ขยะพลาสติก ไม่อาจเก็บจากชายหาดได้หมด เพราะส่วนใหญ่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนทราย

การทำความสะอาดชายหาดไม่อาจเก็บขยะพลาสติกจำนวนหลายล้านชิ้น

ขยะพลาสติกกองพะเนินอยู่บนชายหาดทางเหนือของเกาะไดเรกชัน ประเทศออสเตรเลีย ภาพถ่ายโดย SILKE STUCKENBROCK, COURTSEY OF SPRINGER NATURE


ผลการศึกษาชิ้นใหม่เผยว่า ขยะพลาสติก ส่วนใหญ่บนชายหาดสักแห่งเป็นพลาสติกชิ้นเล็กจิ๋วที่ฝังอยู่ใต้ผืนทราย

ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา การทำความสะอาดชายหาดกลายเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก บ่อยครั้งที่อาสาสมัครมารวมตัวกันเพื่อทำงานที่ดูเหมือนไม่มีวันสำเร็จได้ นั่นคือการเก็บ ขยะพลาสติก ปัจจุบัน งานวิจัยชิ้นใหม่ที่ศึกษาหมู่เกาะโคโคส (Cocos) หรือคีลิง (Keeling) ซึ่งเป็นกลุ่มเกาะห่างไกลของออสเตรเลียชี้ว่า การทำความสะอาดชายหาดอาจปิดบังความเสียหายที่แท้จริงของมลพิษจากพลาสติกอย่างไม่ตั้งใจ เนื่องจากพลาสติกส่วนใหญ่ถูกฝังอยู่ใต้ผืนทราย

 

“น่าเศร้าที่สถานการณ์นี้ไม่ได้เกิดแค่บนหมู่เกาะโคโคส” เจนิเฟอร์ เลเวอร์ส (Jennifer Lavers) นักวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งมหาวิทยาลัยแทสเมเนีย ประเทศออสเตรเลีย เขียนในผลการศึกษาที่ติมพิมพ์ในวารสาร Scientific Reports เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม ปี 2019  “เมื่อเรามีเกาะน้อยใหญ่กว่า 2,000 เกาะในมหาสมุทรทั่วโลก และในแต่ละวัน ข้าวของพลาสติกนับพันๆ ชิ้นถูกคลื่นลมพัดมาเกยชายหาดของเกาะห่างไกล  จึงไม่มีทางที่เราจะเก็บขยะได้ทัน หากไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและมีนัยสำคัญ การจัดการกับปัญหาขยะพลาสติกในทะเลจะยังคงเป็นความพยายามที่ไม่มีวันสำเร็จ”

นอกจากนี้ งานวิจัยดังกล่าวยังบอกเป็นนัยถึงอนาคตที่อาจเกิดขึ้นกับชายหาดในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นหากไม่มีการทำความสะอาด  จนทำให้ขยะพลาสติกสะสมมากขึ้นปีแล้วปีเล่า  กระทั่งแตกตัวกลายเป็นไมโครพลาสติกที่ไม่สามารถกำจัดได้ด้วยการเก็บขยะทั่วไป  อีกทั้งยังไม่มีไครทราบว่าขยะเหล่านี้มีจำนวนเท่าใด สะสมได้เร็วเพียงใด และมีผลกระทบอย่างไร

ขยะพลาสติก
ในเกาะอันห่างไกลแห่งทะเลแคริบเบียน บรรดาขวดที่ถูกทิ้ง บรรจุภัณฑ์ และหลอดพลาสติกนั้นปกคลุมเต็มชายหาด ภาพถ่ายโดย ETHAN DANIELS, ALAMY

ขยะมาจากไหน?

