Blue Lagoon โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวสู่ไอซ์แลนด์

Blue Lagoon โรงไฟฟ้าพลังความร้อนใต้พิภพที่สร้างเงินมหาศาลให้การท่องเที่ยวไอซ์แลนด์

Blue Lagoon แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของไอซ์แลนด์ สร้างจากน้ำพุร้อนใต้พิภพที่ผ่านการนำไปผลิตกระแสไฟฟ้า โดยไอซ์แลนด์ขับเคลื่อนประเทศด้วยพลังงานหมุนเวียนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

แม้จะมีประชากรเพียง 332,000 คน แต่ไอซ์แลนด์ต้อนรับนักท่องเที่ยวกว่า 1.8 ล้านคนต่อปี มากกว่าจำนวนประชากรถึง 6 เท่า โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมายังเกาะแห่งนี้ เพื่อชื่นชมภูมิประเทศที่ต่างจากพื้นที่อื่นในโลก ผสมผสานกันระหว่างความหนาวเย็นและความร้อนระอุ ไม่ว่าจะเป็นถ้ำน้ำแข็ง ธารน้ำแข็ง ทุ่งน้ำแข็ง ไปจนถึงทุ่งลาวาและน้ำพุร้อนไกเซอร์

นักท่องเที่ยววิ่งสู่ละอองน้ำของน้ำตก Skogafoss ความกว้างประมาณ 100 ฟุตและมีความสูงถึง 203 ฟุตในแนวดิ่ง ทางตะวันตกเฉียงใต้ของไอซ์แลนด์ ภาพโดย PARKER YOUNG NATIONAL GEOGRAPHIC

หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ Blue Lagoon ที่มีนักท่องเที่ยวไปเยี่ยมเยียนมากกว่า 1 ล้านคนต่อปี และสิ่งที่คนส่วนใหญ่อาจไม่รู้คือทะเลสาบน้ำร้อนแห่งนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอย่างแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ของไอซ์แลนด์ แต่เป็นฝีมือการสร้างของมนุษย์

มองข้ามขอบน้ำสีฟ้าสดใสของทะเลสาบไป คุณสามารถมองเห็นอาคารและท่อโลหะที่มีไอน้ำพวยพุ่งอยู่แทบจะตลอดเวลา ไม่ต้องแปลกใจ เพราะนั่นคือโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ Svartsengi ที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ ค.ศ. 1976

และน้ำอบอุ่นในทะเลสาบที่คนนับล้านข้ามน้ำข้ามทะเลมาแช่เพื่อผ่อนคลายดื่มด่ำนี้ คือน้ำอุณหภูมิร้อนจัดจากใต้ผิวโลกที่ถูกนำขึ้นมาผลิตกระแสไฟฟ้า เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่หล่อเลี้ยงผู้คนและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของไอซ์แลนด์ทั้งประเทศ

blue lagoon, โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ, พลังงานหมุนเวียน
จำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมายัง Blue Lagoon เพิ่มขึ้น จาก 700,000 คนใน ค.ศ. 2015 เป็น 1.3 ล้านคนใน ค.ศ. 2017 ภาพโดย VERONICA BOSLEY PIXABAY

การผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานความร้อนใต้พิภพ เป็นหนึ่งในพลังงานหมุนเวียนที่มีขั้นตอนในการสร้างยุ่งยากที่สุด เพราะระหว่างกระบวนการสามารถปล่อยมลพิษออกมาได้ หากโรงไฟฟ้าไม่ได้รับการออกแบบระบบควบคุมแบบปิด ที่ป้องกันการเล็ดรอดของสารพิษอย่างเชี่ยวชาญ

