ไทย: งดถุงพลาสติก แต่ก็นำเข้าขยะ – เพราะ การงดแจกถุงพลาสติก อย่างเดียวอาจไม่พอ

ไทย: งดถุงพลาสติก แต่ก็นำเข้าขยะ – เพราะการงดแจกถุงพลาสติกอย่างเดียวอาจไม่พอ

คนเก็บขยะแบกถุงวัสดุที่รีไซเคิลได้ ในภูเขาขยะ Dandora กรุงไนโรบี อันเป็น 1 ใน 4 ภูเขาขยะที่ใหญ่และเป็นพิษมากที่สุดในแอฟริกา ภาพถ่ายโดย BENEDICTE DESRUS, SIPA via AP


แม้ประเทศไทยจะดำเนินนโยบายให้ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ งดแจกถุงพลาสติก ให้กับประชาชน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องทำควบคู่ไปกับระบบคัดแยก รีไซเคิล และกำจัดขยะให้มีประสิทธิภาพ จึงจะแก้ปัญหาขยะพลาสติกได้

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยเริ่มดำเนินนโยบายให้ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้องดแจกถุงพลาสติกให้กับลูกค้า และขอความร่วมมือให้ลูกค้านำถุงผ้าหรือภาชนะอื่นๆมาใส่สิ่งของเอง เพื่อตั้งเป้าลดปัญหาขยะพลาสติกในประเทศไทย สอดคล้องกับกระแสโลกที่กำลังเอาจริงเอาจังเรื่องการลดการใช้ถุงพลาสติก นโยบายดังกล่าวนี้ได้มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้ามานานนับแรมเดือน หลังวันเริ่มดำเนินนโยบายก็มีเสียงตอบรับทั้งในแง่บวกและแง่ลบ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมองในแง่บวกว่า หลังผ่านไปสักระยะ ประชาชนจะสามารถปรับตัวและให้ความร่วมมือกับนโยบายนี้ได้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านโยบายนี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบรรเทาปัญหาขยะพลาสติกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

งดแจกถุงพลาสติก
ถุงชอปปิงที่ถูกฝังในดินเป็นเวลาสามปียังสามารถบรรจุของได้เต็มถุง ภาพถ่ายโดย LLOYD RUSSELL, UNIVERSITY OF PLYMOUTH

เพราะนอกจากการแจกถุงพลาสติกตามร้านค้ารายย่อยหรือตลาดสดที่ยังดำเนินอยู่เหมือนเดิมแล้ว ประเทศไทยยังต้องเผชิญปัญหาจากขยะพลาสติก (รวมไปถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นขยะอันตราย) องค์การกรีนพีซ องค์การทำงานด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก ได้ออกรายงานระบุว่า ประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นแหล่งนำเข้าขยะพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วจากประเทศพัฒนาแล้วเป็นปริมาณมาก ซึ่งในปี 2561 กลุ่มประเทศอาเซียนนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 2,265,962 ตัน คิดเป็นร้อยละ 27 จากทั่วโลก โดยมาเลเซียนำเข้าขยะ 872,797 ตัน เวียดนาม 492,839 ตัน และไทย 481,381 ตัน ส่วนประเทศที่ส่งออกขยะมายังประเทศไทยมากที่สุด 3 ลำดับแรกคือ ญี่ปุ่น 430,064 ตัน ฮ่องกง 99,932 ตัน และสหรัฐอเมริกา 84,462 ตัน

จึงทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยเริ่มนโยบายที่ย้อนแย้งในตัวเองด้วยการงดแจกถุงพลาสติก แต่ก็อนุมัติให้มีการนำเข้าขยะพลาสติก

โรงงานนำเข้าขยะในประเทศจำนวนไม่น้อยเป็นบริษัทต่างชาติที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการของไทยให้นำเข้า ขยะรีไซเคิล จากประเทศต่างๆ (ตามหลักการที่ถูกต้อง) เพื่อนำมาหลอมเป็นสินค้าพลาสติกชิ้นใหม่มาจำหน่าย ส่งเสริมการลงทุนของบริษัทต่างชาติในประเทศ และตอบสนองการบริโภคสินค้าพลาสติกราคาถูกจากขยะรีไซเคิล โดยประเทศไทยเองถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีค่าดำเนินการราคาถูกและกฎหมายเรื่องการนำเข้าขยะไม่เข้มงวดมากนัก จึงมีโรงงานลักษณะนี้เกิดขึ้นมากมาย

