การจัดการ ขยะ อย่างไม่ถูกวิธีอาจเป็นสาเหตุของการตายของคนนับล้านในแต่ละปี

การจัดการขยะอย่างไม่ถูกวิธีอาจเป็นสาเหตุของการตายของคนนับล้านในแต่ละปี

ปลาที่ถูกเด็กๆ จับเหล่านี้มาจากอ่าวมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นระบบนิเวศและแหล่งวางไข่ที่ปนเปื้อนมลพิษจากขยะครัวเรือน ขยะพลาสติก และขยะอื่นๆ ยังไม่มีไครรู้ว่าไมโครพลาสติกที่ปลากินเข้าไปนั้นจะส่งผลต่อมนุษย์หรือไม่ แต่นักวิทยาศาสตร์กำลังค้นหาคำตอบกันอยู่ ภาพถ่ายโดย RANDY OLSON


รายงานชิ้นใหม่เปิดเผยว่าผู้คนกว่าหนึ่งล้านคนอาจเสียชีวิตในแต่ละปี เนื่องจากการจัดการ ขยะ อย่างไม่ถูกวิธี

รายงานชิ้นใหม่ที่ได้รับการตีพิมพ์โดยองค์กรการกุศล Tearfund, Fauna & Flora International, WasteAid และ The Institute of Development Studies ระบุว่าในแต่ละปี ผู้คนในประเทศกำลังพัฒนากว่า 400,000 ถึง 1,000,000 คนต้องเสียชีวิตเนื่องจากการจัดการ ขยะ ด้วยวิธีที่ผิด และพลาสติกกำลังทำให้ปัญหาเหล่านั้นสาหัสยิ่งขึ้น

ขยะจากครัวเรือนเพียงหนึ่งในสี่ของโลกเท่านั้นที่ถูกจัดเก็บ และร้อยละ 93 ของประเทศกำลังพัฒนา มีการจัดการขยะอย่างผิดวิธี ส่งผลให้มีขยะทั้งพลาสติกและขยะชนิดอื่นๆ ยังถูกทิ้งอยู่ในสภาพแวดล้อม และก่อให้เกิดอันตรายหลายประการกับมนุษย์

บ่อยครั้งที่ประเทศรายได้ต่ำและกลางไม่มีวิธีอื่นในการกำจัดขยะ นอกจากการเผา  กระบวนการดังกล่าวก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศจากสารพิษในพลาสติก  องค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ประมาณการว่า ผู้คนกว่า 3.7 ล้านคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากมลพิษทางอากาศในแต่ละปี โดยการประมาณครั้งล่าสุด ระบุว่าร้อยละ 25 ของการเสียชีวิตเหล่านี้อาจเกิดจากการเผาขยะในที่โล่ง (Open Burning)

นอกจากมลพิษทางอากาศ ขยะพลาสติกยังปล่อยสารพิษชนิดอื่นๆ และยังแตกตัวกลายเป็นไมโครพลาสติก หรือพลาสติกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่า 5 มิลลิเมตรเมื่อเสื่อมสภาพ ซึ่งส่งผลกระทบต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม แต่กลับยังไม่มีหลักฐานแน่ชัดที่ระบุถึงผลกระทบที่มีต่อมนุษย์

นอกจากปัญหามลพิษ ขยะพลาสติกยังนำมาซึ่งปัญหาอื่นๆ ในประเทศเหล่านี้

เนื่องจากขยะพลาสติกไม่สามารถย่อยสลายได้เองในธรรมชาติ จึงทำให้ทางระบายน้ำอุดตันจนเกิดน้ำท่วมครั้งรุนแรงอยู่บ่อยครั้ง และทำให้ปัญหาอื่นๆ ตามมา อย่างโรคระบาด เช่นการระบาดของอหิวาตกโรคหลังน้ำท่วมในเมืองอักกรา (Accra) ประเทศกานา ซึ่งยังผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 100 คน นอกจากนี้ น้ำที่ขังอยู่ในขยะพลาสติกยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีของยุง ซึ่งเป็นพาหะของโรคเช่นไข้เลือดออกและมาลาเรีย

