ไทย: งดถุงพลาสติก แต่ก็นำเข้าขยะ – เพราะ การงดแจกถุงพลาสติก อย่างเดียวอาจไม่พอ

ไทย: งดถุงพลาสติก แต่ก็นำเข้าขยะ – เพราะการงดแจกถุงพลาสติกอย่างเดียวอาจไม่พอ

คนเก็บขยะแบกถุงวัสดุที่รีไซเคิลได้ ในภูเขาขยะ Dandora กรุงไนโรบี อันเป็น 1 ใน 4 ภูเขาขยะที่ใหญ่และเป็นพิษมากที่สุดในแอฟริกา ภาพถ่ายโดย BENEDICTE DESRUS, SIPA via AP


แม้ประเทศไทยจะดำเนินนโยบายให้ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้อ งดแจกถุงพลาสติก ให้กับประชาชน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ เพราะต้องทำควบคู่ไปกับระบบคัดแยก รีไซเคิล และกำจัดขยะให้มีประสิทธิภาพ จึงจะแก้ปัญหาขยะพลาสติกได้

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2563 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยเริ่มดำเนินนโยบายให้ห้างสรรพสินค้าและร้านสะดวกซื้องดแจกถุงพลาสติกให้กับลูกค้า และขอความร่วมมือให้ลูกค้านำถุงผ้าหรือภาชนะอื่นๆมาใส่สิ่งของเอง เพื่อตั้งเป้าลดปัญหาขยะพลาสติกในประเทศไทย สอดคล้องกับกระแสโลกที่กำลังเอาจริงเอาจังเรื่องการลดการใช้ถุงพลาสติก นโยบายดังกล่าวนี้ได้มีการประชาสัมพันธ์ล่วงหน้ามานานนับแรมเดือน หลังวันเริ่มดำเนินนโยบายก็มีเสียงตอบรับทั้งในแง่บวกและแง่ลบ แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังมองในแง่บวกว่า หลังผ่านไปสักระยะ ประชาชนจะสามารถปรับตัวและให้ความร่วมมือกับนโยบายนี้ได้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านโยบายนี้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถบรรเทาปัญหาขยะพลาสติกได้อย่างสมบูรณ์แบบ

งดแจกถุงพลาสติก
ถุงชอปปิงที่ถูกฝังในดินเป็นเวลาสามปียังสามารถบรรจุของได้เต็มถุง ภาพถ่ายโดย LLOYD RUSSELL, UNIVERSITY OF PLYMOUTH

เพราะนอกจากการแจกถุงพลาสติกตามร้านค้ารายย่อยหรือตลาดสดที่ยังดำเนินอยู่เหมือนเดิมแล้ว ประเทศไทยยังต้องเผชิญปัญหาจากขยะพลาสติก (รวมไปถึงขยะอิเล็กทรอนิกส์ซึ่งเป็นขยะอันตราย) องค์การกรีนพีซ องค์การทำงานด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก ได้ออกรายงานระบุว่า ประเทศกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นแหล่งนำเข้าขยะพลาสติกที่ไม่ใช้แล้วจากประเทศพัฒนาแล้วเป็นปริมาณมาก ซึ่งในปี 2561 กลุ่มประเทศอาเซียนนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์กว่า 2,265,962 ตัน คิดเป็นร้อยละ 27 จากทั่วโลก โดยมาเลเซียนำเข้าขยะ 872,797 ตัน เวียดนาม 492,839 ตัน และไทย 481,381 ตัน ส่วนประเทศที่ส่งออกขยะมายังประเทศไทยมากที่สุด 3 ลำดับแรกคือ ญี่ปุ่น 430,064 ตัน ฮ่องกง 99,932 ตัน และสหรัฐอเมริกา 84,462 ตัน

จึงทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่าประเทศไทยเริ่มนโยบายที่ย้อนแย้งในตัวเองด้วยการงดแจกถุงพลาสติก แต่ก็อนุมัติให้มีการนำเข้าขยะพลาสติก