กว่าร้อยละ 80 ของขยะพลาสติกจำนวนแปดล้านตันที่ถูกพัดพาลงสู่มหาสมุทรในแต่ละปีมีที่มาจากบนบก ทว่าเกาะที่อยู่ห่างไกล รกร้าง หรือมีประชากรอาศัยอยู่อย่างเบาบาง ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เห็นภาพอย่างแจ่มชัดของผลกระทบที่เกิดจากขยะทั่วโลก และการเคลื่อนทีของพวกมัน ทั้งนี้เพราะขยะเหล่านั้นแทบทั้งหมดไม่ได้มาจากแหล่งที่พบเลย

เมื่อปี 2017 เลเวอร์สและทีมงานสำรวจชายหาด 25 แห่งบนเกาะ 7 เกาะ (จากทั้งหมด 27 เกาะ) ของหมู่เกาะโคโคส  ซึ่งแม้จะมีผู้อยู่อาศัยบนเกาะเหล่านี้เพียงราว 600 คน และเกือบทั้งหมดอาศัยอยู่บนเกาะที่ใหญ่ที่สุดสองเกาะ  ทีมงานเก็บขยะได้หลายประเภทรวมถึงพลาสติก จากชายหาดและป่ารกด้านหลังหาด อีกทั้งยังรวบรวมอนุภาคระดับไมโครหรือไม่โครพาร์ทิเคิล (microparticle) ที่ฝังอยู่ใต้ทรายลึกราวสิบเซนติเมตร  โดยร้อยละ 93 ของวัสดุเหล่านั้นคือพลาสติก

“สิ่งที่คุณเห็นบนผืนทรายเป็นเพียงปลายยอดสุดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น” เลเวอร์สกล่าว “จริงๆ แล้วสิ่งที่อยู่ตรงนั้นไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา”

เลเวอร์สประมาณการจากตัวอย่างที่รวบรวมได้ว่า  กลุ่มเกาะทั้งหมดมีขยะ  414 ล้านชิ้น และมีน้ำหนักรวมกัน 238 ตัน โดยไมโครพาร์ทิเคิลที่ฝังอยู่ใต้ทรายมีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 93 ของขยะทั้งหมดที่ประมาณการ  ทั้งนี้ หากประเมินจากจำนวนผู้อยู่อาศัยบนเกาะ  นั่นหมายความว่ามีขยะเพียงน้อยนิดหรือไม่มีเลยที่เกิดจากท้องถิ่น พูดอีกนัยหนึ่งคือขยะบนชายหาดทั้งหมดถูกกระแสน้ำพัดมาจากที่อื่น

ผลกระทบของไมโครพลาสติก

คารา ลาเวนเดอร์ ลอว์ (Kara Lavender Law) นักวิจัยด้านสมุทรศาสตร์แห่ง Sea Education Association ใน วูดโฮลส์ รัฐแมสซาชูเซตส์ กล่าวว่า  ผลการวิจัยที่ระบุว่า  พลาสติกส่วนใหญ่บนหาดในหมู่เกาะโคโคสเป็นไมโครพลาสติกนั้นเป็นเรื่องสมเหตุสมผล  เมื่อคำนึงถึงว่าพลาสติกจะแตกตัวเป็นชิ้นเล็กลงเรื่อยๆ เมื่อถูกแสงแดดและคลื่นลม เธอเสริมว่า  “ฉันยินดีที่มีคนทำงานวิจัยภาคสนามลักษณะนี้ เพื่อมองลึกลงไปในรายละเอียดเกี่ยวกับชนิดหรือประเภทของขยะ รวมไปถึงขนาดที่พบบนชายหาด” และ “เรายังไม่ทราบถึงขนาดที่แท้จริงของระดับการปนเปื้อนบนชายหาด”

เลเวอร์สกล่าวว่า  งานวิจัยที่โคโคสและงานวิจัยของเธอเมื่อปี 2017 ที่ศึกษาเกาะเฮนเดอร์สัน (Henderson) อันโดดเดี่ยวของหมู่เกาะพิตแคร์น (Pitcairn) ในมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ ซึ่งเป็นที่ที่เธอค้นพบมลพิษจากพลาสติกหนาแน่นที่สุดในโลก  ช่วยวางรากฐานใหม่ให้งานวิจัยเกี่ยวกับขยะบนชายหาดเดินหน้าต่อไปได้

ขยะพลาสติก
มีขยะหลายตันกำลังตกค้างอยู่บนชายหาดหลายแห่งทั่งโลก เช่นเดียวกับชายหาดที่บราซิลแห่งนี้ ภาพถ่ายโดย PAULO SANTOS, REUTERS