ด้วยวิสัยทัศน์ของภาครัฐตั้งแต่เมื่อ 80 ปีก่อน ทำให้ทุกวันนี้ ไอซ์แลนด์ขับเคลื่อนประเทศด้วยพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตภายในประเทศเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ความเชี่ยวชาญในการประยุกต์ศาสตร์ของพลังงานหมุนเวียนก่อให้เกิดนวัตกรรมมากมายเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เราพาคุณมุ่งสู่ไอซ์แลนด์ เพื่อเยี่ยมชม Blue Lagoon พื้นที่รับน้ำ (Catchment Area) ที่หลงเหลือจากกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ เมื่อแหล่งผลิตพลังงานหมุนเวียน กลายเป็นเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันเลื่องชื่อไปทั่วโลก และสร้างรายได้มากกว่า 1 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐ

01 แหล่งความร้อนใต้พิภพ

แกนกลางของโลกลึกลงไปใต้พื้นผิวกว่า 6,000 กิโลเมตร การสลายตัวของสารกัมมันตรังสี การเคลื่อนไหวภายในภูเขาไฟ ไปจนถึงรังสีของดวงอาทิตย์ที่พื้นผิวโลกดูดซับไว้ ทำให้อุณหภูมิใต้พิภพสูงกว่าพื้นผิวโลกหลายพันองศาเซลเซียส โดยเฉลี่ยทุกความลึก 33 เมตร อุณหภูมิใต้พื้นผิวจะสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส

การจะนำพลังงานความร้อนใต้พิภพมาใช้ได้ มนุษย์ต้องขุดเจาะลงไปใต้แผ่นเปลือกโลก เพื่อเข้าถึงและปลดปล่อยน้ำพุร้อนหรือไอน้ำร้อนใต้ดินขึ้นมาสู่พื้นผิว แหล่งกักเก็บพลังงานความร้อนใต้พิภพแต่ละแห่ง อาจตั้งอยู่ในความลึกที่ต่างกันตามสภาพภูมิประเทศ บางแห่งอาจต้องขุดเจาะลึกหลายกิโลเมตร ในขณะที่บางแห่งขุดเจาะลึกไม่กี่ร้อยเมตร อุณหภูมิของแหล่งกักเก็บอาจสูงถึง 370 องศาเซลเซียส

โดยทั่วไปแหล่งกักเก็บพลังงานความร้อนใต้พิภพ มักกระจุกตัวหนาแน่นอยู่ในพื้นที่มีภูเขาไฟหรือบริเวณแผ่นเปลือกโลกบาง อย่างไอซ์แลนด์หรือประเทศในเอเชีย ที่มีการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยพลังงานความร้อนใต้พิภพติดอันดับโลกอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ล้วนแต่เป็นประเทศที่มีภูเขาไฟทั้งสิ้น

น้ำพุร้อนไกเซอร์ Strokkur และน้ำเดือดจากใต้พิภพที่พวยพุ่งขึ้นสูงถึง 100 ฟุตในอากาศ ภาพโดย PARKER YOUNG NATIONAL GEOGRAPHIC

02 ผลลัพธ์เมื่อภาครัฐเอาจริง

ไอซ์แลนด์ขับเคลื่อนประเทศด้วยพลังงานหมุนเวียนเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ นับเป็นประเทศที่ใช้พลังงานหมุนเวียนในสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก โดยประมาณ 73 เปอร์เซ็นต์ มาจากไฟฟ้าพลังน้ำ และดูแลการผลิตโดยบริษัทพลังงานแห่งชาติ Landsvirkjun ซึ่งเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าหลักในไอซ์แลนด์

อีก 27 เปอร์เซ็นต์มาจากจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ ธรณีวิทยาที่เป็นเอกลักษณ์ของไอซ์แลนด์ บนเทือกเขากลางมหาสมุทรแอตแลนติก ทำให้ที่นี่มีการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกมากที่สุดในโลก เกิดเป็นภูเขาไฟมากกว่า 200 แห่ง บ่อน้ำพุร้อนมากกว่า 600 แห่ง และทุ่งไอน้ำอุณหภูมิ 150 ถึง 250 องศาเซลเซียล 20 แห่ง