โรงงานนำเข้าขยะในประเทศจำนวนไม่น้อยเป็นบริษัทต่างชาติที่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานราชการของไทยให้นำเข้า ขยะรีไซเคิล จากประเทศต่างๆ (ตามหลักการที่ถูกต้อง) เพื่อนำมาหลอมเป็นสินค้าพลาสติกชิ้นใหม่มาจำหน่าย ส่งเสริมการลงทุนของบริษัทต่างชาติในประเทศ และตอบสนองการบริโภคสินค้าพลาสติกราคาถูกจากขยะรีไซเคิล โดยประเทศไทยเองถูกมองว่าเป็นประเทศที่มีค่าดำเนินการราคาถูกและกฎหมายเรื่องการนำเข้าขยะไม่เข้มงวดมากนัก จึงมีโรงงานลักษณะนี้เกิดขึ้นมากมาย

งดแจกถุงพลาสติก
โรงงานรีไซเคิลขยะในซานฟรานซิสโกจัดการกับขยะถึง 500-600 ตันต่อวัน นี่เป็นหนึ่งในโรงงานเพียง 2-3 แห่งในสหรัฐอเมริกาที่รับรีไซเคิลถุงชอปปิง ซึ่งมีอัตราการเพิ่มขึ้นในวงจรรีไซเคิลถึงสองเท่าในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา ในภาพ สายพานกำลังลำเลียงพลาสติกที่ปนเปกันสู่เครื่องคัดแยก ภาพถ่ายโดย RANDY OLSON, NAT GEO IMAGE COLLECTION

ขยะพลาสติกส่วนนำใหญ่เข้ามาทางท่าเรือแถบจังหวัดชลบุรีทางตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบทางศุลกากรว่าเป็นขยะที่นำเข้าตรงตามประเภท (ขยะรีไซเคิลได้) อย่างไรก็ตาม มีขยะนำเข้าที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ปะปนมาด้วยปริมาณมาก เนื่องจากต้องการให้ประเทศไทยเป็นที่ทิ้งขยะที่ไร้ประโยชน์ และหวังฉวยโอกาสจากระบบการตรวจสอบที่ย่อหย่อน โดยขยะที่นำเข้ามาปริมาณไม่น้อยต้องลงเอยที่บ่อฝังกลบหรือกลายเป็นขยะในทะเล เช่นเดียวกับขยะพลาสติกในประเทศ กลายเป็นปัญหาขยะที่ทับถมประเทศมาจากทั้งสองด้าน

คำถามสำคัญจากสถานการณ์นี้คือ เราจะมีวิธีกำจัดหรือใช้ประโยชน์จากขยะที่ดีกว่าการฝังกลบหรือการกำจัดอื่นๆที่ผิดวิธีอย่างไร

“การรีไซเคิลขยะ” กระบวนการสำคัญในการลดขยะพลาสติกที่ถูกมองข้าม

นายสนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โพสต์ข้อความทางบัญชีเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า นโยบายการแยกขยะที่ต้นทางไม่จริงจังของรัฐบาลเป็นสาเหตุของการล่มสลายในการจัดการปัญหาขยะในประเทศ โดยชี้แจงว่า การที่ประชาชนทิ้งขยะโดยไม่ได้คัดแยก ทำให้ขยะที่คัดแยกได้มีปริมาณน้อยและช้ากว่าความต้องการของโรงงาน ดังนั้นการนำเข้าขยะสำเร็จรูป (จากต่างประเทศ) จึงตอบโจทย์โรงงานเหล่านี้ได้มากกว่า

สอดคล้องกับรายงานจากสำนักข่าวไทยพีบีเอสที่ระบุว่า ขณะนี้โรงงานรับซื้อขยะและผู้ค้าขยะ (ซาเล้งรับซื้อของเก่า) ทั่วประเทศกำลังประสบปัญหาราคาขยะตกต่ำ เนื่องจากมีขยะรีไซเคิลนำเข้าจากต่างประเทศมาตีตลาด เกิดปัญหาซาเล้งไม่กล้าเก็บขยะเพราะไม่คุ้มค่าตอบแทน ก่อให้เกิดปัญหาขยะล้นเมือง เพิ่มมลภาวะให้กับประเทศอีกทางหนึ่ง

เราจึงสรุปได้ว่า ขยะที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการคัดแยกจากครัวเรือน เมื่อมารวมกับกระบวนการจัดการขยะที่ยังไม่ได้ประสิทธิภาพ จึงมีขยะที่ผ่านกระบวนการรีไซเคิลน้อย ทำให้เกิดปัญหาขยะล้นเมืองในประเทศไทย

