งานวิจัยเผย ขณะนี้โลกใช้ พลังงานฟอสซิล มากเกินกว่าจะลดโลกร้อนได้สำเร็จ

งานวิจัยเผย ขณะนี้โลกใช้พลังงานฟอสซิลมากเกินกว่าจะลดโลกร้อนได้สำเร็จ

งานวิจัยชิ้นใหม่พบว่า โลกต้องปลดระวางโรงไฟฟ้าและโรงงานถ่านหินจำนวนมาก เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส ตามที่ตั้งเป้าไว้

มีงานวิจัยฉบับใหม่ระบุว่า ณ ขณะนี้ โลกของเรามีโรงงานไฟฟ้า โรงงาน ยานพาหนะ และอาคารที่อาศัย พลังงานฟอสซิล อยู่มากมาย ถ้าสถานที่เหล่านี้ยังคงใช้พลังงานฟอสซิลอย่างเช่นทุกวันนี้ไปเรื่อยๆ อุณหภูมิของโลกจะสูงเกินความตกลงปารีส (Paris Agreement) ที่ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อไม่ให้โลกได้รับอันตรายอย่างใหญ่หลวงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

งานวิจัยฉบับนี้ยังให้แนวทางว่า เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยของอุณหภูมิโลกไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส ไม่เพียงแต่โลกของเราต้องยุติการสร้างโครงสร้างพื้นฐานใดๆ ที่มีการใช้ พลังงานฟอสซิล เท่านั้น แต่โรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานฟอสซิลที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้จำเป็นต้องปิดลงโดยเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังมีแผนหรือการดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลอยู่อีกมากมาย

“งานวิจัยของเรานั้นง่ายมาก” สตีเวน ดาวิส จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ไอร์วีน ผู้เขียนร่วมงานวิจัยฉบับนี้ที่เผยแพร่ลงในนิตยสาร Nature กล่าวและเสริมว่า “ เราอยากรู้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้าไม่มีการสร้างโรงงานเชื้อเพลิงเผาไหม้ฟอสซิลดังเช่นในช่วงปี 2018 ที่ผ่านมา ”

เพื่อตอบคำถามนี้ ดาวิสและผู้ร่วมงานวิจัยได้ตรวจสอบการปล่อยก๊าซของไฟฟ้า, แหล่งพลังงาน, การจราจรขนส่ง, ที่พักอาศัย และโครงสร้างพื้นฐานเชิงพาณิชย์ ของปี 2018 จากนั้นพวกเขาได้นำค่าจำนวนที่ได้ไปคำนวณค่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอนาคต ซึ่งใช้ค่าเฉลี่ยของระยะเวลาจำนวนปีที่ได้มีการปล่อยก๊าซนี้

พลังงานฟอสซิล, โรงไฟฟ้าถ่านหิน
ควันพวยพุ่งขึ้นจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศเยอรมนี การศึกษาใหม่พบว่าโลกจะต้องละเลิกการใช้ถ่านหินตามที่กำหนดไว้ในเป้าหมายตามข้อตกลงด้านภูมิอากาศนานาชาติ ภาพถ่ายโดย PATRICK PLEUL, DPA/CORBIS

ยกตัวอย่างเช่น โรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหินที่มีอยู่ในทุกวันนี้ จะปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นับล้านตันทุกปีในตลอดช่วงการดำเนินงานตลอด 40 ปีที่ผ่านมา รถยนต์คันใหม่ที่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 4 ตันต่อปี จะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ราว 60 ตัน ในกรณีที่มันมีอายุการใช้งานอยู่ที่ 15 ปี และถึงแม้ว่าจะมีการดูดซับก๊าซคาร์บอนได้ออกไซด์โดยพื้นที่ป่าไม้และมหาสมุทร แต่ก็ยังมีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากอยู่ในชั้นบรรยากาศ และถูกขังอยู่ในนั้นเป็นเวลาหลายร้อยปี เว้นเสียแต่ว่าโลกจะมีการใช้เทคโนโลยีใหม่เพื่อดูดซับก๊าซเหล่านี้จากชั้นบรรยากาศกลับมาบนโลกอีกครั้ง

นอกจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมาจากโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่อยู่บนโลกแล้ว ดาวิสและผู้ร่วมวิจัยของเขาคาดว่า มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 658 พันล้านเมตริกตัน บนโลกของเรา ซึ่งมากกว่าจำนวนที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (The Intergovernmental Panel on Climate Change – IPCC) ตั้งเป้าไว้ 78 ตัน อันเป็นจำนวนที่คณะกรรมการฯ กล่าวว่า เป็นจำนวนที่ทำให้มีโอกาสร้อยละ 50 ที่จะทำให้โลกมีอุณหภูมิคงที่ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสดังที่ตั้งใจไว้

