โลกร้อน กับวิกฤติน้ำแข็งขั้วโลกละลาย - นิตยสาร เนชั่นแนล จีโอกราฟิก

โลกร้อนกับวิกฤติน้ำแข็งขั้วโลกละลาย

อาทิตย์อัสดงสาดแสงแดงอาบช่องแคบเลอแมร์ นอกฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรแอนตาร์กติก น้ำแข็งตามแนวชายฝั่งของทวีปแห่งนี้เริ่มสั่นคลอน เนื่องจากทะเลและอากาศที่โอบล้อมอบอุ่นขึ้นเพราะ โลกร้อน

 

ภาวะ โลกร้อน กำลังก่อวิกฤติน้ำแข็งขั้วโลกละลาย

เมื่อมองลงมาจากเบื้องบน หิ้งน้ำแข็งเกาะไพน์ดูไม่ต่างจากรถไฟที่กำลังตกรางอย่างช้าๆ พื้นผิวของมันเต็มไปด้วยรอยแตกขนาดใหญ่หลายพันรอย ชายขอบโดยรอบเป็นริ้วร่องจากรอยแยกหลายแห่งที่กว้างเกือบครึ่งกิโลเมตร  ระหว่างปี 2015 ถึง 2016 น้ำแข็งขนาด 580 ตารางกิโลเมตรแตกออกทางด้านท้ายและลอยละล่องไปในทะเลอามันด์เซน  ในช่วง 20 ถึง 30 ปีที่ผ่านมาน้ำในบริเวณดังกล่าวอุ่นขึ้นกว่าครึ่งองศาเซลเซียสจากภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นอัตราที่ทำให้น้ำแข็งละลายและการแตกตัวเพิ่มขึ้นถึงสี่เท่า

หิ้งน้ำแข็งเกาะไพน์เป็นส่วนปลายที่ลอยอยู่ในน้ำของธารน้ำแข็งเกาะไพน์ (Pine Island Glacier) ซึ่งเป็นหนึ่งใน ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่หลายแห่งที่ละลายลงสู่ทะเลอามันด์เซน  รวมๆกันแล้วเรียกว่า พืดน้ำแข็งแอนตาร์กติกตะวันตก (West Antarctica Ice Sheet)  มีความหนากว่าสามกิโลเมตรและกินพื้นที่กว้างกว่าประเทศฝรั่งเศสสองเท่า  พืดน้ำแข็งนี้ทอดตัวผ่านหมู่เกาะหลายแห่ง แต่พื้นที่ส่วนใหญ่ทอดตัวอยู่บนแอ่งก้นสมุทรที่ระดับความลึกกว่า 1,500 เมตรจากระดับทะเล ทำให้เปราะบางเป็นพิเศษเมื่อมหาสมุทรอุ่นขึ้น  หากน้ำแข็งอันเปราะบางทั้งหมดนี้เคลื่อนตัวหลุดออกจากที่ตั้ง แตกหักเป็นเสี่ยงๆ และลอยละล่องออกไป อย่างที่นักวิจัยเชื่อมากขึ้นเรื่อยๆว่า อาจเกิดขึ้นจริง นั่นจะทำให้ระดับทะเลเพิ่มสูงขึ้นราว 3.3 เมตรและท่วมกลบชายฝั่งทะเลทั่วโลก

พืดน้ำแข็งที่ถูกเหนี่ยวรั้งหรือตรึงไว้ด้วยหิ้งน้ำแข็งตามแนวชายขอบ ขณะที่ปราการลอยน้ำเหล่านั้นซึ่งถูกค้ำยันด้วยภูเขาเดี่ยวๆ และสันหินตามขอบแอ่ง เริ่มพังทลายลง ทั่วท้องทะเลอามันด์เซนและตามแนวชายฝั่งแปซิฟิกของแอนตาร์กติกาตะวันตก  หิ้งน้ำแข็งหลายแห่งกำลังอ่อนแรง ขณะที่ธารน้ำแข็งซึ่งอยู่ด้านหลังก็เริ่มหดตัว  หิ้งน้ำแข็งเกาะไพน์ซึ่งหนาราว 400 เมตรตลอดพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน เพราะน้ำแข็งบางลงโดยเฉลี่ย 45 เมตรระหว่างปี 1994 ถึง 2012 แต่ที่น่าวิตกกว่าคือธารน้ำแข็งทเวตส์ที่อยู่ใกล้เคียงซึ่งหากพังทลายลง อาจสร้างความสั่นคลอนให้พืดน้ำแข็งส่วนใหญ่ในแอนตาร์กติกาตะวันตก