นายสนธิได้โพสต์ในบัญชีเฟซบุ๊กเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยมีขยะพลาสติกเกิดขึ้นปีละ 2 ล้านตัน แต่มีเพียง 5 แสนตันเท่านั้นที่สามารถนำกลับมารีไซเคิลใช้ประโยชน์ได้

ดังนั้น การแก้ปัญหาด้วยการงดแจกถุงพลาสติกเพียงอย่างเดียว อาจเป็นแค่เพียงการบรรเทาปัญหาโดยผลักภาระการแก้ปัญหาไปที่ผู้บริโภค แต่ไม่อาจแก้ปัญหาขยะพลาสติกล้นเมืองอย่างได้ผล ถ้าไม่มีการเริ่มต้นนโยบายการรีไซเคิลขยะอย่างจริงจัง

งดแจกถุงพลาสติก
ชายคนหนึ่งกำลังหาขยะพลาสติกเพื่อนำไปรีไซเคิลที่ประเทศมาเลเซีย ภาพถ่ายโดย MOHD SAMSUL MOHD SAID, GETTY

ต่างประเทศ: ให้ความสำคัญกับนโยบายการแยกและรีไซเคิลขยะไม่แพ้การงดแจกถุงพลาสติก

ปัจจุบัน ทั่วโลกให้ความสนใจกับการคัดแยก รีไซเคิล รวมไปถึงการใช้ประโยชน์ขยะที่เกิดจากครัวเรือนให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ในประเทศสวีเดนที่ได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่ “ขาดแคลนขยะ” เพราะนับตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1940 สวีเดนเริ่มต้นโครงการคัดแยกขยะ นำขยะกลับมาใช้เป็นพลังงาน ปัจจุบัน สวีเดนสามารถพัฒนาเทคโนโลยีนำขยะมาใช้เป็นพลังงานได้ และสามารถนำขยะกลับมาใช้ใหม่อีกครั้งถึงร้อยละ 96

ด้านประเทศเยอรมนีเองก็เป็นประเทศที่มีอัตราการรีไซเคิลขยะที่ดีที่สุดในโลก เมื่อปี 2561 เยอรมนีมีอัตราการรีไซเคิลขยะถึงร้อยละ 56.1 เพราะเยอรมนีมีกฎหมายการควบคุมขยะมูลฝอยในทุกขั้นตอนนับตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการบริโภค รวมไปถึงวางนโยบายให้ประชาชนคัดแยกขยะก่อนทิ้งทุกครั้ง และมีระบบมัดจำค่าขวดพลาสติกที่กระตุ้นให้ประชาชนส่งคืนขวดเพื่อนำไปรีไซเคิล ซึ่งสามารถรีไซเคิลขวดพลาสติกได้ถึงร้อยละ 90

งดแจกถุงพลาสติก
ประเทศฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มาของขยะพลาสติกพลาสติกเป็นอันดับสามของโลก ในภาพคือขยะที่ถูกคัดแยก ภาพถ่ายโดย RANDY OLSON, NATIONAL GEOGRAPHIC

แม้ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ส่งออกขยะพลาสติกเข้ามายังประเทศไทยเป็นอันดับหนึ่ง และเป็นประเทศที่ผลิตขยะพลาสติกต่อคนปริมาณมากที่สุดรองจากสหรัฐอเมริกา แต่ภายในประเทศก็มีระบบและกฎหมายการคัดแยกขยะที่เข้มงวด โดยเริ่มตั้งแต่การคัดแยกขยะที่ทุกครัวเรือนต้องแยกขยะประเภทต่างๆ และจะต้องทิ้งขยะที่คัดแยกแล้วตามวันที่ชุมชนกำหนดไว้ อีกทั้งญี่ปุ่นยังมีกฎหมายสำหรับการจัดการขยะพลาสติกซึ่งนำมาบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีกรณีศึกษาจากประเทศอื่นๆ เช่น เกาหลีใต้ ที่มีอัตราการรีไซเคิลขยะสูงถึงร้อยละ 53.7 ประเทศบังกลาเทศที่มีกฎหมายห้ามผลิตและงดแจกถุงพลาสติก หากฝ่าฝืนมีโทษปรับ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2561 ประเทศออสเตรียสามารถรีไซเคิลขยะได้ร้อยละ 53.8 และมีกฎหมายห้ามนำขยะหลายประเภทไปทิ้งในหลุมกำจัดขยะ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์มีนโยบาย “คนก่อมลพิษจ่าย” ที่ให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนจ่ายค่าขยะในกรณีที่มีการผลิตขยะที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ และประเทศจีนซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้นำเข้าขยะรายใหญ่ของโลก ก็มีนโยบายห้ามการนำเข้าพลาสติกรีไซเคิลเมื่อช่วงปลายปี 2560 (แต่นโยบายนี้กลับเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ขยะจากทั่วโลกถูกส่งมายังประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน)