อย่างไรก็ตาม การคำนวณนี้ไม่ได้รวมการปล่อยก๊าซจากการทำเกษตรกรรม การทำลายป่าไม้ และการใช้ประโยชน์จากที่ดินในแบบอื่นๆ ซึ่งคิดเป็นจำนวนร้อยละ 24 ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปัจจุบัน และยังไม่รวมการปล่อยก๊าซในกระบวนการนำพลังงานฟอสซิลออกมาจากพื้นที่ซึ่งก็มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การขุดน้ำมันออกจากทรายน้ำมัน (Oil Sand) ในแคนาดา มีจำนวนการเผาไหม้มากถึงหนึ่งในสามของการผลิตก๊าซธรรมชาติของประเทศ

การแก้ปัญหาอย่างมืดบอด

องค์การสหประชาชาติ และประเทศต่างๆ ต่างพุ่งความสนใจไปที่จำนวนการปล่อยก๊าซในแต่ละปีเพื่อพูดในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งยังไม่เพียงพอ โดยดาวิสกล่าวว่า “มันเหมือนกับขับรถบนถนนไฮเวย์โดยการมองไปที่หน้าต่างด้านข้างเท่านั้น” การตัดสินใจว่าจะมีการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้พลังงานฟอสซิลต่อไปหรือไม่จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และเป็นการกำหนดว่าโอกาสอันเป็นไปได้ที่โลกจะควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียสหรือไม่

การศึกษาได้รวบรวมการปล่อยก๊าซคาร์บอนเออกไซด์จากถ่านหิน แก๊ส และโรงงานไฟฟ้าพลังงานน้ำมันที่กำลังก่อสร้างหรือมีแผนที่จะก่อสร้าง ถ้าโครงการก่อสร้างเหล่านี้เสร็จสมบูรณ์ การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของโลกจะเพิ่มขึ้นราว 846 พันล้านตัน อันเป็นจำนวนงบประมาณคาร์บอนที่โลกยังเหลืออยู่ เพื่อไม่ให้โลกมีอุณหภูมิสูงเกินกว่า 2 องศาเซลเซียส

พลังงานฟอสซิล, โรงไฟฟ้าถ่านหิน
โรงงานพลังงานไฟฟ้าถ่านหินประสิทธิภาพสูงในประเทศเยอรมนี ซึ่งกำลังเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาด แต่เช่นเดียวกับหลายประเทศบนโลกที่ยังพึ่งพาถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลัก ภาพถ่ายโดย MARTIN MEISSNER, AP

“ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเลยที่ตอนนี้เราอยู่ในช่วงอันยากลำบากที่จะทำให้อุณหภูมิโลกต่ำกว่า 2 องศา และลืมเรื่องการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกที่ไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสไปได้เลย” เกล็น ปีเตอร์ (Glen Peter) ผู้อำนวยการวิจัย ศูนย์การวิจัยภูมิอากาศนานาชาติแห่งประเทศนอร์เวย์ กล่าวและเสริมว่า “การเติบโตอย่างรวดเร็วของพลังงานที่ทดแทนได้ ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการพลังงานในแต่ละปี” และเพื่อที่จะให้อุณหภูมิของโลกต่ำกว่า 1.5 หรือ 2 องศาเซลเซียส อย่างไรก็ตาม “ดูเหมือนว่าเราต้องปลดระวางโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้พลังงานฟอสซิลให้เร็วกว่าที่วางแผนเอาไว้”

นอกเหนือไปจากการสงวนการใช้พลังงานไฟฟ้าจากหินและก๊าซ ทางเลือกอื่นๆ ในการแก้ปัญหามีทั้งการฟื้นฟูพื้นที่ป่าจำนวนหลายล้านตารางกิโมเมตร ใช้เทคโนโลยีที่สามารถดักจับคาร์บอนในปริมาณที่มาก และสร้างการใช้พลังงานที่ทดแทนได้ออกมาให้เร็วมากขึ้น และดูเหมือนว่าต้องใช้วิธีเหล่านี้ประสานไปด้วยกัน