เอริก ริกนอต นักวิทยาธารน้ำแข็ง (glaciologist) จากห้องปฏิบัติการจรวดขับดันหรือเจพีแอล (Jet Propulsion Laboratory: JPL) ขององค์การนาซาบอกว่า “ธารน้ำแข็งเหล่านี้หดตัวเร็วที่สุดบนพื้นโลกแล้วครับ” ริกนอตผู้ศึกษาภูมิภาคนี้มานานกว่า 20 ปีเชื่อว่า  การล่มสลายของพืดน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตกเป็นเรื่องของเวลาว่าช้าหรือเร็วเท่านั้น  คำถามคือจะเกิดขึ้นในอีก 500 ปีข้างหน้าหรือน้อยกว่าร้อยปี  และมนุษยชาติจะมีเวลาเตรียมตัวเพื่อรับมือหรือไม่

ริกนอตย้ำว่า “เราจำเป็นต้องได้ตัวเลขที่ถูกต้องครับ แต่ต้องระวังอย่ามัวแต่เสียเวลาคิดคำนวณตัวเลขนั้นมากเกินไป”

โลกร้อน
คาบสมุทรแอนตาร์กติกฝั่งตะวันตกอุ่นขึ้นเร็วกว่าบริเวณอื่นๆทั่วโลกหลายเท่า ปัจจุบัน ร้อยละ 90 ของธารน้ำแข็ง 674 แห่งในภูมิภาคนี้กำลังถอยร่นและแตกออก ส่งภูเขาน้ำแข็งจำนวนมากลงสู่ท้องทะเล เช่น ภูเขาน้ำแข็งที่เห็นนี้ในอ่าว แอนด์วอร์ด

 

นักวิทยาศาสตร์ใช้เวลานานกว่าจะตระหนักว่า น้ำแข็งในแอนตาร์กติกาตะวันตกละลายรวดเร็วเพียงใด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะด้านหน้าของหิ้งน้ำแข็งเกาะไพน์ซึ่งเป็นด้านที่ลอยอยู่ของธารน้ำแข็ง ผิวทะเลจะแข็งตัวในฤดูหนาว ส่วนในฤดูร้อน น้ำแข็งทะเลที่แตกออกจะจับตัวกับภูเขาน้ำแข็งที่แตกออกจากหิ้งน้ำแข็ง เกิดเป็นปราการเคลื่อนที่ที่ในอดีตเคยปิดกั้นเรือไม่ให้เข้าใกล้หิ้งน้ำแข็งอย่างน้อย 160 กิโลเมตร

เมื่อเดือนมีนาคม ปี 1994 เรือตัดน้ำแข็ง นาทาเนียล บี. ปาล์มเมอร์ของสหรัฐฯ น่าจะเป็นเรือเดินสมุทรลำที่สองที่เคยเข้าถึงหิ้งน้ำแข็งแห่งนี้ เรือปาล์มเมอร์ใช้เวลาเพียง 12 ชั่วโมงตรงด้านหน้าหิ้งน้ำแข็ง ก่อนที่น้ำแข็งทะเลจะรุกคืบเข้ามาจนเรือต้องถอยร่น ขึ้นเหนือ แต่ทีมงานยังมีเวลาพอที่จะหย่อนเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ผ่านมวลน้ำ และค้นพบสิ่งที่ชวนวิตก กล่าวคือ บริเวณใกล้ผิวน้ำ กระแสน้ำที่ไหลออกจากด้านล่างของหิ้งน้ำแข็งมีความเค็มน้อยกว่าน้ำทะเลที่อยู่รายรอบเล็กน้อย ทั้งนี้เพราะถูกเจือจางด้วยน้ำแข็งที่ละลายออกมา (น้ำแข็งเป็นน้ำจืดเพราะเกิดจากหิมะที่ตกในแอนตาร์กติกาตะวันตก) และที่ระดับความลึก 600 ถึง 900 เมตรตามแนวหุบผาชันก้นสมุทรใต้หิ้งน้ำแข็งมีกระแสน้ำที่อุ่นกว่าไหลเข้ามา