ถุงพลาสติก
วิธีการจำหน่ายสินค้าแบบเติม โดยให้ลูกค้านำบรรจุภัณฑ์มาด้วยตัวเอง ถือเป็นวิธีการลดพลาสติกที่ได้ผลอีกวิธีหนึ่ง ภาพถ่ายโดย ANNE CUSACK, LOS ANGELES TIMES/GETTY

สิ่งที่ประเทศไทยควรดำเนินการเกี่ยวกับขยะพลาสติก

ดังจะเห็นได้ว่านโยบายงดแจกถุงพลาสติกของไทยซึ่งให้ผู้บริโภคเป็นผู้รับผิดชอบเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และเมื่อพิจารณาร่วมกับเงื่อนไขที่ว่าประเทศไทยมีแผนที่จะห้ามการนำเข้าขยะพลาสติกในปี 2021 โดยจะมีการตั้งระบบการจัดเก็บและคัดแยกขยะ ตั้งระบบควบคุมมลพิษให้มีประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม แผนการนี้ต้องอาศัยการดำเนินการอย่างเข้มงวดและจริงจัง เพราะเป็นการเปลี่ยนจากนโยบายสนับสนุนการตั้งโรงงานรีไซเคิลขยะจากต่างประเทศอย่างง่ายดายที่เคยเป็นมาแต่เดิม

ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้แผนการดังกล่าวเป็นจริงได้คือการจัดตั้งระบบ หรืออาจถึงขั้นตรากฎหมายในการคัดแยกขยะและการรีไซเคิลขยะให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ประเทศไทยมีขยะพลาสติกที่เพียงพอต่อการรีไซเคิล หรือสามารถนำไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ รวมไปถึงการออกแบบวิธีการแก้ปัญหาขยะนับตั้งแต่การผลิตไปจนถึงผู้บริโภค เช่นเดียวกับต่างประเทศดังที่ได้กล่าวมา เพราะไม่มีนโยบายการกำจัดขยะใดที่มีประสิทธิภาพที่มาจากการปฏิบัติของประชาชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ภาครัฐควรมีบทบาทเชิงรุกในการแก้ปัญหาองค์รวมให้เป็นระบบ จึงจะประสบความสำเร็จ

แหล่งข้อมูล

ไทยนำเข้าขยะพลาสติก 481,381 ตัน/ปี สูงสุดเป็นอันดับ 3 ในอาเซียน

Curbing the waste crisis

AS WORLD’S TRASH FLOODS THAILAND, ACTIVISTS CALL FOR WASTE IMPORT BAN

Thailand to ban foreign plastic waste from 2021

6 ประเทศตัวอย่าง กับวิธีการจัดการปัญหาพลาสติกล้นเมือง

เปิดโมเดลต้นแบบ 5 ประเทศ “รีไซเคิลขยะ” มากที่สุดในโลก


อ่านเพิ่มเติม มาตรการงดใช้พลาสติกทั่วเอเชีย กับก้าวที่เริ่มต้นในประเทศไทยถุงพลาสติก

เรื่องแนะนำ

ป่าชายเลน ผืนใหญ่ที่สุดในโลก : ซุนดาร์บันส์

ป่าชายเลนขนาดใหญ่ที่สุดในโลกนาม ซุนดาร์บันส์ (Sundarbans) หยัดยืนอยู่ดั่งกำแพงสีเขียวที่คอยดูดซับคลื่นพายุซัดฝั่ง และลดทอนกำลังพายุไซโคลน สำหรับชาวบ้าน ป่าผืนนี้ยังเป็นแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ คำถามคือจะอีกนานเพียงใด