นอกจากนี้ ขยะยังเป็นอันตรายต่อคนที่ยังชีพด้วยการเก็บขยะหลายแสนคนทั่วโลก โดยเฉพาะคนเก็บขยะที่อาศัยอยู่ในบริเวณภูเขาขยะ เพราะต้องเผชิญกับมลพิษและอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้  ตัวอย่างหนึ่งของเรื่องนี้คืออุบัติเหตุในโมซัมบิกในปี 2018 เมื่อภูเขาขยะ Hulene ในประเทศดังกล่าวถล่มลงมาเนื่องจากฝนตกหนัก จนทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 16 คน และบาดเจ็บอีก 6 คน และมีบ้านเรือนถูกฝังกว่า 10 หลัง และการอาศัยอยู่ใกล้กองขยะยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการสัมผัสโรคท้องร่วงกว่าสองเท่า ซึ่งโรคชนิดนี้เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของการเสียชีวิตในประเทศกำลังพัฒนา

นอกจากนี้ ผลกระทบจากขยะพลาสติกในประเทศยากจนยังรวมถึงความสูญเสียด้านการประมง เมื่อสัตว์ทะเลกินพลาสติกเข้าไป  ความเสียหายด้านการเกษตรเมื่อหนึ่งในสามของปศุสัตว์และแพะจำนวนครึ่งหนึ่งในประเทศกำลังพัฒนากินพลาสติกเข้าไปปริมาณมาก จนเป็นอันตรายถึงชีวิต และขยะพลาสติกซึ่งถูกซัดขึ้นมาเกยชายฝั่งและปะการังทำให้นักท่องเที่ยวไม่อยากมาเยือนประเทศยากจน ซึ่งอาศัยการท่องเที่ยวเป็นแหล่งรายได้สำคัญ

มัดถุงพลาสติกรอรีไซเคิลในธากา ประเทศบังกลาเทศ ภาพถ่ายโดย RANDY OLSON, NAT GEO IMAGE COLLECTION

รายงานฉบับดังกล่าวสรุปว่า ผู้ผลิตที่ส่งออกสินค้าพลาสติกไปยังประเทศที่ไม่มีการจัดการขยะที่ดีพอ ควรรับผิดชอบขยะพลาสติกที่ตนก่อขึ้น และเรียกร้องให้บริษัทเหล่านี้เปิดเผยจำนวนพลาสติกชนิดใช้แล้วทิ้งที่ถูกใช้และจำหน่ายในแต่ละประเทศภายในปี 2020 ตลอดจนลดจำนวนของพลาสติกดังกล่าวลงครึ่งหนึ่งให้ได้ทุกประเทศ โดยหันมาใช้ภาชนะที่ใช้ซ้ำได้ ภายในปี 2025

“บริษัทต่างๆ เน้นการรีไซเคิลและโครงการนำร่องต่างๆ แต่นี่ยังไม่ดีพอ เราต้องลดการพึ่งพาบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ได้ครั้งเดียว และเราต้องการให้บริษัทต่างๆ ลงมือทำเพื่อลดบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ลง” โจแอน กรีน (Joanne Green) ผู้ปรึกษาอาวุโสด้านนโยบายของ Tearfund กล่าว และเสริมว่า “พวกเราร้องขอให้บริษัทเหล่านี้จัดการผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาขาย Coca-Cola ลงมือทำแล้วในระดับโลก แต่เราอยากเห็นบริษัทต่างๆ ทำด้วย”