งดแจกถุงพลาสติก
โรงงานรีไซเคิลขยะในซานฟรานซิสโกจัดการกับขยะถึง 500-600 ตันต่อวัน นี่เป็นหนึ่งในโรงงานเพียง 2-3 แห่งในสหรัฐอเมริกาที่รับรีไซเคิลถุงชอปปิง ซึ่งมีอัตราการเพิ่มขึ้นในวงจรรีไซเคิลถึงสองเท่าในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ในภาพ สายพานกำลังลำเลียงพลาสติกที่ปนเปกันสู่เครื่องคัดแยก ภาพถ่ายโดย RANDY OLSON, NAT GEO IMAGE COLLECTION

ขยะพลาสติกส่วนนำใหญ่เข้ามาทางท่าเรือแถบจังหวัดชลบุรีทางตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบทางศุลกากรว่าเป็นขยะที่นำเข้าตรงตามประเภท (ขยะรีไซเคิลได้) อย่างไรก็ตาม มีขยะนำเข้าที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ปะปนมาด้วยปริมาณมาก เนื่องจากต้องการให้ประเทศไทยเป็นที่ทิ้งขยะที่ไร้ประโยชน์ และหวังฉวยโอกาสจากระบบการตรวจสอบที่ย่อหย่อน โดยขยะที่นำเข้ามาปริมาณไม่น้อยต้องลงเอยที่บ่อฝังกลบหรือกลายเป็นขยะในทะเล เช่นเดียวกับขยะพลาสติกในประเทศ กลายเป็นปัญหาขยะที่ทับถมประเทศมาจากทั้งสองด้าน

คำถามสำคัญจากสถานการณ์นี้คือ เราจะมีวิธีกำจัดหรือใช้ประโยชน์จากขยะที่ดีกว่าการฝังกลบหรือการกำจัดอื่นๆที่ผิดวิธีอย่างไร

“การรีไซเคิลขยะ” กระบวนการสำคัญในการลดขยะพลาสติกที่ถูกมองข้าม

นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โพสต์ข้อความทางบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า นโยบายการแยกขยะที่ต้นทางไม่จริงจังของรัฐบาลเป็นสาเหตุของการล่มสลายในการจัดการปัญหาขยะในประเทศ โดยชี้แจงว่า การที่ประชาชนทิ้งขยะโดยไม่ได้คัดแยก ทำให้ขยะที่คัดแยกได้มีปริมาณน้อยและช้ากว่าความต้องการของโรงงาน ดังนั้นการนำเข้าขยะสำเร็จรูป (จากต่างประเทศ) จึงตอบโจทย์โรงงานเหล่านี้ได้มากกว่า

สอดคล้องกับรายงานจากสำนักข่าวไทยพีบีเอสที่ระบุว่า ขณะนี้โรงงานรับซื้อขยะและผู้ค้าขยะ (ซาเล้งรับซื้อของเก่า) ทั่วประเทศกำลังประสบปัญหาราคาขยะตกต่ำ เนื่องจากมีขยะรีไซเคิลนำเข้าจากต่างประเทศมาตีตลาด เกิดปัญหาซาเล้งไม่กล้าเก็บขยะเพราะไม่คุ้มค่าตอบแทน ก่อให้เกิดปัญหาขยะล้นเมือง เพิ่มมลภาวะให้กับประเทศอีกทางหนึ่ง

เราจึงสรุปได้ว่า ขยะที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการคัดแยกจากครัวเรือน เมื่อมารวมกับกระบวนการจัดการขยะที่ยังไม่ได้ประสิทธิภาพ จึงมีขยะที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลน้อย ทำให้เกิดปัญหาขยะล้นเมืองในประเทศไทย