สแตน เจคอบส์ นักสมุทรศาสตร์ เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น น้ำอุ่นนั้นไหลมาจากมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ซึ่งอยู่ห่างออกไปทางเหนือกว่า 300 กิโลเมตร เป็นน้ำที่หนาแน่นไปด้วยเกลือมากเสียจนไหลไปตามพื้นของหุบผาชันใต้ทะเลที่ลาดตัวต่ำลงมาทางธารน้ำแข็ง  ธารน้ำแข็งเองมีส่วนกัดเซาะให้เกิดหุบผาชันดังกล่าวเมื่อหลายพันปีก่อนในสมัยน้ำแข็ง

โลกร้อน
เส้นโค้งที่สวยงามของภูเขาน้ำแข็งคือประจักษ์พยานของการละลายอย่างรวดเร็วที่มันเคยเผชิญ เมื่อถูกตัดขาดจาก ธารน้ำแข็งและไหลลงสู่ช่องแคบเลอแมร์ ฤดูหนาวทางฝั่งตะวันตกของคาบสมุทรแอนตาร์กติกาอุ่นขึ้นราวห้าองศาเซลเซียสนับตั้งแต่ปี 1950

ปัจจุบัน หุบผาชันแห่งเดียวกันนี้กลายเป็นช่องทางของน้ำทะเลอุ่นด้านล่างหิ้งน้ำแข็งเกาะไพน์ ณ จุดใดจุดหนึ่งลึกเข้ามาในแผ่นดินอีกหลายสิบกิโลเมตร  น้ำอุ่นพบกับ “เส้นเกยตื้น” (grounding line) ซึ่งเป็นจุดที่ธารน้ำแข็งยกตัวขึ้นเหนือก้นสมุทรและกลายเป็นหิ้งน้ำแข็งที่ลอยตัว เมื่อเจอกับกำแพงน้ำแข็งดังกล่าว น้ำอุ่นก็จะกัดเซาะ ทำให้เกิดกระแสน้ำที่เต็มไปด้วยน้ำจืดจากน้ำแข็งละลาย แต่เนื่องจากน้ำที่ละลายนี้เย็นกว่าและจืดกว่า จึงมีความหนาแน่นน้อยกว่า ทำให้ลอยตัวขึ้นเหนือกระแสน้ำอุ่นที่ไหลบ่าเข้ามา และไหลกลับออกสู่ทะเลข้างใต้หิ้งน้ำแข็ง

การวัดปริมาณน้ำจืดดังกล่าวช่วยให้นักวิจัยพยากรณ์ปริมาณน้ำแข็งที่สูญเสียไปได้ เอเดรียน เจนกินส์ นักวิทยาธารน้ำแข็ง บอกว่าอัตราการละลายอยู่ในระดับที่ “บ้าไปแล้ว” จากการคำนวณเขาพบว่า หิ้งน้ำแข็งสูญเสียน้ำแข็ง 53 ตารางกิโลเมตรต่อปีจากด้านล่าง และน้ำแข็งส่วนที่ใกล้กับเส้นเกยตื้นอาจบางลงถึง 90 เมตรต่อปีทีเดียว

เจนกินส์ย้ำว่า “ธารน้ำแข็งที่ละลายเร็วขนาดนี้เกินกว่าที่เราคาดคิดไว้มากครับ”

เรื่อง ดักลาส ฟ็อกซ์

ภาพถ่าย คามิลล์ ซีแมน

 