เมื่อสัปดาห์ก่อน หลายประเทศทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐอเมริกา ลงนามในแผนของสหประชาชาติที่ว่าด้วยการลดการส่งออกของพลาสติกที่หลั่งไหลไปยังประเทศกำลังพัฒนา แม้จะมีสัญญาณจากบางบริษัทว่าจะพยายามแก้ไขปัญหา แต่เหล่านักรณรงค์ก็บอกว่าความพยายามเหล่านั้นเป็นเพียงหยดน้ำในมหาสมุทร

Sir David Attenborough รองประธานของ Fauna & Flora International หนึ่งในองค์กรที่ร่วมติพิมพ์รายงานดังกล่าว กล่าวว่า “พวกเราต้องการให้ผู้ที่ส่งพลาสติกไปยังประเทศที่ไม่สามารถจัดการพวกมันได้ดีพอเป็นผู้นำในการแก้ปัญหา และพวกเราต้องการให้นานาชาติลงมือสนับสนุนชุมชนและรัฐบาลที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์นี้อย่างหนักหนาที่สุด”

มลพิษจากพลาสติก “เป็นหายนะที่กำลังก่อตัวซึ่งถูกมองข้ามมายาวนานเกินไป” เขากล่าว นี่เป็นเวลาที่ต้องลงมือแก้ปัญหา “ไม่ใช่เพียงเพื่อความอยู่ดีมีสุขของโลก แต่เพื่อความผาสุกของผู้คนทั่วโลกด้วย”

แหล่งอ้างอิง

Mismanaged waste ‘kills up to a million people a year globally’

Plastics killing up to a million people a year, warns Sir David Attenborough

Companies urged to clean up their act on plastic as study shows deadly impact 


อ่านเพิ่มเติม 6 สิ่งที่คุณทำได้เพื่อลดพลาสติก (และไม่รู้ลึกเจ็บปวด)

เรื่องแนะนำ

มองนโยบายสิ่งแวดล้อมพลิกกลับของสหรัฐฯ ในยุคของโจ ไบเดน

สำหรับว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่อย่าง โจ ไบเดน มองว่า เศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมคือเรื่องเดียวกัน นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี ของสหรัฐอเมริกาที่จะมีผู้นำประเทศเป็นผู้ที่เชื่อในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) โดยสหรัฐอเมริกาในยุคสมัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ (2017-ปัจจุบัน) ซึ่งให้ความสำคัญกับนโยบาย ‘สหรัฐอเมริกาต้องมาก่อน’ (America First) มีมุมมองในเรื่องเน้นการสร้างและจัดการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของชาวอเมริกันภายในประเทศก่อน แม้ว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยตรง เหตุการณ์ที่แสดงออกได้เด่นชัดมากที่สุดคือการที่ทรัมป์ได้นำสหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่มีเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียสจากระดับอุณหภูมิช่วงก่อนอุตสาหกรรม ทรัมป์มองว่าความตกลงนี้ส่งผลเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้สหรัฐ เสียเปรียบ และส่งผลให้คนสหรัฐฯ ตกงานมากขึ้น โดยเฉพาะคนในอุตสาหกรรมพลังงานถ่านหินหรือพลังงานฟอสซิล ซึ่งถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของเศรษฐกิจประเทศ นอกจากนี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เคยออกตัวว่าเป็นผู้ที่ไม่เชื่อเรื่องของภาวะโลกร้อน และมีความต้องการที่จะพาสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศอีกหลายฉบับ แต่หลังจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปี 2020 ได้ปิดฉากลงพร้อมบทสรุปว่า โจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐ ในยุคสมัยของบารัค โอบามา และอดีตวุฒิสมาชิกสหรัฐหลายสมัย จะก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ และมีความยินดีจากบรรดาคณะทำงานและผู้คนที่ห่วงใยด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่คาดว่าจะได้เห็นภาพนโยบายที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากหนึ่งในคำมั่นที่ไบเดนได้ให้ไว้ในช่วงหาเสียงคือ ‘จะดำเนินการให้สหรัฐฯ […]

