แร่แรร์เอิร์ธ แร่ที่กุมชะตาแห่งสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ - National Geographic Thailand

แรร์เอิร์ธ แร่ที่กุมชะตาแห่งสงครามการค้าจีน-สหรัฐฯ

หน่วยการผลิต แร่แรร์เอิร์ธ neodymium ทั่วโลก ต้องเพิ่มการผลิตถึง 5 เท่า เพื่อนำไปใช้สำหรับผลิตกังหันลม ซึ่งจะเป็นพลังงานทดแทนได้ในอนาคต ภาพถ่ายโดย NELSON CHING, BLOOMBERG/GETTY IMAGES


แร่แรร์เอิร์ธ (Rare-Earth Element) หรือกลุ่มแร่หายาก คือสินแร่ของโลกที่เป็นส่วนสำคัญในการผลิตสินค้าเทคโนโลยีต่างๆ ในชีวิตประจำวัน ซึ่งบัดนี้อาจกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดสำคัญในศึกสงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา

เมื่อประเทศใหญ่ของโลกอย่างจีนและสหรัฐอเมริกาขยับตัว โลกก็สั่นไหว

ขณะนี้ ทั่วโลกกำลังเฝ้าจับตามอง สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาที่ดำเนินมาอย่างยืดเยื้อ หลายมาตรการที่ทั้งสองประเทศนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งกำแพงภาษีการนำเข้าจากทั้งสองประเทศ หรือที่สร้างความฮือฮาไปไม่น้อย คือการที่สหรัฐอเมริกาสั่งห้ามการใช้งานอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีและการสื่อสารจากบริษัทที่ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าหมายถึงบริษัทเทคโนโลยีการสื่อสารจากประเทศจีน

และเมื่อเร็วๆ นี้ ท่าทีในการตอบโต้ครั้งใหม่ของจีน คือการแสดงออกว่าจะระงับการส่งแร่ธาตุสำคัญซึ่งจำเป็นในการผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยี (โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ) ของทั้งสองประเทศ ที่เรียกว่า แรร์เอิร์ธ (Rare-Earth) ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลายคนมองว่า เป็นการตอบโต้ที่น่ากลัวไม่น้อย

แร่หายาก, แร่แรร์เอิร์ธ
วัสดุผสมเหล็กแร่แรร์เอิร์ธ (Rare-earth metal composites) สามารถนำไปผลิตแม่เหล็กแรงดึงสูงได้ เนื่องจากโครงสร้างผลึกได้เรียงการเรียงตัวของแม่เหล็กไปในทางเดียว ทำให้มีแรงดึงที่สูง ในภาพคือแม่เหล็กจากแร่แรร์เอิร์ธ ที่ถูกจัดแสดงในเขตปกครองตนเองมองโกเลียใน ประเทศจีน ภาพถ่ายโดย NELSON CHING, BLOOMBERG/GETTY IMAGES

แร่ที่พร้อมสั่นสะเทือนโลกทั้งใบ

แร่แรร์เอิร์ธ หรือชื่อเต็มคือ Rare-Earth Element เป็นสินแร่ชนิดโลหะธาตุ เป็นแร่ธาตุ 17 ชนิดที่เรียกว่า กลุ่มธาตุแลนทาไนด์ (Lanthanide) ซึ่งมีคุณสมบัติคล้ายโลหะ แต่ไม่ได้เอามาผลิตเป็นโลหะโดยตรง โดยเหตุที่เรียกว่าเป็นแร่หายาก ไม่ได้เป็นเพราะว่าแร่เหล่านี้มีน้อย แต่เป็นเพราะสินแร่ที่พบในบริเวณเปลือกโลกเหล่านี้มักจะไม่รวมกลุ่มอยู่ในที่เดียวกัน และการสกัดแร่ชนิดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ทำให้ยากต่อการสร้างเหมืองเพื่อขุดเจาะทำเหมืองแร่ชนิดนี้