อ่านเพิ่มเติม

คืนชีพแรดขนจากยุคน้ำแข็ง

ติดตามข้อมูลดีๆจาก NGThai.com ได้ที่นี่

เรื่องแนะนำ

ป่าแอมะซอนกำลังสูญเสียพื้นที่นับล้านตารางกิโลเมตร

ข้อมูลใหม่เผยให้เห็นรายละเอียดการสูญเสียพื้นที่ ป่าแอมะซอน ในประเทศบราซิลที่รวดเร็วอย่างน่าเจ็บปวด นับจนถึงวันนี้ (23 สิงหาคม) เป็นเวลากว่า 3 สัปดาห์แล้วที่ป่าฝนแอมะซอน ผืนป่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก กำลังเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ส่งผลให้ธรรมชาติ ทั้งพรรณไม้และสัตว์ป่าซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่ปรากฏแค่ในป่าแอมะซอนเท่านั้นได้รับผลกระทบ โดยคาดว่าขณะนี้มีพื้นที่ป่าที่ถูกไฟไหม้ไปแล้วกว่า 3,000 ตารางกิโลเมตร โดยในทางธรรมชาติ ถือเป็นการสูญเสียปราการทางธรรมชาติของมนุษย์อย่างมหาศาล ป่าแอมะซอนได้ชื่อว่าเป็น ปอดของโลก เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตก๊าซออกซิเจนให้กับโลกมากถึงร้อยละ 20 และมีปัจจัยสำคัญในการต่อสู้เรื่องภาวะโลกร้อน โดยการช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ทำลายชั้นบรรยากาศโลกเฉลี่ยปีละกว่า 2,000 ล้านตัน  นอกจากนี้ แอมะซอนยังเป็นป่าฝนที่มีความสมบูรณ์ที่สุดนอกจากนี้ยังเป็นบ้านของชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปกป้องผืนป่าแอมะซอนนับล้านคน แม้ว่าการเกิดไฟป่าแอมะซอนจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติในช่วงหน้าแล้ง แต่จากการเก็บข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม พบว่ามีการเกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 83 จากปีที่แล้ว แม้สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากภาวะโลกร้อน แต่สาเหตุโดยส่วนใหญ่นั้นเชื่อว่าเกิดจากมนุษย์ที่เข้าไปบุกรุกในพื้นที่ป่า ในปี 2018 กิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์เป็นเหตุให้เกิดการสูญเสียพื้นป่าหลายแห่งในโลก รวมไปถึง ป่าแอมะซอน ตามข้อมูลที่รวบรวม วิเคราะห์ และรายงานโดยกลุ่มนักวิจัยที่ชื่อว่า Global Forest Watch ในมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ (University of Merryland) การตัดไม้โดยไม่มีการควบคุม เป็นเหตุของการสูญเสียพื้นที่ป่าโดยรวม โดยส่วนมากเป็นการตัดไม้เพื่อทำพื้นที่ปศุสัตว์ แต่กิจกรรมเชิงพาณิชย์อื่นๆ […]

“เจ้าหน้าที่ด้านนี้ไม่มีใครไม่รักต้นไม้”พูดคุยกับเขตดุสิตที่ตัดแต่งต้นไม้ริมถนนได้ดี

แม้จะมีหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานครที่ได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการตัดแต่ง ต้นไม้ริมถนน ที่เกินความจำเป็น แต่ในพื้นที่เขตดุสิตมีการตัดแต่งต้นไม้สาธารณะที่สวยงาม พวกเขาทำได้อย่างไร ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดาคนที่รักต้นไม้ต่างแสดงความเห็นถึงเหตุการณ์การตัด ต้นไม้ริมถนน ในพื้นที่สาธารณะของสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานครแห่งหนึ่ง ที่ได้ตัดต้นไม้ในลักษณะที่เกินความจำเป็น เช่น การบั่นยอดของต้นไม้ทิ้งทั้งหมดเป็นแนวยาว หรือการตัดกิ่ง-ยอดของต้นไม้จนไม่สามารถให้ร่มเงาตามพื้นที่ริมทางได้เช่นเคย ส่งผลต่อทั้งทัศนียภาพและบรรยากาศโดยรวมของพื้นที่สีเขียวซึ่งมีอยู่น้อยนิดอยู่แล้วในกรุงเทพมหานคร อันที่จริง เหตุการณ์ในลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เรามักพบเห็นการตัด ต้นไม้ริมถนน ในพื้นที่สาธารณะในระดับที่ส่งผลต่อทัศนียภาพดั้งเดิมมากเกินไปในพื้นที่กรุงเทพมหานครในหลายพื้นที่มาหลายปีแล้วเช่นกัน ในอีกด้านหนึ่ง ทางกองบรรณาธิการได้ลงพื้นที่สำรวจเขตดุสิต หนึ่งในพื้นที่ใจกลางเมืองของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญทางราชการหลายแห่ง พบว่าต้นไม้ในพื้นที่สาธารณะนั้นได้รับการตกแต่งเป็นอย่างดี และสามารถตัดแต่งให้สอดรับกับสายไฟและสายสื่อสาร ซึ่งถือว่าเป็นอุปสรรคในการตัดแต่งต้นไม้ที่มีมากไม่แพ้เขตอื่นๆ และทำให้เราได้เห็นทัศนียภาพพื้นที่สีเขียวที่ได้รับการจัดวางเป็นอย่างดี เราได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ คุณจินดา พงศ์ด่านเพชร เจ้าพนักงานการเกษตรชำนาญงาน ฝ่ายรักษาความสะอาด สำนักงานเขตดุสิต ถึงที่มาที่ไปและวิธีการตัดแต่งต้นไม้จนเกิดทัศนียภาพที่สวยงามได้เช่นนี้ คุณจินดาเล่าให้ฟังว่า อันที่จริงแล้วเขตดุสิตก็เป็นเหมือนพื้นที่อื่นๆ ในกรุงเทพที่มีต้นไม้ใหญ่เป็นจำนวนมาก จึงต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลการตัดต้นไม้ ซึ่งมีนโยบายหรือโจทย์สำคัญว่าต้นไม้ที่ตัดแต่งแล้วต้องทั้งปลอดภัยและสวยงาม ซึ่งคำว่าปลอดภัยนี้ คือต้นไม้ต้องไม่หักลงมา, ยื่นเข้าไปในผิวจราจร หรือทำความเดือดร้อนให้ประชาชน นอกจากนี้ การตัดแต่งต้นไม้ต้องคงสภาพความสวยงาม ซึ่งจะต้องใช้หลักวิชาการ เช่น ต้องไม่ตัดมากเกินไป และจะมีการเน้นย้ำต่อเจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการอยู่ตลอด “แต่ถามว่าเราเคยโดน (ชาวบ้าน) ล้อมไหม ก็เคย และก็ต้องปล่อยเหมือนกัน ตรงนี้ก็ทำให้เราต้องระมัดระวังในการตัดมากขึ้น […]