ทุ่งมัวร์แห่งสกอตแลนด์

ทุ่งมัวร์แห่ง สกอตแลนด์ เวลา 18.00 น. ตรงของวันที่ 30 กรกฎาคม ปี 2015 ในเมืองคิงกุสซี  สกอตแลนด์ จอร์จ พีรี ตัวแทนผู้ได้รับมอบหมายจากเอริก ฮีเรมา ผู้ประกอบการชาวดัตช์  เข้าครอบครองบาลาวิลต่อจากอัลแลน แมกเฟอร์สัน-เฟลตเชอร์ ผู้เป็นเจ้าของเดิม การซื้อขายมูลค่าราว 6.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐครั้งนี้แปลความได้ว่า ที่ดิน 28 ตารางกิโลเมตร พร้อมคฤหาสน์หินสีเทายุคศตวรรษที่สิบแปดซึ่งออกแบบโดยโรเบิร์ต แอดัม  ตลอดจนทุ่งมัวร์ที่แผ่กว้างเป็นเนินสูงๆต่ำๆ  แม่น้ำสเปย์ช่วงยาวห้า กิโลเมตรที่พาดผ่าน รวมทั้งซาราห์ ผีผู้สิงสถิตอยู่ที่นี่ จะไม่เป็นส่วนหนึ่งของมรดกตกทอดต่อเนื่องในตระกูลมายาวนาน 225 ปีอีกต่อไป “ที่ผ่านมาแม้จะเป็นวิถีชีวิตที่ดีเลิศ แต่ถึงเวลาแล้วครับ” แมกเฟอร์สัน-เฟลตเชอร์ บอกในเวลาต่อมา ระหว่างจิบวิสกี้  ในกระท่อมชาวไร่ที่บูรณะใหม่ตรงมุมหนึ่งของที่ดิน ซึ่งเขายังเก็บรักษาไว้ให้ตนเองกับมาจอรีผู้เป็นภรรยา น้ำเสียงของแมกเฟอร์สัน-เฟลตเชอร์ ชายผมขาวผู้อบอุ่นอ่อนโยน ฟังดูโล่งอก แมกเฟอร์สัน-เฟลตเชอร์ ในวัย 65 ปีและพร้อมแล้วที่จะเกษียณบอกว่า ลูกๆ “ฉลาดแล้ว” ที่ไม่สนใจรับช่วงเป็นเจ้าของต่อ เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาบั่นทอนทั้งหัวใจและกระเป๋าสตางค์ “หนทางเสียเงินที่รวดเร็วที่สุดคือการถือครองที่ดินในไฮแลนด์” […]

ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ : ผมเชื่อว่าทุกคนรักธรรมชาติ เพียงแค่เราอาจจะหลงลืมไป