โดยวิธีการถลุงแร่แรร์เอิร์ธแบบคร่าวๆ คือต้องถลุงและสกัดเอาสารบริสุทธิ์จากแร่ เพื่อให้ได้สิ่งที่เรียกว่า ออกไซด์ของโลหะ ก่อนที่จะเอาออกไซด์มาบดเป็นผง และแยกออกมาเป็นชนิดต่างๆ กัน แล้วนำไปจำหน่ายในอุตสาหกรรมการผลิตต่างๆ

แร่หายากเหล่านี้ถูกนำไปใช้ผลิตสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในชีวิตประจำวันมากมาย เช่น

– Promethium ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่พลังงานนิวเคลียร์
– Lanthanum ใช้ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และกล้องถ่ายภาพ เช่น กระจกเลนส์ ไฟถ่ายภาพยนตร์
– Yttrium ใช้ในการผลิตหลอดภาพของทีวีสี เตาไมโครเวฟ
– Neodymium ใช้ในการผลิตแม่เหล็กที่ใช้ในการผลิตลำโพงและฮาร์ดดิสก์คอมพิวเตอร์
– Praseodymium ใช้ในการผลิตใยแก้วนำแสงและเครื่องยนต์ของเครื่องบิน

แร่หายาก, แร่แรร์เอิร์ธ
ภาพคนงานในเหมืองแห่งหนึ่งที่มณฑลเจียงซี ประเทศจีนเป็นผู้ผลิตแร่แรร์เอิร์ธร้อยละ 95 ซึ่งเป็นแหล่งทรัพยากรสำคัญในการผลิตแหล่งพลังงานในอนาคต ภาพถ่ายโดย  REUTERS

แม้จะยกตัวอย่างเพียงแค่ส่วนหนึ่ง แต่ก็น่าจะทำให้ทราบแล้วว่าสินแร่แรร์เอิร์ธนั้นมีความสำคัญมากสำหรับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอย่างไรบ้าง โดยปัจจุบัน จีนคือผู้ผลิตแร่แรร์เอิร์ธที่มีอัตราสูงถึงร้อยละ 95 ของอัตราการใช้งานของโลก อาจกล่าวได้ว่าจีนนั้นขึ้นเป็นมหาอำนาจได้ ส่วนหนึ่งมาจากการขายแร่เหล่านี้

แน่นอนว่าสหรัฐอเมริกาก็เป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาแร่แรร์เอิร์ธจากจีนเพื่อผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รวมไปถึงเป็นส่วนประกอบของสมาร์ตโฟนยี่ห้อดัง โดยสหรัฐฯ ต้องนำเข้าแร่แรร์เอิร์ธจากจีนคิดเป็นร้อยละ 80 ของปริมาณการใช้ในประเทศ ทำให้มาตรการนี้เป็นการพลิกเกมครั้งสำคัญในสงครามการค้าของจีนเลยก็ว่าได้ และทำให้สหรัฐฯ ต้องพิจารณาถึงผลกระทบอย่างใหญ่หลวงที่อาจจะเกิดขึ้นการอุตสาหกรรมการผลิตสินค้าเทคโนโลยีของประเทศ

สำรวจปริมาณแร่หายากของโลก

จีนเป็นประเทศที่ผลิตและมีปริมาณสำรองของแร่แรร์เอิร์ธมากที่สุดในโลก แต่ทว่าก็มีอีกหลายประเทศในโลกที่มีทรัพยากรแบบเดียวกันนี้ โดยในการสำรวจเมื่อปี 2560 พบข้อมูลปริมาณกำลังการผลิตแร่แรร์เอิร์ธ จำนวนดังต่อไปนี้

1. ประเทศจีน กำลังการผลิต 105,000 เมตริกตัน
2. ออสเตรเลีย กำลังการผลิต 20,000 เมตริกตัน
3. รัสเซีย กำลังการผลิต 3,000 เมตริกตัน
4. บราซิล กำลังการผลิต 2,000 เมตริกตัน
5. ไทย กำลังการผลิต 1,600 เมตริกตัน