นายสนธิได้โพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊กเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีขยะพลาสติกเกิดขึ้นปีละ 2 ล้านตัน แต่มีเพียง 5 แสนตันเท่านั้นที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลใช้ประโยชน์ได้

ดังนั้น การแก้ปัญหาด้วยการงดแจกถุงพลาสติกเพียงอย่างเดียว อาจเป็นแค่เพียงการบรรเทาปัญหาโดยผลักภาระการแก้ปัญหาไปที่ผู้บริโภค แต่ไม่อาจแก้ปัญหาขยะพลาสติกล้นเมืองอย่างได้ผล ถ้าไม่มีการเริ่มต้นนโยบายการรีไซเคิลขยะอย่างจริงจัง

งดแจกถุงพลาสติก
ชายคนหนึ่งกำลังหาขยะพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิลที่ประเทศมาเลเซีย ภาพถ่ายโดย MOHD SAMSUL MOHD SAID, GETTY

ต่างประเทศ: ให้ความสำคัญกับนโยบายการแยกและรีไซเคิลขยะไม่แพ้การงดแจกถุงพลาสติก

ปัจจุบัน ทั่วโลกให้ความสนใจกับการคัดแยก รีไซเคิล รวมไปถึงการใช้ประโยชน์ขยะที่เกิดจากครัวเรือนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ในประเทศสวีเดนที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ “ขาดแคลนขยะ” เพราะนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1940 สวีเดนเริ่มต้นโครงการคัดแยกขยะ นำขยะกลับมาใช้เป็นพลังงาน ปัจจุบัน สวีเดนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีนำขยะมาใช้เป็นพลังงานได้ และสามารถนำขยะกลับมาใช้ใหม่อีกครั้งถึงร้อยละ 96

ด้านประเทศเยอรมนีเองก็เป็นประเทศที่มีอัตราการรีไซเคิลขยะที่ดีที่สุดในโลก เมื่อปี 2561 เยอรมนีมีอัตราการรีไซเคิลขยะถึงร้อยละ 56.1 เพราะเยอรมนีมีกฎหมายการควบคุมขยะมูลฝอยในทุกขั้นตอนนับตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการบริโภค รวมไปถึงวางนโยบายให้ประชาชนคัดแยกขยะก่อนทิ้งทุกครั้ง และมีระบบมัดจำค่าขวดพลาสติกที่กระตุ้นให้ประชาชนส่งคืนขวดเพื่อนำไปรีไซเคิล ซึ่งสามารถรีไซเคิลขวดพลาสติกได้ถึงร้อยละ 90

งดแจกถุงพลาสติก
ประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มาของขยะพลาสติกพลาสติกเป็นอันดับสามของโลก ในภาพคือขยะที่ถูกคัดแยก ภาพถ่ายโดย RANDY OLSON, NATIONAL GEOGRAPHIC

แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ส่งออกขยะพลาสติกเข้ามายังประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง และเป็นประเทศที่ผลิตขยะพลาสติกต่อคนปริมาณมากที่สุดรองจากสหรัฐอเมริกา แต่ภายในประเทศก็มีระบบและกฎหมายการคัดแยกขยะที่เข้มงวด โดยเริ่มตั้งแต่การคัดแยกขยะที่ทุกครัวเรือนต้องแยกขยะประเภทต่างๆ และจะต้องทิ้งขยะที่คัดแยกแล้วตามวันที่ชุมชนกำหนดไว้ อีกทั้งญี่ปุ่นยังมีกฎหมายสำหรับการจัดการขยะพลาสติกซึ่งนำมาบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีกรณีศึกษาจากประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้ ที่มีอัตราการรีไซเคิลขยะสูงถึงร้อยละ 53.7 ประเทศบังกลาเทศที่มีกฎหมายห้ามผลิตและงดแจกถุงพลาสติก หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2561 ประเทศออสเตรียสามารถรีไซเคิลขยะได้ร้อยละ 53.8 และมีกฎหมายห้ามนำขยะหลายประเภทไปทิ้งในหลุมกำจัดขยะ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีนโยบาย “คนก่อมลพิษจ่าย” ที่ให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนจ่ายค่าขยะในกรณีที่มีการผลิตขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ และประเทศจีนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้นำเข้าขยะรายใหญ่ของโลก ก็มีนโยบายห้ามการนำเข้าพลาสติกรีไซเคิลเมื่อช่วงปลายปี 2560 (แต่นโยบายนี้กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขยะจากทั่วโลกถูกส่งมายังประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน)

