเตอรี เกือบ 2,000 แห่งทั่วประเทศ ไต้หวันมีประชากรเพียง 23 ล้านคน ในขณะที่มีจำนวนสกู๊ตเตอร์ทั่วประเทศอยู่ถึง 14 ล้านคัน เท่ากับว่าในประชากร 2 คน หนึ่งคนเป็นเจ้าของสกู๊ตเตอร์ สกู๊ตเตอร์คือมอเตอร์ไซต์ขนาดเบา ที่มีล้อเล็ก ทำให้สามารถใช้งานในเมืองได้สะดวกกว่ามอเตอร์ไซต์ขนาดปกติ แต่อย่างไรก็ตามสกู๊ตเตอร์เหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันปิโตรเลียม เชื้อเพลิงฟอสซิลไม่ต่างกัน ข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ระบุออกมานานนับศตวรรษแล้วว่า สภาวะเรือนกระจกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ถูกปล่อยออกมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภูมิอากาศโลก ด้วยการเข้าไปปกคลุมชั้นบรรยากาศ ส่งผลให้อุณหภูมิสูงโลกขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากนี้ ฝุ่นพิษ PM 2.5 ความเลวร้ายทางสภาพอากาศล่าสุดที่คนไทยส่วนใหญ่เพิ่งทำความรู้จักและตระหนักเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ก็มีสาเหตุหนึ่งมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระบบคมนาคมเช่นกัน ดังนั้นประเทศที่มีขนาดเล็กกว่าไทยถึง 14 เท่าอย่างไต้หวัน แต่มีจำนวนจักรยานยนต์น้อยกว่าเพียงไม่กี่ล้านคัน (ประเทศไทยมีจำนวนจักรยานประมาณ 20 ล้านคัน) จึงประสบปัญหาภาวะทางอากาศอย่างรุนแรงเช่นกัน มีการคาดการณ์ว่ามลพิษ PM 2.5 ของไต้หวันกว่า 20 เปอร์เซ็นต์มาจากจักรยานยนต์ แม้โดยทั่วไปแล้วพวกมันจะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยกว่ารถยนต์และประหยัดน้ำมันมากกว่า แต่ก็ปล่อยไฮโดรคาร์บอนมากกว่าซึ่งจะสร้างหมอกควันไนโตรเจนออกไซด์และคาร์บอนมอนอกไซด์ แต่นั่นคืออดีต… […]

World Update: นักวิจัยสร้างเอนไซม์ที่ ย่อยสลายพลาสติก ได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน

นักวิจัยสร้างเอนไซม์ที่ย่อยสลายพลาสติกได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน ความหวังใหม่ในการแก้ไขปัญญาวิกฤตพลาสติกทั่วโลก วิศวกรเคมี ฮาล อัลเปอร์ (Hal Alper) จากมหาวิทยาลัยเท็สซัสในเมืองออสติน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาเอนไซม์แบบใหม่ที่ย่อยสลายขยะพลาสติกได้ภายในไม่กี่สัปดาห์และบางกรณีไม่ถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งออกแบบโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นความหวังใหม่ในการแก้ไขปัญญาวิกฤตมลพิษพลาสติกทั่วโลก “มีความเป็นไปได้มากที่อุตสาหกรรมต่างๆ จะใช้ประโยชน์จากกระบวนการรีไซเคิลวิธีนี้” อัลเปอร์กล่าวถึงในรายงานพร้อมเสริมว่า “นอกเหนือจากอุตสาหกรรมการจัดการขยะที่แน่นอนแล้ว สิ่งนี้ยังเปิดโอกาสให้องค์กรจากทุกภาคส่วนสามารถรีไซเคิลผลิตภัณฑ์ของตนได้ ด้วยแนวทางที่ยั่งยืนมากขึ้นเหล่านี้ จะทำให้เราสร้างเศรษฐกิจพลาสติกหมุนเวียนได้อย่างแท้จริง”  ความพยายามครั้งที่ผ่านๆ มาในการใช้เอนไซม์จัดการพลาสติกนั้นมักมีข้อจำกัดหลายประการ มีทั้งความ ‘อ่อนแอ’ ของตัวเอนไซม์เองไปจนถึงอุณหภูมิและช่วง pH ที่ทำงานได้ และอัตราการเกิดปฏิกิริยาที่ช้า แต่เอนไซม์ตัวใหม่นี้สามารถย่อยสลายได้แม้แต่ในที่ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 50 องศาเซลเซียส พวกเขาเรียกเอนไซม์ใหม่นี้ว่า “FAST-PETase” ทีมงานระบุคุณสมบัติของมันว่า “เสถียรและทนทาน” มันสามารถย่อยสลายพลาสติกประเภท PET ซึ่งเป็นพลาสติกที่ถูกใช้มากที่สุดชนิดหนึ่ง ตั้งแต่สิ่งทอไปจนถึงขวดน้ำ คิดเป็นร้อยละ 12 ของขยะพลาสติกทั้งหมดบนโลก  “เมื่อพิจารณาถึงการใช้งานเพื่อทำความสะอาดสิ่งแวดล้อม คุณต้องมีเอนไซม์ที่สามารถทำงานในที่ที่มีอุณหภูมิหลากลาย” อัลเปอร์กล่าว “คุณสมบัตินี้เป็นจุดที่เทคโนโลยีของเรามีข้อได้เปรียบอย่างมากในอนาคต” ในขณะที่แอนดรูว์ เอลลิงตัน ศาสตราจารย์ประจำศูนย์ระบบชีววิทยาสังเคราะห์หนึ่งในทีมวิจัยเสริมว่า “งานนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของการรวบรวมความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ ตั้งแต่ชีววิทยาสังเคราะห์ วิศวกรรมเคมี […]

อัญมณีด้านสิ่งแวดล้อมในรัสเซีย

ประวัติศาสตร์ด้านมืดของสิ่งแวดล้อมในรัสเซียซุกซ่อนความน่าประหลาดใจเอาไว้ นั่นคือดินแดนพิสุทธิ์อันกว้างใหญ่ไพศาลเกือบ 350,000 ตารางกิโลเมตร ที่ได้รับการปกปักรักษาจากมนุษย์มานานนับร้อยปี