ปะการังเทียม ช่วยสัตว์ทะเลปรับตัวในสภาวะน้ำทะเลที่อุ่นขึ้น-National Geographic Thailand

ปะการังเทียมช่วยปลาเขตร้อนปรับตัวในการเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ

ซากเรือในทะเลของมลรัฐนอร์ทแคโรไลนาถูกล้อมรอบไปด้วยฝูงปลา และมีฉลามที่มีจำนวนประชากรคงที่ว่ายอยู่ล้อมรอบ ซากเรือได้กลายเป็นปะการังเทียมที่ช่วยรักษาชีวิต และเป็นที่อยู่ของสัตว์ทะเลที่ต้องอาศัยอยู่กับน้ำทะเลที่กำลังอุ่นขึ้น ภาพถ่ายโดย DAVID DOUBILET, NAT GEO IMAGE COLLECTION


ในสภาวะที่น้ำทะเลกำลังอุ่นขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อปะการัง ซากเรืออับปาง ที่เป็น ปะการังเทียม สามารถเป็นที่อาศัยหลบภัยของบรรดาสัตว์ทะเลได้

งานศึกษาชิ้นใหม่ที่ปรากฏในวารสาร Nature Communication Biology โดยเทย์เลอร์ แพกซ์ตัน นักนิเวศวิทยาจาก ศูนย์วิทยาศาสตร์มหาสมุทรชายฝั่งในเมืองโบฟอร์ต มลรัฐนอร์ทแคโรไลนา และเอเวอรี แพกซ์ตัน นักนิเวศวิทยาทางทะเลของ ห้องปฏิบัติการทางทะเล มหาวิทยาลัยดุค (the Duke University Marine Laboratory) แสดงให้เห็นว่า ปะการังเทียมในน้ำลึกของชายฝั่งในมลรัฐนอร์ทแคโรไลนา สามารถเพิ่มจำนวนปลาเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนในทางตอนเหนือของพื้นที่ชายฝั่งได้ โดยการค้นพบครั้งนี้มีความเกี่ยวข้องอย่างมีสำคัญสำหรับสายพันธุ์ปลาที่อยู่ในน้ำอุ่น

 

เนื่องจากอุณหภูมิของมหาสมุทรสูงขึ้น ปะการังเทียมสามารถช่วยเหลือการย้ายถิ่นเพื่อค้นหาที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมสำหรับสายพันธุ์สัตว์เหล่านี้ได้ในอนาคต

ปะการังเทียม
ปลากำลังว่ายในซากเรือเบนวูด (Benwood) เรือซึ่งจมในมลรัฐฟลอริดาเมื่อปี 1942 ซึ่งในขณะนี้ได้ทำหน้าที่เป็นปะการังเทียมเรียบร้อยแล้ว ภาพถ่ายโดย DAVID DOUBILET, NAT GEO IMAGE COLLECTION

ปะการัง ที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ (และเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ)

ปะการังหิน (rocky reef) ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติบริเวณชายฝั่งในมลรัฐนอร์ทแคโรไลนามีลักษณะใกล้เคียงกับแนวปะการัง แต่ปะการังเขตร้อน (tropical reef) นั้นไม่เหมือนปะการังหินที่โครงสร้างของมันเกิดขึ้นจากหิน หรือสารตั้งต้นที่ไม่มีชีวิตประเภทอื่นๆ ซึ่งปะการังหินนั้นสามารถก่อรูปทรงได้หลายแบบ มันสามารถมีลักษณะแบนราบ หรือมีรูปร่างกระจายตัวเป็นหย่อมๆ ในก้นทะเล ในขณะที่ปะการังในเขตอบอุ่น (temperate reef) จะก่อตัวอยู่ตามแนวหน้าผาหรือแนวหินที่ยื่นออกมาจากไหล่ทวีป

โดยสิ่งที่มาช่วยเสริมปะการังเหล่านี้คือปะการังเทียม ซึ่งมีทั้งซากเรือล่ม หรือสิ่งของที่มนุษย์จงใจทิ้งลงทะเลเพื่อให้เป็นปะการัง เช่น ท่อคอนกรีต เสาค้ำสะพาน และเรือโยงที่ปลดระวางแล้ว

แม้ว่าความนิยมปะการังเทียมจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ใช่ของใหม่ มนุษย์ได้สร้างปะการังเทียมโดยบังเอิญในยามที่พวกเขาได้ออกไปสำรวจทะเล (และก็มีเรือที่ล่มในระหว่างกระบวนการสำรวจนั้น) ในช่วงคริสต์ศตวรรษ ที่ 1800 ชาวประมงบางคนได้ทิ้งท่อนซุงลงในแม่น้ำเพื่อให้เป็นที่อยู่อาศัยของปลาที่พวกเขาต้องการจับ โรเบิร์ต มารทอร์ นักชีววิทยาทางทะเลของ หน่วยงานทรัพยากรธรรมชาติแห่งมลรัฐเซาท์แคโรไลนา กล่าวและเสริมว่า “ปะการังเทียมส่วนใหญ่เกิดจากการทำประมง การใช้ปะการังเพื่อวัตถุประสงค์อื่นเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อมานานมานี้”