ถุงพลาสติก
วิธีการจำหน่ายสินค้าแบบเติม โดยให้ลูกค้านำบรรจุภัณฑ์มาด้วยตัวเอง ถือเป็นวิธีการลดพลาสติกที่ได้ผลอีกวิธีหนึ่ง ภาพถ่ายโดย ANNE CUSACK, LOS ANGELES TIMES/GETTY

สิ่งที่ประเทศไทยควรดำเนินการเกี่ยวกับขยะพลาสติก

ดังจะเห็นได้ว่านโยบายงดแจกถุงพลาสติกของไทยซึ่งให้ผู้บริโภคเป็นผู้รับผิดชอบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และเมื่อพิจารณาร่วมกับเงื่อนไขที่ว่าประเทศไทยมีแผนที่จะห้ามการนำเข้าขยะพลาสติกในปี 2021 โดยจะมีการตั้งระบบการจัดเก็บและคัดแยกขยะ ตั้งระบบควบคุมมลพิษให้มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม แผนการนี้ต้องอาศัยการดำเนินการอย่างเข้มงวดและจริงจัง เพราะเป็นการเปลี่ยนจากนโยบายสนับสนุนการตั้งโรงงานรีไซเคิลขยะจากต่างประเทศอย่างง่ายดายที่เคยเป็นมาแต่เดิม

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แผนการดังกล่าวเป็นจริงได้คือการจัดตั้งระบบ หรืออาจถึงขั้นตรากฎหมายในการคัดแยกขยะและการรีไซเคิลขยะให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประเทศไทยมีขยะพลาสติกที่เพียงพอต่อการรีไซเคิล หรือสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ รวมไปถึงการออกแบบวิธีการแก้ปัญหาขยะนับตั้งแต่การผลิตไปจนถึงผู้บริโภค เช่นเดียวกับต่างประเทศดังที่ได้กล่าวมา เพราะไม่มีนโยบายการกำจัดขยะใดที่มีประสิทธิภาพที่มาจากการปฏิบัติของประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ภาครัฐควรมีบทบาทเชิงรุกในการแก้ปัญหาองค์รวมให้เป็นระบบ จึงจะประสบความสำเร็จ

แหล่งข้อมูล

ไทยนำเข้าขยะพลาสติก 481,381 ตัน/ปี สูงสุดเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน

Curbing the waste crisis

AS WORLD’S TRASH FLOODS THAILAND, ACTIVISTS CALL FOR WASTE IMPORT BAN

Thailand to ban foreign plastic waste from 2021

6 ประเทศตัวอย่าง กับวิธีการจัดการปัญหาพลาสติกล้นเมือง

เปิดโมเดลต้นแบบ 5 ประเทศ “รีไซเคิลขยะ” มากที่สุดในโลก


อ่านเพิ่มเติม มาตรการงดใช้พลาสติกทั่วเอเชีย กับก้าวที่เริ่มต้นในประเทศไทยถุงพลาสติก

เรื่องแนะนำ

ส่องอนาคตของรถยนต์ไฟฟ้า มาแน่ในอีกไม่กี่ปี

ในหลายประเทศออกนโยบายอ้าแขนรับการมาถึงของรถยนต์ไฟฟ้าแล้ว มาดูกันว่าในงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมามีรถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายใดบ้างที่น่าสนใจ

โทรศัพท์มือถือจะช่วยผืนป่าได้อย่างไร?