เปิดมุมมองของ ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวด้านนิเวศทางทะเล ที่อุทิศทั้งชีวิตให้กับการอนุรักษ์ท้องทะเลไทย จนมีผลงานเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมในวงกว้าง และได้รับรางวัล Thailand Sustainability Shaper Award 2021 เป็นเวลาหลายสิบปีมาแล้วที่ชื่อของ “ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเลและรองคณบดี คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ปรากฎขึ้นในฐานะนักเขียน อาจารย์ และนักสื่อสาร ที่ช่วยขับเคลื่อนแนวคิดในการอนุรักษ์ท้องทะเลจนเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม จากเด็กชายที่สนุกสนานกับการตามติดบิดา ซึ่งทำงานด้านการเกษตร ป่าไม้ ทรัพยากร และได้ค้นพบความชื่นชอบในท้องทะเลจนอุทิศชีวิตทางด้านการศึกษาและการทำงานให้กับท้องทะเลมาตลอดชีวิต เขาได้ใช้พื้นที่ในช่องทางสื่อโซเชียลมีเดียของตัวเองบอกเล่าเรื่องราวของสภาพทางทะเล ทั้งในแง่มุมที่สวยงาม หรือถ้าหากมีสถานการณ์เกี่ยวกับทะเลไทยที่ย่ำแย่ เขาก็ได้สื่อสารเรื่องราวเหล่านั้นเพื่อให้สังคมทุกภาคส่วนมองเห็นถึงปัญหาทางทะเลที่จำต้องได้รับการแก้ไข จนไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า การที่สังคมไทยได้หันมาตระหนักถึงคุณค่าของท้องทะเลในวงกว้างมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการทำงานด้านอนุรักษ์มาอย่างยาวนานของเขา ในโอกาสที่คณะกรรมการตัดสินรางวัลแห่งความยั่งยืน Thailand Sustainability Shaper Award 2021 รางวัลที่จัดทำขึ้นเพื่อยกย่องบุคคลที่ได้ลงมือทำงานก้านการพัฒนาที่ยั่งยืน และสร้างผลงานอย่างเป็นรูปธรรมในวงกว้าง ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม และในด้านสังคม มอบรางวัลให้กับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เราจึงได้พูดคุยเพื่อเปิดมุมมองของการเป็นนักอนุรักษ์ทางทะเลของเขาในหลากหลายแง่มุม รวมไปถึงข้อความที่อยากสื่อสารให้คนทั้งโลกสามารถเป็นนักอนุรักษ์ในแบบของตัวเอง เพื่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และของโลก จุดเริ่มต้นของการหลงใหลในทะเลของเด็กชายธรณ์ ถามว่าเด็กไทยผูกพันกับทะเลมากมายแค่ไหนนี่ ผมว่าค่อนประเทศนะครับ เพราะครั้งแรกที่ไปทะเลทุกคนก็ประทับใจทั้งนั้น […]

ลูกเพนกวินนับพันตัวกำลังหายไปเพราะแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาละลาย

ลูก เพนกวินจักรพรรดิ นับพันตัวต้องจมน้ำไปหลังจากที่แผ่นน้ำแข็งที่พวกมันเติบโตมาละลายเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย งานวิจัยฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal Antarctic Science เปิดเผยว่า นิคมที่อยู่อาศัยของ เพนเกวินจักรพรรดิ ที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกกำลังละลาย พร้อมกับลูกนกเพนเกวินที่หายไปหลังจากแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาเริ่มแตกกระจาย หลังจากหายนะการพังทลายของแผ่นน้ำแข็ง Halley Bay ซึ่งเคยเป็นนิคมที่อยู่อาศัยของเพนกวินจักรพรรดิที่ใหญ่ที่สุดในปี 2016 ก็ไม่พบว่ามีนกเพนกวินขยายพันธุ์ในพื้นที่ตรงนั้นอีก นอกจากนี้ หลังจากผ่านมา 3 ปี นกเพนกวินเหล่านี้ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ ในการสร้างประชากรขึ้นมาใหม่อีกครั้งเช่นกัน โดยปกติแล้ว เพนกวินจักรพรรดิ ราว 15,000-24,000 คู่ จะไปยังจุดผสมพันธุ์ที่ Halley Bay ซึ่งคิดเป็นจำนวนร้อยละ 5-9 ของจำนวนเพนกวินทั้งโลก แต่ทว่าในปัจจุบัน ไม่มีเพนกวินจักรพรรดิไปที่นั่นอีกแล้ว ตามคำกล่าวของนักเหล่าวิทยาศาสตร์จาก British Antarcic Survey ซึ่งพวกเขาค้นพบปรากฏการณ์น่าเศร้านี้จากภาพถ่ายทางอากาศเพื่อสำรวจประชากรเพนกวิน “ผมไม่เคยเห็นความล้มเหลวในการขยายพันธุ์ของเพนกวินแบบนี้มา 60 ปีแล้ว” ฟิล ทราธาน หัวหน้านักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ (conservation biology) ของ British Antarcic Survey ซึ่งเป็นผู้เขียนงานวิจัยนี้ […]