นิคลาส เฮอฮ์เนอ (Niklas Höhne) แห่งสถาบันภูมิอากาศใหม่เพื่อนโยบายภูมิอากาศและความยั่งยืนของโลก (New Climate Institute for Climate Policy and Global Sustainability) ในประเทศเยอรมนีกล่าวว่า “โลกของเราเหลืออุณภูมิที่จะเพิ่มขึ้นได้อีกแค่เพียง 1 องศาเซลเซียส และขณะนี้ (หน้าร้อน) ของประเทศเยอรมนีอยู่ที่เกือบ 40 องศาเซลเซียส อันเป็นอุณหภูมิที่เราไม่เคยเจอมาก่อน”

นิคลาสกล่าวเสริมว่า การให้คำปฏิญาณที่จะลดจำนวนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของสหรัฐอเมริกา ยุโรป จีน อินเดีย และประเทศอื่นๆ ภายใต้ข้อตกลงปารีสไม่ได้ใกล้เคียงตามที่ต้องการ การเจรจาเรื่องสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติครั้งล่าสุดซึ่งจัดขึ้นที่เมืองบอนน์ ประเทศเยอรมนีซึ่งสุดไปเมื่อวันที่ 27 มิถุนายนนั้น ล้มเหลวที่จะทำให้คำปฏิญาณนี้รุดหน้า และโลกยังคงอยู่แนววิถีที่อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้นไปถึง 3 องศาเซลเซียส เขากล่าว

เรื่อง STEPHEN LEAHY


อ่านเพิ่มเติม ถ่านหิน คาร์บอนไดออกไซด์ และโลกร้อน

เรื่องแนะนำ

ลูกเพนกวินนับพันตัวกำลังหายไปเพราะแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาละลาย

ลูก เพนกวินจักรพรรดิ นับพันตัวต้องจมน้ำไปหลังจากที่แผ่นน้ำแข็งที่พวกมันเติบโตมาละลายเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย งานวิจัยฉบับใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal Antarctic Science เปิดเผยว่า นิคมที่อยู่อาศัยของ เพนเกวินจักรพรรดิ ที่มีพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกกำลังละลาย พร้อมกับลูกนกเพนเกวินที่หายไปหลังจากแผ่นน้ำแข็งในแอนตาร์กติกาเริ่มแตกกระจาย หลังจากหายนะการพังทลายของแผ่นน้ำแข็ง Halley Bay ซึ่งเคยเป็นนิคมที่อยู่อาศัยของเพนกวินจักรพรรดิที่ใหญ่ที่สุดในปี 2016 ก็ไม่พบว่ามีนกเพนกวินขยายพันธุ์ในพื้นที่ตรงนั้นอีก นอกจากนี้ หลังจากผ่านมา 3 ปี นกเพนกวินเหล่านี้ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณใดๆ ในการสร้างประชากรขึ้นมาใหม่อีกครั้งเช่นกัน โดยปกติแล้ว เพนกวินจักรพรรดิ ราว 15,000-24,000 คู่ จะไปยังจุดผสมพันธุ์ที่ Halley Bay ซึ่งคิดเป็นจำนวนร้อยละ 5-9 ของจำนวนเพนกวินทั้งโลก แต่ทว่าในปัจจุบัน ไม่มีเพนกวินจักรพรรดิไปที่นั่นอีกแล้ว ตามคำกล่าวของนักเหล่าวิทยาศาสตร์จาก British Antarcic Survey ซึ่งพวกเขาค้นพบปรากฏการณ์น่าเศร้านี้จากภาพถ่ายทางอากาศเพื่อสำรวจประชากรเพนกวิน “ผมไม่เคยเห็นความล้มเหลวในการขยายพันธุ์ของเพนกวินแบบนี้มา 60 ปีแล้ว” ฟิล ทราธาน หัวหน้านักชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ (conservation biology) ของ British Antarcic Survey ซึ่งเป็นผู้เขียนงานวิจัยนี้ […]

นักวิทยาศาสตร์พัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ย่อยสลายได้ภายใน 60 วัน