New River Gorge จากเหมืองถ่านหินทิ้งร้างสู่อุทยานแห่งชาติแห่งใหม่ของสหรัฐฯ

ชุบชีวิตเหมืองถ่านหินทิ้งร้างเป็น New River Gorge อุทยานแห่งชาติและเขตอนุรักษ์แห่งใหม่ของสหรัฐอเมริกา บางครั้งการจะทำให้สถานที่ใดสถานที่หนึ่ง ซึ่งไม่ค่อยมีคนรู้จักให้พลิกตาลปัตรกลับกลายมาเป็นสถานที่ที่น่าสนใจ ก็เพียงแค่เปลี่ยนชื่อมันซะ นั่นคือกรณีเดียวกับอุทยานแห่งชาติที่เกิดขึ้นล่าสุดของสหรัฐอเมริกา อุทยานแห่งชาติ New River George ในรัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ที่อดีตเคยเสื่อมโทรมจากเหมืองถ่านหินที่ถูกทิ้งร้าง การตั้งชื่อ New River ไม่ได้หมายความว่าแม่น้ำที่เกิดขึ้นใหม่แต่อย่างใด แต่กลับกันแม่น้ำสายหลักนี้ที่มีชื่อว่า Pangaea มีอายุอยู่มากกว่า 300 ล้านปีแล้วต่างหาก การกัดเซาะจากแม่น้ำที่เกิดขึ้นโดยผ่านระยะเวลาหลายล้านปีนั้นกลายเป็นงานแกะสลักอันล้ำค่า ทำให้เกิดช่องเขาลึกที่รายล้อมไปด้วยถ่านหินบิทูมินัสและหน้าผาที่สูงชันของหินทรายควอทซ์ เวลาผ่านล่วงมาเนิ่นนานจนในช่วงปลายทศวรรษที่ 1800 เป็นช่วงยุคที่เหมืองถ่านหินมากมายหลายบริษัทเกิดขึ้น ซึ่งส่วนมากจะถูกสร้างบริเวณที่มีหุบเขาพร้อมกับแม่น้ำไหลผ่านเหตุเพราะบริเวณโดยรอบๆนั้ นจะมีถ่านหินเยอะ จุดเริ่มต้นก่อนจะมาเป็นอุทยานแห่งชาตินั้นเริ่มต้นจากการเป็นเหมืองถ่านหินมาก่อน ปัจจัยหลักที่สำคัญก็คือถ่านหินบิทูมินัสตามหุบเขา ซึ่งเป็นถ่านหินที่สีดำอ่อนสามารถติดไฟพร้อมกับควันที่น้อย จึงเป็นชั้นที่โรงงานเหมืองต้องการมากที่สุด และเนื่องจากบริเวณโดยรอบนั้นประกอบด้วยหุบเขามากมาย ทำให้มีการสร้างทางรถไฟเกิดขึ้น หลังจากนั้นเหมืองขุดหลายสิบแห่งผุดขึ้นมา ตั้งแต่ช่วงปลายปีทศวรรษที่ 1800-1900 ได้มีการขุดเจาะถ่านหินหลายล้านตันจากผนังของช่องเขา แต่เบื้องหลังของการขุดเจาะก็เป็นเรื่องที่ค่อนข้างโหดร้าย ทางบริษัทได้ตอบแทนค่าขุดเจาะคิดเป็น 45 เปอร์เซ็นต่อตัน เฉลี่ยนักขุดเจาะระดับมืออาชีพนั้นได้ค่าแรงเฉลี่ยแค่วันละ 2 ดอลล่าห์เพียงเท่านั้น เหมืองและเมืองถ่านหินทั้งหมดในช่องเขา New River George ได้ถูกทิ้งร้างในช่วงทศวรรษ 1960 ถ่านหินมากมายถูกปลกคลุมไปด้วยพืชและพันธ์ไม้นานาชนิดทำให้ภายนอกดูน่ากลัว […]