แอ่งน้ำร้อนใต้พิภพที่ผุดขึ้นตามธรรมชาติ Reykjadalur ซึ่งแปลว่า หุบเขาไอน้ำ ภาพโดย PARKER YOUNG NATIONAL GEOGRAPHIC

นี่คือสิ่งที่ทำให้ไอซ์แลนด์สามารถผลิตพลังงานความร้อนใต้พิภพได้ ทุกวันนี้บ้านเรือนมากกว่า 85 เปอร์เซ็นต์ในไอซ์แลนด์ ใช้ไฟฟ้าจากพลังงานความร้อนใต้พิภพ

ชาวไอซ์แลนด์อาบน้ำและซักผ้าในบ่อน้ำพุร้อนมานานหลายศตวรรษ จนกระทั่ง ค.ศ. 1907 เกษตรกรคนหนึ่งทดลองต่อท่อคอนกรีตจากบ่อน้ำพุร้อนเพื่อนำไอน้ำเข้ามาสู่ตัวบ้าน นับเป็นการพยายามสร้างระบบการใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพครั้งแรก

ค.ศ. 1930 ท่อส่งไอน้ำอย่างเป็นทางการความยาว 3 กิโลเมตร ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกจากบ่อน้ำพุร้อนในชนบทสู่เมือง Reykjavík เพื่อสร้างความร้อนให้โรงพยาบาล โรงเรียน 2 แห่ง และบ้านอีก 60 หลัง ทศวรรษต่อมาท่อส่งไอน้ำขยายเป็น 18 กิโลเมตรและเชื่อมต่อเข้ากับบ้าน 2,850 หลัง

รัฐบาลไอซ์แลนด์มีบทบาทอย่างมาก ในการพัฒนาพลังงานความร้อนใต้พิภพ โดย รัฐบาลก่อตั้งการไฟฟ้าแห่งชาติขึ้นใน ค.ศ. 1940 โดยมีจุดมุ่งหมายในการศึกษา เพื่อนำทรัพยากรภายในประเทศมาใช้เป็นแหล่งพลังงานทดแทน ซึ่งต่อมาประสบความสำเร็จอย่างมาก เนื่องจากสามารถประยุกต์ใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพในหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วประเทศได้อย่างสร้างสรรค์

03 ในความกรีน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

ทุกวันนี้ประเทศไอซ์แลนด์มีโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ 5 แห่งทั่วประเทศ โดยโรงไฟฟ้า Hellisheiði ซึ่งเป็นโรงงานผลิตพลังงานความร้อนใต้พิภพที่ใหญ่ที่สุดของไอซ์แลนด์และใหญ่เป็นอันดับสามของโลก สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 303 เมกะวัตต์

blue lagoon, โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ, พลังงานหมุนเวียน
โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ Hellisheioi ที่มีกำลังผลิตไฟฟ้ามากที่สุดในไอซ์แลนด์ ออกแบบอาคารรูปโดม Geodesic เพื่อลดการมองเห็นในแนวนอน ลดการบดบังทัศนียภาพ ภาพโดย LUCA LOCATELLI NATIONAL GEOGRAPHIC

การผลิตไฟฟ้าด้วยการใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพ คือการผลิตไฟฟ้าด้วยการใช้น้ำพุร้อนหรือไอน้ำร้อนที่พบในชั้นหินที่อยู่ใกล้กับบริเวณแผ่นเปลือกโลก มาเป็นพลังงานหมุนกังหันไอน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า

ข้อดีของพลังงานความร้อนใต้พิภพ คือเสถียรภาพที่สามารถนำมาใช้ได้ตลอดเวลา สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอ ต่างจากพลังงานหมุนเวียนอื่นอย่างพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลม ซึ่งอาจมีความผันผวนตามสภาพอากาศ