บรรจุภัณฑ์เหล่านี้ผลิตมาจากไม้ไผ่และ ชานอ้อย ซึ่งสามารถย่อยสลายได้ด้วยการฝังกลบ และไม่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม นักวิทยาศาสตร์ออกแบบบรรจุภัณฑ์อาหาร ภายใต้แนวคิด “Green” ซึ่งผลิตมาจาก ชานอ้อย และไม้ไผ่ โดยลดการออกแบบเรื่องความสะดวกสบายของการใช้งาน หวังให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางเลือกแทนพลาสติก และบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งรูปแบบต่างๆ ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้แตกต่างจากพลาสติกแบบดั้งเดิมหรือโพลีเมอร์ที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งอาจใช้เวลานานถึง 450 ปีหรือต้องใช้อุณหภูมิสูง วัสดุที่ไม่เป็นพิษและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนี้ ใช้เวลาเพียง 60 วันสำหรับการย่อยสลาย นอกจากนี้ยังสะอาดเพียงพอที่คุณจะนำไปใส่กาแฟร้อนแล้วหยิบออกจากบ้านก่อนไปทำงาน ผลงานการวิจัยฉบับนี้พิมพ์ลงในวารสาร Matter เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา “บอกตามตรงว่า ครั้งแรกที่ฉันมาสหรัฐอเมริกาในปี 2550 ฉันรู้สึกตกใจกับภาชนะพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวที่มีอยู่ในซูเปอร์มาร์เก็ต” Hongli (Julie) Zhu หนึ่งในทีมวิจัยจากจากมหาวิทยาลัยนอร์ทอีสเทิร์น กล่าวและเสริมว่า “มันทำให้ชีวิตของเราง่ายขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็กลายเป็นขยะที่ไม่สามารถย่อยสลายในสิ่งแวดล้อมได้” ต่อมาเธอเห็นชามจานและช้อนส้อมพลาสติกจำนวนมากถูกโยนลงถังขยะในงานสัมมนาและงานปาร์ตี้และคิดว่า “เราจะใช้วัสดุที่ยั่งยืนกว่านี้ได้ไหม” เพื่อหาทางเลือกอื่นสำหรับภาชนะบรรจุอาหารที่ทำจากพลาสติก Zhu และคณะวิจัยของเธอ หันมาใช้ไม้ไผ่ และหนึ่งในผลิตภัณฑ์เหลือใช้จากอุตสาหกรรมอาหารที่ใหญ่ที่สุด ได้แก่ ชานอ้อย หรือที่เรียกว่า เยื่ออ้อย ด้วยคุณสมบัติของเส้นใยไม้ไผ่ที่ยาวและบาง เกี่ยวพันเข้ากับใยชานอ้อยที่สั้นและหนา จึงได้เนื้อวัสดุแน่นหนาจนสามารถนำมาขึ้นรูปเพื่อสร้างภาชนะจากวัสดุทั้งสองที่มีความเสถียรและย่อยสลายได้ทางชีวภาพ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารภายใต้แนวคิด “Green” […]

World Update: นักวิจัยสร้างเอนไซม์ที่ ย่อยสลายพลาสติก ได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน

นักวิจัยสร้างเอนไซม์ที่ย่อยสลายพลาสติกได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน ความหวังใหม่ในการแก้ไขปัญญาวิกฤตพลาสติกทั่วโลก วิศวกรเคมี ฮาล อัลเปอร์ (Hal Alper) จากมหาวิทยาลัยเท็สซัสในเมืองออสติน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาเอนไซม์แบบใหม่ที่ย่อยสลายขยะพลาสติกได้ภายในไม่กี่สัปดาห์และบางกรณีไม่ถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งออกแบบโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นความหวังใหม่ในการแก้ไขปัญญาวิกฤตมลพิษพลาสติกทั่วโลก “มีความเป็นไปได้มากที่อุตสาหกรรมต่างๆ จะใช้ประโยชน์จากกระบวนการรีไซเคิลวิธีนี้” อัลเปอร์กล่าวถึงในรายงานพร้อมเสริมว่า “นอกเหนือจากอุตสาหกรรมการจัดการขยะที่แน่นอนแล้ว สิ่งนี้ยังเปิดโอกาสให้องค์กรจากทุกภาคส่วนสามารถรีไซเคิลผลิตภัณฑ์ของตนได้ ด้วยแนวทางที่ยั่งยืนมากขึ้นเหล่านี้ จะทำให้เราสร้างเศรษฐกิจพลาสติกหมุนเวียนได้อย่างแท้จริง”  ความพยายามครั้งที่ผ่านๆ มาในการใช้เอนไซม์จัดการพลาสติกนั้นมักมีข้อจำกัดหลายประการ มีทั้งความ ‘อ่อนแอ’ ของตัวเอนไซม์เองไปจนถึงอุณหภูมิและช่วง pH ที่ทำงานได้ และอัตราการเกิดปฏิกิริยาที่ช้า แต่เอนไซม์ตัวใหม่นี้สามารถย่อยสลายได้แม้แต่ในที่ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 50 องศาเซลเซียส พวกเขาเรียกเอนไซม์ใหม่นี้ว่า “FAST-PETase” ทีมงานระบุคุณสมบัติของมันว่า “เสถียรและทนทาน” มันสามารถย่อยสลายพลาสติกประเภท PET ซึ่งเป็นพลาสติกที่ถูกใช้มากที่สุดชนิดหนึ่ง ตั้งแต่สิ่งทอไปจนถึงขวดน้ำ คิดเป็นร้อยละ 12 ของขยะพลาสติกทั้งหมดบนโลก  “เมื่อพิจารณาถึงการใช้งานเพื่อทำความสะอาดสิ่งแวดล้อม คุณต้องมีเอนไซม์ที่สามารถทำงานในที่ที่มีอุณหภูมิหลากลาย” อัลเปอร์กล่าว “คุณสมบัตินี้เป็นจุดที่เทคโนโลยีของเรามีข้อได้เปรียบอย่างมากในอนาคต” ในขณะที่แอนดรูว์ เอลลิงตัน ศาสตราจารย์ประจำศูนย์ระบบชีววิทยาสังเคราะห์หนึ่งในทีมวิจัยเสริมว่า “งานนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของการรวบรวมความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ ตั้งแต่ชีววิทยาสังเคราะห์ วิศวกรรมเคมี […]