คลิปนี้ดีต่อใจและจะทำให้คุณยิ้มได้

เพราะเหตุใดการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์แพนด้าจึงยุ่งยากและเต็มไปด้วยความท้าทาย ลองไปฟังจากปากของผู้ชายเจ้าของฉายา “ป๊ะป๋า” แพนด้ากันดีกว่า “ลูกแพนด้าจะทำให้คุณนึกถึงลูกๆของตัวเอง  และทำให้คุณหลงรักพวกมันครับ” เขาผู้นี้คือ “ป๊ะป๋าแพนด้า” (Papa Panda) หรือตำแหน่งอย่างเป็นทางการคือ ผู้อำนวยการศูนย์อนุรักษ์และวิจัยแพนด้ายักษ์ของจีน (China Conservation and Research Center for the Giant Panda) ที่นี่คือศูนย์เพียงแห่งเดียวในโลกที่ไม่เพียงประสบความสำเร็จในการเพาะขยายพันธุ์แพนด้า แต่ยังรวมถึงการปล่อยพวกมันกลับคืนสู่ธรรมชาติด้วย “การเพาะขยายพันธุ์แพนด้ามีปัญหาหลักๆ 3 ประการ ประการแรก การจะให้แพนด้าจับคู่ผสมพันธุ์เป็นเรื่องยาก ประการที่สอง การจะให้แพนด้าตั้งท้องก็เป็นเรื่องยาก และประการที่สาม การจะเลี้ยงลูกแพนด้าให้รอดก็เป็นเรื่องยากเช่นกัน แต่ด้วยการวิจัยอย่างต่อเนื่องยาวนาน 20 ปีของเราทำให้เราสามารถแก้ปัญหาทั้งสามประการนี้ได้” ลูกแพนด้าเมื่อแรกเกิดจะตาบอดและไม่สามารถถ่ายอุจจาระได้ด้วยตัวเองโดยปราศจากความช่วยเหลือ ก่อนหน้าที่เราจะทราบเรื่องนี้ ลูกแพนด้าจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในความดูแลของมนุษย์ตายลงจากอาการท้องผูก ปัจจุบัน อัตราการรอดชีวิตของลูกแพนด้าเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 90 ผู้ดูแลแพนด้าต้องเลียนแบบการเลียของแม่แพนด้าเพื่อช่วยเหลือลูกแพนด้าให้ขับถ่ายอย่างสม่ำเสมอ ลูกแพนด้าในความดูแลของมนุษย์ไม่สามารถส่งหรือปล่อยคืนสู่ธรรมชาติได้ทันที ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องฝึกสอนพวกมัน กุญแจสู่ความสำเร็จในการปล่อยแพนด้ากลับคืนสู่ธรรมชาติคือการลดหรือขจัดการพึ่งพามนุษย์ของพวกมัน ที่ศูนย์วิจัยบางแห่ง ลูกและแม่แพนด้าอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมกึ่งธรรมชาติ นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้ผมเกิดความคิดให้เราแต่งตัวด้วยชุดหมีแพนด้า ด้วยวิธีนี้ ลูกแพนด้าจะคุ้นเคยแต่กับ “แพนด้า” ตัวสีขาวดำเหมือนพวกมันเท่านั้น เพื่อช่วยกลบหรือลบกลิ่นมนุษย์  นักวิจัยต้องสเปรย์ฉี่และอุจจาระแพนด้าลงบนชุด […]