นอกจากนี้ ยังมีประเทศอื่นๆ ที่มีกำลังการผลิตแร่แรร์เอิร์ธในปริมาณมากรองลงมา เช่น อินเดีย มาเลเซีย เวียดนาม

แร่หายาก, แร่แรร์เอิร์ธ, ท่าเรือ, มณฑลเจียงซี
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นแร่หายาก แต่ก็สามารถพบได้ทั่วไป เพียงแต่สินแร่เหล่านี้มักจะไม่รวมกลุ่มอยู่ในที่เดียวกันในพื้นดินเท่านั้น ซึ่งทำให้แร่หายากที่ท่าเรือในมณฑลเจียงซูแห่งนี้มีมูลค่ามหาศาลและถูกคิดภาษีสิ่งแวดล้อม ภาพถ่ายโดย IMAGINECHINA/CORBIS

โดยปัจจัยสำคัญที่ทำให้จีนเป็นผู้ครองตลาดการส่งออกแร่แรร์เอิร์ธ นอกจากปริมาณแร่ที่มีในประเทศแล้ว จีนยังมีศักยภาพในการผลิตแร่ที่ราคาถูก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ จนทำให้สามารถเอาชนะคู่แข่งได้ ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทผลิตสินค้าทางเทคโนโลยีจากประเทศอื่นๆ เข้ามาทั้งฐานการผลิตในจีน

ถ้าสหรัฐฯ ยังไม่ยอมลดราวาศอกกับจีนในสงครามการค้า อาจจะต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าโดยการไปเจรจากับประเทศอื่นๆ ที่มีกำลังการผลิตรองลงมา เช่น ออสเตรเลีย รัสเซีย หรือแม้กระทั่งประเทศไทย แต่นั้นก็จะทำให้สหรัฐต้องซื้อแร่ชนิดนี้ในราคาที่สูง และอาจมีปริมาณแร่แรร์เอิร์ธที่ไม่เพียงพอ ทำให้ไม่สามารถผลิตสินค้าตอบสนองความต้องการของตลาดได้ในระยะยาว

เราอาจจะกล่าวได้ว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ไม่ใช่เพียงแค่ผู้นำหรือเจ้าของอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของทั้งสองประเทศ แต่เป็นผู้คนทั่วไป ที่ต้องพึ่งพิงสินค้าเหล่านี้ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แหล่งอ้างอิง

“อยากรู้..ต้องได้รู้” แร่ rare-earth สำคัญอย่างไร อเมริกาถึงต้องหยุดเมื่อจีนขยับ

ทำความรู้จัก Rare Earth ที่จีนอาจใช้ต่อรองกับสหรัฐฯ

แร่ Rare Earth คืออะไร ? ทำไมจีนใช้ขู่สหรัฐฯ ทำสงครามการค้า

รู้หรือไม่ ไทยเป็นเบอร์ 5 ผู้ผลิต “แร่ Rare Earth” แร่หายากที่เป็นกุญแจสำคัญของสงครามการค้า

สินแร่หายากหรือ rare earth คืออะไรและทำไมจึงกลายเป็นประเด็นขัดแย้งทางการค้าระหว่างประเทศ?

10 Top Countries for Rare Earth Metal Production   


อ่านเพิ่มเติม พวกเขาจะอยู่รอดอย่างไร เมื่อประเทศจีนกำลังพึ่งพาทรัพยากรที่กำลังลดลง