สามีภรรยาบริจาคที่ดิน 6 ล้านไร่ เพื่อพลิกฟื้นผืนป่าเป็นอุทยานแห่งชาติทั่วอเมริกาใต้

สองสามีภรรยานักวิสาหกิจชาวอเมริกันมีความฝันอย่างหนึ่ง นั่นคือ พวกเขาจะซื้อที่ดินหกล้านไร่ในชิลีและอาร์เจนตินา แล้วบริจาคให้เป็น อุทยานแห่งชาติ ใหม่ๆ ย้อนหลังไปเมื่อปี 1991 ดั๊ก ทอมป์กินส์ ผู้ชื่นชอบการท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติ ซื้อบ้านไร่ผุพังในภูมิภาคทะเลสาบของชิลี ประเทศที่เขามาเยือนสมัยยังหนุ่มในฐานะนักสกีและนักปีนเขาพเนจรช่วงต้นทศวรรษ 1960 ต่อมาในทศวรรษเดียวกัน เขากับภรรยาคนแรกเปิดบริษัทนอร์ทเฟซ (The North Face) ซึ่งขายอุปกรณ์กลางแจ้ง ก่อนจะขายกิจการไปในราคาไม่เท่าไร จากนั้นก็เปิดบริษัทเสื้อผ้าที่ประสบความสำเร็จอย่างเอสปรีต์ (Esprit) พอถึงต้นทศวรรษ 1990 เขาก็จัดว่ามีฐานะ หย่ากับภรรยา และเอือมระอากับลัทธิบริโภคนิยมที่ตะกรุมตะกราม ทอมป์กินส์ขายหุ้นที่ถือครองในส่วนของเขาและอำลาโลกธุรกิจ อุทิศชีวิตให้กีฬาสมบุกสมบันอย่างการปีนเขา เล่นสกี และพายเรือคายัก ที่นำพาเขาลงใต้ตั้งแต่ต้น รวมถึงการอนุรักษ์ด้วย แผนการฟื้นฟูพืชพันธุ์พื้นถิ่นในไร่ของเขาแปรเปลี่ยนเป็นความคิดที่ใหญ่โตและบรรเจิดกว่า เขาก่อตั้งมูลนิธิส่วนบุคคลชื่อกองทุนอนุรักษ์ที่ดิน (Conservation Land Trust) และจัดซื้อที่ดินผ่านมูลนิธิเพื่อผนวกที่ผืนใหญ่สองผืนซึ่งส่วนใหญ่เป็นป่าบริสุทธิ์ นั่นคือปูมาลินเหนือและปูมาลินใต้ โดยมีพื้นที่คั่นกลางอย่างอุยเนย์ที่มหาวิทยาลัยคาทอลิกบัลปาไรโซเป็นเจ้าของและยินดีขายให้ อ่านเเพิ่มเติม: อุทยานแห่งชาติทางทะเล ณ สุดขอบโลก แต่ผลประโยชน์ทางการเมืองที่เข้มข้น รวมทั้งเอดัวร์โด เฟร รูอิซ-ตาเกล ประธานาธิบดีชิลีในขณะนั้น ทำให้การซื้อขายหยุดชะงัก นั่นคือจุดที่คริส แม็กดิวิตต์ […]