โทรศัพท์มือถือจะช่วยผืนป่าได้อย่างไร? โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าๆ ของคุณจะไม่ใช่แค่ขยะอิเล็กทรอนิกส์ไร้ค่าอีกต่อไป เพราะมันกำลังมีส่วนช่วยปกป้องผืนป่า ไม่ให้ถูกทำลาย ด้วยความพยายามของหน่วยงาน Rainforest Connection องค์กรสิ่งแวดล้อมที่ไม่แสวงผลกำไร กับบริษัทซอฟท์แวร์ Timbe พวกเขาใช้โทรศัพท์มือถือเครื่องเก่าติดตั้งในต้นไม้หลายต้นของผืนป่าแอมะซอน โทรศัพท์เหล่านี้ใช้แบตเตอร์รี่จากพลังงานแสงอาทิตย์ และถูกติดตั้งโปรแกรมพิเศษโดยเฉพาะเพื่อบันทึก และดักฟังเสียงของเลื่อยตัดต้นไม้ จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งไปยังหน่วยงานควบคุม ช่วยให้เจ้าหน้าที่ทราบได้ว่าต้นไม้บริเวณใดที่กำลังเผชิญกับการคุกคาม ลองติดตามการทำงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากชนเผ่าที่ต้องการอนุรักษ์ผืนป่าไว้เช่นกัน ผ่านภาพยนตร์สั้น “Beneath The Canopy”   อ่านเพิ่มเติม โรงแรมแห่งนี้รักษาผืนป่าไว้

บรรดาสัตว์น้ำในท้องทะเลกำลังสูญพันธุ์เร็วกว่าที่คิด

ดูเหมือนว่า บรรดาสัตว์เลือดเย็นใต้ทะเลสามารถรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างขมขื่น   เพราะอุณหภูมิของโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ บรรดา สัตว์น้ำ จึงอยู่ในสภาวะที่เสี่ยงต่อกว่าสูญพันธุ์ยิ่งกว่าสัตว์ที่อยู่บนพื้นดิน นี่คือข้อสรุปจากการศึกษาสายพันธุ์สัตว์น้ำเลือดเย็นกว่า 400 ชนิด เนื่องจากบรรดา สัตว์น้ำ แทบไม่มีทางเลือกที่จะหลบหนีไปจากอุณหภูมิของน้ำที่กำลังสูงขึ้นมากนัก พวกมันจึงมีความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์มากเป็นสองเท่า เมื่อเทียบกับสัตว์ที่อาศัยอยู่บนพื้นดิน คือข้อสรุปจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature เมื่อวันพุธที่ 24 เมษายน ที่ผ่านมา การศึกษาครั้งนี้นำโดยเหล่านักวิจัยจากมหาวิทยาลัย New Jersey’s Rutgers ซึ่งถือว่าเป็นครั้งแรกที่มีการเปรียบเทียบผลกระทบของอุณหภูมิของมหาสมุทรและพื้นดินที่สูงขึ้นกับบรรดาสัตว์เลือดอุ่นและสัตว์เลือดเย็น ตั้งแต่ปลา มอสลัสก์ (mollusks – สัตว์จำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง มีลำตัวนิ่ม เช่น หอย ปลาหมึก) ไปจนถึงสัตว์เลื้อยคลานและแมลงปอ งานวิจัยก่อนหน้ากล่าวว่า สัตว์เลือดอุ่นนั้นสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมากกว่าสัตว์เลือดเย็น แต่การศึกษานี้กลับเน้นไปที่ความเสี่ยงของบรรดาสัตว์ทะเล เนื่องจากมหาสมุทรนั้นดูดซึมความร้อนจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ เป็นเหตุให้น้ำอยู่ในจุดที่อุ่นที่สุดในรอบทศวรรษ “ตามประวัติศาสตร์ บรรดาสัตว์น้ำอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิมากขนาดนี้ ตอนนี้เหมือนกับสัตว์น้ำกำลังเดินผ่านตรงช่องแคบของภูเขาแล้วเจอกับอุณหภูมิหน้าผาที่พาให้มันร่วงหล่นไปยังอีกด้าน” มาลิน พินสกี นักนิเวศวิทยาและนักพัฒนาการชีวภาพ ซึ่งเป็นผู้นำการวิจัยนี้ กล่าว ช่วงของอุณหภูมิที่ปลอดภัย (Thermal safety margins) นักวิทยาศาสตร์ได้คำนวณ ช่วงของอุณหภูมิที่ปลอดภัย […]