โดยสาเหตุที่พลังงานทดแทนชนิดนี้ยังไม่เติบโตมากเท่าชนิดอื่น เนื่องจากหลายสาเหตุ หนึ่งในนั้นคือความเชี่ยวชาญและการลงทุนที่สูงมาก เนื่องจากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพแต่ละแห่ง ต้องได้รับการออกแบบอุปกรณ์ และติดตั้งระบบท่อเฉพาะพื้นที่เป็นพิเศษ ตามสภาพภูมิประเทศที่พบแหล่งพลังงานความร้อนใต้พิภพแห่งนั้นเพียงแห่งเดียว

blue lagoon, โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ, พลังงานหมุนเวียน
โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ Nesjavellir กำลังผลิตเป็นอันดับ 2 ของไอซ์แลนด์ 120 เมกะวัตต์ ภาพโดย WIKILMAGES PIXABAY

พลังงานความร้อนใต้พิภพส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อมน้อยมาก เมื่อเทียบกับพลังงานรูปแบบอื่น ๆ แต่ในการใช้ประโยชน์จาก แต่อย่างไรก็ตาม ไอน้ำและความร้อนที่นำมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้ามีองค์ประกอบที่เป็นพิษ ดังนั้นโรงไฟฟ้าจะต้องมีระบบควบคุมการปล่อยไอน้ำแบบปิด ที่ป้องกันการเล็ดรอดของสารพิษได้อย่างเด็ดขาด

และในการสร้างพื้นที่รับน้ำที่ผ่านกระบวนการผลิตไฟฟ้า ก็ต้องมีการออกแบบอย่างครบวงจร เพื่อเป็นการรักษาระบบนิเวศโดยรอบโรงไฟฟ้าอย่างเข้มแข็ง

04 ทะเลสาบฝีมือมนุษย์

ทะเลสาบน้ำร้อน Blue Lagoon ตั้งอยู่บริเวณทุ่งลาวาใน Grindavík ทางตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ โดยที่นี่คือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดในไอซ์แลนด์

ด้วยส่วนประกอบของซิลิกาความเข้มข้นสูง ทำให้น้ำใน Blue Lagoon แยกตัวจากทุ่งลาวาและมีสีฟ้าน้ำนมสดใส ภาพจาก PIXABAY

น้ำร้อนในทะเลสาบมีสีฟ้าน้ำนม เนื่องจากประกอบไปด้วยซิลิกาเข้มข้น โดยเป็นน้ำอุณหภูมิร้อนจัดจากใต้ดินที่ถูกดึงขึ้นมา และผ่านการหมุนกังหันสร้างกระแสไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ Svartsengi (กำลังผลิตกระแสไฟฟ้า 76.5 เมกะวัตต์) มาแล้ว ก่อนจะถูกลำเลียงมายังทะเลสาบแห่งนี้

โดยน้ำในทะเลสาบได้รับการเปลี่ยนถ่ายใหม่ทุก 48 ชั่วโมง และได้รับความร้อนจากการไหลของลาวาในบริเวณใกล้เคียง ทำให้น้ำมีอุณหภูมิคงที่เฉลี่ย 40 องศาเซลเซียส ตลอดทั้งปีแม้ในฤดูหนาวที่สภาพเยือกแข็ง

อุณหภูมิของน้ำใน Blue Lagoon เหมาะสำหรับการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทำให้ผู้คนนิยมมาแช่ตัวและแหวกว่ายเพื่อคลายความหนาวเย็นและเมื่อยล้า โดยจุดเริ่มต้นแรก ๆ ที่ทำให้ทะเลสาบแห่งนี้เป็นที่รู้จัก เกิดจากการบอกต่อของบุคคลที่ประสบปัญหาโรคผิวหนัง โดยเฉพาะโรคสะเก็ดเงิน ที่เมื่อมาแช่น้ำร้อนที่นี่แล้วอาการดีขึ้น

blue lagoon, โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพ, พลังงานหมุนเวียน
ภาพโดย LUCA LOCATELLI NATIONAL GEOGRAPHIC