“คำถามที่สำคัญที่สุดคือ พลาสติกมีผลกระทบอย่างไรต่อกลไกการทำงานของตะกอนนบนหาด  เป็นไปไม่ได้ที่ขยะจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อชายหาด” เธอกล่าวและเสริมว่า “เมื่อถึงจุดหนึ่ง ขยะเหล่านี้จะเปลี่ยนอุณหภูมิและองค์ประกอบทางเคมีของหาด และวิธีที่หาดดูดซึมหรือปล่อยให้น้ำระเหย สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไป และส่งผลกระทบต่อสัตว์ทุกชนิดที่อาศัยอยู่บนหาด”

ในงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์เมื่อปี 2011 นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า  ไมโครพลาสติกที่ฝังอยู่ในทรายทำให้น้ำซึมผ่านตะกอนได้ง่ายขึ้น จึงส่งผลโดยตรงต่อความเร็วในการแห้งของทราย  นอกจากนี้ ไมโครพลาสติกยังส่งผลต่ออุณหภูมิของทราย  เนื่องจากเมื่อสะสมมากขึ้น พลาสติกเหล่านี้จะทำหน้าที่คล้ายฉนวนป้องกันไม่ให้ความร้อนผ่านลงไปยังทรายชั้นล่างๆ  สิ่งนี้มีผลกระทบต่อเต่าทะเล เนื่องจากอุณหภูมิมีส่วนกำหนดเพศของลูกเต่าที่ฟักออกจากไข่

“อุณหภูมิที่เย็นกว่าของรังทำให้การกกไข่ใช้เวลานานขึ้น และอาจเปลี่ยนแปลงอัตราส่วนระหว่างเพศของเต่า โดยเต่าเพศผู้จะมีจำนวนมากกว่าเพศเมีย” สตีเวน โคลเบิร์ต (Steven Colbert) นักวิทยาศาสตร์ทางทะเลจากมหาวิทยาลัยฮาวาย และหนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยดังกล่าว ระบุ

กระนั้น  จอร์จ ลีโอนาร์ด หัวหน้านักวิทยาศาสตร์ขององค์กรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม Ocean Conservancy ซึ่งทำความสะอาดชายหาดในมากกว่า 100 ประเทศ  และเก็บขยะมากกว่า 136 ล้านกิโลกรัม  กล่าวว่า  เขาคลางแคลงกับแนวคิดที่ว่า  ชายหาดในแคลิฟอร์เนียอาจมีสภาพเหมือนหาดบนหมู่เกาะโคโคส  หากยุติการทำความสะอาดชายหาดเหล่านั้น

“เราคาดการณ์แบบนั้นไม่ได้” เขากล่าวก่อนจะทิ้งท้ายว่า  ถิ่นอาศัยนั้นแตกต่างกัน  สภาพทางสมุทรศาสตร์ก็แตกต่างกัน  แต่ข้อเท็จจริงที่ว่า  พลาสติกไหลเวียนไปถึงที่ที่ไม่มีผู้คนอยู่อาศัย ทิ้งหลักฐานของการใช้และความลุ่มหลงในพลาสติกของเราไว้นั้น  ช่างน่าพรั่นพรึง ถึงเวลาของความพยายามในระดับโลกแล้ว”

เรื่อง LAURA PARKER


อ่านเพิ่มเติม การจัดการขยะอย่างไม่ถูกวิธีอาจเป็นสาเหตุของการตายของคนนับล้านในแต่ละปีขยะ