ข้าคือแม่น้ำ… แม่น้ำคือข้า – นิวซีแลนด์มอบสถานะบุคคลให้แม่น้ำของ ชาวเมารี

“แม่น้ำสายใหญ่ ไหลจากเทือกเขาลงสู่ทะเล ข้าคือแม่น้ำ แม่น้ำคือข้า” ด้วยคำกล่าวนี้ ชนเผ่าเมารีแห่งฟังกานุยในนิวซีแลนด์ประกาศสายสัมพันธ์ที่ไม่อาจตัดขาด ของตนกับแม่น้ำที่เปรียบดังบรรพชน แม่น้ำสายนี้เกิดจากทุ่งหิมะของภูเขาไฟสามลูกทางตอนกลางของเกาะเหนือ ชนเผ่าเมารีกลุ่มต่างๆ มีตำนานเล่าขานว่า น้ำตาหยดหนึ่งของนภบิดรหรือเทพแห่งท้องฟ้าตกลงสู่ตีนเขาลูกที่สูงที่สุดในบรรดาขุนเขาเหล่านี้ นั่นคือภูเขารัวพีฮูอันโดดเดี่ยว และแม่น้ำสายนี้จึงถือกำเนิดขึ้น แม่น้ำที่เอ่อท้นเพราะได้น้ำจากแควมากมายไหลคดเคี้ยวดุจปลาไหลแหวกว่ายผ่านแดน แห่งขุนเขา ตลอดระยะทาง 290 กิโลเมตรสู่ทะเล หากเดินทางตามถนนสูงชันเลียบแม่น้ำสายนี้ เราจะเห็นนักพายเรือแคนูลอยล่องไปตามช่วงที่นิ่งสงบของแม่น้ำ เป็นหนึ่งเดียวกับกระแสน้ำ กิ่งไม้ใบไม้ และฟองคลื่นขาว ก่อนจะจ้วงไม้พายลึกทะยานผ่านช่วงที่สายน้ำเชี่ยวกราก นี่คือแม่น้ำที่ชนพื้นเมืองแห่งฟังกานุยควบคุม ดูแล และพึ่งพามากว่า 700 ปี นี่คือ อาวาทูพัว แม่น้ำแห่งพลังศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขา แต่เมื่อผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยุโรปมาถึงในช่วงกลางศตวรรษที่สิบเก้า อำนาจตามประเพณีของชนเผ่าต่างๆก็ถูกลดทอน และท้ายที่สุดก็สูญสิ้นไปด้วยกฎหมายของรัฐบาล นับแต่นั้น ชนพื้นเมืองได้แต่เฝ้ามองแม่น้ำของพวกเขาทรุดโทรมและถูกย่ำยี แก่งน้อยใหญ่ ถูกระเบิดเพื่อเปิดร่องน้ำให้เรือกลไฟของนักท่องเที่ยวแล่นได้สะดวกขึ้น และเปิดทางสู่การยึดครองที่ดินที่อยู่ลึกเข้าไป กรวดก้นแม่น้ำถูกขุดไปทำหินโรยทางรถไฟและทำถนน ที่น่าเศร้าที่สุดคือน้ำจากต้นน้ำถูกผันไปยังพื้นที่ลุ่มน้ำต่างๆในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ที่ขยายตัว ทำให้กระแสน้ำตามธรรมชาติในลำน้ำตอนบนแห้งเหือด ซึ่งถือเป็นการดูหมิ่นทางวัฒนธรรมอย่างถึงแก่น เพราะตามคติความเชื่อของเมารี หัวคือส่วนศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของบุคคล และสำหรับพวกเขา แม่น้ำสายนี้คือบุคคล เป็น ทูพูนา หรือบรรพบุรุษคนหนึ่งจริงๆ แต่เมื่อวันที่ 20 มีนาคม […]