เนื่องจากน้ำแหล่านี้ถูกดึงขึ้นมาจากใต้พิภพ จึงมีแร่ธาตุเข้มข้นหลายชนิด นอกจากซิลิกาแล้ว ยังประกอบไปด้วยฟลูออรีน โซเดียม โพแทสเซียม แคลเซียม และซัลเฟต

ใน ค.ศ. 1995 Blue Lagoon ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ ทุกวันนี้นอกจากทะเลสาบน้ำร้อนขนาดใหญ่ ที่นี่ยังมีห้องซาวนา ห้องอบไอน้ำที่ออกแบบอย่างงดงามภายในถ้ำลาวา โดยใน ค.ศ. 2017 มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมและแช่น้ำร้อนจากใต้พิภพนี้ถึง 1.3 ล้านคน

สืบค้นและเรียบเรียง มิ่งขวัญ รัตนคช


ข้อมูลอ้างอิง


เรื่องอื่น ๆ ที่น่าสนใจ : พลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy)

 

เรื่องแนะนำ

เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กสาววัย 16 ผู้ปลุกเยาวชนโลกออกเดินขบวนเพื่อต้านภาวะโลกร้อน

เพราะคนในรุ่นของเธอคือผู้ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ผู้ใหญ่ได้ก่อเอาไว้อย่างใหญ่หลวง เกรียตา ทุนแบร์ย ตัดสินใจจัดการประท้วงเดี่ยวต่อรัฐบาลบ้านเกิดของเธอให้จัดการเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างจริงจัง จนเป็นแรงบันดาลให้มีการเดินขบวนด้วยจุดประสงค์เดียวกันจากเยาวชนนับล้านคนทั่วโลก เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา เหล่าเยาวชนประมาณ 1.4 ล้านคน จาก 100 ประเทศทั่วโลก อาทิ เยอรมนี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยียม ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา พร้อมใจกันหยุดเรียนเพื่อเข้าร่วมการประท้วงในระดับนานาชาติ ที่มีจุดประสงค์เพื่อให้ชาวโลกสนใจมหันตภัยของโลกที่ใกล้เข้ามาอย่าง “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ” พวกเขารวมตัว ชูป้ายประท้วง ร้องรำทำเพลงและตะโกนในสิ่งที่พวกเขาเรียกร้องเพื่อแสดงออกถึงสิ่งที่พวกเขาวิตกกังวลไปยังบรรดาผู้มีอำนาจบนโลกให้ตระหนักถึงปัญหานี้ “เราคือคนรุ่นแรกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยิ่งยวด และเราจะเป็นคนรุ่นสุดท้ายที่ออกมาทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้” – นาเดีย นาซาร์ หนึ่งในผู้จัดการประท้วงที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวไว้ในการประท้วงครั้งนี้ การนัดประท้วงของเยาวชนในระดับนานาชาตินี้มีจุดเริ่มต้นมาจากการประท้วงในเดือนสิงหาคม ปี 2018 โดย เกรียตา ทุนแบร์ย เด็กหญิงชาวสวีเดน วัย 16 ปี ที่ออกมาประท้วงเรียกร้องด้านนอกรัฐสภาในกรุงสต็อกโฮล์มเพื่อให้ผู้นำประเทศของเธอรับรู้ถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และออกมาตรการที่แก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยเกรียตาเรียกการประท้วงครั้งนี้ว่า “การประท้วงหยุดเรียนเพื่อสภาพภูมิอากาศ ” (School Strike for […]