ลุ่ม แม่น้ำโขง กำลังอยู่ในภาวะแห้งแล้งขั้นอันตราย

ชาวประมงบนริมฝั่ง แม่น้ำโขง ที่จังหวัดหนองคาย ประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มกราคม ที่ผ่านมา ภาพถ่ายโดย SOE ZEYA TUN, REUTERS แม่น้ำโขง สายนี้หล่อเลี้ยงอารายธรรมมาเป็นเวลานับพันปี ขณะนี้กำลังแห้งแล้ง และไม่อาจทนกับการจู่โจมการจากการก่อสร้างเขื่อน การทำประมงเกินขนาด และการขุดทราย (sand mining) ได้อีกต่อไป กรุงพนมเปญ, กัมพูชา – เป็นเวลาหลายเดือนมาแล้วที่บรรดาโลมาอิรวดี (Irrawaddy dolphin) ว่ายน้ำมาติดตาข่ายดักปลาของชาวประมงซึ่งถูกพบเห็นในแม่น้ำโขงที่กำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เป็นจุดที่ห่างจากแหล่งอาศัยดั้งเดิมทางตอนเหนือของกัมพูชา นักอนุรักษ์ธรรมชาติต่างพยายามช่วยเหลือบรรดาสัตว์ที่กำลังสุ่มเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ในแม่น้ำแห่งนี้แม้จะต้องแข่งกับเวลาที่กำลังหมดลง สำหรับชาวกัมพูชา โลมามีบทบาทในเชิงเปรียบเทียบตามความเชื่อ มันแสดงให้เห็นถึงความผิดปกติของลำน้ำโขง ชะตาชีวิตของปลาเหล่านี้ขึ้นอยู่กับความสมดุลของธรรมชาติ แม่น้ำโขงก็เช่นกัน สัญญาณเหล่านี้กำลังแสดงให้เห็นว่า แม่น้ำที่ได้ชื่อว่ามีระบบนิเวศอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกกำลังอยู่ในภาวะที่บีบคั้นในระดับลุ่มแม่น้ำ เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่วิกฤตสิ่งแวดล้อมกำลังปรากฏขึ้นลางๆ ในเส้นทางน้ำที่มีความยาวกว่า 4,300 กิโลเมตร และไหลผ่านถึง 6 ประเทศ แม่น้ำโขงไม่อาจทนกับการจู่โจมการจากการก่อสร้างเขื่อน การทำประมงเกินขนาด และการขุดทรายได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม แม้จะอยู่ในภาวะอ่อนแอ แม่น้ำสายนี้ก็ยังคงทรงพลังเนื่องจากมีผู้คนกว่า 60 ล้านคนที่ยังคงพึ่งพิงแม่น้ำสายนี้ในการหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ในปี 2019 […]

โรคระบาดเกิดจากการทำลายธรรมชาติของมนุษย์

จุดแบ่งเขตระหว่างพื้นที่การเกษตรกับป่าฝนในอุทยานแห่งชาติอีกวาซูในบราซิล ซึ่งได้สูญเสียพื้นที่ป่าไปจำนวนมากในรายงานสถานการณ์การตัดไม้ทำลายป่ารอบโลก ภาพถ่ายโดย FRANS LANTING, NATIONAL GEOGRAPHIC รายงานฉบับใหม่ของ WWF เรียกร้องให้มีมาตรการระดับนานาชาติในเรื่องของการค้าสัตว์ป่า การทำลายธรรมชาติ และการทำฟาร์มแบบอุตสาหกรรม บรรดาผู้นำจากทั้งองค์การสหประชาชาติ องค์การอนามัยโลก และกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) เห็นตรงกันว่า โรคระบาดเช่นไวรัสโคโรนาที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้เป็นผลมาจาก การทำลายธรรมชาติ ของมนุษยชาติ และมนุษย์เองก็ละเลยความจริงนี้เป็นระยะเวลาหลายทศวรรษ ทั้งการค้าสัตว์ป่าในรูปแบบที่ไม่ยั่งยืนและผิดกฎหมาย รวมไปถึงการทำตัดไม้ทำลายป่ายังคงเป็นสาเหตุเบื้องหลังของโรคระบาดที่ติดต่อจากสัตว์สู่คน รายงานจาก WWF ที่เผยแพร่เมื่อวันพุธที่ผ่านมาเตือนว่า ความเสี่ยงที่โรคระบาดชนิดใหม่ๆ จะเกิดขึ้นในอนาคตมีสูงมากกว่าที่เคยเป็นมา และจะมีความวุ่นวายในเรื่องของสาธารณสุข เศรษฐกิจ และความมั่นคงปลอดภัยระดับโลก โดยบรรดาผู้นำจากหน่วยงานเหล่านี้ได้ออกชุดคำเตือนในประเด็นนี้นับตั้งแต่ในช่วงต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้เชี่ยวชาญด้านความหลากหลายทางชีวภาพกล่าวว่าในอนาคตอาจจะมีการระบาดของโรคที่อันตรายมากขึ้นหากไม่มีการหยุดการทำลายธรรมชาติอย่างเร่งด่วน เมื่อต้นเดือนมิถุนายน ประธานด้านสิ่งแวดล้อมขององค์การสหประชาชาติและนักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำกล่าวว่าโควิด-19 นั้นเหมือนเป็นสัญญาณ S.O.S สำหรับการประกอบกิจการของมนุษย์ว่าแนวคิดทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้ตระหนักว่าความมั่งคั่งของมนุษย์ก็ขึ้นอยู่กับธรรมชาติเช่นกัน “เราได้เห็นโรคภัยหลายชนิดเกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้ง ไวรัสซิกา, เอดส์, ซาร์ส และอีโบลา ซึ่งทั้งหมดเริ่มมาจากประชากรสัตว์ป่าที่ตกอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ถูกกดดัน” อลิซาเบธ มารูนา เมรมา หัวหน้าด้านความหลากหลายทางชีวภาพขององค์กรสหประชาชาติ, มาเรีย เนย์รา ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และ มาร์โก แลมเบอร์ตินี […]