เรื่องแนะนำ

พลังบำบัดของธรรมชาติ

ธรรมชาติบำบัด: ธรรมชาติส่งผลต่อร่างกายและสมองของเราอย่างไร เมื่อเราพาตัวเข้าใกล้ธรรมชาติขึ้นอีกอีกนิด ไม่วาจะเป็นผืนป่าบริสุทธิ์ หรือต้นไม้ในสวนหลังบ้าน เรากำลังช่วยให้สมองที่ตึงเครียดได้ผ่อนคลาย “เป็นความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ว่าการดื่มด่ำกับทิวทัศน์ทางธรรมชาติอันตระการตาเป็นครั้งคราว…ส่งผลดีต่อสุขภาพและกำลังวังชาของมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อสุขภาพและกำลังของสติปัญญา” เฟรเดอริก ลอว์ โอล์มสเตด ภูมิสถาปนิก เรียกร้องให้สภานิติบัญญัติแห่งรัฐแคลิฟอร์เนียปกป้องป่าในหุบเขาโยเซมิทีจากการโหมพัฒนาเมื่อปี 1865  ตลอดเวลาที่ผ่านมา การศึกษามากมายที่ชี้ชัดว่าคำพูดของโอล์มสนั้น เป็นจริง เดวิด เสตรเยอร์ นักจิตวิทยากลุ่มการรู้คิด มหาวิทยาลัยยูทาห์ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องความสนใจของมนุษย์เป็นพิเศษ และเป็นนักท่องไพร ไม่คุยโทรศัพท์หรือส่งข้อความขณะขับรถเพราะเขารู้ว่าสมองมีแนวโน้มจะทำผิดพลาดเมื่อทำหลายอย่างพร้อมกัน  เขาวิจับพบว่าการใช้โทรศัพท์มือถือทำให้คนส่วนใหญ่ขับรถแย่ลงไม่ต่างจากการดื่มแอลกอฮอล์  เขารู้ว่าชีวิตสมัยใหม่ส่งผลกระทบกับผู้คนอย่างไร และรู้ด้วยว่ายาถอนพิษที่ได้ผลชะงัดคือ “ธรรมชาติ” สมองมนุษย์ไม่ใช่เครื่องจักรกลหนัก 1.4 กิโลกรัมที่ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย  สมองเหนื่อยง่ายมาก  เมื่อคนเราใช้ชีวิตช้าลง  วางมือจากงานอันยุ่งเหยิงและดื่มด่ำกับธรรมชาติงดงามรอบตัว ไม่เพียงแต่ร่างกายที่ฟื้นตัว แต่สมองก็สดชื่นด้วย  เสตรเยอร์พบว่านักศึกษาที่ออกตั้งแคมป์ท่องป่านานสามวัน แก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ได้ดีขึ้นร้อยละ 50  สามวันในป่าจึงเป็นการทำความสะอาดสมองลักษณะหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเราอยู่กับธรรมชาตินานพอ  “ในวันที่สาม ประสาทสัมผัสของผมปรับตัวดีขึ้น ผมได้ยินเสียงและได้กลิ่นที่ไม่เคยสัมผัสได้มาก่อน  ผมรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติมากขึ้น” ปัญหาสาธารณสุขระดับมหัพภาค เช่น โรคอ้วน ภาวะซึมเศร้า และสายตาสั้นที่เป็นกันอย่างแพร่หลายล้วนแล้วแต่เกี่ยวข้องกับการใช้เวลาในร่มอย่างชัดเจน ผลักดันให้สเตรเยอร์และนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆกลับมาให้ความสนใจกันอีกครั้งว่า ธรรมชาติส่งผลต่อร่างกายและสมองของเราอย่างไร ความก้าวหน้าทางประสาทวิทยาศาสตร์และจิตวิทยาทำให้พวกเขาเริ่มตรวจวัดสิ่งที่เคยเป็นปริศนามืดมนได้ และผลการตรวจวัดสิ่งต่างๆ ตั้งแต่ฮอร์โมนเครียด อัตราการเต้นของหัวใจ […]

5 ตัวอย่างที่โดรนใต้น้ำกำลังช่วยปกป้องมหาสมุทรให้เรา

เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ นอกเหนือจากการช่วยอำนวยความสะดวกแล้ว ล่าสุดมันกำลังปกปักษ์รักษาธรรมชาติแทนเรา

ทำไมหลายคนเลือกสร้างบ้านใกล้ภูเขาไฟ?

มันดูแปลกที่ผู้คนจำนวนหนึ่งเลือกสร้างบ้านใกล้เขตภูเขาไฟ เพราะฝนกรดและลาวาอาจโปรยปรายลงมาพวกเขาและครอบครัวได้ทุกเมื่อ แต่ท่ามกลางอันตรายก็ยังมีข้อดีเช่นกัน

อ่าวมาหยา : การกลับมาของฉลามหูดำกับบทบาทสำคัญในระบบนิเวศ

ย้อนชมเรื่องราวของอ่าวมาหยากันอีกครั้ง จากหาดท่องเที่ยวชื่อดังสู่บ้านหลังใหม่ของฉลามหูดำ เกิดอะไรขึ้นกับอ่าวมาหยาที่ผ่านมา และอนาคตทางสิ่งแวดล้อมของที่นี่จะเป็นอย่างไร?