ปลาที่อยู่ห่างไกล

เหล่านักวิทยาศาสตร์ทำการสำรวจโดยการดำน้ำ พบว่า บรรดาปลาในพุ่มปะการังใช้ปะการังเทียมเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย แต่สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่รู้คือ ปะการังเทียมนั้นให้ประโยชน์ในทางธรรมชาติกับบรรดาปลาเหล่านี้หรือไม่ อย่างไร ทั้ง เทย์เลอร์แพกซ์ตัน, เอเวอรี แพกซ์ตัน และทีมงานการศึกษาปะการัง 30 แห่งในมลรัฐนอร์ทแคโรไลนาโดยการดำน้ำลงไปใต้ทะเล และวางสายวัด (measuring tape) เพื่อนับจำนวนปลาที่ว่ายข้ามสายวัดไป และพวกเขาได้ทำการนับจำนวนซ้ำเช่นนี้อย่างน้อย 4 ครั้งต่อปี ในช่วงระหว่างปี 2013 ถึง 2015 เพื่อตรวจจับผลที่แตกต่างออกไปในแต่ละฤดู

ปะการังเทียม
ซากเรือซึ่งจมอยู่ที่ คีย์ ลาร์โก ในมลรัฐฟลอริดา คือปะการังเทียมสำหรับกลุ่มปลา smallmouth grunts โดยสะพานเรือนั้นถูกหุ้มไปด้วยปะการังที่สวยงาม และฟองน้ำที่กำลังเติบโต ภาพถ่ายโดย DAVID DOUBILET, NAT GEO IMAGE

แพกซ์ตันประหลาดใจกับความหลากหลายของปลาเขตร้อนที่พบในปะการังด้วย

“ฉันเห็นปลาผีเสื้อ และปลาสินสมุทร ตอนนั้นฉันคิดว่า ภาพที่เห็นนั้นจริงหรือเปล่า แต่มันก็มีปลาพวกนั้นจริงๆ” แพกซ์ตันกล่าว

เมื่อกลับมาที่ห้องปฏิบัติการ บรรดานักวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปิดเผยว่า ปลาเขตร้อนและกึ่งเขตร้อนนั้นสามารถสร้างบ้านของมันในปะการังเทียมได้หรือไม่ ผลที่ได้มานั้นน่าสนใจ เพราะปลาก็นิยมอยู่ปะการังที่อยู่ในน้ำลึก ทั้งปะการังเทียมและปะการังธรรมชาติ ที่อยู่ลึกระหว่าง 24 – 35 เมตรจากพื้นผิว

ทั้งแพ็กซ์ตันและเทย์เลอร์ยังไม่ทราบว่าเหตุใดบรรดาปลาจึงชอบไปอยู่อาศัยในบริเวณน้ำลึก คงต้องมีงานวิจัยในอนาคตเพื่อตอบคำถามนี้ และยังมีสิ่งที่ทีมนักวิจัยสงสัยคือ การรวมตัวของแพลงก์ตอนสัตว์ (Zooplankton) ที่เป็นอาหารของปลา ความซับซ้อนของโครงสร้างปะการังเทียมเมื่อเทียบกับปะการังธรรมชาติ และความใกล้เคียงของบริเวณทะเลน้ำลึก กับกระแสน้ำกัลฟ์สตรีม (Gulf Stream) บริเวณไหล่ทวีป

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม บรรดานักวิจัยต่างพากันกล่าวว่า การดำรงอยู่ของปะการังเหล่านี้จะช่วยในการอนุรักษ์เหล่าสัตว์ทะเล โดยการเป็นที่อยู่อาศัยในภาวะที่น้ำทะเลค่อยๆ อุ่นขึ้นเช่นนี้

เรื่องโดย CARRIE ARNOLD


อ่านเพิ่มเติม สัตว์ในมหาสมุทรกำลังขาดอากาศหายใจเพราะสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง

เรื่องแนะนำ

World Update: รายงานเผย โลกร้อนขึ้น ทำให้มนุษย์เสี่ยงตายเพิ่มขึ้น

รายงานเผย โลกร้อนขึ้น ทำให้มนุษย์เสี่ยงตายเพิ่มขึ้น นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอน (University College London; UCL) และมหาวิทยาลัยรีดดิ้ง (University of Reading) ได้เปิดเผยรายงานล่าสุดที่พบว่าอัตราการเสียชีวิตของมนุษย์นั้นเชื่อมโยงโดยตรงกับอุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือกล่าวง่ายๆ คือ โลกร้อนขึ้น ทำให้มนุษย์มีอัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น พวกเขาระบุว่าในประเทศอังกฤษและเวลส์ เมื่อเทียบกับ 10 วันที่มีอากาศร้อนที่สุดของปีในช่วงก่อนยุคอุตสาหกรรมนั้นมีอัตราการเสียชีวิตราว 117 รายต่อวัน แต่ในที่ปัจจุบันโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 1.21 องศาเซลเซียสนั้นทำให้มีการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 42 หรือราว 166 รายต่อวัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากหากอุณหภูมิยังคงสูงขึ้น  โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นระดับ 3 องศาเซลเซียส จะทำให้อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 75 ตามรายงานกล่าวว่าเมื่อนำข้อมูลมาแปลงเป็นกราฟแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิกับอัตราการตายจะเป็นรูปตัวยูแบบคร่าวๆ นั่นหมายความว่าความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตเฉลี่ยรายวันนั้นจะเพิ่มขึ้นพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในแต่ละองศาที่เพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ ด็อกเตอร์เคที ฮวง (Dr. Katty Huang) จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนกล่าวว่า “ภาวะโลกร้อนที่เกิน 2 องศาเซลเซียสนั้นจะมีผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพประชาชนในอังกฤษและเวลส์มากกว่าภาวะโลกร้อน 1 องศาเซลเซียสในช่วงก่อนยุคอตุสาหกรรมอย่างมาก”  รายงานชิ้นนี้ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาระดับภาวะโลกร้อนให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส “ดังที่รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental […]

เรากำลังถูกพลาสติกคุกคามจริงหรือ?

พลาสติกชิ้นเล็กชิ้นน้อยเป็นภัยต่อสัตว์ทะเลรวมถึงปลาและสัตว์มีเปลือกที่เรากินเป็นอาหาร แล้วพลาสติกทำร้ายมนุษย์ได้หรือไม่ นักวิทยาศาสตร์กำลังเร่งค้นหาคำตอบนี้

เบอร์นี เคราส์ กับสรรพเสียงธรรมชาติที่เงียบงันลงทุกที

ครั้งหน้าเมื่อออกไปในธรรมชาติ ลองหยุดนิ่ง หลับตา และเงี่ยหูฟังสิ เบอร์นี เคราส์ อยากให้เราทำอย่างนั้น ก่อนสายเกินไปที่จะฟังเสียงซิมโฟนีแห่งโลกธรรมชาติ  เคราส์เป็นนักดนตรีแจ๊สผู้โด่งดัง ระหว่างเรียนปริญญาเอกสาขา Bioacoustics เขาก่อตั้งสาขา “นิเวศวิทยาของเสียงจากสิ่งแวดล้อม” เคราส์อัดเสียงต่างๆ จากป่าดงพงไพร ทั้งบนบกและในทะเล มาตั้งแต่ พ.ศ. 2511  เขารวบรวมเสียงจากถิ่นที่อยู่ต่างๆ มากกว่า 5 พันชั่วโมง บันทึกเสียงจากสิ่งมีชีวิตอย่างน้อย 15,000 ชนิด  บางคนถือว่าห้องสมุดเสียงของเขาเป็นสมบัติของชาติ  แต่ที่น่าเศร้าคือการรบกวนของมนุษย์ที่เพิ่มขึ้นทุกทีกำลังทำให้เสียงธรรมชาติเหล่านั้นแผ่วลง  จากเสียงนกร้องถึงเสียงหมาป่าหอนและเสียงขยับจังหวะของแมลง และเสียงที่บันทึกจากระบบนิเวศหลายแห่งที่เคราส์เรียกว่า “biophonies”—เสียงสรรพชีวิต—ก็หยุดบรรเลงไปตลอดกาลเสียแล้ว  “ออร์เคสเตรธรรมชาติกำลังสาบสูญไป ไม่ใช่แค่เสียง แต่เป็นตัวผู้บรรเลงเองด้วย”  เคราส์ เคยให้สัมภาษณ์ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ว่าทำไมเสียงของธรรมชาติจึงสำคัญ   เสียงจากสิ่งแวดล้อม (soundscape) บอกอะไรเราต่างไปจากภูมิทัศน์ (landscape) ? แน่นอน  มีตัวอย่างหนหนึ่งที่บริษัทตัดไม้เข้าไปยังเซียราเนวาดา เมื่อ พ.ศ. 2531  ผมบันทึกเสียงธรรมชาติตอนรุ่งอรุณทั้งก่อนและหลังการตัดไม้  ถ้ามองด้วยตาเปล่า ป่าดูเหมือนเดิมหลังจากต้นไม้ที่ถูกเลือกตัดบางต้นถูกขนย้ายออกไป แต่เสียงนกที่เคยร้องหายไปอย่างมากและแม้อีกทศวรรษให้หลัง เสียงนกร้องแบบที่เคยมีดั้งเดิมก็ยังไม่หวนกลับมาอีกเลย […]