เรื่องแนะนำ

ถุงพลาสติกชนิดย่อยสลายได้ทางชีวภาพยังใช้งานได้หลังจากถูกฝังในดินกว่าสามปี

งานวิจัยชิ้นใหม่ตั้งข้อสงสัยว่าถุง พลาสติก ชนิดย่อยสลายทางได้ทางชีวภาพ (Biodegradable) เป็นวิธีแก้ปัญหามลพิษจากพลาสติกที่มีประสิทธิภาพจริงหรือไม่ ริชาร์ด ทอมป์สัน (Richard Thompson) นักชีววิทยาทางทะเลผู้ทุ่มเทศึกษาขยะ พลาสติก สงสัยมานานว่า แท้จริงแล้ว ถุง พลาสติก ที่เสื่อมสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable) จะเสื่อมสภาพได้มากเพียงใด เพราะเหตุนี้ เขาและนักศึกษาปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยพลิมัทจึงทดลองว่า ถุงหูหิ้วที่พบได้บ่อยในพลิมัทนั้นจะเสื่อมสภาพได้มากเพียงใด โดยเขาใช้ถุง 5 ประเภทในการทดสอบ ซึ่งรวมถุงชนิดเสื่อมสลายได้ทางชีวภาพอีก 3 ประเภท และทำการทดลองด้วยการฝังถุงไว้ในดิน แช่ในน้ำ และทิ้งไว้นอกอาคาร สิ่งที่เขาค้นพบคือ เมื่อเขาขุดถุงเหล่านั้นเมื่อเวลาผ่านไปสามปี ถุงย่อยสลายได้ทางชีวภาพไม่เพียงแต่คงสภาพเดิม แต่ยังบรรจุสิ่งของเกือบ 2 กิโลกรัมได้อยู่ ไม่มีถุงชนิดใดเลยที่เปลี่ยนสภาพไปจนเป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมดีไปกว่าถุงพลาสติกธรรมดา “มันทำให้ผมประหลาดใจที่ถุงพวกนี้ยังใช้บรรจุสิ่งของได้ แม้เวลาจะผ่านไปสามปี” ทอมป์สันให้สัมภาษณ์กับ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก “พวกมันไม่ได้ทนทานเหมือนถุงใหม่หรอก แต่ก็ไม่ได้เสื่อมสภาพอย่างชัดเจน” นอกจากเรื่องความทนทานของถุงพลาสติก งานวิจัยที่เพิ่งตีพิมพ์ในวารสาร Environmental Science & Technology ยังเน้นย้ำว่าคำว่า “ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Biodegradable)” ทำให้ผู้บริโภคสับสนและสร้างปัญหาในการทิ้งลงถังขยะสำหรับรีไซเคิล เนื่องจากคำดังกล่าวทำให้ผู้บริโภคคิดว่าถุงเหล่านี้ย่อยสลายได้อย่างง่ายดายเมื่อถูกทิ้ง […]

พลาสติกบรรจุภัณฑ์อาหารเป็นขยะชายหาดที่มากที่สุดในปี 2018

พลาสติกห่อแตงกวาวางจำหน่ายอยู่ในร้านของชำที่โตรอนโต ประเทศแคนาดา บรรจุภัณฑ์อาหารมีจำนวน 9 ใน 10 ของจำนวนขยะที่เก็บได้ในโครงการทำความสะอาด ขยะชายหาด ระดับโลกประจำปีขององค์กร Ocean Conservancy ในปีที่ผ่านมา ภาพถ่ายโดย COLE BURSTON, BLOOMBERG/GETTY IMAGES จากสถิติกิจกรรมเก็บ ขยะชายหาด ระดับโลกเมื่อปี 2018 จาก 120 ประเทศทั่วโลก นอกจากพบพลาสติกที่เกี่ยวกับอาหารมากที่สุด ก็พบว่ามีต้นคริสต์มาสเทียมและเครื่องคิดเงินด้วยเช่นกัน โดยปกติ แตงกวาสามารถคงความกรอบเป็นเวลาประมาณสามวัน ถ้าวางอยู่ในซุปเปอร์มาเก็ตท้องถิ่น แต่ถ้านำมาห่อด้วยพลาสติกชนิด shrink wrap (พลาสติกห่ออาหารแบบหด) จะสามารถยืดความสดกรอบของมันไปได้ถึง 14 วัน นี่เป็นคำอธิบายย่อๆ ถึงที่มาของการเติบโตอย่างรวดเร็วของพลาสติกห่ออาหาร ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าทางการตลาดมากถึง 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 11 ล้านล้านบาท) ในปีหน้า ด้วยมูลค่าเช่นนี้ จึงทำให้เกิดความประหลาดใจเล็กน้อยว่าวิถีที่มนุษย์ซื้อและบริโภคอาหารนั้นมีผลกระทบที่ชัดเจนต่อมหาสมุทร องค์กร Ocean Conservancy ซึ่งองค์กรอนุรักษ์ทรัพยากรทางน้ำและทะเลที่ไม่แสวงหาผลกำไรในสหรัฐอเมริกา ได้ออกรายงานฉบับใหม่ว่า กว่า 9 ใน […]