การสูญพันธุ์ : เราสูญเสียอะไร เมื่อชนิดพันธุ์อันตรธาน

มาเลเซียเพิ่งสูญเสียแรดสุมาตราหรือกระซู่ตัวสุดท้าย และโลกก็อาจสูญเสียแรดขาวเหนือไปตลอดกาล เมื่อเพศผู้ตัวสุดท้ายเพิ่งตายลงเมื่อไม่นานมานี้ ชะตากรรมเดียวกันนี้กำลังเกิดขึ้นกับสัตว์โลกอีกมากมาย องค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหรือไอยูซีเอ็น (International Union for Conservation of Nature: IUCN) ขึ้นบัญชีชนิดพันธุ์และชนิดพันธุ์ย่อยของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกว่า 200 ชนิดว่ามีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์อย่างยิ่ง บางชนิด เช่น โลมาแม่น้ำแยงซี แม้ไม่ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการว่าสูญพันธุ์ แต่ก็อาจล้มตายไปจนหมดสิ้นแล้ว โลกกำลังก้าวเข้าสู่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ (mass extinction) ครั้งที่หกจริงหรือ

Explorer Awards 2019 : ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์

“ถ้าคุณอยากจะเปลี่ยนโลก คุณต้องเริ่มจากการไปตามหาโลก ไปเรียนรู้จากโลก ไปเข้าใจโลก ไปสำรวจโลก จนกว่าโลกจะเปลี่ยนตัวคุณ คุณถึงจะเปลี่ยนโลกได้” คือนิิยามของคำว่า การสำรวจ ของ ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล นักเขียน และนักส่ื่อสาร ผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงผลักดันโครงการอนุรักษ์ทะเลมากมายที่สัมฤทธิ์ผลอย่างเป็นรูปธรรม

ชีวิตสมัยใหม่เปลี่ยนโลกธรรมชาติอย่างไร

เรื่อง แดเนียล สโตน ภาพ เอ็ดเวิร์ด เบิร์นไทนสกี้ เมื่อ  4 – 5 พันปีก่อน ในยุคสำริด มนุษย์เริ่มที่จะรู้จักนำทรัพยากรที่มีค่าจากโลกมาใช้ ขณะที่การทำงานด้วยสำริด ทอง หรือ ทองแดง หมายถึงการทำงานด้วยมือ และเป็นแรงงานที่แรงของคน ๆ หนึ่งจะสามารถทำได้ แต่ในศตวรรษที่ 20 จนถึง 21 สิ่งที่เรียกว่า การปะทะของอุตสาหกรรมนำเราไปสู่เส้นทางใหม่ที่จะตักตวงธรรมชาติโลกได้ ซึ่งมันเปลี่ยนภูมิทัศน์ไปอย่างรวดเร็ว ส่วนหนึ่งของชีวิตสมัยใหม่สัมผัสกับเทคโนโลยี และทุกส่วนของเทคโนโลยี ต้องการบางสิ่งที่มาจากพื้นดิน ซิลิคอนไดออกไซด์(silicon dioxide) ในมือถือ ฟอสฟอรัสที่ช่วยให้ธัญญาหารเติบโต ทองแดงในสายไฟซึ่งนำบทความนี้มาสู่สายตาของผู้อ่าน และตัวอย่างอีกหลายพันอย่าง นี่คือรอยประทับซึ่งช่างภาพ เอ็ดเวิร์ด เบิร์นไทนสกี้ อดใจไม่ได้ที่จะจับภาพเหล่านี้ไว้ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาที่ชื่อว่า Essential Elements เบิร์นไทนสกี้ อายุ 61 ปี ใช้อาชีพช่างภาพของเขาเปลี่ยนโลก และอย่างไรก็ตาม เขายังคงจับภาพของการเปลี่ยนแปลงของโลกจากเราด้วยเช่นกัน เขาไม่ได้พยายามที่จะแสดงความโหยหาของการทำลายล้างที่น่าสิ้นหวัง แต่เพื่อบันทึกร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจลบเลือนได้ แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นจะเป็นไปในทางที่ไม่ดีก็ตาม การสำรวจนำเขาไปสู่ทั่วมุมโลก เขาบันทึกภาพเหมืองหิน  […]