ทะเลน้ำแข็งฤดูร้อนของอาร์กติกอาจละลายหมดในปี 2035 (ดังช่วงหลังยุคน้ำแข็ง)

ในช่วงเวลาไม่ถึง 20 ปีต่อจากนี้ ทะเลน้ำแข็งของอาร์กติกในซีกโลกเหนืออาจกลายเป็นเพียงอดีต เมื่อเดือนกรกฎาคม 2020 จำนวนน้ำแข็งที่ปกคลุมมหาสมุทรอาร์กติกมีปริมาณน้อยกว่าเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา นับตั้งแต่นักวิทยาศาสตร์เริ่มติดตามน้ำแข็งในปี 1979 อันเป็นก้าวย่างไปสู่การทำล้ายล้างและเปลี่ยนโฉมหน้าโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ ฤดูร้อนที่ไร้แผ่นน้ำแข็งของมหาสมุทรอาร์กติก ในแต่ละปี แผ่นน้ำแข็งทะเลอาร์กติกจะขยายเนื่องจากผิวน้ำจะถูกแช่แข็งในระหว่างฤดูหนาวอันยาวนานและมืดมน ในเดือนมีนาคม ซึ่งมักจะมีจำนวนแผ่นน้ำแข็งสูงสุด แผ่นน้ำแข็งจะมีพื้นที่เท่ากับมหาสมุทรอาร์กติก หรือเกือบ 16 ล้านตารางกิโลเมตร น้ำแข็งจะละลายในช่วงฤดูร้อน จนถึงช่วงเวลาที่มีน้ำแข็งน้อยที่สุดในเดือนกันยายน ในเดือนกรกฎาคมช่วงทศวรรษ 1980 มีแผ่นน้ำแข็งครอบคลุมพื้นที่กว่า 9,800,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดเทียบได้กับประเทศสหรัฐอเมริกาหรือแคนาดาเลยทีเดียว แต่ในเดือนกรกฎาคม 2020 ทะเลน้ำแข็งครอบคลุมพื้นที่เพียง 7,200,000 ตารางกิโลเมตร นับตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา ทะเลน้ำแข็งอาร์กติกลดลงเฉลี่ย ราว 70,000 ตารางกิโลเมตรต่อปี และไม่ได้เพิ่มขนาดอีกเลย งานศึกษาที่เผยแพร่ในนิตยสาร Nature Climate Change ได้สนับสนุนการคาดการณ์ว่า ฤดูร้อนในทะเลที่อยู่เหนือสุดของโลกกำลังจะสูญเสียพื้นที่น้ำแข็งทั้งหมดภายในปี 2035 “สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่าสิ่งที่เรารู้ (พื้นที่น้ำแข็งละลาย) กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ขณะนี้เรารู้ว่าเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับมัน [อาจจะเร็วกว่าที่เราคิด]” มาเรีย วิกตอเรีย […]