โรคระบาดเกิดจากการทำลายธรรมชาติของมนุษย์

จุดแบ่งเขตระหว่างพื้นที่การเกษตรกับป่าฝนในอุทยานแห่งชาติอีกวาซูในบราซิล ซึ่งได้สูญเสียพื้นที่ป่าไปจำนวนมากในรายงานสถานการณ์การตัดไม้ทำลายป่ารอบโลก ภาพถ่ายโดย FRANS LANTING, NATIONAL GEOGRAPHIC รายงานฉบับใหม่ของ WWF เรียกร้องให้มีมาตรการระดับนานาชาติในเรื่องของการค้าสัตว์ป่า การทำลายธรรมชาติ และการทำฟาร์มแบบอุตสาหกรรม บรรดาผู้นำจากทั้งองค์การสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลก และกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เห็นตรงกันว่า โรคระบาดเช่นไวรัสโคโรนาที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้เป็นผลมาจาก การทำลายธรรมชาติ ของมนุษยชาติ และมนุษย์เองก็ละเลยความจริงนี้เป็นระยะเวลาหลายทศวรรษ ทั้งการค้าสัตว์ป่าในรูปแบบที่ไม่ยั่งยืนและผิดกฎหมาย รวมไปถึงการทำตัดไม้ทำลายป่ายังคงเป็นสาเหตุเบื้องหลังของโรคระบาดที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน รายงานจาก WWF ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมาเตือนว่า ความเสี่ยงที่โรคระบาดชนิดใหม่ๆ จะเกิดขึ้นในอนาคตมีสูงมากกว่าที่เคยเป็นมา และจะมีความวุ่นวายในเรื่องของสาธารณสุข เศรษฐกิจ และความมั่นคงปลอดภัยระดับโลก โดยบรรดาผู้นำจากหน่วยงานเหล่านี้ได้ออกชุดคำเตือนในประเด็นนี้นับตั้งแต่ในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพกล่าวว่าในอนาคตอาจจะมีการระบาดของโรคที่อันตรายมากขึ้นหากไม่มีการหยุดการทำลายธรรมชาติอย่างเร่งด่วน เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ประธานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติและนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำกล่าวว่าโควิด-19 นั้นเหมือนเป็นสัญญาณ S.O.S สำหรับการประกอบกิจการของมนุษย์ว่าแนวคิดทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้ตระหนักว่าความมั่งคั่งของมนุษย์ก็ขึ้นอยู่กับธรรมชาติเช่นกัน “เราได้เห็นโรคภัยหลายชนิดเกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้ง ไวรัสซิกา, เอดส์, ซาร์ส และอีโบลา ซึ่งทั้งหมดเริ่มมาจากประชากรสัตว์ป่าที่ตกอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ถูกกดดัน” อลิซาเบธ มารูนา เมรมา หัวหน้าด้านความหลากหลายทางชีวภาพขององค์กรสหประชาชาติ, มาเรีย เนย์รา ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และ มาร์โก แลมเบอร์ตินี […]